ครอบครัวของเทียนฮานพาเด็กน้อยทั้งห้ามากินข้าวที่ร้านอาหารของรัฐ ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับร้านของซูเหยา ที่ตอนนี้ หนิงเหอกำลังดูแลร้านอยู่กับซือซิน
ที่มาทำในร้านเพื่อไปกลับกับมู่อันที่ได้ทำงานเป็นพนักงานชั่วคราวในโรงงานจากการแนะนำของพี่ชายเมื่ออาทิตย์ก่อน ซูเหยาเองจึงรู้สึกสบายใจขึ้นมากที่ไม่ต้องจ้างคนอื่น
การมาของบุคคลในครอบครัวของพ่อครัวมือหนึ่งของร้านได้รับการดูแลจากพนักงานในร้านเป็นอย่างดี โดยที่พนักงานทุกคนเคยได้รับคำสั่งมาจากกวงจิน
และหลังจากที่พนักงานต้อนรับพาแขกกลุ่มนี้เข้าไปนั่งที่โต๊ะแล้ว พนักงานก็ได้เดินขึ้นไปตามผู้จัดการร้านตามคำสั่งหากมีแขกพิเศษมา
“สวัสดีครับผู้เฒ่าฮานและคนในครอบครัว เป็นเกียรติของผมที่วันนี้ทุกท่านมากินอาหารกลางวันที่นี่” กวงจินหลังจากที่พนักงานภายในร้านไปบอกว่าใครมา เขาจึงวางงานในมือลงเพื่อมาต้อนรับแขกกลุ่มนี้พูดขึ้นพร้อมกับยิ้มออกมา
การที่ผู้จัดการร้านอาหารรัฐอย่างกวงจินแสดงท่าทางประจบผิดวิสัยของตน สาเหตุก็มาจากการที่เขาได้รู้เบื้องหลังของวัตถุดิบที่หายากว่าได้มาจากไหน ด้วยสาเหตุนี้เขาจึงยิ่งเอาใจใส่แขกผู้มาใหม่
เมื่อผู้เฒ่าประจำครอบครัวพูดแบบนี้พวกเขาก็พากันทำตาม ดังนั้นตอนนี้ผู้ใหญ่ทั้งห้ากับเด็กน้อยเสี่ยวผิงก็พากันเดินไปหาเด็กชายทั้งสี่คนขณะที่เด็กชายทั้งห้ากำลังสนทนากัน โดยมีเด็กหญิงที่เดินเคียงข้างพี่ชายปิดปากฟังการสนทนาอย่างเงียบ ๆ“เด็ก ๆ มีอะไรกันหรือเปล่า” เทียนฮานเป็นฝ่ายเปิดปากถามกับเด็กน้อยในขณะที่เขาได้มายืนดักหน้าหลาน ๆ“มีอะไรหรือครับ” เสี่ยวเฉินทวนคำถามผู้อาวุโสของบ้านอย่างมึนงง“คือ...ปู่สงสัยว่า เด็กสองคนนี้เป็นใครก็เท่านั้น” เทียนฮานผู้ไม่รู้ว่าจะอธิบายยังไงจึงแสร้งเปลี่ยนคำถาม เพราะหากพูดไม่ดีก็กลัวว่าอาจจะทำให้เด็ก ๆ ตกใจเนื่องจากเด็กสองคนนี้ก็เดินมากับหลานชายท่าทางปกติไม่ได้มีพฤติกรรมรุนแรงแต่อย่างใด“อ๋อ เข้าใจแล้วครับ สองคนนี้คือพี่มู่ซือ อีกคนคือพี่มู่ฟางเป็นลูกของลุงใหญ่ครับ” ครั้งนี้ผู้ที่ตอบเป็นเสี่ยวเฟยตัวน้อย“สวัสดีครับ/ค่ะทุกท่านครับ พวกเราต้องการมาขอโทษอา มู่หานกับอาซูเหยาครับ ในเรื่องที่พวกเราทำนิสัยไม่ดีใส่คนทั้งสองเอาไว้ในอดีต
