ต้าซานรู้สึกเหมือนได้รับเผือกร้อน “ข้ารับไว้ไม่ได้!”“ท่านอ๋องผู้เฒ่า ปีนั้นชาวบ้านของเราถูกโจรลักพาตัวไป ขุนนางท้องถิ่นก็ไม่สนใจ ถ้าไม่ใช่เพราะท่าน คนในครอบครัวของเราคงตายไปนานแล้ว ท่านคือผู้มีพระคุณของเรา พวกเรารับเงินนี้ไว้ไม่ได้!”หนานหยางอ๋องส่ายหน้า แล้วเอ่ยขึ้นอย่างจริงจัง “รับไว้เถอะ เอาไปสร้างสถานศึกษาในหมู่บ้าน แล้วส่งเด็ก ๆ ไปเรียนหนังสือ”ต้าซานตกตะลึง น้ำตาคลอเบ้าทันทีเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เด็ก ๆ มาเยี่ยมท่านอ๋องผู้เฒ่าด้วยกัน และพูดถึงความปรารถนาที่จะได้เรียนหนังสือเหมือนเด็ก ๆ ในเมืองโดยไม่ได้ตั้งใจไม่คิดเลยว่าท่านอ๋องผู้เฒ่าจะจำใส่ใจ ต้าซานจึงไม่สามารถปฏิเสธได้อีกต่อไป เขารับเงินนั้นไว้ เอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ“ท่านอ๋อง พวกเราจะรอท่านกลับมา เราจะเป็นประชาชนของท่านตลอดไป”“ดี ดี!” หนานหยางอ๋องขอบตาแดงเล็กน้อย“ท่านอ๋อง นี่คืออาหารที่พวกเรานำมา ท่านทานระหว่างทางนะ” ชาวบ้านต่างนำซาลาเปา มันเทศ และผักกาดขาวมาใส่ในรถม้าจนเต็มรถม้าออกเดินทางในยามค่ำคืน เคลื่อนตัวไปบนถนนอย่างช้า ๆ ชาวบ้านที่มาส่งต่างคุกเข่าลงกับพื้นกู้หว่านเยว่ถอนหายใจแล้วเอ่ยขึ้น “หนานหยางอ๋
กู้หว่านเยว่รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย เหตุใดเจ้าของโรงเตี๊ยมถึงมีท่าทีแบบนี้ในการทำธุรกิจ?“นี่คือโรงเตี๊ยมไม่ใช่หรือ พวกเรามาพัก”“อ้อ” ชายคนนั้นมองไปที่รถม้าหลายคันซึ่งอยู่ด้านหลังพวกเขา ดวงตาก็เบิกกว้างทันที และน้ำเสียงก็กระตือรือร้นขึ้นมา“ข้าไม่ได้ตั้งตัว เชิญทุกท่านเข้ามาข้างในเถอะ”พูดจบก็เปิดประตูให้พวกเขาเข้าไป“ที่นี่เป็นร้านของเราสองสามีภรรยา ปกติแล้วก็ต้อนรับแขกที่เดินทางผ่านไปมา ช่วงนี้ ทางตอนเหนือมีภัยพิบัติจากหิมะตก มีพวกโจรลักลอบข้ามมาเยอะ จึงปิดประตูไว้ตลอด”ชายคนนั้นลูบมือ แล้วเรียกภรรยาและลูกสาวของเขาออกมาเพื่อต้อนรับกู้หว่านเยว่และคนอื่น ๆ “มีห้องว่างอยู่หลายห้องที่บริเวณเรือนหลัง ด้านซ้ายมีคนเข้าพักอยู่แล้ว ด้านขวายังว่างอยู่ พวกท่านเลือกได้ตามสบายเลย”“ขอบคุณ” กู้หว่านเยว่ถามราคาค่าห้องพักต่อคืน รู้สึกว่าราคาก็พอรับได้ประกอบกับไม่สามารถหาโรงเตี๊ยมอื่น ๆ ได้ในบริเวณใกล้เคียง จึงให้ซูจื่อชิงจูงม้าเข้าไปในลานบ้าน“ให้ข้าทำ ข้าทำเอง” ลูกสาวเจ้าของโรงเตี๊ยมก้าวเข้ามา แล้วจ้องมองซูจื่อชิงตาไม่กะพริบ“ก็ได้” กู้หว่านเยว่พูดกับซูจื่อชิง “เช่นนั้นเจ้าก็ช่วยชิงหว่าน
