หากหลานชายคนอื่น ๆ อายุไม่เกินเกณฑ์ นางก็เต็มใจไขว่คว้ามาเพื่อหลานชายคนอื่น ๆ เช่นกัน แต่อายุเกินเกณฑ์แล้ว ส่งเข้าไปจะดูเหมือนเป็นอะไร? แล้วคนอื่นจะคิดอย่างไรกับสกุลกู้ของพวกเขา? กู้ซิวหมิงกล่าวอีกว่า “เช่นนั้นเมิ่งเฉิงจางเล่า? ท่านพ่อเป็นพี่เขยของเขา มีพี่เขยที่มีความรู้กว้างขวางเช่นนี้ เขาแค่มาอาศัยที่จวนพวกเรา มีคำถามที่ไม่เข้าใจก็ถามท่านพ่อเอาก็ได้แล้ว เหตุใดยังต้องส่งเข้าสำนักศึกษาหลิงซานด้วยขอรับ?”ฮูหยินผู้เฒ่ากู้ฟังจนสับสน จึงถามอย่างสงสัยว่า “ซิวหมิง นี่มันเกี่ยวข้องอะไรกับเฉิงจางหรือ?”กู้ซิวหมิงแค่รู้สึกน่าขันมาก จึงหัวเราะเยาะ และระบายความไม่พอใจออกมา “ท่านพ่อช่างลำเอียงยิ่งนัก ส่งหลานชายเข้าสำนักศึกษาหลิงซานก็ช่างเถอะ ถึงอย่างไรก็เป็นหลานชายแท้ ๆ และมีความสัมพันธ์ทางสายเลือด แต่เมิ่งเฉิงจางไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับเขาเลย แต่เพราะคลั่งรักเมิ่งจิ่นเหยา จึงส่งเมิ่งเฉิงจางเข้าสำนักศึกษาหลิงซาน ท่านพ่อทิ้งข้าไว้เพียงลำพัง ยังไม่ใช่เพราะข้าไม่ได้เป็นบุตรชายแท้ ๆ ของเขาหรอกหรือ? หากข้าเป็นบุตรชายแท้ ๆ ไยท่านพ่อจะลำเอียงเช่นนี้ขอรับ?”“ซิวหมิง เจ้าพูดจาเหลวไหลอะไร?” กู้
กู้ซิวหมิงสีหน้าซีดเผือด คำกล่าวของบิดาดังจนสะเทือนโสตประสาท เขาคิดไม่ถึงว่าบิดาจะปฏิบัติต่อเขาเช่นนี้เขาถูกบิดาลงโทษให้คัดคัมภีร์กตัญญูก็เท่ากับถูกตัดสินความผิดโทษฐานอกตัญญู บุตรอกตัญญู หากข่าวแพร่ออกไป ชื่อเสียงของเขาคงเพิ่มความอัปยศมาอีกหนึ่งอย่างบุตรอกตัญญู…กู้จิ่งซีถามเสียงทุ้มต่ำ “ซิวหมิง เจ้ายอมรับโทษหรือไม่?”แม้ในใจกู้ซิวหมิงจะไม่ยินยอม แต่กลับไม่กล้าต่อต้าน บิดาที่ดีของเขานี้เที่ยงธรรมไม่เห็นแก่หน้าใครทั้งสิ้น หากเขาไม่ยอมรับโทษ จะต้องมีโทษที่หนักยิ่งกว่ารอเขาอยู่ในภายหลังอย่างแน่นอน เขาจึงพยักหน้าและตอบกลับว่า “ลูกยอมรับโทษขอรับ”กู้จิ่งซีไม่อยากจะคุยกับเขามากนัก จึงกล่าวเสียงราบเรียบว่า “เช่นนั้นก็กลับไปที่เรือนของเจ้า ในช่วงกักบริเวณห้ามก้าวเท้าออกจากประตูแม้แต่ครึ่งก้าว”กู้ซิวหมิงขานรับเสียงหนึ่ง และทำความเคารพผู้อาวุโส หลังจากนั้นก็ออกจากโถงโซ่วอันอย่างสิ้นหวัง ราวกับสุนัขที่ไร้บ้าน หลี่หว่านเอ๋อร์ก็เดิมตามหลังมาอย่างใกล้ชิด พยายามจะกล่าวอะไร แต่กลับไม่กล้าเพราะเกรงจะไปทำร้ายความรู้สึกของเขาให้แย่ลงไปอีกในตอนนี้นางจางกับกู้จิ่งเซิ่งพึงพอใจต่อบทลงโทษนี้มาก แต่