“เอ่อ...เธอมีอะไรจะคุยกับฉันอย่างนั้นเหรอ” จิวเหลียนเป็นฝ่ายถามอดีตน้องสะใภ้ออกมาอย่างกระดากอาย เนื่องจากเธอไม่เคยคุยกับหญิงสาวตรงหน้าดี ๆ เลยสักครั้ง“ฉันถามพี่ตามตรงเลยนะคะ พี่จะคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัวของครอบครัวพี่ก็ได้ แต่ว่าฉันเห็นสภาพเด็กทั้งสองแล้วบอกตามตรงค่ะ ฉันเองก็อดรู้สึกเห็นใจออกมาไม่ได้”อดีตน้องสะใภ้สาวพยายามพูดเกริ่นเข้าเรื่องพร้อมมองหน้าคู่สนทนาที่ยืนก้มหน้าบีบมือของตนแน่น“ไม่ค่อยดีนักหรอก แต่พี่เองก็ไม่รู้จะช่วยลูกได้ยังไง หากจะเข้าข้างลูกตัวเองมากเกินไปพอลับหลังพี่ก็กลัวว่าคนในบ้านจะรังแกทั้งสองคนหนักขึ้น” จิวเหลียนพูดเสียงสั่นด้วยความคับแค้นใจที่ตัวเองไม่มีความสามารถที่จะปกป้องลูกทั้งสองได้ดีมากกว่านี้“เอาแบบนี้ไหมคะ ให้เด็กทั้งสองคนกลับมาใช้แซ่มู่เหมือนเดิมแล้วแยกออกจากบ้านหลังนั้นมาอยู่กับฉัน แต่ว่าหากเด็กทั้งสองยังนิสัยแย่เหมือนแต่ก่อนฉันก็จะส่งคืนพี่เหมือนเดิมนะแต่ในตอนนี้ฉันเห็นว่า เด็กทั้งคู่รู้จักอะไรควรไม่ควรแล้ว ก็เลย
ทางด้านสามแม่ลูกหลังจากที่ลงจากรถประจำทางก็พากันเดินเข้ามายังบริเวณบ้านที่ทางโรงฆ่าสัตว์ได้จัดสรรให้ เมื่อมาถึงหน้าบ้านก็ได้เห็นผู้คนมากมายยืนอยู่หน้าประตูเต็มไปหมด“นั่นหล่อนพาลูกกลับมาแล้ว” ชาวบ้านที่ทำงานอยู่ในโรงเชือดแห่งนี้ต่างชี้นิ้วและพูดกันเสียงดังเมื่อเห็นสามแม่ลูก“มีอะไรอย่างนั้นหรือคะ” จิวเหลียนดันตัวลูกชายหญิงไว้ด้านหลังก่อนถามผู้คนที่มองทางพวกเธออย่างสงสัย“จะมีอะไร ก็เสี่ยวหนิวบอกว่า ลูกของหล่อนกำลังจะออกจากบ้านหลังนี้แล้วไม่ใช่เหรอ คนในบ้านก็เลยหวังดีเก็บของออกมาวางไว้ให้ลูกชายหญิงของเธอยังไงล่ะ” ป้าร่างผอมที่เป็นสหายสนิทของแม่สามีเธอจีบปากจีบคอพูดออกมา“มันก็จริงอย่างที่เสี่ยวหนิวบอกนั่นแหละค่ะ แต่ว่าฉันคงจะต้องไปแจ้งทางผู้ดูแลที่นี่เรื่องย้ายทะเบียนบ้านและเปลี่ยนแซ่ก่อนส่วนที่พวกเขาเก็บของมาไว้หน้าบ้านให้แบบนี้ก็ง่ายดีเหมือนกัน พวกฉันจะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปเก็บเอง” จิวเหลียนตอบกลับป้าข้างบ้านอย่
ในระหว่างทางที่แม่และลูกทั้งสองเดิน จิวเหลียนก็คิดถึงเรื่องที่แม่สามีใหม่เอ่ยปากขอเงินจากตนเป็นค่าหย่า สาเหตุก็เป็นเพราะยายแก่คนนั้นเคยเห็นหล่อนไปถามซื้อยาเบื่อหนูก่อนที่ยายเฒ่าฉินเจียวจะตายและบังเอิญที่ว่าหล่อนดันได้มาเป็นลูกสะใภ้บ้านนี้จากการแนะนำของแม่สื่อ เนื่องจากไม่มีหญิงสาวคนไหนยอมแต่งเข้ามาเป็นสะใภ้บ้านหลังนี้และตั้งแต่นั้นมานรกสำหรับตนและลูกก็เริ่มต้นขึ้น งานบ้านทุกอย่างยกเว้นการทำอาหาร ตนและลูกจะต้องเป็นคนทำส่วนอาหารเป็นหน้าที่ของน้องสาวต้าหนิวเนื่องจากยายเฒ่าระแวงคิดว่า เธอจะวางยาเหมือนที่ทำกับฉินเจียว