“ก็ได้” ป้าเสิ่นเหลือบมองห่อผ้าที่โป่งออกมาด้านหลังของกู้หว่านเยว่ เลียริมฝีปาก สายตาของนางเต็มไปด้วยความโลภแต่เมื่อเงยหน้าขึ้น ก็กลับมาทำหน้าตาซื่อ ๆ อีกครั้งกู้หว่านเยว่เห็นว่าฟ้าเริ่มจะมืดแล้ว จึงหยิบเสบียงแห้งออกมาบางส่วน และนำเนื้อตากแห้งออกมาจากมิติ เรียกให้ทุกคนมารับประทานอาหารด้วยกัน“จื่อชิงล่ะ?” ทุกคนมาแล้ว แต่ไม่เห็นซูจื่อชิงเมี่ยชิงหว่านเอ่ยเสียงเบา “เมื่อกี้ยังเห็นเขาคุยกับลูกสาวเจ้าของโรงเตี๊ยมอยู่ในลานบ้านเลย”“เรากินกันก่อนเถอะ”น้ำเสียงของซูจิ่งสิงเย็นชาเล็กน้อยหลังจากทุกคนทานข้าวเสร็จ ก็เห็นว่าถึงเวลาเข้านอนแล้ว แต่ซูจื่อชิงยังไม่กลับมากู้หว่านเยว่รู้สึกกังวลเล็กน้อย ถึงอย่างไรซูจื่อชิงก็ไม่มีวรยุทธ์“ข้าจะออกไปดู เจ้ารอข้าอยู่ในห้อง” ซูจิ่งสิงก็รู้สึกไม่สบายใจเช่นกัน เขากล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำเจ้าเด็กนี่ ชอบสร้างปัญหาให้เขาจริง ๆ “ท่านรีบไปรีบกลับนะ” กู้หว่านเยว่หยิบหน้าไม้ออกมาจากมิติ แล้วมัดไว้ที่แขนของตัวเอง และโรยผงพิษไว้ที่ตัวเล็กน้อยปรากฏว่า ซูจิ่งสิงเพิ่งจะออกไปได้ไม่ทันไร กู้หว่านเยว่ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าอยู่หน้าประตูจากนั้น ป้าเสิ่นที่เจ
“บ่อย ๆ อะไรกัน?” ซูจื่อชิงหน้าแดงก่ำ จากนั้นพูดแก้ตัวเสียงเบา “แค่ครั้งนี้ครั้งเดียว”“ครั้งเดียวยังไม่พออีกหรือ? ข้าบอกแล้วว่าครอบครัวนี้มันแปลก ๆ ให้เจ้าระวังตัวหน่อย แต่พอเจ้าเห็นเขาร้องไห้สะอึกสะอื้น เจ้าก็ใจอ่อนแล้ว น่าขยะแขยงจริง ๆ ”ซูจื่อชิงเบิกตากว้าง “อะไร ใจอ่อนอะไรกัน ข้าไม่ได้ใจอ่อนสักหน่อย”เขาไม่คิดเลยว่าเสี่ยวเตี่ยจะใช้ความเห็นใจของเขา นี่มันไม่ใช่ใจอ่อนสักหน่อย?“มีคนมาแล้ว หุบปาก!” กู้หว่านเยว่ถลึงตาใส่ซูจื่อชิง แล้วรีบห้ามเขาเสียงฝีเท้าดังมาจากข้างนอกประตูเจ้าของร้านเสิ่นเดินเข้ามา“ให้ตายสิ คราวนี้เราได้ผลประโยชน์เยอะเลยนะ พวกเขาสองครอบครัวรวยมากทั้งคู่”นอกจากกู้หว่านเยว่และคนอื่น ๆ แล้ว ยังมีอีกครอบครัวหนึ่งอยู่ที่มุมห้อง พวกเขากำลังกอดกันตัวสั่นเทาป้าเสิ่นดวงตาเป็นประกาย แล้วนับเงินอยู่ข้าง ๆ ส่วนเจ้าของร้านเสิ่นก็จ้องพวกเขาด้วยสายตาเย็นชาและน่าขนลุก“คนเยอะขนาดนี้ พอจะทำซาลาเปาเนื้อได้เยอะเลย”ซาลาเปาเนื้อ?ครอบครัวที่อยู่ตรงมุมห้องก็เริ่มอาเจียนออกมาอย่างรุนแรง กู้หว่านเยว่ได้สติกลับคืนมา สีหน้าของนางก็แสดงความน่าขยะแขยงออกมาเช่นกันครอบครัวนี้