ทันทีที่คำกล่าวนี้หลุดออกมา เมิ่งจิ่นเหยาก็มองเด็กหนุ่มด้วยความตกตะลึง เด็กหนุ่มรูปร่างผอมบาง กลับยืนตัวตรง และเห็นได้ชัดว่าเขาประหม่าจนกำหมัดแน่น แต่ยังคงใช้น้ำเสียงที่สงบนิ่งบรรยายถึงความอยุติธรรมของนาง เด็กชายตัวน้อยที่เมื่อก่อนเดินตามหลังนางต้อยๆ ได้เติบโตขึ้นในตอนที่นางยังไม่ทันได้รู้สึกตัวเสียแล้ว แถมเติบโตจนกลายเป็นชายชาตรีที่สามารถปกป้องนางได้อีกเมื่อฮูหยินผู้เฒ่ากู้ฟังจบ ก็ชะงักอีกครั้ง คิดไม่ถึงว่าเด็กหนุ่มนี้จะมีความกล้าหาญ และกล้าพูดคำเหล่านี้ต่อหน้าพวกเขาได้ถึงเพียงนี้ เมื่อมองชายหนุ่ม ราวกับนางจะเห็นอาเหยาในพิธีแต่งงานในวันนั้น พี่สาวน้องชายยังคงมีส่วนที่คล้ายกันอยู่ นางจึงกล่าวเสียงอ่อนโยนว่า “เฉิงจาง เจ้าไม่ต้องกังวล อาเหยาเป็นผู้อาวุโส ซิวหมิงรังแกนางไม่ได้หรอก และหากซิวหมิงไม่เคารพนาง ก็จะใช้กฎของสกุลลงโทษ วันนี้เจ้าก็เห็นแล้ว ว่าพี่เขยเจ้าไม่ใช่คนลำเอียง”“เช่นนั้นก็ดีขอรับ”เมิ่งเฉิงจางขานรับพลางพยักหน้าเบา ๆ เดิมเขาคิดว่าซิวหมิงก่อเรื่องเช่นนั้นออกมา จะมีความละอายใจกับพี่หญิงใหญ่ของเขา และคงจะไม่ทำให้พี่หญิงใหญ่ลำบากใจอย่างแน่นอน แต่คิดไม่ถึงว่าเพราะคู่หมั้นกล
อีกทางหนึ่ง ภายในโถงบุปผากู้จิ่งซีสีหน้าเรียบเฉย ราวกับอารมณ์ของเขาไม่ได้ถูกกระทบจากเรื่องของรุ่นหลัง และยกถ้วยชาขึ้นชิมรสชาติของชาอึกหนึ่ง พลางกล่าวอย่างอ่อนโยนว่า “ท่านแม่ชาของที่นี่ดีมากขอรับ กลิ่นหอมยังคงอยู่ในปาก และรสหวานก็ยังค้างอยู่ในลำคอ”เมื่อได้ยิน ไฟที่อยู่ในใจของฮูหยินผู้เฒ่ากู้ก็ลุกโชนขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ เหลือบมองเขา และกล่าวตำหนิว่า “เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น เจ้ายังมีกะจิตกะใจดื่มชาอีกหรือ?”