การที่หล่อนกลัวมันก็ไม่ผิดเพราะหล่อนร้ายกาจกว่าฉินเจียวหลายเท่า‘คอยดูเถอะฉันไม่วางยาพวกแกหรอกเปลืองเงิน ถึงวางยาไม่ได้ฉันก็ฆ่าพวกแกได้เหมือนกัน’ จิวเหลียนคิดอย่างอาฆาต“แม่เรามีเงินขึ้นรถหรือเปล่าไปที่นั่นต้องนั่งรถรางนะ” เด็กชายถามแม่เมื่อถึงสถานที่รอรถ“แม่มีอยู่สามหยวนพอขึ้นรถ และแม่จะให้ลูกเอาไว้สองหยวนแม่มีแค่ค่ารถกลับมาก็พอ และเมื่อไปอยู่ที่นั่นแล้วจำเอาไว้ว่า ต้องทำตัวให้ดีหากมีโอกาสเรียนก็ต้
มู่อันที่เป็นผู้นำในการเดินทาง พาทุกคนขึ้นรถรางไปลงยังป้ายหน้าโรงพยาบาลประจำอำเภอ จากนั้นเขาจึงได้พาคนทั้งหมดเดินเท้าไปตามทางเดินก็เจอเข้ากับซอยที่เป็นบ้านของผู้เฒ่าฮาน“ทุกคนจำเอาไว้ให้ดีนะครับว่าบ้านพี่ชายอยู่ที่ไหน” มู่อันพูดขึ้นแม้แต่ซือซิงเองก็ยังไม่เคยมาที่นี่“ทำไมบ้านอามู่หานอยู่ไกลจังคะ” เด็กหญิงอายุเก้าขวบถามขึ้นอย่างเหนื่อยหอบ“อีกนิดเดียวก็ถึง ที่นี่เป็นสถานที่ส่วนตัวมีแต่คนมีรถยนต์ ส่วนอามู่หานตอนนี้เปลี่ยนไปใช้แซ่เทียนของพ่อบุญธรรมแล้ว ดังนั้นต้องเรียกอาเทียนหาน” มู่อันพูดให้คนทั้งสามที่ยังไม่รู้เรื่องฟังมู่อันพูดไปในระหว่างที่พาคนทั้งกลุ่มเดินไปด้านหน้า คนทั้งสี่รวมทั้งซือซิงที่ไม่เคยเข้ามาในซอยนี้ถึงกับมองรอบด้านด้วยความสนใจ นั่นก็เพราะตั้งแต่ที่พวกเขาเดินเข้ามารั้วบ้านในซอยนี้ต่างเป็นกำแพงสูงและประตูบ้านของแต่ละหลังก็ห่างกันพอสมควร พื้นที่โดยรอบก็สะอาดซึ่งผิดกับถนนด้านนอกลิบลับ“นั่นครับประตูบ้านด้านหน้าที่มีทหารเดินไปมานั่นแหละครับบ้านเฒ่าฮาน” มู่อันชี้ให้คนทั้งสี่ดูพร้อมพูด
“ทุกคนนี่พ่อบุญธรรมของผมครับท่านชื่อเทียนฮาน” ชายหนุ่มลูกบุญธรรมแนะนำผู้เฒ่าประจำบ้าน แม้ว่ามู่อันและซือซิงจะรู้จักอยู่แล้วก็ตาม“สวัสดีครับ/ค่ะ” ผู้ใหญ่สามเด็กสองกล่าวออกมาพร้อมกัน“สวัสดีพวกเธอนั่งเถอะไม่ต้องเกร็ง” เฒ่าชราพูดขึ้นน้ำเสียงแม้จะดุแต่ใบหน้าแฝงไว้ด้วยความใจดี“ขอบคุณครับ/ค่ะ” คนทั้งห้าพูดขึ้นก่อนที่จะนั่งลง“เด็ก ๆ ไปเล่นกับน้อง ๆ หลังบ้านดีไหมอาสะใภ้จะให้คนพาไป” ซูเหยาที่เห็นใบหน้าของจิวเหลียนที่บวมและมีรอยเขียวช้ำพูดกับหลานน้อยทั้งสองอย่างใจดี“ครับ/ค่ะ” เด็กทั้งสองรู้สึกยินดีที่จะได้ไปอยู่กับคนวัยเดียวกันรีบตอบรับ“ผมกับอาซือพาไปเองครับ” มู่อันขานอาสา เนื่องจากเขาเองก็ไม่อยากอยู่ฟังเรื่องของใครสักเท่าไหร่เลี่ยงออกไปจะดีกว่า“ขอบใจนะ หลาน ๆ น่าจะอยู่กับเสี่ยวไป่นั่นแหละ” ซูเหยากล่าวพร้อมกับบอกสถานที่ ที่ลูกชายหญิงของตนน่าจะอยู่“เสี่ยวซือ เสี่ยวฟางไปกับอาเถอะ รับรองหลานจะชอบเจ้าไป่น้อย” มู่อันกับซือซิงลุกข
