เมิ่งจิ่นเหยาตอบกลับเสียงราบเรียบ “ให้ท้ายมากเกินไปก็เป็นเช่นนี้ ทนรับความน้อยเนื้อต่ำใจแม้สักนิดก็ไม่ได้ เสียเปรียบแม้เพียงสักนิดก็ไม่ยอม เมิ่งจิ่นอวี้เองก็เป็นเช่นนี้มิใช่หรือ? แต่นางเหมือนว่าจะดีเมิ่งจิ่นอวี้สักหน่อย นางแสดงออกว่าร้าย แต่เมิ่งจิ่นอวี้ร้ายเงียบ” พูดถึงเมิ่งจิ่นอวี้ขึ้นมา หัวคิ้วนางขมวดมุ่นเล็กน้อย นัยน์ตาฉายประกายรังเกียจออกมาวูบหนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนประเด็น “ยามนี้แสงแดดเริ่มแรงขึ้นแล้ว พวกเรากลับกันก่อนเถิด” หนิงตงรับคำ “เจ้าค่ะ” …… ณ เรือนชิงอวี้เซวียน กู้ซิวหมิงถูกลงโทษกักบริเวณ และคัดคัมภีร์กตัญญู ภายในใจทั้งโกรธแค้นและอัดอั้น ทว่าเขาไม่กล้าไม่คัด เพราะเมื่อใดที่ครบกำหนดโทษกักบริเวณแล้ว ท่านพ่อจะต้องตรวจสอบแน่ หากพบว่าเขาไม่ยอมคัดหรือคัดได้น้อย จะต้องนำมาซึ่งบทลงโทษที่หนักหนารุนแรงกว่านี้อย่างแน่นอน เขาไร้สิ้นหนทาง ได้แต่ขะมักเขม้นตั้งใจคัดตัวอักษรเท่านั้น เปลี่ยนความเศร้าและอารมณ์โกรธกรุ่นเป็นความเร็ว คัดไปเรื่อย ๆ กระทั่งจิตใจค่อยกลับมาสงบลงอย่างช้า ๆ ทันใดนั้น ประตูห้องหนังสือก็ถูกเปิดออกมาจากด้านนอก เงาร่างสะโอดสะองสายหนึ่งถลันเข้ามาด้านใน มือขอ
กู้ซิวหมิงได้ฟังเพียงแค่ครึ่งหนึ่ง ก็รู้สึกค้างคา เป็นความรู้สึกอึดอัดอยู่ในใจ จึงขมวดคิ้วถาม “เพราะอะไรหรือ? หว่านเอ๋อร์เจ้าพูดมาเถิดอย่างได้กังวล ระหว่างเจ้ากับข้ายังมีเรื่องใดที่คุยกันไม่ได้รึ?” หลี่หว่านเอ๋อร์ลังเลอย่างยิ่ง ชำเลืองมองสีหน้าเขาอย่างระวัง ก่อนจะปิดประตูห้องหนังสือ และเดินไปข้างกายเขา แล้วเอ่ยอย่างตะกุกตะกักว่า “เพราะว่าท่านถูกท่านโหวลงโทษแล้วหลายครั้ง ทำให้ท่านโหวไม่พอใจแล้ว พวกเขา…พวกเขาจึงคิดว่าท่านโหวจะไม่ให้ความสำคัญใด ๆ กับท่านพี่อีกแล้ว ฉะนั้นถึงได้ทำเช่นนี้เจ้าค่ะ” สิ้นวาจานี้ของนาง หยาดน้ำตาที่เพิ่งหยุดไปกลับไหลพรากออกมาอีกครั้ง นางสะอื้นออกมาเบา ๆ ตำหนิตนเองไม่หยุด “ท่านพี่ซิวหมิง ทั้งหมดเป็นเพราะข้าไม่ดี หากไม่ใช่เพราะข้า ท่านก็ไม่ต้องถูกท่านโหวลงโทษแล้ว” สิ้นวาจานี้ จิตใจของกู้ซิวหมิงพลันสั่นสะท้านทันที นึกถึงคำพูดที่ท่านพ่อเคยพูดกับเขามาก่อน …เพราะเจ้าคิดว่าข้ามีเจ้าเป็นบุตรชายคนเดียว ผู้สืบทอดตำแหน่งไม่พ้นต้องเป็นของเจ้าผู้เดียว ฉะนั้นถึงได้คิดว่าตนเองมีสิทธิ์ทำตัวกำเริบเสิบสานอย่างไรก็ได้ใช่หรือไม่? …แม้ข้าจะมีเจ้าเป็นบุตรชายเพียงคนเดียว แต่ผู