กู้จิ่งซียิ้มเล็กน้อย “จะทำให้ชาดี ๆ ของท่านแม่สูญเปล่าที่นี่ไม่ได้ขอรับ”เมื่อเห็นสีหน้าที่ไม่ไยดีของเขา ฮูหยินผู้เฒ่ากู้ก็บอกแน่นอนไม่ได้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ จึงถอนหายใจเบา ๆ และกล่าวอย่างกลุ้มใจว่า “เย่าหลิง ช่วงนี้ซิวหมิงก่อเรื่องนับวันยิ่งอุกอาจมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อก่อนเขาไม่เคยทำเรื่องเช่นนี้เลย”ท่าทางดื่มชาของกู้จิ่งซีชะงักลง เมื่อเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็กล่าวเสียงเบาว่า “บางทีนิสัยเดิมของเขาอาจเป็นเช่นนี้ ช่วงเวลาที่ดีสามารถแสดงด้านที่ดีที่สุดออกมาได้ แต่ในช่วงที่ยากลำบากกลับเผยนิสัยเดิมออกมา หรือบางทีอาจเป็นเพราะหลายปีมานี้เขาผ่านมาได้อย่างราบรื่นจนเกินไป แถมยังเป็นบุตรช
กู้จิ่งซีพยักหน้าและกล่าว “ท่านแม่วางใจ ลูกรู้จักขอบเขตของตนเองดีขอรับ”“ช่างเถอะ ช่างเถอะ ข้าไม่ยุ่งด้วยแล้ว” ฮูหยินผู้เฒ่ากู้ถอนหายใจ และไม่อยากดำเนินหัวข้อสนทนาที่น่าหงุดหงิดนี้ต่อ จึงกล่าวว่า “ในเมื่อเจ้ามาแล้ว ก็เดินเล่นเป็นเพื่อนข้าหน่อย พวกเราแม่ลูกไม่ได้เดินเล่นด้วยกันมานานแล้ว”“ขอรับ”กู้จิ่งซีวางถ้วยชาลง ยืนขึ้นก้าวเท้ามาข้างหน้าหลายก้าว และเอื้อมมืออยากจะพยุงนางฮูหยินผู้เฒ่ากู้เหลือบมองเขาอย่างตำหนิ “แม่รู้ว่าเจ้ามีความกตัญญู แต่ข้ายังไม่ถึงวัยที่อายุมากจนเดินเหินยังต้องให้คนพยุง”กู้จิ่งซียิ้มขอโทษพลางกล่าว “ท่านแม่พูดถูกขอรับ” ......เรื่องที่กู้ซิวหมิงสามคนทะเลาะกันเมื่อเช้า คนในจวนต่างรู้กันหมดแล้วแต่ฮูหยินผู้เฒ่ากู้สั่งปิดปากเงียบ จนสาวใช้ที่รู้เรื่องล้วนไม่กล้าเผยแพร่ออกไป ดังนั้นทุกคนจึงไม่ทราบสาเหตุที่สองสามคนนี้ทะเลาะกันคือเรื่องอะไรทางด้านเรือนรองก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ กู้จิ่งซงไม่สนใจการทะเลาะกันระหว่างเด็ก ๆ กู้ซิวหงก็ไม่ใช่คนที่นินทา แม้แต่คิดจะส่งคนไปสอบถามยังไม่มีเลย และเก็บตัวอยู่ในห้องตำรา ตั้งใจอ่านเพียงตำรานักปราชญ์เท่านั้นกลับเป็นน