หลังจากที่จิวเหลียนเดินลงจากรถรางหล่อนก็เดินตรงกลับบ้านที่เปรียบเสมือนนรกสำหรับเธอด้วยความคิดปนเปหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นความแค้น ความสุขแค้นคนพวกนั้นที่ทำให้เธอกับลูกไม่ได้อยู่ด้วยกัน สุขที่อย่างน้อยในเวลานี้ลูกน้อยของตนก็มีที่พักพิง ในระหว่างที่หญิงแม่ลูกสองกำลังคิดถึงลูกอยู่นั้นสายตาของหล่อนก็ได้มองเห็นบุคคลที่ไม่อยากเจอเดินอยู่ห่างออกไปไม่ไกลด้านหน้า ฉับพลันหญิงร่างท้วมก็เกิดความคิดอันชั่ววูบ‘ยายแก่ ในเมื่อแกรักสหายของแกและมักจะเข้าข้างคน พวกนั้นอย่างนั้นฉันก็จะส่งแกไปอยู่กับพวกมันก็แล้วกัน’ จิวเหลียนคิดอย่างอาฆาตเรื่องเลวร้ายของเธอกับลูกส่วนหนึ่งก็มาจากยายป้าข้างบ้านที่ชอบยุแยงคนนี้ หญิงสาวแม่ลูกสองมองซ้ายขวาตลอดเส้นทางที่เธอและยายเฒ่าคนนี้เดินว่ามีบุคคลที่สามอีกหรือไม่และดูเหมือนว่าโชคชะตาจะสนับสนุนให้เธอได้กระทำความผิดบาปเพิ่มขึ้น จิวเหลียนมองสองข้างทางที่เป็นป่าหญ้ารกเพื่อหาอะไรบางอย่าง‘นั่นยังไงล่ะ รับรองวันนี้ยายแก่ผู้นี้จะได้ไปอยู่กับสหายร
“ย่าจางหนิวครับ เห็นแม่ของผมบ้างไหมแกหายไปตั้งแต่บ่ายป่านนี้ยังไม่กลับมาเลย” ชายหนุ่มถามกับสหายของแม่ตนด้วยความร้อนใจชายหนุ่มผู้นี้รู้ดีว่าแม่ของตนเป็นคนยังไง แม่ของเขาเป็นคนปากร้ายชอบว่าร้ายนินทาผู้อื่นไปทั่ว ยิ่งกับลูกสะใภ้คนใหม่ของบ้านจางที่มีลูกติดมาสองคนแม่ของเขาก็มักจะชอบว่าหล่อนอยู่เป็นประจำ ซึ่งเขาก็ไม่เข้าใจในการกระทำของแม่ตนว่าทำไปเพื่ออะไร“ไม่เห็นเหมือนกัน เดี๋ยวหล่อนก็คงกลับมาเองนั่นแหละอาจจะไปคุยอยู่บ้านไหนก็ได้” หญิงชราบ้านจางตอบ“อาจจะเป็นอย่างที่ป้าว่าก็ได้ครับถ้าอย่างนั้นผมขอตัวลากลับก่อน” ชายผู้เป็นลูกสหายสนิทกล่าวลาทันทีหลังจากที่มาแล้วไม่ได้เรื่องอะไรส่วนด้านจิวเหลียนที่กำลังเก็บถ้วยจานชามบนโต๊ะกินข้าวหล่อนไม่ได้ยินบทสนทนาอะไรด้านนอก และถึงแม้ว่าจะได้ยินหล่อนก็ไม่คิดสนใจเวลาแต่ละชั่วโมงก็ผ่านไปอย่างที่ควรเป็นจนถึงกลางดึกของคืนนั้น ในช่วงเวลาที่ทุกคนภายในบ้านพากันหลับใหลภายในห้องนอนของคู่สามีภรรยาบ้านจาง หญิงผู้เป็นภรรยาที่เห็นว่าสามีของตนนอนหลับสนิทไปแล้วฟังจากเสียงกรนที่ดังสนั่นหล่อนก็ค่อ