น้ำเสียงของเขาอบอุ่นอ่อนโยน ทว่าสีหน้ากลับหมองคล้ำ ชวนให้หวาดหวั่นพรั่นพรึงยิ่ง หลี่หว่านเอ๋อร์ยังรู้สึกขลาดกลัวเล็กน้อย ก็ซุกเข้าไปในอ้อมอกของเขา พลางเอ่ยด้วยเสียงนุ่มนวล “ท่านพี่ซิวหมิง เรื่องที่เกิดขึ้นแล้วก็ให้มันแล้วกันไป อะไรที่ผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไปเถิดเจ้าค่ะ หลังจากนี้พวกเรามาตั้งใจใช้ชีวิตให้มีความสุขด้วยกันเท่านั้นก็เพียงพอแล้วเจ้าค่ะ” กู้ซิวหมิงลูบแผ่นหลังนางอย่างแผ่วเบา “หว่านเอ๋อร์ พวกเราจะต้องมีความสุขแน่” หลี่หว่านเอ๋อร์ผงกศีรษะเบา ๆ ทันใดนั้นก็ฉุกคิดเรื่องหนึ่งขึ้นได้ ก็เงยหน้าขึ้นมองกู้ซิวหมิง ก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงเบาหวิวว่า “ท่านพี่ซิวหมิง ข้าเรียนรู้กฎระเบียบได้ครบพอประมาณแล้ว ให้แม่นางชุนหลิ่วกลับไปที่เรือนเวยหรุยเซวียนเลยดีหรือไม่เจ้าคะ?” กู้ซิวหมิงขมวดคิ้ว “นางรังแกเจ้าหรือ?” “ไม่มีเจ้าค่ะ” หลี่หว่านเอ๋อร์ส่ายหน้า ก่อนจะบ่นอุบอิบ “เพียงแต่ข้ารู้สึกอึดอัด นางดูแคลนที่ข้าเป็นเพียงแค่อนุภรรยา ข้าเองก็รู้ตัวดี แต่เดิมนางเป็นถึงสาวใช้ใหญ่ในเรือนของท่านโหว ได้รับเกียรติอย่างมากในจวนด้วย ทว่าในยามนี้กลับต้องตามประกบข้าเพื่อสอนให้ข้ารู้กฎระเบียบ ความจริงก็ฝืนใจนา
ยามโหย่ว ช่วงเย็นของวัน กู้จิ่งซีกลับมาจากออกเวรแล้ว เมื่อเข้ามาในเรือน ก็ถูกแม่นางน้อยเรียกให้ไปนั่งด้วยทันที วันนี้แม่นางน้องดูจะกระตือรือร้นมากเป็นพิเศษ ถึงขนาดรินน้ำชาให้เขา และยังดันจานใส่อาหารว่างที่ตั้งอยู่หน้าตนเองมาให้เขาด้วย โบราณว่าไว้ ยื่นไมตรีให้โดยไร้เหตุ มิใช่โจรชั่วก็คนเลว กู้จิ่งซีเห็นด้วยอย่างเต็มที่ เขาเม้มริมฝากปากผุดยิ้มออกมาบางๆ ก่อนจะยกน้ำชาจิบหนึ่งคำ กลิ่นน้ำชาสดชื่นรสชาติหอมหวาน รสชาตินี้ชี้ช่างคุ้นเคยยิ่งนัก คล้ายกับเป็นชาที่แม่นางน้อยลงมือชงด้วยตนเอง เขาละเลียดน้ำชาหนึ่งถ้วยจนหมดแล้ว ค่อยวางถ้วยชาลง และถามว่า “ฮูหยิน เจ้ามีเรื่องอยากคุยกับข้าใช่หรือไม่?” เมิ่งจิ่นเหยาอมยิ้มพลางพยักหน้า “มีเรื่องอยากคุยกับท่านพี่เจ้าค่ะ” กู้จิ่งซีได้ยินเช่นนั้น รอยยิ้มยิ่งดูลุ่มลึก ดูเหมือนว่าตนเองจะคาดเดาได้ถูกต้อง ก็เอ่ยด้วยเสียงอบอุ่นว่า “ฮูหยินพูดมาเถิดอย่าได้เกรงใจเลย” เมิ่งจิ่นเหยาตอบกลับ “เรื่องเป็นเช่นนี้เจ้าค่ะ อีกไม่นานจะเป็นวันคล้ายวันเกิดของฮูหยินผู้เฒ่าซ่งแห่งจวนหัวหน้าสำนักศึกษา และข้าก็ได้เลือกเครื่องหยกสลักรูปเด็กชายอวยพรชิ้นหนึ่งจากในห้องเก็บขอ
