บทที่2
“พลอยโทรไปแคนเซิลออแกไนช์มาเหรอ”
หลังจากยกหูโทรศัพท์เสียงทุ้มก็รีบพูดแทรกขึ้นมาทันที ไพรินบล๊อกเบอร์และทุกช่องทางการติดต่อกับว่าที่เจ้าบ่าว เขาก็ยังจะโทรมาก่อกวนเบอร์ที่ทำงานอีก
“ก็ไม่มีงานแต่งแล้วนิคะ พลอยก็ต้องโทรไปแคลเซิลเค้าจะได้ไม่เสียเวลา”
“จะยกเลิกได้ยังไงกันพลอย การ์ดแต่งงานก็แจกไปหมดแล้ว”
“แล้วพี่จะให้พลอยทำยังไง พี่โอ๋ทำนิดท้องสี่เดือนแล้ว พลอยมีผัวคนเดียวกับเพื่อนไม่ได้หรอกค่ะ”
หลักฐานอยู่ในท้องสี่เดือน แล้วก่อนหน้านี่อีกล่ะ แฟนหนุ่มของเธอและเพื่อนรักของเธอนั้นแอบไปกินกันหลับหลังเธอมานานแค่ไหนแล้ว
“เรื่องของนิดมันเป็นความผิดพลาด เพราะพลอยทำแต่งานๆๆ ไม่เคยมีเวลาให้พี่เลย นิดเค้าคอยอยู่เป็นเพื่อนพี่เวลาพลอยไม่ว่าง มันเป็นความผิดพลาดจริงๆ พลอยเชื่อพี่เถอะ พี่เมาแล้วนิดก็เป็นฝ่ายมายั่วพี่”
ไพรินอ้างปากค้างที่ถูกโยนความผิดทั้งหมดมาให้เธอ ต่อให้เพื่อนเธอนั้นจะยั่วหรืออ้าขาให้ก่อน แต่ตบมือข้างเดียวมันไม่ดัง ถ้านิดไม่ส่งรูปกับผลการตั้งครรภ์มาให้เธอคงโง่แต่งงานกับผู้ชายแบบนี้ พี่โอ๋รุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัยคบกันมาจนทุกวันนี้ จนคุยเรื่องแต่งงาน ในชีวิตของไพรินมีแต่เรียนๆ จบมาก็ทุ่มเทกับงานที่รักจนละเลยแฟนหนุ่มไปบ้างเธอรู้ตัวดี ที่ผ่านมาเขาก็เข้าใจเธอมาตลอด งานของเธอนั้นล้นมือหัวหน้าโยนแคสยากๆมาให้ การรักษาสัตว์นอกจากจะใช้ความรู้ที่เรียนมาแล้ว ยังต้องทุ่มเทความเข้าใจเอาใจใส่และการสังเกตอาการควบคู่ไปด้วย เพราะสัตว์ทั้งหลายพูดไม่ได้ บอกอาการความเจ็บป่วยของตนไม่ได้ บางเคสต้องเฝ้ากันแทบไม่ได้หลับได้นอนด้วยซ้ำ เขาเองก็เป็นหมอไม่ใช่จะมีเวลาให้เธอ
“พอเถอะพี่โอ๋ พลอยยกเลิกงานแต่งทั้งหมดแล้ว”
“แล้วแบบนี้พี่จะเอาหน้าไปไว้ไหนพลอย แจกการ์ดไปแล้วอยู่ๆ เจ้าสาวก็มายกเลิก”
“เอาไว้บนบ่านั้นล่ะ!” ไพรินตวาดลั่นออฟฟิศ ไอ้ผู้ชายเห็นแก่ตัว กลัวเสียหน้าตัวเองจนลืมว่าได้ทำลายศักดิ์ศรีของลูกผู้หญิงถึงสองคน คนหนึ่งคือว่าที่เจ้าสาวที่คบกันมาหลายปี ส่วนอีกคนคือผู้หญิงที่อุ้มท้องลูกของเขา
เสียงเรียกชื่อเธอดังมาตามสาย ไพรินตัดสินใจวางสาย ทิ้งตัวลงกับพนักพิงเก้าอี้ อีกไม่กี่นาทีต้องเข้าผ่า เธอจำเป็นต้องรวบรวมสมาธิก่อนเข้าผ่าตัด ไม่อยากมาเสียเวลากับเรื่องไร้สาระพวกนี้
เสียงข้อความดังขึ้น ไพรินลืมตาขึ้นมาหยิบโทรศัพท์เครื่องหรูออกจากลิ้นชัก เธอบล๊อกพี่โอ๋ไปแล้ว
‘พลอยเราขอโทษจริงๆสำหรับทุกอย่าง เราอยากคุยกับพลอย วันนี้เลิกงานแล้วพลอยมาหาเราที่ร้านประจำของเราสองคนได้มั้ย เราจะรอพลอยจนกว่าพลอยจะมา’
มือบางกดปิดข้อความแล้วใส่คืนลงไปในลิ้นชัก เดินไปหยิบเสื้อกาวน์ที่แขวนอยู่มาสวมแล้วเดินออกจากห้องไป
ร่างบางก้าวลงจากรถ เธอยอมฝ่ารถติดของเมืองกรุงเพื่อมาร้านนี้ ร้านอาหารริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ที่เราสองคนมาฉลองทุกครั้งที่มีเรื่องดีๆเกิดขึ้นแต่ดูเหมือนครั้งนี้จะไม่ใช้เรื่องดี ลมเย็นๆจากแม่น้ำเจ้าพระยาพัดกระแทกใบหน้า ไพรินอยากให้ทุกเรื่องจบลงเสียที เธอเหนื่อยกับพี่โอ๋และนิดเต็มทนแล้ว
