หลังรับเงินแล้ว ซูซูก็ขอตัวออกจากร้านไป นางขึ้นม้าแล้วขี่หาโรงเตี๊ยมดีๆ สักแห่งในเมืองนี้ โรงเตี๊ยมเล็ก ๆ ที่ไม่มีที่สำหรับดูแลม้านั้นซูซูทำเพียงแค่เดินทางผ่านไปเท่านั้น กระทั่งมาถึงถนนใหญ่เส้นหนึ่งที่มีร้านขายของมากมายอยู่ตามสองข้างทาง ซูซูมองเห็นโรงเตี๊ยมขนาดใหญ่อยู่ไม่ไกลนัก นางจึงให้ม้าเดินเร็วขึ้นนิดหน่อยเพื่อที่จะได้ให้ม้าของนางพักผ่อนเสียทีหลังจากเดินทางกันโดยไม่หยุดพักมาหนึ่งวันเต็ม ๆ
ซูซูมาถึงหน้าโรงเตี๊ยมเรียกหาเสี่ยวเอ้อให้นำม้าของนางไปดูแลทันที พร้อมกับให้เงินหนึ่งตำลึงเป็นค่าดูแลเหมือนเคย แต่ขณะที่นางกำลังจะเข้าไปสั่งอาหารขึ้นไปกินบนห้อง จู่ ๆ ก็มีเสียงดังมาอย่างหยาบโลน จนทำให้ซูซูหันไปมองทางต้นเสียงอย่างไม่พอใจ นางพบว่าที่โต๊ะด้านในมีชายสี่คนที่ดูจะมีวรยุทธอยู่บ้างที่เป็นพวกปากมากมาแซวนาง
“ว่าอย่างไรน้องสาว มานั่งกินข้าวเป็นเพื่อนพวกพี่ชายสักหน่อยดีหรือไม่”
“ฮึ ข้าหรือจะมีพี่ชายหน
ซูซูที่กินข้าวและอาบน้ำแล้วก็นอนพักผ่อนอย่างรวดเร็ว พรุ่งนี้นางจะเดินทางต่อตั้งแต่หลังอาหารเช้า นางสอบถามเสี่ยวเอ้อแล้วว่าม้าของนางยังสบายดีอยู่และได้รับการดูแลอย่างดีจึงได้เบาใจ รุ่งเช้าวันต่อมา ซูซูรีบตื่นแต่เช้าและเปิดประตูรอให้เสี่ยวเอ้อนำน้ำมาให้นางล้างหน้าล้างตา ไม่นานนักก็มีเสียงเคาะประตูขอเอาน้ำเข้าไปให้นาง ซูซูส่งเสียงบอกให้เขาเข้ามาได้เลย นางไม่ได้ล็อกประตู เสี่ยวเอ้อรีบเข้าไปนำอ่างล้างหน้าไปวางให้ซูซูที่โต๊ะข้างเตียง ก่อนที่เขาจะสอบถามว่านางต้องการทานอะไรในเช้าวันนี้บ้าง เขาจะได้ไปเตรียมนำมาส่งให้นางที่ห้อง“เอาอาหารขึ้นชื่อของเจ้ามาสามสี่อย่าง นี่เงินหนึ่งตำลึง เงินทอนไม่ต้องคืนข้า เจ้าแวะไปดูม้าให้ข้าด้วยว่ามันได้กินน้ำกินหญ้าแล้วหรือยังตอนเอาอาหารมาให้ข้าค่อยมาบอกทีเดียว”“ขอบคุณขอรับแม่นาง ประเดี๋ยวข้าจะไปดูให้ขอรับ ข