สีหน้านางไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย ตอบกลับโดยคล้อยตามคำพูดของกู้จิ่งซี “ได้ยินท่านพี่พูดเช่นนี้แล้ว เครื่องประดับศีรษะชุดนี้ดูจะไม่เหมาะสมกับข้าจริง ๆ เช่นนั้นข้าค่อยเลือกชิ้นอื่นแล้วกัน” กู้จิ่งซีผงกศีรษะ “อืม” เมิ่งจิ่นเหยาก็มิได้พยายามถามถึงประเด็นนี้ขึ้นมาอีก ครั้นปิดกล่องไม้ลงแล้ว ก็เปลี่ยนประเด็นไปเรื่องอื่น หันไปคุยเรื่องสัพเพเหระแทน …… รุ่งเช้าวันต่อมา เมิ่งจิ่นเหยารับประทานมื้อเช้าแล้วเรียบร้อย ก็เข้าไปหยิบกุญแจห้องเก็บของออกมาจากห้องนอน และนำกล่องไม้ที่เก็บเครื่องประดับศีรษะหยกขาวมันแพะไปด้วย ชิงชิวเมื่อเห็นเช่นนั้น ก็ถามขึ้นด้วยความสงสัย “ฮูหยินเจ้าคะ ท่านจะเอาเครื่องประดับศีรษะชุดนั้นไปที่ใดหรือ?” เมิ่งจิ่นเหยาตอบกลับด้วยเสียงเรียบ “นำกลับไปคืนในห้องเก็บของ” หนิงตงมองตามต้นเสียง เห็นฮูหยินของตนเองถือเครื่องประดับศีรษะที่เมื่อวานเพิ่งหยิบออกมาจากห้องเก็บของไว้ในมือ ก็ถามด้วยความฉงนว่า “ฮูหยินเจ้าคะ เครื่องประดับศีรษะชุดนี้งดงามยิ่งนัก ไม่ใช่ว่าท่านต้องการนำไปใช้หรอกหรือเจ้าคะ? เหตุใดท่านถึงจะนำมันกลับไปคืนในห้องเก็บของเจ้าคะ?” ชิงชิวเองก็สงสัยเหมือนกัน ทั้งที่
ชิงชิวและหนิงตงต่างเงียบงันไม่เอ่ยวาจาใด รู้สึกเศร้าแทนนายหญิงของตนเอง ทั้งที่นายหญิงเป็นแม่นางที่ประเสริฐเพียงนี้ เหตุใดโชคชะตาถึงได้เลวร้ายนักก็ไม่รู้? เดิมก็มีพิธีวิวาห์ที่ดีมากรออยู่แท้ ๆ พวกนางต่างคิดว่าหากนายหญิงอดทนรอจนได้ออกเรือนก็จะได้ผ่านพ้นความทุกข์ยากไปสู่ความสุขเสียที กลับไม่คิดเลยว่าในวันวิวาห์ว่าที่เจ้าบ่าวจะตีแสกหน้า …หนีวิวาห์ไปดื้อ ๆ เสี้ยวพริบตาเดียวนายหญิงกลายเป็นตัวตลกของทุกคนในพิธี และคนทั้งเมืองหลวงต่างพากันเยาะเย้ยดูแคลนนายหญิง ที่ถูกเจ้าบ่าวทิ้งไปในวันวิวาห์ ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาไม่เคยเกิดเรื่องอัปยศเช่นนี้ขึ้นในเมืองหลวง แต่ดันมาเกิดขึ้นกับนายหญิงของพวกนาง เคราะห์ดีที่ท่านโหวยอมสมรสกับนายหญิงของพวกนาง และดูแลนายหญิงของพวกนางอย่างดีที่สุด กลับไม่คิดเลยว่าท่านโหวจะมีแม่นางในใจอยู่แล้ว? หนิงตงสะอื้นออกมา “ฮูหยินต้องน้อยใจแล้ว” เมิ่งจิ่นเหยากลับมองออกทุกอย่าง จึงตอบกลับด้วยเสียงอบอุ่น “ตอนแรกที่ข้าเลือกสมรสกับเขา ไม่เลือกสมรสกู้ซิวหงกับกู้ซิวเหวิน ก็แค่ต้องการจะหาทางลงให้ตนเองเท่านั้น ดำรงฐานะเป็นฮูหยินของท่านโหว เป็นผู้อาวุโสของกู้ซิวหมิง ทำให้กู้ซิว
เมื่อถ้อยคำนี้เอ่ยออกมา ทั้งชิงชิวและหนิงตงต่างหันมาสบตากัน ก่อนจะผงกศีรษะอย่างเงียบเชียบ หนิงตงเอ่ยขึ้นอย่างลังเล “ฮูหยิน ท่านว่าคนในใจของท่านโหว จะใช่คู่หมั้นคนก่อนของเขาหรือไม่เจ้าคะ?” เมิ่งจิ่นเหยาผงะไป ลองขบคิดถ้อยคำของหนิงตงครู่หนึ่งแล้ว ก็รู้สึกว่าเรื่องนี้มีความเป็นไปได้ หากว่าเป็นคู่หมั้นคนก่อนจริง เช่นนั้นนางก็ไม่มีความจำเป็นต้องกังวลใจอะไรเลย