“พลอยทางนี้” ผู้หญิงในชุดคลุมท้องโบกมือร้องเรียก
ไพรินส่งยิ้มขื่นไปให้ ก่อนจะก้าวเดินไปยังโต๊ะริมน้ำนั้นด้วยความมั่นใจ เธอไม่ได้เป็นฝ่ายผิดในเรื่องนี้ ไม่จำเป็นต้องละลายใจ หรือรู้สึกผิดใดๆ
“เรานึกว่าพลอยจะไม่มาแล้ว เราสั่งของชอบพลอยทั้งนั้นเลย” นิตยารีบพรีเซนต์อาหารบนโต๊ะ
“จะไม่มาได้ยังไง เพื่อนชวนทั้งที อีกอย่างจะให้คนท้องมานั่งตากลมรอทั้งคืนเราคงไม่ใจดำขนาดนั้น”
“พลอย เราขอโทษ แต่เรากับพี่โอ๋รักกันจริงๆ” นิตยาเสียงสั่นเครือ ยกมือลูบหน้าท้องนูบเล็กน้อย เพื่อแสดงให้ไพรินเห็นว่าเธอนั้นกำลังมีพยานรักอยู่ในนี้
“แล้วทำไมนิดไม่บอกเราดีๆ นิดรู้ใช่ไหมว่าเราเพิ่งแจกการ์ดแต่งงานไป เราเห็นนิดเป็นเพื่อนรักมาโดยตลอด ถ้านิดกับพี่โอ๋รักกันทำไมไม่จูงมือมาบอกเราดีๆ เราพร้อมจะหลีกทางให้ ไม่ใช่ทำแบบนี้” ไพรินมองเพื่อนที่เคยรักด้วยแววตาผิดหวัง แม้เธอจะคบพี่โอ๋มานาน แต่หากหมดรักกันแล้วก็แค่บอกกัน ไม่ใช่ทำแบบนี้ แล้วอีกฝ่ายก็เป็นคนที่เธอไว้ใจที่สุด ผู้ชายไม่ตายก็หาใหม่ได้ชีวิตของเธอไม่ได้โคจรด้วยเพศชาย หากพี่โอ๋ไม่ตามตื้อจีบเธอมีเหรอหนอนหนังสือแบบเธอจะได้คบใคร ที่ผ่านมาเขาก็ดีกับเธอเสมอต้นเสมอปลายไม่คิดว่าลายจะออกก่อนแต่ง
“เพราะเรารู้ไง เราถึงได้บอกพลอยว่าเราท้องลูกพี่โอ๋อยู่” นิตยากัดริมฝีปาก เธอแอบคบพี่โอ๋มาสองปีแล้ว เขาบอกเธอมาตลอดว่าจะเลิกกับพลอย แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่เคยเอ่ยปากเลิกเสียที กลัวแต่พลอยจะรับไม่ได้กลัวพลอยเสียใจ แล้วเธอและคนที่เขานอนกอดอยู่ทุกคืน ต้องคอยหลบๆ ซ่อนๆ ไม่ให้ใครรู้ จนพลอยแจกการ์ดเธอถึงได้รู้ว่าพี่โอ๋ไม่เคยคิดจะเลิกกับพลอย และจะให้เธอเป็นเมียน้อยแบบนั้นตลอดไป เธอมีอะไรสู้พลอยไม่ได้กัน เป็นหมอเหมือนกันสวยกว่า เอาอกเอาใจเก่งกว่า มีเวลาให้เขาเสมอ นอกจากนามสกุลแล้ว พลอยไม่มีอะไรสู้เธอได้เลย
“อืม ตอนนี้เรารู้แล้ว แล้วเราก็ยกเลิกงานแต่งไปแล้ว นิดต้องการอะไรอีกถึงเรียกเรามา คงไม่ได้แค่จะขอโทษหรอกใช่มั้ย”
“พี่โอ๋ไม่ยอมรับลูกของเรา”ยืนยันที่จะแต่งงานกับพลอยให้ได้ แล้วเธอกับลูกในท้องล่ะ
“เรื่องนี้เราคงไปยุ่งด้วยไม่ได้ เพราะตอนที่เธอกับพี่โอมีอะไรกันเราไม่ได้ไปยืนดูซะด้วยสิ” ไพรินลุกขึ้นยืนเดินไปเกาะราวกั้นริมแม่น้ำ สายลมเย็นๆจากแม่น้ำเจ้าพระยาผัดผ่านร่างของเธอไป เธอหวังให้มันโอบอุ้มความเจ็บปวดและเสียใจที่มีในตอนนี้ไปด้วยให้หมดอย่าได้หลงเหลือแม้แต่ซากความทรงจำ ยังดีที่นิดเลือกที่จะบอกเธอก่อนงานแต่งงานที่กำลังจะมีขึ้นไม่เก็บความลับนี้เอาไว้จนเธอและพี่โอ๋แต่งงานกันไปแล้ว แค่นี้ป้าของเธอก็เสียใจมากพอแล้ว หลังจากนี้ไปเธอกับนิดคงไม่อาจกลับไปเป็นเพื่อนกันได้อีก ความไว้ใจและเชื่อใจไม่หลงเหลืออีกต่อไป เธอเจ็บที่ถูกนิดหักหลังมากกว่าเจ็บที่ถูกแฟนหนุ่มสวมเขาให้เสียอีก
“แต่ถ้าพลอยยังอยู่ พี่โอ๋ก็จะไม่มีวันให้เราเป็นตัวจริง พลอยเราขอโทษ ลูกเราจำเป็นต้องต้องมีพ่อ”
ไพรินเอี้ยวตัวกลับมาพบว่านิตยาเดินมายืนอยู่ข้างหลังของเธอ
“ขอโทษ”
ตุ้ม!