แต่กู้หว่านเยว่ไม่ได้คิดที่จะเข้าไปช่วยในทันที ซูจื่อชิงหุนหันพลันแล่นและเชื่อคนง่าย นางตั้งใจจะปล่อยให้เขาได้รับบทเรียนบ้างทางด้านซูจื่อชิง เขาแทบจะบ้าคลั่งแล้ว ตะโกนด่าทอด้วยความโมโห“พวกเจ้าอย่าเข้ามานะ อย่าให้ข้ากินยา เจ้ามันคนสารเลว ข้าเห็นเจ้าแล้วก็อยากจะอาเจียน”เขาโกรธจนเลือดขึ้นหน้า ถึงได้หลุดปากพูดคำหยาบออกมา เขาไม่เคยเจอผู้หญิงที่หน้าด้านขนาดนี้มาก่อน ให้เขาแต่งงานกับเสี่ยวเตี่ยสู้ให้เขาตายไปเลยยังจะดีเสียกว่า“เจ้าขัดขืนไปก็ไม่มีประโยชน์ วันนี้เจ้าต้องเข้าหอกับข้าซะดี ๆ แล้วปีหน้าเราก็จะมีลูกอ้วนท้วนด้วยกัน และสืบทอดกิจการของพ่อข้าไปด้วยกัน”สายตาของเสี่ยวเตี่ยดูบ้าคลั่งเล็กน้อย นางหยิบหญ้าหมูติดสัดขึ้นมา จากนั้นยัดเข้าไปในปากของซูจื่อชิงซูจื่อชิงถูกมัดเอาไว้ ขยับตัวไม่ได้ ใบหน้าของเขาแดงก่ำ จากนั้นตะโกนด่าทอเสียงดังเมี่ยชิงหว่านก็รู้สึกกังวลเล็กน้อย ทันใดนั้น กู้หว่านเยว่ก็สะบัดตัวเองให้หลุดจากเชือก แล้วพุ่งเข้าไปเตะเสี่ยวเตี่ยจนกระเด็นออกไป“โอ๊ย!” เสี่ยวเตี่ยล้มลงกับพื้นอย่างน่าเวทนา“ลูกสาว!” ป้าเสิ่นและเจ้าของร้านเสิ่นส่งสายตาดุร้าย แล้วต่างคนต่างคว้าไม้ขึ้
การที่พวกเขาใช้วิธีนี้ ไม่เพียงแต่จะแก้ไขความอดยากได้ ซ้ำยังเก็บเงินได้อีกไม่น้อยด้วยหลังจากที่สองสามีภรรยาได้ลิ้มลองความหอมหวานจากผลประโยชน์ พวกเขาก็ไม่เคยได้สัมผัสกับความอดยากอีกเลย ทั้งยังเปิดธุรกิจสีดำมานานเป็นสิบปีคนผ่านทางที่เคยสัญจรเข้ามาต่างถูกฆ่าตายนับไม่ถ้วนกู้หว่านเยว่โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ซูจิ่งสิงกล่าวว่า”ไว้เป็นหน้าที่ของข้า จะได้ไม่ต้องมีภาพติดตาด้วย”กู้หว่านเยว่พยักหน้า จากนั้นก็เก็บรวบรวมทรัพย์สินมีค่านางตั้งใจว่าหลังจากนี้หากเจอคนจนระหว่างทาง ค่อยแจกจ่ายของมีค่าเหล่านี้ ถือว่าเป็นการระบายความขุ่นเคืองในใจด้วยหลังจากค้นหาหนึ่งรอบ ทั้งสองคนก็รวบรวมหลักฐานทั้งหมด ก่อนจะกลับไปยังลานกว้างด้านหลังอีกครั้ง“ฮูหยิน ปล่อยพวกเราไปเถอะ ขอแค่ท่านเมตตาลดหย่อนผ่อนผัน เงินก็ไม่ใช่ปัญหา”เจ้าของร้านเสิ่นยังไม่รู้ว่ากู้หว่านเยว่ไปทำไม ยังพยายามเจรจาต่อรองกับนางอย่างไม่ลดมานะ“ขอปฏิเสธ สามีของข้าได้สั่งให้คนไปรายงานต่อเจ้าหน้าที่แล้ว เจ้ารอบรับทลงโทษตามกฎหมายได้เลย”“ฮูหยิน อย่าทำเช่นนี้ จับข้าไว้แล้วท่านจะได้ประโยชน์อะไร ....” เจ้าของร้านเสิ่นหน้าซีดเผือด ก่อนจะกล่าวอย่า