เพราะคู่หมั้นคนก่อนของกู้จิ่งซีออกเรือนกับคนอื่นแล้ว และแม่นางคนนั้นก็มิได้อยู่ที่เมืองหลวง แต่ตามสามีไปทำงานที่ต่างเมืองแล้ว หนิงตงตัดพ้อด้วยความเสียดาย “ความรักลึกซึ้งของท่านโหว จำต้องเก็บซ่อนไว้ในดวงใจ ช่างน่าสงสารเสียจริง” มุมปากของเมิ่งจิ่นเหยากระตุกแปลก ๆ เหตุใดนางถึงได้รู้สึกว่าสาวใช้คนนี้กำลังซ้ำเติมนางอยู่นักก็ไม่รู้? ฉับพลันทันใดนั้นเอง นางก็ถลึงตาจ้องหนิงตงด้วยความโมโห ก่อนจะออกคำสั่งว่า “เอาเป็นว่า เรื่องนี้ปล่อยมันไปเถิด อย่าได้มีใครพูดถึงขึ้นมาอีกแล้วกัน โดยเฉพาะตอนอยู่ต่อหน้าท่านโหว หนิงตง เจ้าจงเอาเครื่องประดับศีรษะชุดนี้กลับไปเก็บในห้องเก็บของ แล้วก็วางไว้ที่เดิมด้วย” หนิงตงเอ่ยอย่างทุกข์ใจ “ฮูหยิน ข้าน้อยไม
หลังจากนั้นสักพักหนึ่ง เมิ่งจิ่นเหยาก็ละสายตากลับมาจากที่นั่งผู้ชมชั้นล่าง และหันหน้ามองสาวใช้ทั้งสองคนของตนเอง พลางถาม “เหตุใดพวกเจ้าถึงไม่ร้องไห้?”ชิงชิว “...”หนิงตง “...”พวกนางร้องไห้แล้วนะ เพิ่งร้องเสร็จเมื่อครู่ ดวงตาน่าจะยังแดงอยู่ หรือว่าฮูหยินมองไม่เห็น?เมิ่งจิ่นเหยาเห็นพวกนางนิ่งเงียบไม่พูดจา จึงมองดูพวกนางทั้งสองอย่างละเอียดอีกครั้ง หลังจากนั้นก็พยักหน้าเบา ๆ “อืม เคยร้องไห้แล้ว ขอบตายังแดงอยู่ และขนตาก็เปียกชื้นด้วย”หนิงตงสอบถาม “ฮูหยิน ต่อจากนี้ยังมีอีกหนึ่งการแสดง ท่านยังอยากจะฟังอีกหรือไม่เจ้าคะ?”เมิ่งจิ่นเหยาทำท่าครุ่นคิด จากนั้นก็ส่ายหน้าเบา ๆ “ไม่แล้ว ครั้งหน้าค่อยมาดูแล้วกัน พวกเราออกไปเดินเล่นกันเถอะ”สาวใช้ทั้งสองคนขานรับ เรียกให้พนักงานมาเก็บเงิน จากนั้นก็จากไปเมืองหลวงใหญ่เช่นนี้ มักจะมีช่วงที่เจอศัตรูบนถนนแคบ ๆ อยู่เสมอตอนที่เจ้านายและบ่าวรับใช้ทั้งสามคนเดินมาตรงบันได ก็พบกับเมิ่งจิ่นอวี้ เวลานี้เมิ่งจิ่นอวี้ติดตามอยู่ด้านข้างสาวน้อยรูปงามคนหนึ่ง สาวน้อยแต่งกายหรูหรา เรือนร่างดูสง่างาม สามารถมองออกได้ว่าสาวน้อยมีฐานะที่สูงส่ง แต่เมิ่งจิ่นเหยาไม่ร
กู้จิ่งซีค่อนข้างประหลาดใจ “เจ้าใช้วิธีใด ถึงทำให้เขารับสารภาพเร็วขนาดนั้น?”ฉีอวิ้นเหวินหยักไหล่ หัวเราะพลางกล่าว “นั่นไม่ใช่ความดีความชอบของข้า เมื่อวานมีแม่นางคนหนึ่งมาพบเขา ไม่รู้พูดอะไร เขาก็รับสารภาพแล้ว”เมื่อได้ยิน กู้จิ่งซีก็ขมวดคิ้วแน่น และสัมผัสได้ถึงสิ่งผิดปกติบางอย่าง “แม่นางผู้นั้นรู้ได้อย่างไรว่าเขาถูกจับตัว?”