ไพรินหงายหลังลอยเคว้งคว้างตามแรงพลักล่วงหล่นสู่ผิวน้ำ เธอเห็นนิตยายืนยิ้มอยู่เหนือผิวน้ำไม่ไกล สองขาตะกุยตะกายเพื่อถีบตัวเองขึ้นจากน้ำแต่ความแรงของกระแสน้ำยามค่ำคืนรุนแรงเหลือเกิน อีกอย่างไพรินว่ายน้ำไม่เป็น นิตยารู้ดีแต่ก็ยังผลักเธอลงมา
ทำไมนิดทำกับเราแบบนี้
บทที่3เมื่อสอบถามข้อมูลของเจ้าของร่าง สุดท้ายก็ยอมรับความเป็นจริงทั้งหมดและยอมรับที่จะอยู่ในร่างนี้ต่อไป ในวันที่เธอตกแม่น้ำเจ้าพระยาเธอได้ทะลุมิติมายังโลกนี้ในช่วงเวลาที่อู่เหมยนาฮวยตกสระบัว ชิงชิงเล่าว่าตอนที่ช่วยนำร่างขึ้นมานั้น เหมยตาฮวยไม่หายใจแล้ว กว่าจะดึงลมหายใจกลับมาได้ก็ช่วยกันอยู่นานร่างของไพรินจมอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา ส่วนวิญญาณที่แท้จริงของอู่เหมยตาฮวยป่านนี้คงเดินทางไปยังภพปรโลกแล้ว“เฮ้อ!” ร่างบางลุกจากเตียงเดินมาทิ้งตัวที่หน้าคันฉ่องเหลืองบานใหญ่ สตรีที่อยู่เบื้องหน้าอายุเพียงยี่สิบ เท่านั้นกลับต้องมาจบชีวิตลง เธอเองก็อายุสามสิบห้า ก็ต้องตายไปทั้งแบบนั้น ช่างน่าอนาถ แต่ในเมื่อเธอได้มีโอกาสมีชีวิตกลับมาอีกครั้ง ไม่ว่าจะในอีกมิติหนึ่งที่ไม่คุ้นเคย เธอก็จะขออยู่ต่อไป เพื่อตนเองและเพื่อเจ้าของร่างเดิม“ถอนหายใจแบบนี้ไม่งามเลยเจ้าคะ” ชิงชิงที่ยืนใช้หยกสีขาวล้ำค่าสางผมให้สตรีเลอโฉมที่ส่องกระจกอยู่“ข้าขอบคุณเจ้าที่ยอมตอบคำถามของข้าโดยที่ไม่อารมณ์เสียใส่” เธอถามชิงชิงเยอะมากๆ ความทรงจำเดิมของเจ้าของร่างไม่มีเหลือมาให้เธอเลยแม้แต่นิดเดียว อยากได้ยาดมขวดเขียวดมทีสดชื่นไปถึงก้า
บทที่4อยู่บ้านท่านอย่านิ่งดูดาย ปั้นวัวปั้นควายให้ลูกท่านเล่นสุภาษิตไทยว่าแบบนั้น ในเมื่อจะกลับจวนสกุลอู่ เหมยตาฮวยจึงคิดว่าควรลาผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้าน ไปลามาไหว้ไม่เกินจริง“คาราวะท่านป้าจาง” เหมยตาฮวยยอบกายลงเล็กน้อยอย่างที่ชิงชิงพร่ำสอนก่อนมาจางฮูหยินถึงกับหางคิ้วกระตุก อู่เหมยตาฮวยไม่เคยเคารพนับถือนางเลยสักครั้ง มาอาศัยอยู่จวนนี้ด้วยบารมีของฮองเฮาถือตนว่าตัวเองเป็นถึงท่านหญิง หากไม่ใช่ว่านางเป็นมารดาของจางซานฟง เชื่อว่าอู่เหมยตาฮวยคงให้นางเป็นฝ่ายทำความเคารพเสียเอง“เข้ามานั่งก่อน ข้ากำลังคุยกับไป๋ซานอยู่พอดี นางบอกว่าเจ้าดีขึ้นแล้ว” สตรีวัยกลางคนกวักมือเรียกให้ผู้มาใหม่เข้ามานั่งร่วมโต๊ะเหมยตาฮวยเดินเข้ามาทรุดตัวลงนั่งเคียงข้างไป๋ซาน ดูจากกริยาอาการที่จางฮูหยินแสดงกับไป๋ซาน คงจะเอ็นดูคนรักของบุตรชายไม่น้อย ต่างจากนางที่เป็นคู่หมั้น จางฮูหยินดูเกรงอกเกรงใจมากกว่า“ขอบคุณท่านป้าเจ้าค่ะ”“เป็นอย่างไรบ้างพักผ่อนจนหายสนิทแล้วใช่ไหม ข้าไม่ได้ไปเยี่ยมเยียนเจ้าที่เรือนแต่ก็ฟังข่าวคราวจากหมอหลวงตลอด เพราะช่วงนี้ปวดขาเดินไกลๆ ไม่ค่อยจะไหว ดีมีไป๋ซานมานั่งคุยเป็นเพื่อนช่วยคลายเหงาได้บ้าง”