วันนี้ซูซูกับม้าของนางไม่ได้หยุดพักค้างคืน แต่ซูซูสร้างคบไฟส่องทางให้ม้าของนางเดินทางต่อในช่วงกลางคืน พรุ่งนี้เช้านางค่อยหยุดพักพร้อมกับม้าของตนเองก็ยังไม่สาย เพราะการเดินทางในป่าเขานั้น ม้าของนางแทบจะไม่ได้ออกแรงวิ่งอะไรมากมายนัก มันเพียงแต่วิ่งเหยาะ ๆ อย่างช้า ๆ เท่านั้นเอง ซูซูกับม้าของนางเดินทางไปจนฟ้าสางสว่าง ตรงหน้านางไม่ไกลมองเห็นกระท่อมโทรม ๆ อยู่แห่งหนึ่ง นางได้แต่หันมองซ้ายมองขวาว่ามีเจ้าของกระท่อมหรือไม่ เมื่อมองอย่างไรก็น่าจะเป็นกระท่อมร้าง ซูซูจึงหยุดม้าเพื่อให้มันพักผ่อนกินน้ำกินท่าเสียก่อน อีกย่างกระท่อมหลังนี้ยังอยู่ใกล้กับลำธารสายหนึ่งด้วย นับว่าสะดวกที่นางจะซักเสื้อผ้าและกรอกน้ำใส่กระบอกไม่น้อย รวมทั้งคืนนี้ซูซูไม่ต้องขึ้นไปนอนบนต้นไม้ด้วย ซูซูปล่อยม้าให้เดินไปกินน้ำกินหญ้าเองอย่างเคยชิน ส่วนนางเดินเข้าไปสำรวจกระท่อมก็พบว่ามีเตียงไม้ไผ่อยู่เพียงอันเดียวเท่านั้น ในกระท่อมนี้ไม่มีสิ่
เมื่อซูซูขี่ม้าไปถึงบ้านหลังใหญ่ซึ่งเป็นของหัวหน้าหมู่บ้านแล้ว นางจึงลงจากหลังม้าแล้วร้องเรียกหัวหน้าหมู่บ้านอยู่ไม่นานนักก็มีชายสูงวัยมาเปิดประตู“เจ้ามีอะไรถึงได้มาเรียกข้าที่บ้านแม่นาง”“ข้าอยากทราบว่าที่หมู่บ้านนี้พอจะมีบ้านว่างให้ข้าเช่าพักสักคืนหรือไม่เจ้าค่ะ รวมทั้งข้ายังอยากขอซื้ออาหารที่ท่านทำจากท่านด้วยเจ้าค่ะ”“อ้อ เช่นนั้นเจ้าตามข้าไปดูบ้านว่างก่อนก็แล้วกัน รอข้าที่หน้าบ้านประเดี๋ยวนะ ข้าจะเข้าไปเอากุญแจบ้านก่อน”“เจ้าค่ะ ขอบคุณท่านมาก” ซูซูยืนรอที่หน้าประตูบ้าน ไม่นานนักหัวหน้าหมู่บ้านก็นำกุญแจออกมาพร้อมกับภรรยาของเขาก็ออกมาด้วยเช่นกัน เพราะที่บ้านนั้นไม่ได้ทำความสะอาดมานานแล้ว นางจึงคิดที่จะไปทำความสะอาดให้กับแม่นางน้อยหน้าตาสะสวยคนนี้ที่มาขอเช่าบ้านพวกนาง“เจ้าจ
หลังจากดูแลม้าเสร็จแล้ว ซูซูก็เดินไปปิดรั้วหน้าบ้านก่อนที่จะเดินเข้าบ้านพร้อมกับล็อกกลอนเอาไว้ป้องกันคนเข้ามา ส่วนม้าของนางก็นอนเฝ้าอยู่ด้านนอก ซูซูเดินถือตะเกียงที่สองผัวเมียหัวหน้าหมู่บ้านนำมาให้เข้าไปในห้องนอน ก่อนที่นางจะดับไฟแล้วนอนลงไปเพื่อพักผ่อน ไฟที่บ้านหวางในคืนนี้ยังไม่ทันดับลง เด็กน้อยที่ถูกส่งไปดูว่าซูซูหลับไปหรือยังรีบวิ่งกลับบ้านเมื่อเห็นว่าแสงไฟในบ้านหายไปแล้ว