วันนี้ อากาศสดใส และท้องฟ้าก็เป็นสีครามกว้างสุดลูกหูลูกตาเมิ่งเฉิงจางกับกู้ซิวเหวินเดินทางไปสำนักศึกษาหลิงซาน แผลที่ใบหน้ายังไม่หายดีทั้งหมด แต่เทียบกับวันก่อน ก็ดีขึ้นมากแล้ว เพียงแค่ต้องใส่ยาให้ตรงเวลา หลังจากถึงสำนักศึกษาในวันนั้น โดยพื้นฐานถือว่าฟื้นฟูได้ดี และมองไม่เห็นร่องรอยอะไรแล้วเป็นครั้งแรกที่กู้ซิวเหวินออกจากเรือน นางจางไม่อยากปล่อยไปอย่างยิ่ง เมื่อส่งบุตรชายถึงศาลาสิบลี้ที่อยู่นอกเมือง ถึงจะบอกลากับบุตรชายอย่างอาลัยอาวรณ์ เห็นใบหน้าของบุตรชายเต็มไปด้วยความตื่นเต้น กลับทำให้เห็นได้ชัดว่านางที่เป็นมารดาห่างจากบุตรชายไม่ได้นางจางไม่พูดอะไรมากอีก และกล่าวเตือนสติ “ลูกเอ๋ย เจ้าไปถึงสำนักศึกษาต้องตั้งใจเล่าเรียน และช่วงประเมินของทั้งสำนักตอนสิ้นปีก็พยายามประเมินให้ผ่าน มิเช่นนั้นจะถูกโน้มน้าวให้ลาออก อาสามของเจ้าก็จะขายขี้หน้าตามไปด้วย”กู้ซิวเหวินพยักหน้า “ท่านแม่ ข้าทราบแล้ว ท่านวางใจเถอะขอรับ”เมิ่งเฉิงจางรู้ความมาแต่ไหนแต่ไร เมิ่งจิ่นเหยาจึงไม่มีการเตือนสติอะไร เพียงแค่เตือนให้เขากินอิ่มสวมเสื้อผ้าดี ๆ อย่ากดดันตนเองมากจนเกินไป และกล่าวกับกู้ซิวเหวินว่า “ซิวเหวิน อยู
เมื่อเห็นสถานการณ์ เมิ่งจิ่นอวี้ก็กระทืบเท้าด้วยความโมโหทันที “ท่านแม่ ท่านดูนางสิเจ้าคะ แค่ได้เลื่อนตำแหน่งทางสังคม ก็ทำท่าเหมือนกิ้งก่าได้ทอง เห็นผู้อาวุโสก็ไม่รู้จักหยุดรถและลงมาทักทายกัน ท่านเลี้ยงดูนางมาสิบหกปีโดยไร้ประโยชน์จริง ๆ เจ้าค่ะ”นางซุนมองรถม้าที่ขับเคลื่อนไป ก่อนจะค่อย ๆ ชักสายตากลับ และระงับความโกรธแค้นที่ปั่นป่วนไว้ในใจ พลางดึงบุตรสาวขึ้นรถม้า จากนั้นก็กล่าวเสียงอ่อนโยนว่า “นางอวดเก่งได้ไม่นานหรอก อีกไม่กี่ปี สวยหายรักหด นางยิ่งไม่มีบุตรอยู่ข้างกาย หากไม่มีความโปรดปรานของฉางซินโหว นางก็ไม่มีค่าอะไร”“แม้ไม่มีความโปรดปรานของฉางซินโหว นางก็ยังคงเป็นฮูหยินของขุนนางผู้สูงส่งนะเจ้าคะ” หลังเมิ่งจิ่นอวี้พูดจบ ก็เบะปาก และรู้สึกหดหู่ใจ สองวันก่อนนางไปเข้าร่วมงานเลี้ยงรวมตัวของเหล่าพี่น้อง มีคนพูดฉีกหน้านาง บอกว่ามารดาของนางกับพี่หญิงใหญ่นางแตกคอกัน หากไม่มีความสัมพันธ์ของพี่หญิงใหญ่ แค่จวนหย่งชางป๋อที่ตกอับ คงหาครอบครัวสามีที่ดีให้นางไม่ได้ และทั้งชีวิตนี้นางก็อย่าหวังจะมีหน้ามีตาเหมือนพี่หญิงใหญ่ของนางเลยนางซุนหัวเราะเยาะอย่างไม่แยแส “ฮูหยินโหวนี่ของนาง เป็นเพียงหญิงที่อ