ฉีอวิ้นเหวินเหลือบมองเขาด้วยสายตาแปลก ๆ และถามกลับว่า “โจรขโมยหญิงงามที่มีชื่อเสียงฉาวโฉ่ และชั่วร้ายถูกจับตัวได้แล้ว เป็นเรื่องที่ใหญ่มาก เมื่อคืนข่าวนี้แพร่กระจายไปทั่วทั้งเมืองหลวงแล้ว หรือว่าเจ้าไม่รู้หรือ? ก็จริง น้องสะใภ้ป่วยแล้ว เจ้าไม่มีกระจิตกระใจจะสนใจเรื่องอื่นก็ปกติ”กู้จิ่งซีปรากฏสายตาที่รู้ทันออกมาฉีอวิ้นเหวินกล่าวอีกว่า “ข้าเห็นแม่นางผู้นั้นแต่งกายเป็นสาวชาวยุทธจักร ซึ่งน่าจะเป็นชาวยุทธจักร และคาดว่าจะมีความเกี่ยวข้องอะไรกับเขา แต่ว่าเรื่องนี้ไม่สำคัญมากนัก เพราะตอนนี้ไขคดีได้ก็พอแล้ว”......จวนฉางซินโหวกู้ซิวหมิงมาคารวะยามเช้าให้เมิ่งจิ่นเหยา เขามาสายก้าวหนึ่ง กู้จิ่งซีเพิ่งออกไป เขาก็เพิ่งจะมาถึงนับตั้งแต่การกักบริเวณสิ้นสุดลง ตราบใดที
เมิ่งจิ่นเหยาก็ไม่ปิดบัง และเล่าเรื่องที่พบหญิงวัยกลางคนในวัดหลินอวิ๋นเมื่อวานตอนบ่ายให้ฟังรอบหนึ่งพูดถึงช่วงสุดท้าย นางก็หัวเราะออกมาเบา ๆ “สวรรค์มีตาจริง ๆ จู่ ๆ ข้าก็ฉุกคิดอยากจะไปจุดธูปให้ท่านแม่ที่โถงหว่างเซิงของวัดหลิงอวิ๋น จึงได้พบอดีตบ่าวรับใช้ของท่านแม่ ท่านป้าท่านนั้นป่วยหนักมาก และเหลือเวลาไม่มากแล้ว หากเมื่อวานข้าไม่ได้ไปเจอนางที่วัดหลิงอวิ๋น ความลับนั้นคาดว่าข้าจะไม่มีทางรู้ไปตลอดกาลเจ้าค่ะ”กู้จิ้งซีสีหน้ามืดมนลง พลางละอายใจต่อวิธีที่พ่อตานั้นทำอย่างมาก แม้จะแต่งงานตามคำสั่งของบิดามารดาและการจับคู่ของแม่สื่อ พลางไม่มีความรักระหว่างชายหญิงต่อแม่ยายเขา จะปิดบังความจริงเพราะรู้สึกผิดก็ช่าง ยังปล่อยให้มารดาและแม่เลี้ยงปฏิบัติต่อบุตรสาวที่บริสุทธิ์อย่างรุนแรงอีกเขาเห็นแม่นางน้อยที่โกรธแค้นผสมปนเปกัน ก็ตบหลังมือของแม่นางน้อยเหมือนจะปลอบใจ และกล่าวอย่างเป็นนัยว่า “ฮูหยิน วิญญาณของแม่ยายที่อยู่บนสวรรค์จะไม่ปล่อยพวกเขาไปแน่”เมื่อได้ยิน สีหน้าของเมิ่งจิ่นเหยาก็ชะงักไป พลางสบตาเข้ากับสายตาที่มีความหมายลึกซึ้งของเขา ก็เข้าใจความหมายของเขา และยกรอยยิ้มที่อันตรายขึ้น “จริงด้วย
เมิ่งจิ่นเหยาถามเสียงเบาว่า “ท่านหมอ เป็นอย่างไรบ้าง?”หมอประจำจวนเก็บนิ้วมือทั้งสามข้อที่อยู่บนแขนของเมิ่งจิ่นเหยากลับลงไป พลางตอบกลับ “ฮูหยิน ท่านมีปมในใจจนเกิดอาการซึมเศร้า แถมยังได้รับความเย็นเกินไปอีก จึงทำให้จู่ ๆ ก็ไข้ขึ้นสูง และจำเป็นต้องใช้ยาคลายเครียดเสียหน่อยก็จะดีขึ้นขอรับ”เมิ่งจิ่นเหยาพยักหน้า “รบกวนท่านหมอแล้ว”“ไม่รบกวนขอรับ” หมอประจำจวนรีบส่ายหน้า และกล่าวอีกว่า “แต่ว่า ฮูหยินร่างกายอ่อนแอ ควรจะบำรุงร่างกายให้ดีตั้งแต่ยังสาวถึงจะได้นะขอรับ”มิ่งจิ่นเหยาฟังจบ ก็ไม่แปลกใจแม้แต่น้อย เพราะนางรู้มาโดยตลอดว่าตนเองร่างกายอ่อนแอ เจ็บป่วยง่าย โดยเฉพาะช่วงที่อากาศเย็น หากไม่ระวังนิดหน่อยก็จะเป็นหวัด เมื่อก่อนตอนอยู่บ้านมารดา นางไม่มีความพร้อมที่จะดูแลตนเอง ตอนนี้อยู่บ้านสามี นางใส่ใจเรื่องการกินมากขึ้น และได้ดื่มน้ำแกงบำรุงร่างกายอยู่เป็นประจำ ช่วงนี้นางจึงรู้สึกดีมาก สีหน้าก็ดูดีขึ้นแล้วนางกล่าวเสียงอ่อนโยน “ปกติข้าก็ดูแลตนเองอยู่แล้ว รบกวนท่านหมอจัดยาคลายเครียดให้ข้าก็พอ”หมอประจำจวนฟังจบ ก็จ่ายยาคลายเครียดให้นาง และให้สาวใช้ตามเขาไปเอายากลับมาต้มหลังหมอประจำจวนจากไป