เมื่อถึงบ้านแล้วเขาก็รีบรายงานสถานการณ์ที่บ้านของซูซูให้ทุกคนฟังทันที“อืม เช่นนั้นพวกเรารออีกสักหนึ่งชั่วยาม รอให้นางหลับลึกเสียก่อนค่อยลงมือ หากไปตอนนี้นางน่าจะได้ยินเสียงผิดปรกติเอาได้”“ท่านแม่ แล้วท่านจะให้ข้าเข้าบ้านนางอย่างไรขอรับ”“เจ้านี่นะ เจ้าก็ปีนเข้าไปเองสิ ส่วนบ้านด้านในเจ้าก็หาประตูหรือหน้าต่างที่ดูซอมซ่อหน่อยพังเข้าไปก็สิ้นเรื่องแล้ว หากนางหลับลึกขนาดนั้นคงไม่ได้ยินเส
ซูซูใช้วิชาตัวเบาไปยังบ้านหัวหน้าหมู่บ้านไม่ถึงหนึ่งก้านธูป นางร้องเรียกหัวหน้าหมู่บ้านและภรรยาว่านำถ้วยชามมาให้แล้ว หัวหน้าหมู่บ้านรีบออกมาเปิดประตูให้ซูซูทันทีพร้อมกับรับถ้วยชามมาถือเอาไว้“ไม่ทราบแม่นางจะให้พวกข้านำอาหารไปส่งเลยหรือไม่ขอรับ เหลืออาหารอีกหนึ่งอย่างก็เสร็จแล้วขอรับ”“ไม่เป็นไร ข้าจะยกไปเอง ข้าขอยืนรอถาดอาหารตรงนี้ก็แล้วกัน ท่านรีบเข้าไปเตรียมอาหารใส่ถาดก่อนเถอะ หลังกินข้าวแล้วข้าจะออกจากหมู่บ้านเลย พวกท่านก็ไปเก็บจานชามที่นั่นเองก็แล้วกัน”“ขอรับแม่นาง ข้าต้องขอโทษเรื่องเมื่อคืนอีกครั้งนะขอรับ เดี๋ยวสาย ๆ ข้าจะพาพวกเขาไปที่ว่าการอำเภอไม่ไกลนี้เอง ขอให้แม่นางวางใจว่าพวกเขาจะถูกลงโทษจากทางการอย่างแน่นอนขอรับ”“อืม ขอบคุณท่านมากหัวหน้าหมู่บ้าน” หัวหน้าหมู่บ้านคุยเสร็จก็รีบเดินเข้าไปตักอาหารใส่ถ้
รุ่งเช้าวันต่อมา ซูซูที่ได้นอนเต็มอิ่มก็ลุกขึ้นแต่เช้าไปเปิดประตูเพื่อรอให้เสี่ยวเอ้อนำน้ำมาให้นางล้างหน้า นั่งรอที่โต๊ะไม่นานนักก็มีเสียงประตูถูกเคาะดังขึ้น ซูซูส่งเสียงบอกให้เขาเข้ามาได้ เสี่ยวเอ้อที่ยกน้ำมาให้นางล้างหน้ารีบยกน้ำเข้าไปวางที่โต๊ะข้างเตียงให้ลูกค้าใหญ่ของเขา“เจ้านำอาหารขึ้นมาให้ข้าหลังจากนี้ด้วยนะ นี่เงินหนึ่งตำลึง ขอเป็นอาหารขึ้นชื่อของเจ้าสักสามสี่อย่างพร้อมข้าวหนึ่งถ้วยก็แล้วกัน หนึ่งตำลึงนี่พอหรือไม่?”“พอขอรับแม่นาง เดี๋ยวข้าจะไปสั่งพ่อครัวให้ท่านนะขอรับ ท่านรอสักครู่”“อืม เช่นนั้นเงินทอนเจ้าไม่ต้องเอามาคืนข้า เจ้าเก็บเอาไว้ได้เลย”“ขอบคุณขอรับแม่นาง” เสี่ยวเอ้อรีบไปทำตามคำสั่งพร้อมรอยยิ้ม ค่าอาหารอย่างมากก็ไม่เกินหกร้อยอีแปะ เขายังคงได้รับเงินทอนเป็นค่าดูแลนางอีกครั้ง ทำให้เสี่ยวเอ้อตั