บทที่5 “น้องหญิง” อู่ไท่จงรีบวิ่งมาประคองน้องสาวลงจากรถม้าเหมยตาฮวยยกยิ้มรับ พี่ชายนางแสดงออกอย่างเปิดเผยว่ารักน้องสาวขนาดนี้ ไม่มีที่ใดอยู่แล้วสุขใจเท่าที่บ้านอีกแล้ว“คนสกุลจางดูแลเจ้าไม่ดีหรือเจ้าถึงอยากกลับ แล้วอาการป่วยเป็นอย่างไรบ้าง หายแล้วใช่หรือไม”“ทีละคำถาม” เหมยตาฮวยรีบยกมือห้ามก่อนจะมีคำถามเพิ่ม“ตอนรู้ว่าเจ้าพลัดตกน้ำ ข้ากับท่านพ่อร้อนใจแวะไปเยี่ยมเจ้าวันแรก แต่ท่านป้าจางก็บอกวว่าเจ้าไม่เป็นไร หมอหลวงดูอาการอย่างใกล้ชิด ข้ากับท่านพ่อเลยรอฟังข่าวอยู่ที่จวน”ร่างบางเดินเข้าไปในเรือนรับรอง ส่งยิ้มกว้างอย่างสดใสให้พี่ชาย ในอีกภพนางไม่มีพี่น้อง เป็นลูกสาวคนเดียว พอมีพี่ชายเดินตามประกบเป็นห่วงเป็นใย นางรู้สึกดีอย่างประหลาด“หมอหลวงที่เสด็จป้าส่งไปจัดเทียบยาให้ข้าทุกวัน จนข้าทนไม่ไหวเลยต้องหนีกลับบ้านนี่ไงเล่า”อู่ไท่จงมองรอยยิ้มของเหมยตาฮวยจนตาค้าง น้องสาวของเขานางไม่ยิ้มแบบนี้มานานเท่าไรแล้ว “เจ้าเป็นใคร คนสกุลจางทำอะไรเจ้า” หาเพิ่งมาถึงพี่ชายอู่เหมยตาฮวยก็จับได้แล้วเหรอว่านางไม่ใช่ตัวจริง เหมยตาฮวยถึงกับหยุดซะงัก“ขะ..ข้า” “เจ้ายิ้ม” อู่ไท่จงเห็นสีหน้าอึกอักของนางจึงรีบ
บทที่6เมื่อเดินเข้ามาในเรือนนอนของตน เหมยตาฮวยเบิกตาโพล่ง ตะลึงพรึงเพริดกับกองหนังสือมากมาย เจ้าของร่างเดิมนอกจากจะชอบเข้าครัวทำอาหารแล้วนางเป็นหนอนหนังสือด้วยเหรอ“เจ้าจะถอนหมั้นจริงๆ เหรอน้องหญิง” คุณชายอู่ที่เดินตามไม่ห่าง พอไม่มีบ่าวรับใช้ในบริเวณนี้มีเพียงสาวใช้คนสนิท จึงรีบเอ่ยถามน้องสาว“จริงสิ เรื่องแบบนี้ล้อเล่นได้ที่ไหนกัน” ร่างบางเดินไปทรุดตัวลงนั่งบนตั่งไม้ข้างหน้าต่าง นิ้วเรียวยาวลองคีบหนังสือขึ้นดูเนื้อหาภายในว่าเกี่ยวกับอะไรที่เหมยตาฮวยคนเก่าศึกษา“เจ้าทุ่มเทอ่านหนังสือมากมาย ฝึกกาพย์โครงกลอน ฝึกดนตรีทุกแขนงจนเชี่ยวชาญ เพื่อที่จะได้ยืนเคียงข้างจางซานฟงสามารถเชิดหน้าชูตาได้ในฐานะฮูหยินของแม่ทัพ แล้วอยู่ๆ จะมาบอกว่าอยากถอนหมั้น ข้าไม่เชื่อเจ้าหรอก” อู่ไท่จง ทรุดร่างหนาของตนนั่งลงตรงข้าม เหมยตาฮวยหลงรักจางซานฟงมาตั้งแต่เด็ก ทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อบุรุษผู้นั้นไปเท่าใด เขาคนนี้รู้ดีเหมยตาฮวยกวาดสายตามองไปรอบๆ เรือนนอนของตนเอง ที่นี่ราวกับห้องสมุดขนาดย่อม ต้องทุ่มเทเพื่อบุรุษผู้หนึ่งถึงเพียงนี้เชี่ยวเหรอ แล้วเขาล่ะ เคยเห็นคุณค่าความมานะของเหมยตาฮวยหรือไม่ “ท่านพี่ ไม่ว่าใน
บทที่7“คุณหนู ตื่นเถิดเจ้าค่ะ” ชิงชิงตัดสินใจเขย่าสตรีที่หลับไม่ยอมตื่น“เช้าแล้วเหรอ” เหมยตาฮวยงัวเงียลุกขึ้น เดินตามแรงประคองจากสาวใช้คนสนิทมานั่งที่โต๊ะ“สายแล้วต่างหากเจ้าค่ะ ข้าเข้ามาดูคุณหนูสองสามหนแล้ว แต่ท่านก็ยังนอนอยู่” สาวใช้คนสนิทยกอ่างล้างหน้าใบใหญ่มาวางตรงหน้า พร้อมผ้าขาวบางหนึ่งผืน เพื่อให้คุณหนูของนางซับน้ำออกจากดวงหน้าหลังจากล้างหน้าเรียบร้อยแล้วเหมยตาฮวยทำทุกอย่างที่ชิงชิงจับมือให้ทำไม่ว่าจะล้างหน้า เช็ดหน้า เดินตามแรงประคองมานั่งริมหน้าต่าง ดวงหน้ากระจ่างใส่ยังคงงัวเงียราวกับคนนอนไม่เต็มอิ่ม ทั้งๆที่เมื่อวานก็นอนกลางวัน จ
บทที่8เหมยตาฮวยรอจนชิงชิงเดินออกไปจนห่าง จึงโน้มตัวขนานกับหน้าต่าง กระซิบเบาๆ ถามนกกระจิบสองตัวนั้น“นี่ๆ พวกเจ้าเข้าใจที่ข้าพูดไหม”สองนกน้อยเอียงคอก่อนจะพยักหน้าหงึกๆ“ข้าคุยกับพวกเจ้าได้ตั้งแต่เมื่อไร”‘ตั้งแต่ข้าเกิด’ นกกระจิบตัวหนึ่งบอก“แล้วมันเมื่อไรเล่า” ต้องมานั่งทายอายุนกเหรอ นางเคยเป็นสัตวแพทย์ก็จริง แต่อายุสัตว์เลี้ยงอย่างไรก็ต้องให้เจ้าของบอก หรือหากต้องเดาก็ต้องตรวจองค์ประกอบมากมายในร่างกาย