บนรถม้าชิงชิวกับหนิงตงที่แทบไม่ได้นอนทั้งคืนนั่งพิงกัน และเผลอหลับไปเมิ่งจิ่นเหยาหายป่วยได้ไม่นาน ยังรู้สึกมึนศีรษะ คนทั้งคนก็หมดเรี่ยวแรง จึงเอนหลังพิงผนังรถม้าและหลับตาพักสมองทันใดนั้น รถม้าก็สั่นสะเทือน ท้ายทอยของนางกระแทกเล็กน้อย จึงรีบนั่งตัวตรง เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ศีรษะกระแทกอีกกู้จิ่งซีเห็นแม่นางน้อยขมวดคิ้ว พยายามฝืนให้มีชีวิตชีวาขึ้น นั่งตัวหลังตรง ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จึงยื่นมือโอบนางเข้ามาในอ้อมแขน และให้นางพิงหน้าอกของตนเอง เมื่อสบตาเข้ากับสายตาที่ตกใจของนาง ก็กล่าวด้วยเสียงอ่อนโยนว่า “หากฮูหยิน อ่อนเพลีย ก็พิงข้าแล้วนอนเสียเถอะ”ตอนนี้เมิ่งจิ่นเหยารู้สึกทั้งตัวไม่มีแรง ศีรษะยังมึน ๆ อยู่ จึงไม่เกรงใจเขา และพิงอยู่บนตัวเขาด้วยความสบายใจอย่าดูถูกแม้กู้จิ่งซีดูจะตัวไม่ใหญ่มาก แต่หน้าอกกว้างใหญ่ พิงอยู่บนตัวเขาอบอุ่นสบายตัว แถมได้กลิ่นดอกกล้วยไม้ที่หอมละมุนจากตัวของเขา ก็รู้สึกสบายใจอย่างอธิบายไม่ถูก แต่กลับไม่มีอาการง่วงเลยบางทีเพราะถูกผู้ชายกอดไว้ในอ้อมแขนเช่นนี้ เลยรู้สึกไม่คุ้นชินหรืออาจเป็นเพราะได้ยินเสียงหัวใจของเขาเต้นตึกตักอยู่ข้างหู มันดังก้องอยู่ที่หู
ท่าทางที่ดูป่วยเช่นนี้ ดูน่าเป็นห่วงยิ่งนักคนที่มีไข้ขึ้นสูง ไม่ควรห่มผ้าจนอบอ้าว ไม่เช่นนั้นอาการป่วยจะแย่ลง เขาจึงเปิดผ้าห่มบางออกให้แม่นางน้อยผ่านไปไม่นาน หนิงตงก็ยกอ่างน้ำอุ่นมาด้วยความรีบร้อน โชคดีที่วัดหลิงอวิ๋นมีคนเข้ามาสักการะอย่างเนืองแน่น ปกติจะมีผู้แสวงบุญมาค้างคืน และมีผู้แสวงบุญจำนวนไม่น้อยที่มาจากครอบครัวร่ำรวย ดังนั้นเพื่อความสะดวกสบายของแขก ตอนกลางคืนภายในวัดก็มีกักเก็บน้ำร้อนไว้หนิงตงวางอ่างทองแดง พลางถาม “ท่านโหว น้ำอุ่นยกเข้ามาแล้ว ต้องทำอย่างไรหรือเจ้าคะ?”กู้จิ่งซีตอบกลับ “เช็ดหน้าผาก คอ รักแร้ และแขนขาให้ฮูหยินเพื่อระบายความร้อน”หนิงตงตอบรับ ยกอ่างทองแดงมาข้างหน้าทันที พลางวางอ่างน้ำไว้บนเก้าอี้ที่อยู่หน้าเตียง และเตรียมจะถอดเสื้อผ้าให้นายหญิง ก็มองไปทางกู้จิ่งซีโดยไม่รู้ตัว พบว่าเขาหันหลังให้พวกนาง นั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างโต๊ะน้ำชาเมื่อเห็นดังนั้น หนิงตงก็ตกตะลึงเล็กน้อย และแอบพูดในใจว่า ท่านโหวเป็นสุภาพบุรุษจริง ๆ แม้จะเป็นสามีภรรยากับฮูหยิน ก็ไม่ได้ฉวยโอกาสเอาเปรียบหนิงตงไม่คิดอะไรมาก ก็ถอดเสื้อผ้าให้เมิ่งจิ่นเหยาด้วยความเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว และเช็ดตั
ในวินาทีนั้น เมิ่งจิ่นเหยาทำจิตใจให้สงบ ก้มหน้าลงมอง เห็นว่าบาดแผลที่มือซ้ายใช้ผ้าพันแผลพันไว้เรียบร้อยแล้ว เมื่อมองเพียงแวบแรกดูท่าทางเหมือนว่าบาดเจ็บสาหัส จึงกล่าวออกมาอย่างอดไม่ได้ว่า “ตอนนี้เลือดไม่ซึมออกมาแล้ว อันที่จริงไม่พันแผลก็ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ”กู้จิ่งซีเหลือบมองนาง พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “ถึงแม้ไม่ใช่บาดแผลสาหัส แต่หากไม่พันแผล เมื่อชนหรือกระแทกเข้าโดยไม่ระวังแล้วเลือดไหลออกมาอีก ไม่เป็นผลดีต่อการฟื้นตัว โดยเฉพาะบาดแผลที่ข้อศอก เนื้อผ้าเสียดสีก็อาจเจ็บได้เช่นกัน”เมิ่งจิ่นเหยาตะลึงเล็กน้อย แล้วพยักหน้าในทันทีหลังจากนั้นไม่นาน นางก็ถูกมือของกู้จิ่งซีดึงดูดความสนใจไป มือคู่นั้นเรียวยาวและขาวสะอาด ข้อต่อชัดเจน ราวกับหยกขาวที่แกะสลักอย่างประณีต ดูแล้วสบายตาสบายใจนักเมื่อหลุดออกจากความคิด นางก็ใจลอยอีกครั้งผ่านไปเป็นเวลานาน กู้จิ่งซีช่วยนางพันแผลจนเสร็จ และปล่อยมือของนาง เมื่อเห็นว่ามือขวาของนางยังยกอยู่ ก็กล่าวว่า “ฮูหยิน เสร็จแล้ว”แต่เมิ่งจิ่นเหยาดูเหมือนจะไม่ได้ยินคำพูดของเขา เขาจึงเรียกอีกครั้ง “ฮูหยิน?”เวลานี้ เมิ่งจิ่นเหยาถึงค่อย ๆ ได้สติกลับมา และพบกับส
เขากำลังเตรียมจะปลอบโยนนางสักหลายประโยค ทำให้อารมณ์ของแม่นางน้อยสงบลง แล้วค่อยถามให้ชัดเจนอีกครั้งว่าเกิดอันใดขึ้นกันแน่ ทว่าเวลานี้ หนิงตงได้ยกอ่างน้ำสะอาดเข้ามา เขาจึงกลืนคำพูดที่ติดอยู่ตรงริมฝีปากกลับเข้าไปหนิงตงนำอ่างน้ำมาวางไว้บนโต๊ะ ถามด้วยน้ำเสียงนอบน้อมว่า “นายท่าน ให้ใช้น้ำในอ่างเช่นไรเจ้าคะ?”กู้จิ่งซีกล่าวกำชับ “ไปหาผ้าสะอาด ๆ มา”หนิงตงรับคำ ไม่นานก็หาผ้าเช็ดหน้าสะอาดที่อยู่ในสัมภาระมาหนึ่งผืน ผ้านี้เตรียมไว้สำหรับให้นายหญิงของนางใช้ล้างหน้ากู้จิ่งซีเหลือบมองไปที่แม่นางน้อย ลังเลอยู่ชั่วครู่ จากนั้นก็รับผ้าเช็ดหน้ามา กล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ข้าคนเดียวก็พอแล้ว เจ้าออกไปก่อนเถิด”หนิงตงเหลือบมองนายหญิง เมื่อเห็นว่านายหญิงไม่ได้เอ่ยปากบอกให้นางอยู่ต่อ ก็รับคำแล้วถอยออกไปกู้จิ่งซีกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “มาล้างบาดแผลสักหน่อย ตอนที่เจ้าล้มลงไปเนื้อหนังถลอก แล้วบาดแผลก็เปื้อนฝุ่นด้วย”เมื่อได้ฟังดังนั้น เมิ่งจิ่นเหยาไม่ได้ลังเล ลุกขึ้นแล้วเดินมากู้จิ่งซีดึงมือของนาง ช่วยนางทำความสะอาดบาดแผลที่ฝ่ามือด้วยท่าทีที่อ่อนโยนเมื่อบาดแผลสัมผัสกับน้ำ เมิ่งจิ่นเหยาเจ็บปวดเส