หนุ่มน้อยคนเล็กของครอบครัวเทียนที่ตอนนี้ได้ก้าวเท้าเข้าสู่การเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยปีหนึ่ง คณะบริหารธุรกิจตามที่ตัวเองต้องการ เช่นเดียวกับชายหนุ่มผู้เป็นลูกชายคนโตของซูหลงที่ต้องการจะเป็นพ่อครัวอันดับหนึ่งตามรอยเท้าของคนเป็นพ่ออีกหนึ่งก็คือบุตรชายคนโตของครอบครัวเจียงสามที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่สมาชิกครอบครัวนี้ก็มีเพียงเจียงเจ๋อที่มีครอบครัว ซึ่งตอนนี้เจียงฮวนได้มีน้องสาวน้องชายมาเพิ่มอีกอย่างละหนึ่งทั้งสามคนมีบุคลิกแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงแต่ก็ยังคงสนิทกัน เนื่องจากทั้งสามมีอายุไล่เลี่ยกันเกิดก่อนหลังห่างกันไม่มากทำให้ได้อยู่ปีเดียวกันเทียนหยุนนั้นเป็นเหมืนเมฆตามชื่อล่องลอยอย่างอิสระ แต่ในเรื่องความรับผิดชอบเขามีเต็มร้อยเนื่องจากได้รับการฝึกฝนมาจากผู้เป็นแม่และพ่อในการทำงานซูตงที่แม้จะมีบุคลิกหนาวเหน็บตามชื่อแต่เมื่อไหร่ที่ได้ทำอาหารหรือขนมชายหนุ่มผมยาวผู้นี้จะมีความอ่อนโยนดุจสายน้ำคนสุดท้ายเจียงฮวนชายหนุ่มผู้มีความนิ่งมาตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นเขาก็มักจะทำตัวนิ่งอยู่เสมอต้นเสมอปลาย แต่เมื่อไหร่ก็ตามที
ชายหนุ่มที่โดนหญิงสาวคนนี้กอดขาของตนเขาก็ตกใจ แต่เมื่อเห็นอาการอันสั่นเทาของหญิงสาวฮุ่ยหมิ่นก็รู้สึกเห็นใจผู้หญิงคนนี้ไม่น้อย ทำให้เขาก้มตัวลงไปจับไหล่บางของหญิงสาวด้วยมือทั้งสองข้าง“สหายตอนนี้คุณปลอดภัยแล้ว” เสียงอันอ่อนโยนของชายหนุ่มปลอบหญิงสาวที่ยังไม่ยอมลืมตาด้วยความเห็นใจเมื่อหญิงสาวผมสั้นได้ยินเสียงอันทุ้มนุ่มที่อยู่เหนือศีรษะของตนหญิงสาวก็ตัวแข็งทื่อด้วยความตกใจ พร้อมกับลืมตามองสิ่งที่ตัวเองกอดอยู่ก็เห็นเป็นกางเกงสีเขียวของทหารฉินเซียวซานเมื่อเห็นแบบนี้หล่อนจึงได้ผละตัวออกทันทีก่อนที่ตัวเองเกือบจะนั่งลงไปกับพื้นหิมะโชคดีที่ว่าชายหนุ่มจับไหล่ของเธอเอาไว้ ทำให้หล่อนไม่นั่งจ้ำเบ้าลงไปบนพื้นอันเย็นเฉียบ“สหายระวัง” ฮุ่ยหมิ่นกล่าวออกมาเสียงดังด้วยความตกใจที่หญิงคนนี้อยู่ ๆ ก็ผละออกจากเขากะทันหันหญิงสาวผมสั้นเมื่อได้ยินเสียงของคนพูดหล่อนจึงได้แหงนหน้าของตนมองขึ้นไปด้านบน ทำให้ดวงตากลมโตของเธอสบกับดวงตาเรียวคมดุของคนเบื้องหน้าที่กำลังมองเธออยู่เช่นกันในช่วงเวลาที่คนทั้งสองกำลังสบตากั
หิมะตกหนักท่ามกลางฤดูหนาวอันโหดร้ายของปีที่ภัยพิบัติได้มาเยือนในเขตภาคเหนือของประเทศทำให้ทหารต้องเข้าไปช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่อันห่างไกลการเดินทางไปช่วยเหลือประชาชนในครั้งนี้มู่ซือกับฮุ่ยหมิ่นที่ได้เลื่อนตำแหน่งไปด้วยกันเป็นทีมแรก ท่ามกลางหิมะกองสูงพวกเขาจะต้องเดินฝ่าเพื่อไปยังหมู่บ้านเบื้องหน้าที่มีคนติดต่อมาว่าได้ถูกหิมะถล่มหลังคา