ซูซูสะพายห่อผ้าห่อใหญ่อย่างไม่หนักแรงและคิดจะเดินไปร้านขายเครื่องประดับที่อยู่ระหว่างทางกลับโรงเตี๊ยมของนาง ซูซูเดินดูร้านรวงต่าง ๆ อย่างไม่ช้าไม่เร็วไปตามทาง เมื่อเห็นว่าไม่น่าจะมีร้านใดที่นางจำเป็นจะต้องซื้อของนอกจากร้านเครื่องประดับ ซูซูจึงเดินเร็วขึ้นอีกหน่อยเพื่อรีบไปที่ร้านนั้นก่อนที่แดดจะแรงไปมากกว่านี้ แต่ก่อนที่ซูซูจะเลี้ยวไปยังถนนที่โรงเตี๊ยมของนางอยู่นั้น กลับมีชายหนุ่มคนหนึ่งแต่งตัวเหมือนบัณฑิตคร่ำครึมาขวางนางไว้เสียก่อน“ขออภัยแม่นางที่ข้าต้องเสียมารยาท ไม่ทราบว่าแม่นางชื่ออะไร และกำลังจะไปที่ไหนหรือ?”“เจ้าเป็นใคร! เหตุใดจึงมาขวางทางข้าเช่นนี้ แล้วข้าชื่ออะไรมันก็ไม่เกี่ยวกับเจ้า ถอยไป!!!”“แม่นางใจเย็น ๆ สิ ข้าแค่เข้ามาสอบถามเพราะอยากรู้จักแม่นางเท่านั้น ข้าเป็นถึงบัณฑิตของเมืองนี้เชียวนะ ปีหน้าข้าก็จะเข้าไปสอบที่เมืองหลวงแล้ว แม่นางไม่คิดอ
รุ่งเช้าวันต่อมา ซูซูตื่นขึ้นมาด้วยความสดใสมากกว่าเมื่อวาน นางตรวจดูสิ่งของว่าลืมสิ่งใดไว้อีกหรือไม่ ก่อนจะรีบเดินไปเปิดกลอนประตูรอให้เสี่ยวเอ้อนำน้ำมาให้นางล้างหน้า รอไม่นานก็มีเสียงเคาะประตูอย่างที่ซูซูคิดไว้ นางร้องบอกให้เสี่ยวเอ้อเข้ามาได้ เสี่ยวเอ้อนำน้ำไปวางให้ซูซูที่โต๊ะข้างเตียงเสร็จก็สอบถามว่านางจะกินอะไรเป็นมื้อเช้า“เอาอาหารขึ้นชื่อมาสักสามอย่างกับข้าวหนึ่งถ้วยก็พอ เช้านี้ข้าไม่ค่อยหิวนัก อ้อ เจ้าบอกเสี่ยวเอ้อที่ดูม้าให้ข้าด้วยว่าให้น้ำกับหญ้ามันได้เลย เพราะข้ากินข้าวเช้าเสร็จก็จะออกเดินทางแล้ว นี่เงินค่าอาหารหนึ่งตำลึง ที่เหลือเจ้าเก็บเอาไว้เถอะ”“ขอบคุณขอรับแม่นาง ข้าจะไปบอกเพื่อนให้ขอรับ ท่านรออาหารสักครู่ เดี๋ยวข้านำขึ้นมาให้นะขอรับ”“อืม เจ้ารีบไปเถอะ” เสี่ยวเอ้อรับคำซูซู