เรือนเวยหรุยเซวียนเมิ่งจิ่นเหยาดูสมุดบัญชีที่คนดูแลหมู่บ้านส่งมาให้ ต่างก็เป็นทรัพย์สินส่วนตัวของกู้จิ่งซีทั้งนั้น นางดูสมุดบัญชี รายการที่บันทึกไว้ในนั้นดีมาก และที่ดินนี้ก็อยู่ภายใต้ชื่อของกู้จิ่งซีมาหลายสิบปีแล้วนางดูสมุดบัญชีหลายเล่ม และประเมินทรัพย์สินส่วนตัวของกู้จิ่งซีคร่าว ๆ ดู พบว่าสามีร่ำรวยมาก มิน่าเล่าถึงได้มอบตั๋วเงินให้นางสามหมื่นตำลึงได้เวลานี้ ชิงชิวก้าวเท้ามาข้างหน้าอย่างเชื่องช้า และแนะนำเสียงเบาว่า “ฮูหยิน ท่านก็ดูมานานแล้ว พักผ่อนเสียหน่อยไม่ดีกว่าหรือเจ้าคะ? และการจ้องมองนานเกินไปจะปวดตาเอา สมุดบัญชีนี่ก็ไม่ใช่ว่าต้องดูวันนี้ให้เสร็จด้วย”เมิ่งจิ่นเหยาก็รู้สึกเหนื่อยแล้วเช่นกัน จึงวางสมุดบัญชีลง นวดคลึงหว่างคิ้ว และพยักหน้าเบา ๆ “ก็ได้ เจ้าออกไปเดินเล่นเป็นเพื่อนข้าหน่อย”ชิงชิวพยักหน้าและขานรับ พลางช่วยนางเก็บสมุดบัญชีให้เรียบร้อยไม่นาน เซี่ยจู๋ก็ย่างก้าวเข้ามาอย่างรีบร้อน ยอบตัวทำความเคารพมาทางเมิ่งจิ่นเหยา และกล่าวรายงานว่า “ฮูหยิน ท่านโหวให้ท่านไปห้องหนังสือที่อยู่เรือนหน้าเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ” หลังจากเมิ่งจิ่นเหยาได้ยินก็ชะงัก และถามอย่างสงสัย “ท่านโหว
กู้จิ่งซีค่อนข้างประหลาดใจ “เจ้าใช้วิธีใด ถึงทำให้เขารับสารภาพเร็วขนาดนั้น?”ฉีอวิ้นเหวินหยักไหล่ หัวเราะพลางกล่าว “นั่นไม่ใช่ความดีความชอบของข้า เมื่อวานมีแม่นางคนหนึ่งมาพบเขา ไม่รู้พูดอะไร เขาก็รับสารภาพแล้ว”เมื่อได้ยิน กู้จิ่งซีก็ขมวดคิ้วแน่น และสัมผัสได้ถึงสิ่งผิดปกติบางอย่าง “แม่นางผู้นั้นรู้ได้อย่างไรว่าเขาถูกจับตัว?”ฉีอวิ้นเหวินเหลือบมองเขาด้วยสายตาแปลก ๆ และถามกลับว่า “โจรขโมยหญิงงามที่มีชื่อเสียงฉาวโฉ่ และชั่วร้ายถูกจับตัวได้แล้ว เป็นเรื่องที่ใหญ่มาก เมื่อคืนข่าวนี้แพร่กระจายไปทั่วทั้งเมืองหลวงแล้ว หรือว่าเจ้าไม่รู้หรือ? ก็จริง น้องสะใภ้ป่วยแล้ว เจ้าไม่มีกระจิตกระใจจะสนใจเรื่องอื่นก็ปกติ”กู้จิ่งซีปรากฏสายตาที่รู้ทันออกมาฉีอวิ้นเหวินกล่าวอีกว่า “ข้าเห็นแม่นางผู้นั้นแต่งกายเป็นสาวชาวยุทธจักร ซึ่งน่าจะเป็นชาวยุทธจักร และคาดว่าจะมีความเกี่ยวข้องอะไรกับเขา แต่ว่าเรื่องนี้ไม่สำคัญมากนัก เพราะตอนนี้ไขคดีได้ก็พอแล้ว”......