จี้ฮั่นโม่ยกมือปาดเหงื่อ ซูจื่อชิงไม่ใช่คนโง่ รีบพยักหน้าตอบรับ“ใต้เท้าโปรดวางใจ ข้าจะปิดปากเงียบไม่บอกใคร เรื่องที่เจอพวกเราที่นี่วันนี้หวังว่าใต้เท้าจะเก็บไว้เป็นความลับนะเช่นกัน”“คุณชายน้อย อย่าฆ่าข้าเลย ข้ายอมรับใช้ท่าน”ในขณะที่ทั้งสองกำลังพร่ำพรรณนานั้น เสี่ยวเตี่ยน้อยรีบสบโอกาสขอร้องซูจื่อชิงด้วยน้ำเสียงออดอ้อน “ข้าชอบคุณชายจริง ๆ เจ้าค่ะ ข้าสัญญาว่าหลังจากวันนี้ไป ข้าจะปรนนิบัติท่านอยู่บนเตียงอย่างเต็มที่”ซูจื่อชิงแทบหงายหลัง“ไสหัวออกไป! ข้าไม่ต้องการให้เจ้ามาปรนนิบัติข้า น่ารังเกียจ สตรีแพศยาจิตใจโหดเหี้ยมเช่นเจ้า อยู่ห่างได้ยิ่งดี!”“คุณชาย ข้ารักท่านจริง ๆ นะเจ้าคะ”เสี่ยวเตี่ยอยากจะพูดบางอย่าง แต่จู่ ๆ ก็มีบุคคลปริศนาสามคนปรากฏขึ้นเบื้องหน้าซูจิ่งสิงพาผู้ใต้บังคับบัญชาจำนวนสองคนเดินเข้ามา “พวกเราเก็บของ แล้วรีบออกไปจากที่นี่ ที่เหลือข้าจัดการเอง”เมื่อมีการมาถึงของผู้ตรวจการ ย่อมมีการถามถึงชื่อเสียงเรียงนามเพื่อไม่ให้ยุ่งยากโดยไม่จำเป็น พวกเขาต้องออกไปจากที่นี้ก่อนกู้หว่านเยว่เข้าใจความหมายของซูจิ่งสิง จึงให้คนเหล่านั้นเก็บข้าวของ พาหนานหยางอ๋องกระโดดขึ้
ในขณะที่รถม้าค่อย ๆ เคลื่อนตัวไปข้างหน้า ทันใดนั้นเสียงตะโกนด้วยความร้อนใจก็ดังมาจากด้านหลัง“น้องหญิง น้องหญิงเจ้าอดทนไว้นะ!”“เกิดอะไรขึ้น?”กู้หว่านเยว่ออกมาจากห้วงมิติ เมื่อครู่นางแอบงีบหลับอยู่ในห้วงมิติ และอาบน้ำจากในนั้น“ดูเหมือนภรรยาของใต้เท้าจี้จะเกิดเรื่องเสียแล้ว”ทันทีที่ซูจิ่งสิงกล่าวจบ จี้ฮั่นโม่ก็วิ่งมาจากด้านหลัง ขวางรถม้าไว้“คุณชายซู ซูฮูหยิน ขอข้ายืมม้าของท่านไปหาหมอในเมืองได้หรือไม่ ภรรยาของข้ามีเลือดออก”กู้หว่านเยว่เปิดม่านจากข้างใน ท่ามกลางแสงตะวันในตอนรุ่งสาง นางเห็นจี้ฮั่นโม่ที่กำลังอุ้มทารกน้อยไว้ในมือข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างก็แบกฮูหยินไว้บนหลัง โดยมีเลือดสีแดงฉานจากตัวจี้ฮูหยินหยดลงบนหิมะมาตลอดทาง“ฮูหยินของเจ้าเป็นอะไร?”จี้ฮั่นโม่รีบกล่าว “นางเพิ่งคลอดลูกขอรับ แต่ร่างกายของนางยังไม่ฟื้นตัวดี นางติดตามข้ามาตลอดทาง วันนี้อาจเพราะตื่นตระหนก จึงทำให้นางเสียเลือดไม่หยุด”เขาหันกลับไปมองจี้ฮูหยินด้วยนัยน์ตาแดงก่ำ เมื่อเห็นว่ากู้หว่านเยว่ไม่กล่าวสิ่งใด จึงคิดว่านางคงไม่ให้ยืมม้าแน่ จึงรีบกล่าวว่า “ขอร้องฮูหยินโปรดช่วยข้าด้วย ข้ายอมรับใช้ฮูหยินไปตลอดชีวิต
เขาโกรธจนกำหมัดแน่นเพื่อให้ทหารระบายความแค้น ก่อนและหลังโจมตีเมือง บางกองทัพจะฆ่าล้างบางชาวบ้านหนึ่งเพื่อข่มขวัญผู้คนที่อยู่ในเมืองสองเพื่อให้เหล่าทหารผ่อนคลายเพียงแต่หนางหยางอ๋องและซูจิ่งสิงปกครองอย่างเข้มงวด ไม่เคยปล่อยให้เกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้น“พวกเราไปก่อนเถอะ”กู้หว่านเยว่ทนดูไม่ได้อีกต่อไป จึงเก็บสายตากลับมาเงียบๆตั้งแต่โบราณผู้ที่ทุกข์ร้อนในศึกสงครามก็คือชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ขณะที่ทั้งสองเตรียมจากไป