อ๋องเฉิงได้แต่มองภรรยาของพระองค์พร้อมรอยยิ้มบาง ในที่สุดพระองค์ก็กำลังจะกลายเป็นพ่อคนแล้ว ภรรยาผู้ซุกซนของพระองค์หลังจากนี้คงไม่สามารถทำตามใจตัวเองได้แล้ว พระองค์ได้แต่หวังว่านางจะคิดถึงลูกให้มาก ๆ และไม่ทำสิ่งใดสุ่มเสี่ยงต่อการบาดเจ็บระหว่างที่กำลังตั้งครรภ์“นี่ท่านอ๋อง ท่านคิดว่าลูกเราจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายกันน่ะ”“อืม… ข้าคิดว่าน่าจะผู้ชายนะ”“อ้าว เหตุใดเจ้าจึงคิดว่าเป็นผู้ชายล่ะ ข้าอยากได้ลูกสาวนี่นา หรือว่าเจ้าไม่อยากได้”“เปล่าสักหน่อย ข้าเพียงคิดตามที่แม่นมฉู่บอกเมื่อครู่ว่าเสด็จแม่ของข้าก็มีอาการเช่นเดียวกับเจ้าอย่างไรเล่า ข้าจึงคิดว่าน่าจะเป็นลูกชายก็เท่านั้นเอง อีกอย่างนะ ไม่ว่าเจ้าจะคลอดลูกชายหรือหญิง ข้าก็รักทั้งคู่นั่นแหละ เพราะนั่นคือลูกของเรา”“เฮ้อ ข้าเข้าใจแล้ว เอ้อ แล้วเราจะส่งคนไปบอกท่านพ่อกับท่านแม่ที่จวนดีหร
ขันทีประจำพระองค์เมื่อกลับถึงวังหลวงแล้วก็รีบรายงานทุกอย่างให้ฮ่องเต้ทราบ รวมทั้งข้อสังเกตของเขาที่มีต่อเสนาบดีหลานอีกด้วย“อืม…เช่นนั้นส่งองครักษ์เงาของเราไปคอยติดตามเสนาบดีหลานอย่าให้คลาดสายตา ข้าเชื่อว่าหากเขาคิดแก้แค้นจะต้องมีสักวันที่เขาทำตัวผิดปกติ เรื่องนี้เจ้ายังไม่ต้องส่งคนไปบอกหลานชายของข้า ปล่อยให้องครักษ์เงาของข้าสืบเรื่องราวมาให้ได้เสียก่อนค่อยวางแผนกันก็ไม่สาย”“พะย่ะค่ะฝ่าบาท”“วันนี้เจ้าเหนื่อยมากแล้ว รีบไปพักผ่อนเถอะ ข้าเองก็จะไปทานข้าวที่ตำหนักเฟิ่งหวงกับฮองเฮาสักหน่อย ป่านนี้ไม่รู้ว่านางรู้ข่าวเรื่องหลานสะใภ้หรือยัง”“ขอบพระทัยฝ่าบาท กระหม่อมขอทูลลาพะย่ะค่ะ” ฮ่องเต้โบกมือให้ขันทีประจำพระองค์อย่างเคยชิน จากนั้นพระองค์สั่งขันทีวัยกลางคนที่เป็นผู้ช่วยของขันทีชราว่าให้เตรียมเกี้ยวไปยังตำห
ด้านแม่ทัพรักษาเมืองที่จัดการเรื่องราวนี้ก็พาคนไปจับกุมชายวัยกลางคนที่เป็นคนติดต่อกับคนของฮูหยินใหญ่จวนเสนาบดีหลาน จากนั้นเสนาบดีกรมอาญาก็สั่งทหารให้นำหมายไปจับกุมฮูหยินใหญ่ องครักษ์คนสนิทของนาง และบุตรสาวที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องการจ้างวานฆ่าพระชายาอ๋องเฉิงในคราวนี้ เสนาบดีกรมอาญาได้รับคำสั่งจากฮ่องเต้โดยขันทีข้างกายพระองค์มาส่งคำสั่งด้วยตนเองหลังจากที่แม่ทัพรักษาเมืองส่งคนไปรายงานสถานการณ์ก่อนหน้านี้แล้ว ทหารนับร้อยคนพร้อมกับเสนาบดีกรมอาญาที่เดินทางไปยังจวนเสนาบดีคลังด้วยตนเองต้องพบกับการขัดขวางของเสนาบดีหลาน“ท่านจะไม่ยอมเปิดทางให้พวกข้าไปจับกุมคนจริง ๆ หรือเสนาบดีหลาน เจ้ารู้ไหมว่าข้าได้รับคำสั่งจากฝ่าบาทโดยตรงให้มาจับกุมคนไปตัดสินคดีในครั้งนี้”“ข้าคิดว่าฝ่าบาทคงได้ข่าวลวงมากกว่า ฮูหยินและบุตรสาวของข้าจะกล้าทำเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไรกัน อย่างไรข้าก็ไม่เชื่อ ท่านรอให้ข้าไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทเส
ซูซูหยุดม้าที่หน้าห้องโถงรับแขกของจวนก่อนจะกระโดดลงไปพร้อมรอยยิ้มเต็มใบหน้า นางมองเห็นทุกคนกำลังนั่งรอนางอยู่จริง ๆ ยิ่งทำให้ซูซูในตอนนี้ไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดที่บาดแผลแม้แต่นิดเดียว นางสั่งบ่าวให้พาม้าของนางไปพักผ่อนก่อนที่จะวิ่งปรื๋อเข้าไปในห้องโถงรับแขกอย่างรวดเร็ว ซูซูกระโดดเข้าไปกอดท่านแม่พร้อมกับหอมแก้มนางไปมาอย่างซุกซน ทำเอามู่อิงเอ๋อได้แต่หัวเราะบุตรสาวสุดที่รักของนางที่ชอบกลั่นแกล้งนางเช่นนี้ หลังจากที่ซูซูหอมแก้มท่านแม่จนชื่นใจแล้ว นางที่ถูกท่านแม่ตีเข้าที่บาดแผลโดยไม่ได้ตั้งใจถึงกับร้องออกมาโอ้ย!!!“อะไร! ลูกแม่เป็นอะไร แม่ขอโทษลูก ไหนเจ้ามาให้แม่ดูสิว่าเจ้าเป็นอะไร” ความจริงฟางเซียนหลงกับฟางฉือห่าวนั้นเห็นเลือดที่แขนของซูซูตั้งแต่นางวิ่งเข้ามาแล้ว เพียงแต่พวกเขาไม่อยากให้มู่อิงเอ๋อตกใจจึงไม่ได้พูดออกมา ตอนนี้พวกเขาเองก็อยากร
ทหารรายงานอ๋องเฉิงว่าท่านกุนซือมาถึงแล้ว อ๋องเฉิงจึงออกจากกระโจมไปคุยกับฟางฉือห่าวเรื่องที่พระองค์คิดเอาไว้ และแน่นอนว่าฟางฉือห่าวขอวันลากับพระองค์จริง ๆ อ๋องเฉิงอนุญาตให้สหายลาได้หนึ่งวันโดยไม่อิดออด พระองค์รู้ดีว่าสหายตนนั้นคลั่งรักน้องสาวมากขนาดไหน นี่ก็หลายสัปดาห์แล้วที่นางแต่งงานเข้าไปอยู่ในจวนอ๋อง นอกจากวันเยี่ยมบ้านเดิมแล้ว