ทำให้ประชาชนได้รับบาดเจ็บกันเป็นจำนวนมากและยังมีอีกหลายชีวิตที่ติดอยู่ภายใต้ซากหลังคาที่ถล่มทำให้หน่วยงานของพวกเขาจำเป็นต้องให้การช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน แต่การเดินทางฝ่าหิมะไม่ใช่เรื่องง่ายในระหว่างที่ทหารในกลุ่มของสองพี่น้องกำลังเดินทางพวกเขาก็ได้ยินเสียงของสุนัขป่าเห่ากรรโชกเสียงดังเหมือนข่มขู่อะไรบางอย่างด้านหน้าห่างจากพวกเขาไม่มากนัก ทำให้คนในกลุ่มพากันเร่งฝีเท้าของพวกตนให้เร็วขึ้น ท่ามกลางฝูงหมาป่าหกตัวที่ล้อมหญิงสาวสองคน หนึ่งในนั้นเป็นคนที่สองพี่น้องย่อมจะต้องรู้จักเป็นอย่างดี“เจินเจินพวกเราจะทำยังไงกันดีจะไปตามคนมาช่วยดันจะมากลายเป็นอาหารหมาป่าเข้าเสียได้” เสียงหญิงสาวผมสั้นท่าทางทะมัดทะแมงกล่าวกับเพื
ภายนอกถ้ำที่โจรทั้งหกนั่งรอบกองไฟที่พวกมันก่อ บัดนี้ได้มีทหารกลุ่มหนึ่งกำลังโอบล้อมพวกมันตามที่เทียนเฉินได้คาดการณ์เอาไว้“ผู้กองหานพวกเราจะรอถึงเมื่อไหร่ครับ” มู่ซือถามกับครูฝึกของตนด้วยความร้อนใจ เนื่องจากเป็นห่วงน้องชายที่อาสาเป็นตัวประกัน“เกือบได้เวลาแล้วนายก็ใจเย็นลงสักหน่อยเถอะ นายต้องเชื่อใจเทียนเฉินสิ” คนที่เป็นทั้งครูฝึกและกำลังจะเป็นน้องเขยของคนตรงหน้ากล่าว“ผมทราบครับแต่นั่นน้องชายผมนะครับ หากผมใจร้อนป่านนี้ผมบุกเข้าไปแล้ว” คนเป็นว่าที่พี่เมียแย้งพวกเขาซุ่มดูพวกมันมาจะครึ่งคืนแล้วไม่เห็นวี่แววว่าโจรร้ายพวกนี้จะหลับสักที หานจ้านจึงได้นึกถึงสมุนไพรที่มีฤทธิ์ทำให้คนสลบออกมา“มู่ซือนายเอาเจ้านี่ไปเผาให้ควันไปทางพวกมันนะรับรองพวกมันหลับแน่ ไม่หลับก็อาจจะสะลึมสะลือใช้ระวังหน่อยก็แล้วกันผลงานน้องสาวนายเลยนะ” คนเป็นหัวหน้ากลุ่มกล่าวออกมาด้วยความรู้สึกภาคภูมิใจมู่ซือแม้อยากจะพูดอะไรแต่เวลานี้ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมดังนั้นเขาจึงได้นำสหายร่วมรบไปกับตนอีกสองคนเพื่อไปทำตามคำสั่ง
ยามเย็นย่ำท่ามกลางป่าใหญ่ที่ปราศจากเสียงร้องของสัตว์ เทียนเฉินผู้ที่ได้ปลอมตัวเป็นหนึ่งในตัวประกันที่ถูกผู้ร้ายค้าอาวุธเถื่อนจับตัวมาพร้อมกับกลุ่มคนอีกสี่คนหนึ่งในนั้นมีหญิงสาวใบหน้ากลมดวงตาเรียวเล็กอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย เทียนเฉินคิดว่าเด็กคนนี้บางทีน่าจะเป็นเด็กวัยมัธยมที่ถูกเจ้าชั่วพวกนี้จับมา“ลูกพี่อีกนานไหมกว่านายใหญ่จะมา” เสียงของหนึ่งในพ่อค้าอาวุธดังขึ้นขัดความคิดของเจ้าหน้าที่หนุ่มที่ตอนนี้แต่งตัวเหมือนคนทำงานในหน่วยงานวิจัยขององค์กรบางอย่างที่คนร้ายพวกนี้ต้องการตัว“นายก็รอหน่อยเถอะอีกไม่นานเจ้านายก็น่าจะมาแล้ว