บทที่9เหมยตาฮวยรีบเดินทางเข้าวังหลวง นางเป็นเพียงผู้เดียวที่ได้รับอนุญาตให้เข้าวังได้โดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า“มานี่เลย” สุรเสียงก้องกังวานไปทั้งตำหนักร่างบางเดินตัวลีบเข้าไปหาฮองเฮา ด้วยรู้สำนึกว่าทำสิ่งใดผิด พอนางจำทุกสิ่งได้ ก็รีบเดินทางมาหาเสด็จป้าทันที“นี่แน๊ะ” เมื่อเหมยตาฮวยเดินเข้ามาในรัศมี ฝ่ามือเหี่ยวย่นก็ฝาดลงมาไม่ยั้ง“เสด็จป้า ข้าผิดไปแล้ว” ร่างบางยืนรับฝ่ามือนั้นโดยไม่คิดจะหลบหลีก ยอมรับโทษทัณฑ์“ข้
บทที่10การสู้รบที่ชายแดนอยู่ๆก็สงบลง หลังจากยึดแคว้นซีเป่ยได้ รัชทายาทยาทแคว้นจ้าวก็สั่งถอนทัพออกจากเมืองหน้าด่านแคว้นซ่ง แม่ทัพจางที่เดินทางไปเฝ้าระวังข้าศึกที่หัวเมืองถึงห้าปี ในที่สุดก็ได้กลับบ้านเสียทีหัวคิ้วหนาขมวดจนเป็นปมใหญ่ พอท่านแม่ส่งจดหมายไปตามที่พักอยู่นอกเมืองหลวง เขาก็เดินทางกลับจวนทันที ไม่คาดคิดว่าจะมีจดหมายถอนหมั้นจากอู่เหมยตาฮวยทันทีที่เขาขี่ม้าเข้าประตูจวน“ไม่ดีใจหรือ” จางฮูหยินถามบุตรชายที่นั่งทำหน้าเครียดหลังจากที่อ่านหนังสือถอนหมั้น ที่ฮองเฮาให้ขันขีนำมาส่ง“ท่านแม่ไม่คิดว่ามันแปลกเหรอ”
พิเศษใส่ใจ 2“ฟอด ทำอะไรอยู่” ชางเจี้ยเดินเข้ามาโอบกอดฮูหยินจากด้านหลัง หอมแก้มนวลฟอดใหญ่ ยิ่งนางนี้ครรภ์เบายิ่งเสพติดกลิ่นกายของนาง แทบอยากจะขอลาออกจากหน้าที่องครักษ์มาอยู่บ้านเฝ้านาง เพราะห่างนางเมื่อไรเขาต้องเวียนหัวจนบ้านหมุน ถูกรัชทายาทล้อเลียนมาหลงฮูหยินจนแพ้ท้องแทน พระชายามาได้ยินก็ถามว่า แล้วที่จ้าวหยุ่นหลงไม่ได้แพ้ท้องแทนนางเพราะไม่ได้รักนางใช่หรือไม่ จ้าวหลุ่นหลงถึงได้เงียบปากเรื่องนี้“ข้ากำลังเตรียมเขียนสูตรยาแก้ปรสิตของสัตว์เลี้ยง พวกเห็บหมัด ไรเรื้อนต่างๆ” เหมวยตาฮวยพออาสาไปดูแลพระชายาได้เพียงเดือนเดียว ก็พบว่าตนตั้งครรภ์ โชคดีที่นางไม่แพ้ท้องเลย สามีของนางเหมาอาการทั้งหมดไปหมดแล้ว อีกทั้งตอนนี้นางก็ไม่อย่าทำงานหนัก อยากดูแลเด็กในท้องให้ได้มากที่สุด เพราะรู้ความเสี่ยงมากมานที่จะเกิดขึ้นอการแพทย์ในยุคนี้ทันสมัยที่ไหนกัน จึงทำได้แค่เขียนสูตรยาต่างๆ และคัดลอกตำราที่เขียนเอาไว้ให้แพทย์รักษา หนึ่งฉบับส่งไปที่แคว้นหยางมอบให้ไท่จื่อ ส่งนอีกฉบับมอบให้รัชทายาทแคว้นจ้าว เหมยตาฮวยเพิ่งค้นพบว่า ข่าวลือเรื่องรัชทายาทความเหี้ยมโหดของพระองค์นั้นไม่เป็นความจริง พระองค์ทำทุกอย่างเพื่อสร้
พิเศษใส่ใจ 1ขบวนรถม้าเกือบร้อยคันขนสินเดิมของเจ้าสาวและสินสอดที่เจ้าบ่าวมอบคืนให้บุตรสาว บิดาของอู่เหมยตตาฮวยไม่เก็บเอาไว้แม้แต่ชิ้นเดียว แม้เขาจะเป็นบิดาของนาง แต่เป็นฮองเฮาที่เลี้ยงดูและอบรมนางมา ขบวนรถขององครักษ์ชาวและฮูหยินเดินทางมาถึงเมืองหลวงของแคว้นฉู่ในที่สุด ชาวเมืองออกมายืนขนาบสองข้างถนนจนแน่นขนัด อยากรู้อยากเห็นว่าองครักษ์ข้างกายของรัชทายาทผู้เหี้ยมโหดแต่งสตรีเช่นใดเข้าจวน