จู่ๆ ได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือดังแผ่วเบามาจากถนนสายเล็กด้านข้าง“ทางนั้นเหมือนจะมีคน”หวังปี้รีบหันมองทันที“ไป พวกเราไปดูสักหน่อย” กู้หว่านเยว่ลากหวังปี้เข้าไปตรวจดูด้วยกัน ปรากฏว่าเห็นคนสองคนล้มอยู่ในพงหญ้าบนตัวทั้งสองคนเต็มไปด้วยเลือด บนตัวมีบาดแผลจากดาบไม่น้อย“น้องเล็ก ดูจากเสื้อผ้าของพวกเขาน่าจะเป็นคนของสำนักคุ้มภัย”หวังปี้เปลี่ยนสรรพนามอย่างระวัง กู้หว่านเยว่พยักหน้า เดินไปหาคนที่ขอความช่วยเหลือนางรู้สึกว่าเสียงของคนผู้นี้คุ้นหูอยู่บ้างพอดีกับที่ชายผู้นั้นเห็นว่ามีคนเข้ามา จึงรีบมองไปทางพวกกู้หว่านเยว่เมื่อทั้งสองสบตากัน ต่างชะงักไปทันใด กู้หว่าน
“พี่น้องสกุลฮั่ว เจ้าไม่เป็นไรนะ?” กู้หว่านเยว่เดินมาตรงหน้าฮั่วจี๋ แต่อีกฝ่ายยังอยู่บนหลังของหวังปี้ ไม่มีแรงลงมา“คารวะพระชายา”ฮั่วจี๋ใช้หางตาเหลือบมองกู้หว่านเยว่แวบหนึ่งท้องฟ้ามืดสลัว เขาเองก็มองไม่ชัดว่าหน้าตากู้หว่านเยว่เป็นอย่างไรแต่ว่าเขาเพิ่งเคยเห็นหญิงสาวลอบโจมตีสนามรบพร้อมกองทัพยามวิกาลเป็นครั้งแรก ในใจจึงรู้สึกนับถือมาก คำพูดที่พูดกับกู้หว่านเยว่จึงเคารพมาก“พระชายาโปรดอภัย ข้าน้อยไม่อาจลงไปคารวะด้วยตัวเอง”“แค่พิธีเท่านั้น รักษาตัวสำคัญกว่า”กู้หว่านเยว่เป็นคนในยุคปัจจุบัน จึงไม่ใส่ใจพิธีรีตองมากนักอีกอย่างพวกนางกำลังเร่งเดินทาง ไม่จำเป็นต้องให้ฮั่วจี๋ลงจากหลังหวังปี้ เพียงเพื่อทำความเคารพเท่านั้นฮั่วจี๋คุยกับกู้หว่านเยว่เพียงไม่กี่คำ พลันหลับตาลงอย่างอึดอัดบิดาและพี่ชายเพิ่งเสียชีวิต ประชาชนชาวเมืองเหยาตกอยู่ในอันตราย เขาเป็นแม่ทัพน้อยแห่งเมืองเหยา จึงไม่มีแก่ใจพูดคุยกับใครเมื่อนึกถึงกลุ่มโจรเหล่านั้นในเมืองเหยา ที่เข้ามาปล้นชิงฉุดคร่าทำให้หมัดของฮั่วจี๋ กำแน่นยิ่งขึ้นกว่าเดิมเขาโกรธมาก!สกุลฮั่วเฝ้ารักษาเมืองเหยามาตลอดชีวิตราษฎรเมืองเหยาคือครอบ
ฮั่วจี๋รู้สึกแค้นเคืองภายในใจเพียงเขาหลับตาลงหนึ่งข้าง เบื้องหน้าก็ปรากฏภาพศีรษะของบิดาและพี่ชายถูกห้อยอยู่หน้าประตูเมืองหากมิใช่เพราะฮ่องเต้ชั่วตัดสินใจผิดพลาด ไฉนเลยสกุลฮั่วของเขาจะตกลำบากมาถึงขั้นนี้ได้?“ก่อนกองโจรโจมตียึดครองเมืองสองสามวัน ท่านพ่อและพี่ชายได้รับข่าวมาแล้ว ตั้งใจเขียนจดหมายหนึ่งฉบับ ขอความเมตตาจากฝ่าบาทเคลื่อนย้ายกำลังพลจากคูเมืองละแวกใกล้เคียงมาเพียงน่าเสียดาย ฝ่าบาทไม่สนใจพวกเราเลยแม้แต่น้อย”ฮั่วจี๋ย้อนนึกถึงความทรงจำทีละน้อย ภายในสายตาเปี่ยมไอแค้น“บิดาและพี่ชายไม่มีทางเลือก