กู้จิ่งซีจับจ้องนางอย่างไม่วางตา พลางถามด้วยเสียงอ่อนโยน “ฮูหยิน วันนี้เกิดเรื่องอันใดขึ้นงั้นหรือ?”เมื่อได้ฟังดังนั้น ใบหน้าของเมิ่งจิ่นเหยาก็เต็มไปด้วยความงุนงง พลางถามกลับไปว่า“เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ ท่านพี่ก็เห็นหมดแล้วมิใช่หรือเจ้าคะ?”นางกล้าพูดได้เลยว่า นางโตถึงเพียงนี้แล้ว ยังไม่เคยเจอเรื่องที่ตื่นเต้นระทึกขวัญเช่นนี้มาก่อน เพียงชั่วพริบตาเดียวที่รอดพ้นจากความตาย ชีวิตนี้ไม่คิดจะพบเจออีกเป็นครั้งที่สองกู้จิ่งซีเห็นสีหน้าของนางงุนงง ไม่ได้จงใจแสร้งทำเป็นฟังไม่เข้าใจ จึงสัมผัสที่ฝ่ามือของนางอย่างแผ่วเบา พลางถามต่อว่า “เกิดอันใดขึ้นกับมือนี้ของเจ้า? ล้มลงไม่สามารถเกิดบาดแผลเช่นนี้ได้”เมิ่งจิ่นเหยาตกตะลึงไปชั่วขณะ ก้มหน้ามองฝ่ามือของตนเอง บนฝ่ามือยังมีผลงานชิ้นเอกของตนเองเมื่อบ่ายอยู่ เมื่อคิดถึงเรื่องที่พบกับสตรีวัยกลางคนผู้นั้นขึ้นมาได้ ดวงตาของนางก็หม่นลงในฉับพลัน และอยากจะกำมือของตนเองแน่นอีกครั้งโดยไม่รู้ตัวกู้จิ่งซีที่สายตาเฉียบคมและมือไว รีบกุมมือทั้งสองข้างของนางไว้แน่น ขัดขวางการกระทำของนาง เล็บของนางจะได้ไม่บาดบาดแผลและมีเลือดไหลซึมออกมาอีกเล็บของแม่นางน้อยไ
เมื่อกู้จิ่งซีได้ฟังก็รู้สึกใจอ่อน พลางกล่าวอย่างอ่อนโยน “ให้ข้าดูหน่อย” เมื่อกล่าวจบ เขาก็ยอบกายลง ยกชายกระโปรงของนางขึ้น เตรียมจะดูอาการบาดเจ็บของนาง เมิ่งจิ่นเหยาสีหน้าชะงักค้าง กำลังจะเอ่ยปากขัดขวาง ทว่าเมื่อกลับมาคิดดูอีกทีแล้ว ต่างก็เป็นสามีภรรยาที่นอนหลับอยู่บนเตียงเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องรักษาขอบเขตระหว่างชายหญิงอันใดหลังจากกู้จิ่งซียกชายกระโปรงของนางขึ้นแล้ว มือหนึ่งก็จับไปที่ข้อเท้าขวาของนาง ส่วนอีกข้างม้วนขากางเกงของนางขึ้น เมื่อม้วนขากางเกงไปจนถึงเหนือหัวเข่า ก็จะเห็นได้ว่าตรงหัวเข่าที่ถูกกระแทกตอนล้ม เป็นรอยฟกช้ำไปเรียบร้อยแล้ว ทว่าไม่ได้ร้ายแรงนักกู้จิ่งซีเห็นว่าบาดแผลไม่หนักมาก จึงวางขานางลง แล้วไปดูบาดแผลที่ข้อศอกของนางนางล้มลงไปข้างหน้า บาดแผลตรงข้อศอกจึงชัดเจนมากนัก เสื้อผ้าในฤดูร้อนจะค่อนข้างบางเบา เสื้อผ้าบริเวณข้อศอกล้วนมีร่องรอยขีดข่วนอย่างชัดเจนพอพับแขนเสื้อของนาง ก็เผยให้เห็นแขนที่ขาวราวกับหิมะ เมื่อพลิกข้อศอกก็สามารถมองเห็นได้ว่าผิวหนังถลอกและมีเลือดออกที่แขนทั้งสองข้างของนาง ผิวหนังโดยรอบบวมแดงเล็กน้อย บาดแผลนี้เมื่ออยู่บนมือที่เดิมทีขาวสะอาดไร้ที่ติรา