จะโหดร้ายอย่างพระชายาของรัชทายาทหรือไม่ขบวนรถขับเคลื่อนไปถึงประตูของจวนสกุลชาง ราชครูออกมายืนรอบุตรชายและลูกสะใภ้ ในที่สุดบุตรก็คิดแต่งงานเขานึกว่าชาตินี้คงไม่มีลูกหลานสืบสกุล วันๆ บุตรชายเขาก็ตาสอารักขารัชทายาทไปทั่ว พอชาวเจี้ยส่งม้าเร็วมาว่าจะแต่งงานให้ส่งสินสอดไปขอบุตรสาวจากสกุลอู่ ราชครูแทบจะขนสมบัติขึ้นรถม้าจนเกือบหมดคลัง ก่อนไปยังสั่งให้รถม้าเร่งฝีเท้าให้ไวที่สุดอเกรงว่าเจ้าสาวจะเปลี่ยนใจ ราชครูเตรียมงานเลี้ยงรอไว้ต้อนรับอย่างดี ชะเง้อคอแล้วชะเง้อคอเล่า เมื่อไหร่ลูกสะใภ้จะมาถึงสักที บ่าวรับใช้วิ่งมาบอกว่าขบวนรถม้าของบุตรชายเขาผ่านประตูเมืองเข้ามานานแล้ว จนป่านนี้ก็ยังไม่เห็นหัวขบวนเมื่อขบวนรถท้
บทที่25 จบบริบูรณ์ ขบวนสินสอดทองหมั้นยาวจนสุดถนน กองทัพของรัชทายาทแคว้นจ้าวร่วมอารักขาปลอดภัยของขบวนสินมาตั้งแต่ออกจากแคว้น โดยจะมีการคัดเลือกทหารที่มีความสามารถและเป็นผู้ได้รับการฝึกฝนอย่างดีเพื่อให้เป็นผู้ดูแลความปลอดภัยในงานนี้ ด้วยความสวยงามและความเป็นเอกลักษณ์ของขบวนสินสอดทองหมั้น ทำให้เป็นที่น่าสนใจจนชาวเมืองต่างพากันมายืนออดูเต็มสองข้างทาง งานแต่งระหว่างราชทูจากแคว้นจ้าวกับคุณหนูใหญ่สกุลอู่ ช่างแต่แตกต่างจากงานแต่งของท่านแม่ทัพจางอดีตคู่หมั้นของนางเหลือเกิน ทั้งๆ ที่ก็เป็นพระราชทานสมรสเช่นเดียวกัน นอกจากในขบวนจะมีสินสอดของเจ้าบ่าวแล้ว ยังมีสินเดิมของเจ้าสาวที่ฮองเฮาขนออกมาเกทับเจ้าบ่าวอีกด้วย ขบวนจึงยิ่งอลังการเทียบเคียงงานแต่งงานเชื้อพระวงค์คนนึงเลยทีเดียว ในรอบเกือบห้าสิบปีเพื่งจะมีงานแบบนี้หลังจากงานอภิเษกของฮองเต้และฮองเฮาจ้าวหยุ่นหลงไม่ได้เดินทางมาร่วมงานในครั้งนี้ด้วยเพราะพระชายากำลังตั้งครรภ์อ่อนๆ ซึ่งชางเจี้ยก็เข้าใจสหายในเรื่องนี้ดี แค่เขาส่งกองทัพมาดูแลเขาก็รู้สึกดีแล้วเสียงจุดประทัดดังสนั่น เหมยตาฮวยรีบวิ่งไปดู แต่ออกไปได้ไม่ไกลก็ถูกแม่สื่อลากกลับเข้ามาในเรือน ริม
บทที่24“หาววววว” ร่างบางลุกจากที่นอนบิดขีเกียจ จนกระดูกลั้นกรั๊บ หลังจากให้ชิงชิงไปอยู่กับเม่ยเหนียงแล้ว นางก็ไม่ให้ใครมาเป็สาวใช้คนสนิทอีก ใครมีหน้าที่ทำอะไรก็ทำไป ส่วนตัวนางนั้นดูแลตัวเองได้ “มาแต่เช้าเลย ว่าไงเจ้าตัวเล็กวันนี้มีอะไรมาเล่า” พอพวกมันรู้ว่าเหมยตาฮวยกำลังจะแต่งงานกับราชทูตที่มาจากแคว้นจ้าว ก็พาวกันบินวนเวียนไปที่วังของไท่จื่เพื่อสืบข่าวเรื่องของว่าที่สามีของคุณหนู ‘ก็เหมือนทุกวัน ตื่นตั้งแต่ตะวันยังไม่ขึ้นมาฝึกวรยุทธ พอตกบ่ายก็คงจะเดินทางมาหาคุณที่จวน’ นกน้อยรายงาน ‘ข้าๆ ข้ามีข่าวใหม่’ นกน้อยอีกตัวร้องบอก น้ำเสียงเต็มไปด้วยความโอ้อวดที่ไปรู้เรื่องใหม่ๆ ที่นกตัวอื่นไม่รู้ “ข่าวใหม่” เหมยตาฮวยเอียงคอ คุณชายชางเปลี่ยนกิจวัตรประจำวันเป็นด้วยงั้นเหรอ ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมานางเห็นเขาทำอะไรเดิมๆ ซ้ำอยู่แค่นี้ จนข้าแทบจะเดาได้ว่า ตกบ่ายวันนี้เขาต้องโผล่หน้ามาหานางที่จวน‘ไม่ใช่ข่าวจากวังไท่จื่อ แต่เป็นข่าวจากจวนท่านแม่ทัพ’ร่างบางพิงกายแนบหน้าต่าง เขี่ยถ่านในเตาแล้วยกกาน้ำชาขึ้นวาง เช้าๆ เช่นนี้ดื่มอะไร อุ่นๆ ดีกับร่างกาย นางใส่ใจกับตัวเองมากขึ้น หวังให้วิญญาณทั้งสองผสาน