ทำได้เพียงย้ายข้าออกมาก่อนเป็นอันดับแรก”ที่แท้ฮั่วจี๋ไปเลือกกำลังพลในวันนั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่สกุลฮั่วสังเกตเห็นความผิดปกติตั้งแต่แรก ตั้งใจส่งเขาออกไป“ข้าไม่เต็มใจจากไป ท่านพ่อและท่านพี่สั่งให้คนตีข้าจนหมดสติตอนข้าฟื้นขึ้นมา ทั้งหมดก็สายไปแล้ว”อาจเพราะคนของสกุลฮั่วรู้ว่าไม่มีโอกาสพลิกสถานการณ์ได้อีก ดังนั้นจึงต้องการเก็บสายเลือดสุดท้ายไว้ นี่ถึงส่งฮั่วจี๋ออกไป“หลานชาย”หนานหยางอ๋องถอนหายใจเฮือกหนึ่ง ไม่รู้สมควรปลอบเยี่ยงไรนึกถึงตอนแรก เขาและเหล่าฮั่วสองคนต่อสู้เ
“ข้ารู้แล้ว ขอบคุณเจ้าที่ยอมเล่าให้พวกเราฟัง”กู้หว่านเยว่มองเจียงม่านมากอีกทีหนึ่ง กลับไม่ดูเบาเพียงเพราะนางเป็นสตรีในโลกีย์“ก่อนหน้านี้ข้าไม่เล่าความจริงให้พวกท่านฟัง นั่นเพราะข้าไม่สามารถแยกออกว่าพวกท่านเป็นมิตรหรือศัตรูกังวลพูดฐานะของคุณชายฮั่วออกไป จะนำมาซึ่งหายนะ”เจียงม่านคำนับกู้หว่านเยว่“ล่วงเกินไปที่ใด หวังว่าแม่นางจะให้อภัย”บัดนี้ได้เห็นกู้หว่านเยว่ออกมือช่วยเหลือฮั่วจี๋ด้วยตนเอง นางก็คือผู้มีบุญคุณช่วยชีวิตฮั่วจี๋ปัดเศษดูแล้ว ภายภาคหน้าก็เป็นผู้มีบุญคุณของเจียงม่านนางเฉกเดียวกัน“ไม่ต้องเกรงใจถึงเพียงนี้”กู้หว่านเยว่ยื่นอาหารแห้งให้นาง“ยังไม่ได้กินข้าวกระมัง รองท้องก่อนเถอะ”เจียงม่านเลียริมฝีปาก นับตั้งแต่หนีออกจากเมืองเหยา เพื่อป้องกันถูกคนพบเห็น นางเองก็ไม่กล้าพาฮั่วจี๋ไปยังที่ที่มีคนมากนางไม่กล้าไปแม้แต่โรงน้ำชาเพื่อจิบชา กลัวถูกคนรู้ฐานะนางไม่ได้กินข้าวมาสองวันแล้ว ได้เห็นอาหารแห้งตาก็ลุกวาว รีบรับอาหารแห้งไปด้วยสองมือ ขอบคุณกู้หว่านเยว่นับพันนับหมื่นครั้งทุกคนเดินไปราวระยะหนึ่ง ฮั่วจี๋ก็ฟื้นขึ้นมาหลังเขาฟื้นแล้ว หนานหยางอ๋องก็แสดงตัว พูดคุย
นางอยากเปิดบาดแผลของฮั่วจี๋ให้พวกเขาดู แต่มือสองข้างถูกมัดไว้“คุณชายถูกยิงที่อก ลูกธนูยังอยู่ข้างในเจ้าค่ะ!”หนานหยางอ๋องเลื่อนคบเพลิงเข้าใกล้อกของฮั่วจี๋ได้เห็นลูกธนูที่บาดแผลบนอกของเขาไม่ผิดไปดังคาด ถูกเกราะบังไว้ เห็นได้ไม่ชัดนัก“พระชายา ต้องรบกวนเจ้าแล้ว”หนานหยางอ๋องมองทางกู้หว่านเยว่ ครั้งนี้พวกเขาออกมาเป็นหน่วยจู่โจมสายฟ้าแลบ ข้างกายมิได้พาหมอทหารมาด้วย“ไม่เป็นไร”กู้หว่านเยว่พกกระเป๋ายาติดมาด้วย ก็เพื่อรับมือในยามจำเป็นแผลถูกธนูยิงนี้สำหรับนางกลับเป็นเรื่องเล็ก“วางคนนอนราบก่อน ข้าจะดูอาการของเขา”หวังปี้รีบขยับขึ้นไป “ข้าเอง”เขามือเท้าคล่องแคล่วว่องไว แก้มัดเชือกบนตัวฮั่วจี๋ออก จากนั้นจับคนนอนราบ“เอาคบเพลิงมาอีกสองอัน ส่องสว่างให้ข้า”เพื่อป้องกันมิให้มีแสงไฟ ทำให้คนสังเกตเห็นเบาะแสดังนั้นภายในหน่วยจึงจุดคบเพลิงเพียงหนึ่งถึงสองอันหนานหยางอ๋องนำคบเพลิงสองอันมา สั่งให้คนย่อตัวถือคบเพลิงข้างกายกู้หว่านเยว่ ส่องแสงให้นางขั้นตอนการดึงธนูออกมีเลือดเล็กน้อยกู้หว่านเยว่สวมถุงมือ การกระทำเป็นขั้นเป็นตอน คีบลูกธนูที่หักออกมาก่อน ล้างแผลด้วยแอลกอฮอล์ โรยผงยาแก