ว่าแต่ทำไมตัวประกันของเราถึงมีเด็กมาด้วยวะ” ชายหน้าบากที่ถูกเรียกว่าลูกพี่ถามกับลูกน้องที่มีอาวุธปืนอยู่ในมือหลังจากที่มองไปยังหญิงสาวร่างเล็กใบหน้ากลม“ก็ฉันเห็นว่าหล่อนอยู่กับเจ้าหน้าที่พวกนี้ก็เลยจับมาทั้งหมด แต่พี่ว่าหล่อนยังเป็นนักเรียนอยู่เหรอ หรือว่าจะปล่อยหล่อนไปเด็กขนาดนี้คงจะบอกตำรวจหรือทหารอะไรได้ไม่มากหรอก” คนพูดเป็นชายที่มีลูกสาวอยู่ในวัยมัธยมถามความเห็นกับลูกพี่ใหญ่“แกจะบ้าเหรอห
มิเชลรู้สึกว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นความฝันที่ไม่ใช่ความจริงหากเป็นความฝันหญิงสาวก็ไม่คิดอยากจะลืมตาตื่นชายหนุ่มที่ฉุดหญิงสาววิ่งมาไกลแล้วจึงได้รู้สึกเบาใจว่าไม่น่าจะมีคนตามพวกเขามาทัน เขาจึงได้ปล่อยข้อมือของหญิงสาวคนนี้ลง“คุณเป็นอะไรหรือเปล่า” หลังจากที่เขาปล่อยมือของตนแล้วชายหนุ่มก็มองหน้าหญิงสาวที่ตอนนี้แม้จะยังสวมแว่นตาอยู่แต่ด้วยการที่พวกเขาวิ่งกันมาไกลก็ยังพอเห็นใบหน้าอันแดงเรื่อจากแสงไฟทำให้ใบหน้านั้นดูน่ารักเทียนเฟยรู้สึกตกใจความคิดของตัวเองอยู่ไม่น้อยนี่เขาชมคนอื่นนอกจากน้องสาวของตน ทางด้านหญิงสาวที่กำลังรู้สึกเขินอายได้มองเห็นอาการเลิ่กลั่กของชายหนุ่มมาดนิ่งหล่อนก็หลุดยิ้มออกมาก่อนที่จะตอบชายที่อยู่ในความทรงจำออกไป“ฉันไม่เป็นไรค่ะแค่รู้สึกเหนื่อยนิดหน่อย” หญิงสาวรู้สึกเหนื่อยหอบตามที่ตนพูดไปจริง ๆ“ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้วครับ คุณพักอยู่ที่ไหนให้ผมไปส่งเถอะผู้หญิงเดินคนเดียวยามค่ำคืนน่าเป็นห่วง” เทียนเฟยกล่าวตามที่ตัวเองรู้สึก“คือฉันพักอยู่ที่...มันจะสะดวกสำหรับพี่หรือเปล่าคะ” หล่อนแทนตัว
“ผมขอโทษครับคุณได้รับบาดเจ็บหรือเปล่า” เสียงอันอ่อนนุ่มของเทียนเฟยกล่าวกับหญิงสาวผมทองร่างบางสวมแว่นตากรอบหนาออกมาอย่างรู้สึกผิด“ฉันเองก็ต้องขอโทษคุณเช่นกันที่เดินมาชนคุณก่อน” หญิงสาวคนนั้นกล่าวออกมาด้วยความเสียใจไม่แพ้กันเทียนเฟยหลังจากที่เก็บหนังสือเรียนของตัวเองแล้ว เขาก็ได้มาช่วยหญิงสาวคนนี้เก็บของที่กระจัดกระจายเพื่อส่งคืนให้เจ้าของ“ขอบคุณค่ะรุ่นพี่” หญิงสาวผมทองกล่าวตอบชายหนุ่มเสียงเบาด้วยความอาย“ไม่เป็นไรครับผมเต็มใจ ถ้าหากว่าคุณไม่เป็นอะไรแล้วผมขอตัวก่อน” เทียนเฟยบอกกับหญิงสาวหลังจากที่เขาดูนาฬิกาที่ข้อมือแล้วใกล้ถึงเวลาเรียนของตนหญิงสาวผมทองจึงได้แต่มองตามทุกการก้าวเดินของชายหนุ่มต่างสัญชาติด้วยความประทับใจ ที่คนผู้นั้นอาจจะจำหล่อนไม่ได้จากเหตุการณ์หลายวันก่อนที่เธอได้ถูกคนรังแกในขณะที่เธอกำลังจะตอบโต้คนพวกนั้น แต่ว่าได้มีชายหนุ่มคนนี้เข้ามาช่วยเอาไว้ก่อนมิเชลไม่คาดคิดว่าวันนี้จะได้มาเจอกับชายหนุ่มคนนี้อีกครั้งด้วยความบังเอิญ เธอรู้ตัวเองดีว่าไม่เหมาะสมกับเขาไม่ว่าจะเป็นด้วยรูปลั