บทที่23“ท่านป้ายินดีด้วย” งานสมรสพระราชทานของแม่ทัพจาง แน่นอนว่าเหมยตาฮวยย่อมต้องมาร่วมงาน เพราะเจ้าสาวอย่างไรนางก็คือญาติผู้น้องของตน อีกทั้งนางอยากมาดูป้าจางด้วยตาของตนเองว่าจะยินดีกับงานแต่งครั้งนี้มากขนาดไหน“ตามสบาย ข้าต้องดูแลแขกคนอื่นๆ ในงาน คงดูแลเจ้าได้ไม่มาก” ป้าจางยิ้มขื่นรับ สุดท้ายไม่ว่าอย่างไรสะใภ้ของนางก้ไม่พ้นคนสกุลอู่ หากต้องเลือกระหว่างอู่เหมยตาฮวยกับอู่เม่ยเหนียง แม้อู่เหมยตาฮวยจะทำตัวราวกับเป็นเจ้าของจวน แต่นางก็สามารถเชิดชูวงค์ตระกูลจางให้กก้าวหน้าได้ ผิดกับเม่ยเหนียง เป็นเพียงคุณหนูสกุลอู่ บิดาก็ไม่มี อำนาจในวังหลวงก็แทบจะไร้หนทา“ไม่ต้องห่วงข้า ท่านดูแลแขกคนอื่นเถิด คนกันเอง จากนี้ไปก็ฝากญาติผู้น้องของข้าด้วย” เหมยตาฮวยหยอบกาย ก่อนจะหันไปมองเจ้าบ่าวที่ยืนต้อนรับแขก “ยินดีด้วยท่านแม่ทัพ หวังว่าท่านจะมีชีวิตคู่ที่สุขสมหวัง มีบุตรให้ท่านป้าอุ้มไวๆ “นางไม่ลืมที่จะมองสตรีอีกนางหนึ่งที่ยืนก้มหน้าอยู่ไม่ไกล ไม่เพียงเหมยตาฮวยที่มองสตรีนางนั้น แขกคนอื่นๆที่มาร่วมงาน พอแสดงความยินดีกับจางฮูหยินแล้ว ก็ต้องนึกส่งสารไป๋ซานกันทุกคน เป็นถึงคนรักที่รอคอท่านแม่ทัพมานาน คอยดูแ
บทที่22เรื่องวุ่นวายหน้าประตูจวน ปล่อยให้พี่ชายของนางจัดการ นางมีเรื่องที่ต้องตกลงกับคุณชายชางเพียงลำพัง เมื่อมาถึงเรือนนอนก็รีบเชิญให้เขานั่งที่โต๊ะข้างหน้าต่าง“พี่ชางเจี้ยนั่งตรงนี้ก่อน ข้าจะไปหยิบกระดาษกับชุดเครื่องเขียนหนังสือมาให้ ท่านรอครู่เดียว” ร่างหนาชุดทรุดลงนั่ง ทำตัวตามสบายราวกับว่าเรือนนอนแห่งนี้เป็นของตน จนเหมยตาฮวยอดจะนึกหมั่นไส้ไม่ได้ มือบางกวักเรียกนกน้อยสองสามตัวที่อยผู้บริเวณนั้น “ตัวเล็กมานี่หน่อย พวกเจ้าช่วยไปดูต้นทางให้ข้าที หากมีคนเข้ามาใกล้เรือนนอนของข้าให้รีบร้องบอก” ไม่ใช้งานเปล่า นางหันไปเปิดกล่องเมล็ดของต้นปอป่าน หรือในยุคปัจจุบันเรียกว่า เมล็ดแฟลกซ์ สามารถป้องกัน และต่อต้านโรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคระบบย่อยอาหาร โรคความดันโลหิตสูง สัตว์ทานได้มนุษย์ทานดีมีประโยชน์ เมื่อได้รับรางวัลแล้ว นกน้อยทั้งสามก็บินไปประจำการคนล่ะทิศ เพื่อเฝ้าระวัง“นึกว่าราวสับจะเป็นเมล็ดทานตะวันหรือผลไม้เสียอีก” ชางเจี้ยมองเมล็ดพันธุ์อะไรสักอย่างในกล่อง มันเล็กมาจนแมบจะปลิวตามลมได้เลย“ท่านอย่าดูถูกพวกสัตว์ พวกมันหากินเก่งนัก เมล็ดทานตะวัน ผัก ผลไม้ พวกมันหากินของพวกนั้นได้เองอย่างง่
บทที่21รถม้าแล่นมาถึงจวนหน้าสกุลอู่ อู่ไท่จงยืนรอเหมยตาฮวยด้วยท่าทีกระสับกระส่าย ข้างกันนั้นมีเม่ยเหนียงยืนอยู่ไม่ห่าง นางก็มีท่าทีไม่ต่างจากเขาเท่าไร พอเขารู้ว่าน้องสาวเข้าวังก็ร้อนใจ กลัวเหมยตาฮวยจะทำไม่สำเร็จแต่หากจะตามเข้าวังไปก็ไม่สามารถทำได้ ถึงเขาจะเป็นหลานของฮองเฮาเช่นเหมยตาฮวย แต่หากจะเข้าวังหลังก็ต้องส่งจดหมายเข้าไปขออนุญาตก่อนจะบุ่มบ่ามบุกเข้าวังไปเช่นน้องสาวไม่ได้ ทุกอย่างล้วนมีขั้นตอน มีเพียงเหมยตาฮวยเท่านั้นที่ได้รับการยกเว้นในทุกเรื่อง