ซูซูก็ยังไม่ได้กลับบ้านเดิมอีกเลย จึงทำให้ฟางฉือห่าวผู้คิดถึงรอยยิ้มซุกซนของน้องสาวอดรนทนไม่ไหวที่จะต้องขอลาไปอยู่เป็นเพื่อนนางสองวันต่อมา ซูซูที่ส่งอ๋องเฉิงออกไปทำงานหลังทานอาหารร่วมกันแล้วก็สั่งคนไปนำม้าของนางมาทันที วันนี้ซูซูแต่งกายด้วยชุดชาวยุทธที่นางไม่ได้ใส่เสียนานตั้งแต่เข้าจวนอ๋องมา แม่นมฉู่ได้แต่บอกให้พระชายาระมัดระวังในการเดินทางเหมือนดังเช่นสามีนางที่กำชับก่อนออกไปทำงาน“ข้ารู้แล้วน่าแม่นมฉู่ ท่านอย่าได้กังวลมากนักเลย ข้าเป็นพระชายาจวนอ๋องนะ ไม่ใช่คุ
อ๋องเฉิงเดินมาถึงหน้าห้องทรงงานแล้วขันทีก็ขานบอกทันที ฮ่องเต้ที่มีขันทีวิ่งมารายงานก่อนหน้านี้จึงบอกให้หลานชายเข้าไปได้ หลังทำความเคารพเสด็จลุงของตนเองแล้ว ฮ่องเต้ก็สั่งให้เขาลุกขึ้นตามสบาย“วันนี้หลานมีเรื่องสำคัญอันใดจึงได้เข้ามาหาลุงได้ในเวลานี้”“กระหม่อมส่งคนติดตามคนของฮูหยินใหญ่จวนเสนาบดีหลานแล้วได้รับข่าวว่าอีกสองวันจะมีนักฆ่าจำนวนมากมายังเมืองหลวงพะย่ะค่ะ หลานจึงอยากให้เสด็จลุงสั่งการกองกำลังรักษาเมืองให้ล้อมจับพวกเขาระหว่างที่พวกเขาลงมือกับพระชายาของหลานพะย่ะค่ะ”“หืม… นี่นางถึงขนาดจ้างนักฆ่าจำนวนมากเลยหรือ? เช่นนั้นลุงจะสั่งการแม่ทัพของกองกำลังรักษาเมืองให้รับคำสั่งจากเจ้าก็แล้วกัน แต่เรื่องนี้เราจะให้ใครรู้ไม่ได้เป็นอันขาด เจ้าให้แม่ทัพรักษาเมืองเปลี่ยนการแต่งกายเป็นชาวเมืองทั่วไปแล้วค่อยซุ่มจับคนเหล่านั้นดีหรือไม่”“ใช่พะย่ะค่ะเสด็จลุง นางต้องการให้ซูซูตายให้
ซูซูแปลกใจไม่น้อยที่สามีกลับมาเร็วถึงขนาดนี้ นางที่กำลังตรวจทรัพย์สินอยู่จึงได้เลิกทำงานแล้วเดินไปช่วยถอดเสื้อตัวนอกออกให้อ๋องเฉิง“เหตุใดจึงได้กลับเร็วนักเล่าเพคะ”“ไม่มีอะไร แค่คิดถึงภรรยาน่ะ”“เฮ้อ… ทำเป็นเล่นอีกแล้วท่านน่ะ บอกมาเลยว่ามีอะไรหรือเปล่า”“ไม่มีจริง ๆ ข้าเพียงแค่อยากพักบ้างเท่านั้นเอง ทำงานมาหลายวันติดต่อกันแล้ว”“อืม… เช่นนั้นท่านก็เข้าไปพักผ่อนก่อนเถอะ เดี๋ยวข้าจะให้คนยกของว่างกับน้ำชาเข้าไปให้ ท่านอยากอาบน้ำก่อนหรือไม่?”“อาบสักหน่อยก็ดี ข้าขี่ม้ามาตัวเลอะฝุ่นไปหมด”“ตกลง เดี๋ยวข้าสั่งบ่าวนำน้ำเข้าไปให้ทีหลัง ท่านไปนั่งพักเสียก่อนเถอะ”“ขอบคุณภรรยา จุ๊บ”