ส่วนมู่ฟางก็ได้เจอกับพี่ชายของตนที่มาพร้อมกับชายหนุ่มที่เธอเป็นคนตรวจร่างกายให้เป็นคนสุดท้ายก่อนพัก“สหายกับพี่ชายของฉันสนิทกันอย่างนั้นหรือคะถึงได้มาด้วยกัน” คนเป็นน้องสาวถามกับชายคนนี้ออกมาหลังจากที่เธอเดินมาหาพี่ชายของตนแล้ว“คือว่าใช่ครับพวกเราสนิทกันมาก” คนเป็นครูฝึกโอบไหล่นักเรียนของตนแน่นก่อนตอบหญิงสาวพร้อมรอยยิ้ม“ถ้าอย่างนั้นยินดีที่ได้รู้จักค่ะ ฉันเป็นน้องสาวของพี่ชาย ชื่อมู่ฟาง” หญิงสาวที่อายุน้อยกว่ากล่าวพร้อมก้มหัวของ ตนลงทางด้านเทียนเฉินที่นั่งอยู่โต๊ะเดียวกับน้องสาวและว่าที่น้องเขย เขาก็ได้แต่นั่งยิ้มมองไปทางพี่สาวพี่ชายอย่างอารมณ์ดี“พี่ชายฉันสงสัยอยู่เล็กน้อยทำไมสหายทหารถึงเรียกพี่มู่ฟางว่าพี่สะใภ้กันคะ” เทียนผิงที่รู้สึกสงสัยจึงได้ถามกับพี่ชายของตนออกมาตงหยางกับสหายที่นั่งอยู่ด้วยกันอีกสองคนที่กำลังกินข้าวอยู่แสดงสีหน้าประหลาดออกมาพลางเฉไฉทำเป็นไม่ได้ยินคำถามนี้อย่างพร้อมเพรียง“คือว่าเรื่องมันเป็นแบบนี้ครับ...” เทียนเฉินเอามือป้องปากกระซิบไปที่หูของน้องน้
ภายในโรงพยาบาลทหารที่เป็นสถานที่ทำงานของสองสาวเทียน มู่ ทั้งสองสาวต่างก็จัดว่าเป็นดอกไม้งามของโรงพยาบาลแห่งนี้ แต่ทุกคนต่างก็เป็นที่รู้กันดีว่าคุณหมอเทียนผิงนั้นมีคู่หมายเป็นผู้กองหน้าน้ำแข็งประจำหน่วยพยัคฆ์ทำให้หล่อนหมดความสนใจจากทหารคนอื่นไปทั้งหมด ยกเว้นมู่ฟางที่มักมีทหารหนุ่มต่างหาคนมาเป็นแม่สื่อ เพื่อต้องการติดต่อกับหญิงสาว แต่หญิงสาวคนนี้ก็ถูกคนเป็นพี่ชายหวงอยู่ไม่น้อย“อาซือ นายว่าฉันเป็นคนยังไงพอจะเป็นน้องเขยของนายได้หรือเปล่า” หนึ่งในสหายร่วมรบถามขึ้นกับเพื่อนของตนหลังฝึกซ้อมช่วงเย็น“ฉันเห็นนะไม่สำคัญหรอกเพราะคนที่จะต้องตัดสินใจคือน้องสาวของฉัน นายก็เห็นว่าวัน ๆ น้องของฉันทำแต่งานเคยมองใครที่ไหนกัน” คนเป็นพี่ชายพูดแบ่งรับแบ่งสู้“นายหวงน้องสาวก็บอกมาเถอะ แต่ว่านายก็เห็นพวกเราอยู่ทุกวัน นายไม่เลือกหนึ่งในพวกเราเป็นน้องเขยจริง ๆ เหรอ” สหายอีกคนที่อยู่ด้วยกันกล่าวพร้อมเสนอตัวเอง“พวกพี่ชายก็อย่าตื้อพี่ซือมากเลยครับ พี่สาวฟางของผมยังไม่ชอบใครต่างหาก ถ้าหากว่าเธอถูกใจพวกพ