หากชายคนนี้เป็นทหารเมืองเหยาจริง เช่นนั้นพวกเขาก็สามารถทำความเข้าใจสถานการณ์เมืองเหยาได้ว่าตกลงเป็นเช่นไรกันแน่“พูดมากไปก็ไร้ประโยชน์ พานางกลับไปก่อนเถอะ”กู้หว่านเยว่ขมวดคิ้วมุ่น หญิงคนนี้ปากแข็งมากต้องการถามอะไรจากปากนางให้ได้ในทันที เกรงว่าคงยากนักเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้พวกหนานหยางอ๋องรอจนร้อนใจ มิสู้พาคนทั้งสองกลับไป จากนั้นค่อยถามอย่างละเอียด“ได้!”หวังปี้พยักหน้า หยิบเชือกป่านจากทางด้านหลัง ขยับขึ้นไปมัดทั้งสองคนไว้แล้ว“ปล่อย ปล่อยพวกเรานะ!”เพราะฝ่ายชายได้รับบาดเจ็บสาหัสจนหมดสติไป หวังปี้จึงมัดเขาได้อย่างง่ายดายส่วนเจียงม่าน นางไม่รู้วิทยายุทธ์ ย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้ของหวังปี้“ปล่อยเขา”เจียงม่านดิ้น“ข้าจะให้เงินพวกเจ้า บนตัวข้ามีเครื่องประดับ”นางเป็นห่วงชายคนนี้มาก ไม่อาจหักใจให้เขาได้รับบาดเจ็บหวังปี้ชี้เข้าที่เกราะบนตัว “เจ้าดูข้าคล้ายคนมาปล้นเงินหรือ? ข้ามาออกรบ หุบปากก่อนเถอะ รอพบแม่ทัพผู้เฒ่าของข้าเจ้าค่อยพูด”พูดจบ หันหลังมองทางกู้หว่านเยว่อย่างเคารพนบอบ“พระชายา พวกเราไป?”“ไปเถอะ”กู้หว่านเยว่กวาดตามองรอบด้าน ในละแวกนี้นอกจากสองคนนี้ ก็ไม่มีคนอื่น
หากเกิดอะไรขึ้นกับกู้หว่านเยว่ หลังกลับไปแล้วซูจิ่งสิงจะยังไม่แล่เนื้อเถือหนังเขาอีกหรือ?“ใช่ ข้าจะส่งคนสองสามคนไปดู”แม่ทัพหลี่เองก็ทำตามคำพูดของหนานหยางอ๋องกู้หว่านเยว่ส่ายหน้า แต่ไหนแต่ไรมานางไม่ชอบรอคนอยู่ที่เดิม ยิ่งไปกว่านั้นนางเองก็แปลกใจมากว่า เหตุใดในป่าทึบถึงมีเสียงร้องไห้ดังออกมาได้?“หวังปี้ ท่านไปกับข้าเถอะ”กู้หว่านเยว่มองทางหวังปี้ สุ้มเสียงหนักแน่นคนอื่นเห็นสถานการณ์แล้วก็หันหน้าสบตากันแวบหนึ่ง พากันพยักหน้าอย่างจนใจ“ไป”หวังปี้พยักหน้า รีบตามหลังกู้หว่านเยว่ไปหนานหยางอ๋องกลับยกมือให้กองทัพใหญ่หยุดรอฟังคำสั่งอยู่กับที่ ดูว่าตกลงสถานการณ์ข้างหน้าเป็นเช่นไรกู้หว่านเยว่พาหวังปี้เดินผ่านป่าไป ทั้งคู่มุ่งหน้าไปยังทิศทางที่เสียงร้องไห้ดังขึ้นมา“ระบบเจ้าเองก็อย่าอยู่เฉย ช่วยข้าดูว่าสถานการณ์ข้างหน้าเป็นเช่นไรกันแน่”กู้หว่านเยว่พูดกับระบบภายในมิติระบบอ้าปากหาว “สแกนพบว่าข้างหน้าคล้ายมีหญิงคนหนึ่งกำลังกอดชายคนหนึ่งร้องไห้”กู้หว่านเยว่พยักหน้า ถัดจากเสียงของระบบ ภาพด้านหน้าก็ปรากฏต่อหน้าทั้งคู่เป็นอย่างที่ระบบพูดไม่มีผิดใต้ต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ห่างออกไปไม่