ซูซูที่องครักษ์ของอ๋องเฉิงมารายงานว่าเขาจะกลับค่ำก็ไม่ได้คิดอะไรมากนัก นางยังจัดการเรื่องทรัพย์สินไม่เสร็จเลยเพราะทรัพย์สินเหล่านี้มีมากมายเกินกว่าที่จะจัดการเสร็จได้ภายในสามสี่วัน“แม่นมฉู่ เจียงเหม่ย เจียงฮวาออกไปกินข้าวเถอะ กินเสร็จค่อยมาเก็บสำรับอาหารของข้าก็แล้วกัน วันนี้ข้าอยากพักผ่อนเร็วสักหน่อย ถึงแม้ท่านอ๋องจะกลับค่ำก็ไม่เป็นไร”“เพคะพระชายา” ทั้งสามคนที่สั่งบ่าวนำอาหารมารอท่านอ๋องกับพระชายาแต่แรกจึงได้แต่ชวนกันออกไปกินอาหารเย็นในห้องข้างของพวกนางเหมือนดังทุกวัน ตอนนี้แม่นมฉู่สนิทสนมกับเด็กเจียงเหม่ยและเจียงฮวามากขึ้นไม่น้อย นางชอบที่เด็กสองคนนี้เรียนรู้กฎเกณฑ์ได้ดี และมีมารยาทมากกว่าบ่าวรับใช้ทั่วไปเสียอีก คืนนั้นอ๋องเฉิงหลังทานอาหารกันเสร็จแล้ว ฮ่องเต้ก็ชวนหลานชายดื่มอีกเล็กน้อยก่อนจะส่งหลานชายกลับออกจากห้องทรงงานไปใ
“ขอบใจเจ้ามากที่บอกกล่าวรายละเอียดให้พวกเราทราบ ครอบครัวโจว พวกเจ้ามีอะไรจะแก้ต่างจากที่พยานหูเอ้อบอกออกมาหรือไม่” เสนาบดีหันไปสอบถามครอบครัวโจวที่ยังคงพากันนั่งตัวสั่นอย่างหวาดกลัวความผิด หยวนปิงไม่คิดว่าคนของตระกูลฟางจะมีความสามารถสืบเรื่องราวได้อย่างกับตาเห็น แต่นางไม่คิดที่จะยอมรับความผิดง่าย ๆ ด้วยคิดว่าหากต้องการพยานเป็นชาวบ้านในหมู่บ้านนั้น จะต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าที่พยานเหล่านั้นจะเดินทางมาถึงเมืองหลวง“ข้าไม่ได้ทำเช่นนั้นเจ้าค่ะ เขาพูดโกหก บ้านข้าเลี้ยงดูให้ข้าวให้น้ำนางมาเป็นอย่างดีเจ้าค่ะ ส่วนที่เขาบอกว่านางหาเงินเองตั้งแต่สิบขวบก็ไม่จริงเจ้าค่ะ เป็นพวกข้าที่ให้เงินนางออกมาตามหาครอบครัวเจ้าค่ะ”ปัง!!!“นี่เจ้ายังกล้าโกหกอีกหรืออย่างไร! เจ้าคิดว่าข้ากับท่านอ๋องจะเชื่อคำพูดของเจ้าได้อีกหรือแม่เฒ่าโจว หูเอ้อ เจ้ามีหลักฐานอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ว่าเรื่องที่เจ้าเพิ่งกล่าวมานั้นเป็นเรื