อู่ไท่จงจึงทำได้เพียงยืนรอฟังข่าวด้วยความกระวนกระวายใจ ส่วนเม่ยเหนียงนั้นพอรู้ว่าท่านแม่ทัพเข้าวังเพื่อของราชโองการแต่งงาน นางก็ร้อนใจไม่ต่างกัน จึงต้องมายืนรอกับอู่ไท่จงอยู่หน้าจวนเช่นนี้“น้องหญิง” อู่ไท่จงปรี่เข้าไปประชิดรถม้าทันทีที่รถม้าจอด สายตาคมมองบุรุษบนหลังอาชาด้วยสีหน้างุนงงเล็กน้อย ยิ่งเห็นชิงชิงลงรถม้าด้วยดวงหน้าเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา เขายิ่งร้อนใจ “เจ้าไปขัดขวางจางชานฟงไม่สำเร็จอย่างนั้นหรือ”เหมยตาฮวยหันไปส่งยิ้มให้พี่ชาย ก่อนจะหันไปทางเม่ยเหนียง “ยินดีกับจ้าด้วย อีกไม่นานแม่ทัพคงจะจัดเกี้ยวเจ้าสาวมารับเจ้าเข้าจวน” “หมาย
บทที่20เหมยตาฮวยถือม้วนราชโองการพระราชทานสมรสเดินออกมาถึงประตูทางเข้าพระราชวัง เมื่อชิงชิงเห็นนางเดินออกมาก็รีบวิ่งปรี่เข้ามาหา“คุณหนู เสร็จแล้วหรือเจ้าค่ะ” ชิงชิงประคองเจ้านายของตนขึ้นรถม้า ทุกครั้งที่คุณหนูเข้าวังไม่ว่าจะด้วยเรื่องใด นางไม่เคยได้เข้าไปด้วย ทำได้เพียงยืนรออยู่ที่รถม้าเท่านั้น พักหลังๆ คุณหนูก็มัดจะให้นางยืนรออยู่ห่างๆ ไม่ให้ยืนใกล้ชิดเหมือนเช่นเดิม ความทรงจำยังคงกลับมาไม่ครบถ้วนจึงยังดูแปลกๆ ไปในบางครั้ง“อืม รอนานหรือไม่” เหมยตาฮวยนั่งลงประจำที่ อีกฟากมีสาวใช้คนสนิทนั่งอยู่ รถม้าคันเล็กเคลื่อนตัวออกจากบริเวณหน้าวัง มุ่งตรงกลับจวนสกุลอู่ “อีกไม่นานสกุลอู่จะมีงานใหญ่” เหมยตาฮวยยื่นม้วนกระดาษให้ชิงชิง “สมรสพระราชทานกับราชทูตแคว้นจ้าว ใช่คุณชายชางเจี้ยหรือไม่เจ้าค่ะ” ชิงชิง กวาดสายตาอ่านทวนราชโองการอยู่หลายรอบ เพื่อจดจำข้อความทั้งหมดไปบอกคุณหนูเม่ยเหนียง“ใช่ แต่ไม่ได้มีเพียงงานแต่งของข้า แต่มีงานแต่งของเม่ยเหนียงด้วย” เหมยตาฮวยมองสาวใช้คนสนิทด้วยแววตาเย็นเฉียบ หากนางต้องแต่งออกไปอยู่แคว้นจ้าว นางก็ไม่ลืมที่เตรียมหนทางไว้เอาให้ชิงชิงด้วย“ห๊า คุณหนูเม่ยเหนียงจะแต่งก
บทที่19เหมยตาฮวยอดที่จะยิ้มขำสีหน้าของจางชานฟงไม่ไหว เดิมนางแค่ต้องการหยุดความคิดเห็นแก่ตัวของเขาเท่านั้นไม่คิดว่าฮองเต้จะมอบราชโองการแต่งงานให้เขานั้นแต่วกับเม่ยเหนียง แต่ก็ดีแล้วเม่ยเนียงจะได้สมหวังและออกไปจากจวนสกุลอู่เสียที “พวกเจ้าออกมาได้แล้ว” สุรเสียงเข้มเอ่ยให้คนที่อยู่หลังม่านทั้งสองออกมา เหมยตาฮวยรีบลุกจากเก้าอี้แล้วเปิดผ้าม่านออกไปออก ดวงตากลมโตเบิกกว้างเมื่อพบว่าไม่ได้มีเพียงฮองเต้เท่านั้นที่อยู่ภายในห้องนี้ “เสด็จป้า พระองค์มาตั้งแต่เมื่อไร”ฮองเฮาเดินไปนั่งเก้าอี้ที่กงกงยกมาให้ พระนางนั่งลงเคียงข้างฮองเต้หยางเช่นนี้ตลอดเวลากว่าครึ่งชีวิต“เจ้าเข้าวังมา ข้าจะไม่ได้รู้ได้อย่างไร ข้าก็นั่งอยู่ห้องข้างๆ นี่ล่ะ”“เสด็จป้าได้ยินอะไรหรือไม่” เหมยตาฮวยภาวนาให้ผนังห้องด้านข้างหนาจนฮองเฮาไม่ได้ยินสิ่งใดที่เกิดขึ้นในโถงแห่งนี้“ข้าได้ยินทุกอย่างล่ะ” ฮองเฮางอมยิ้มกล่าวดับความหวังของเหมยตาฮวยได้ยินทุกอย่าง แสดงว่าเสด็จป้าก็ต้องได้ยินที่นางคุยกับคุณชายชางด้วย“ว่างอย่างไรองครักษ์ชางเจี้ย เจ้าจะแต่งงานกับหลานสาวของข้าแล้วจะยกเกี้ยวมาเมื่อไรดีล่ะ” สินเดิมเจ้าสาวพร้อม ยกเกี้ยวเจ้าสา