“ได้”กู้หว่านเยว่พยักหน้าแล้วเดินจากไปเปี๊ยะอัดแท่งนี้ พวกทหารที่ไม่เคยกินมาก่อน ได้กินแล้วก็รู้สึกเอร็ดอร่อย แต่กู้หว่านเยว่กลับกินไม่ลงนางหยิบช็อคโกแลตออกจากมิติใส่เข้าปากไปหนึ่งชิ้นเพื่อเพิ่มพลังงานอย่างไรเสียก็มืดแล้ว ไม่มีใครมองเห็นหลังกินช็อคโกแลตแล้ว กู้หว่านเยว่ก็หาที่พักผ่อนแห่งหนึ่งย่อมไม่สามารถนอนหลับจนฟ้าสว่างได้กองทัพเร่งเดินทางโดยอาศัยความเร็ว หาไม่แล้วจะเรียกว่าโจมตีสายฟ้าแลบได้เยี่ยงไร?หลังพักผ่อนไปแล้วสองชั่วยาม เห็นแสงที่ขอบฟ้า กองทัพใหญ่ก็ออกเดินทางอีกครั้งเพื่อป้องกันมิให้ดึงดูดความสนใจของผู้อื่น ทุกคนจึงไม่กล้าจุดไฟระหว่างเดินทางทั้งหมดล้วนอาศัยไม้เท้าเดินขึ้นไปข้างหน้ากู้หว่านเยว่และหนานหยางอ๋องเดินอยู่ด้านหน้าสุด“ระบบ ช่วยข้าระวังด้วยว่าพุ่มไม้รอบข้างมีงูหรือไม่”กู้หว่านเยว่ออกคำสั่ง“หากมีงู จัดการในทันที”“นายหญิง ระบบก็ต้องพักผ่อนนะ”ระบบร้องไห้โดยไม่มีน้ำตา เหตุใดให้คนทำงานทั้งวันทั้งคืนกันเล่า?“ข้าผู้ซึ่งเป็นนายหญิงของเจ้ายังไม่ได้พักผ่อน เจ้าจะพักผ่อนอะไรกัน? เร็วๆ ลุกขึ้นมาทำงาน”กู้หว่านเยว่เร่ง ระบบซับน้ำตาให้ตนเอง เปิดเ
เมื่อเห็นว่าดวงจันทร์ลอยอยู่กลางท้องฟ้า รอบกายมืดมิดลมแรง บนพื้นเองก็มองได้ไม่ชัดเจนกู้หว่านเยว่มองเข้าไปในมิติแวบหนึ่ง บัดนี้เป็นเวลาสี่ทุ่มแล้ว“หนานหยางอ๋อง ฟ้ามืดเกินไป เหล่าทหารเร่งเดินทางย่อมไม่สะดวกเจ้าค่ะ”เร่งเดินทางยามฟ้ามืดย่อมพลาดพลั้งได้อย่างง่ายดายในเวลานี้ ภายในป่าลึกยังมีอสรพิษมากมายนัก“มิสู้พวกเราหาที่แห่งหนึ่ง พักผ่อนสักสองชั่วยามเถอะ”รอพักผ่อนเอาแรงดีแล้วค่อยเดินทางต่อก็ไม่สายหนานหยางอ๋องพยักหน้าหลังกองทัพใหญ่ออกเดินทางจากแม่น้ำมู่ตานก็ไม่ได้พักผ่อนอีกเลยอาศัยช่วงฟ้ามืด พักผ่อนสองสามชั่วยามก็ไม่เป็นไร“ให้กองทัพใหญ่หยุด พักผ่อนอยู่กับที่ แจกจ่ายเสบียงอาหาร!”หนานหยางอ๋องออกคำสั่งกับขุนพลหลี่เหล่าหลี่ร้องตะโกนเสียงแหบ “ทหารทุกนายพักผ่อนอยู่กับที่ ดื่มน้ำ กินเสบียงอาหาร!”“ขอรับ!”ทุกคนทำตามคำสั่งของหนานหยางอ๋อง นั่งลงพักผ่อนเพื่อความสะดวก ทหารทุกคนล้วนพกอาหารแห้งและถุงน้ำแขวนไว้ข้างเอวหลังนั่งลงไปแล้ว ทุกคนก็หยิบอาหารแห้งออกจากใต้วงแขน เปิดถุงน้ำ เริ่มเพิ่มพลังงานทว่าอาหารแห้งที่พวกเขากิน มิใช่อาหารแห้งแข็งๆ อีกแต่เป็นเปี๊ยะอัดแท่งที่กู้ห