จวนฉางซินโหวกู้ซิวหมิงมาคารวะยามเช้าให้เมิ่งจิ่นเหยา เขามาสายก้าวหนึ่ง กู้จิ่งซีเพิ่งออกไป เขาก็เพิ่งจะมาถึงนับตั้งแต่การกักบริเวณสิ้นสุดลง ตราบใดที
เมิ่งจิ่นเหยาก็ไม่ปิดบัง และเล่าเรื่องที่พบหญิงวัยกลางคนในวัดหลินอวิ๋นเมื่อวานตอนบ่ายให้ฟังรอบหนึ่งพูดถึงช่วงสุดท้าย นางก็หัวเราะออกมาเบา ๆ “สวรรค์มีตาจริง ๆ จู่ ๆ ข้าก็ฉุกคิดอยากจะไปจุดธูปให้ท่านแม่ที่โถงหว่างเซิงของวัดหลิงอวิ๋น จึงได้พบอดีตบ่าวรับใช้ของท่านแม่ ท่านป้าท่านนั้นป่วยหนักมาก และเหลือเวลาไม่มากแล้ว หากเมื่อวานข้าไม่ได้ไปเจอนางที่วัดหลิงอวิ๋น ความลับนั้นคาดว่าข้าจะไม่มีทางรู้ไปตลอดกาลเจ้าค่ะ”กู้จิ้งซีสีหน้ามืดมนลง พลางละอายใจต่อวิธีที่พ่อตานั้นทำอย่างมาก แม้จะแต่งงานตามคำสั่งของบิดามารดาและการจับคู่ของแม่สื่อ พลางไม่มีความรักระหว่างชายหญิงต่อแม่ยายเขา จะปิดบังความจริงเพราะรู้สึกผิดก็ช่าง ยังปล่อยให้มารดาและแม่เลี้ยงปฏิบัติต่อบุตรสาวที่บริสุทธิ์อย่างรุนแรงอีกเขาเห็นแม่นางน้อยที่โกรธแค้นผสมปนเปกัน ก็ตบหลังมือของแม่นางน้อยเหมือนจะปลอบใจ และกล่าวอย่างเป็นนัยว่า “ฮูหยิน วิญญาณของแม่ยายที่อยู่บนสวรรค์จะไม่ปล่อยพวกเขาไปแน่”เมื่อได้ยิน สีหน้าของเมิ่งจิ่นเหยาก็ชะงักไป พลางสบตาเข้ากับสายตาที่มีความหมายลึกซึ้งของเขา ก็เข้าใจความหมายของเขา และยกรอยยิ้มที่อันตรายขึ้น “จริงด้วย
เมิ่งจิ่นเหยาถามเสียงเบาว่า “ท่านหมอ เป็นอย่างไรบ้าง?”หมอประจำจวนเก็บนิ้วมือทั้งสามข้อที่อยู่บนแขนของเมิ่งจิ่นเหยากลับลงไป พลางตอบกลับ “ฮูหยิน ท่านมีปมในใจจนเกิดอาการซึมเศร้า แถมยังได้รับความเย็นเกินไปอีก จึงทำให้จู่ ๆ ก็ไข้ขึ้นสูง และจำเป็นต้องใช้ยาคลายเครียดเสียหน่อยก็จะดีขึ้นขอรับ”เมิ่งจิ่นเหยาพยักหน้า “รบกวนท่านหมอแล้ว”“ไม่รบกวนขอรับ” หมอประจำจวนรีบส่ายหน้า และกล่าวอีกว่า “แต่ว่า ฮูหยินร่างกายอ่อนแอ ควรจะบำรุงร่างกายให้ดีตั้งแต่ยังสาวถึงจะได้นะขอรับ”มิ่งจิ่นเหยาฟังจบ ก็ไม่แปลกใจแม้แต่น้อย เพราะนางรู้มาโดยตลอดว่าตนเองร่างกายอ่อนแอ เจ็บป่วยง่าย โดยเฉพาะช่วงที่อากาศเย็น หากไม่ระวังนิดหน่อยก็จะเป็นหวัด เมื่อก่อนตอนอยู่บ้านมารดา นางไม่มีความพร้อมที่จะดูแลตนเอง ตอนนี้อยู่บ้านสามี นางใส่ใจเรื่องการกินมากขึ้น และได้ดื่มน้ำแกงบำรุงร่างกายอยู่เป็นประจำ ช่วงนี้นางจึงรู้สึกดีมาก สีหน้าก็ดูดีขึ้นแล้วนางกล่าวเสียงอ่อนโยน “ปกติข้าก็ดูแลตนเองอยู่แล้ว รบกวนท่านหมอจัดยาคลายเครียดให้ข้าก็พอ”หมอประจำจวนฟังจบ ก็จ่ายยาคลายเครียดให้นาง และให้สาวใช้ตามเขาไปเอายากลับมาต้มหลังหมอประจำจวนจากไป
บนรถม้าชิงชิวกับหนิงตงที่แทบไม่ได้นอนทั้งคืนนั่งพิงกัน และเผลอหลับไปเมิ่งจิ่นเหยาหายป่วยได้ไม่นาน ยังรู้สึกมึนศีรษะ คนทั้งคนก็หมดเรี่ยวแรง จึงเอนหลังพิงผนังรถม้าและหลับตาพักสมองทันใดนั้น รถม้าก็สั่นสะเทือน ท้ายทอยของนางกระแทกเล็กน้อย จึงรีบนั่งตัวตรง เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ศีรษะกระแทกอีกกู้จิ่งซีเห็นแม่นางน้อยขมวดคิ้ว พยายามฝืนให้มีชีวิตชีวาขึ้น นั่งตัวหลังตรง ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จึงยื่นมือโอบนางเข้ามาในอ้อมแขน และให้นางพิงหน้าอกของตนเอง เมื่อสบตาเข้ากับสายตาที่ตกใจของนาง ก็กล่าวด้วยเสียงอ่อนโยนว่า “หากฮูหยิน อ่อนเพลีย ก็พิงข้าแล้วนอนเสียเถอะ”ตอนนี้เมิ่งจิ่นเหยารู้สึกทั้งตัวไม่มีแรง ศีรษะยังมึน ๆ อยู่ จึงไม่เกรงใจเขา และพิงอยู่บนตัวเขาด้วยความสบายใจอย่าดูถูกแม้กู้จิ่งซีดูจะตัวไม่ใหญ่มาก แต่หน้าอกกว้างใหญ่ พิงอยู่บนตัวเขาอบอุ่นสบายตัว แถมได้กลิ่นดอกกล้วยไม้ที่หอมละมุนจากตัวของเขา ก็รู้สึกสบายใจอย่างอธิบายไม่ถูก แต่กลับไม่มีอาการง่วงเลยบางทีเพราะถูกผู้ชายกอดไว้ในอ้อมแขนเช่นนี้ เลยรู้สึกไม่คุ้นชินหรืออาจเป็นเพราะได้ยินเสียงหัวใจของเขาเต้นตึกตักอยู่ข้างหู มันดังก้องอยู่ที่หู
ท่าทางที่ดูป่วยเช่นนี้ ดูน่าเป็นห่วงยิ่งนักคนที่มีไข้ขึ้นสูง ไม่ควรห่มผ้าจนอบอ้าว ไม่เช่นนั้นอาการป่วยจะแย่ลง เขาจึงเปิดผ้าห่มบางออกให้แม่นางน้อยผ่านไปไม่นาน หนิงตงก็ยกอ่างน้ำอุ่นมาด้วยความรีบร้อน โชคดีที่วัดหลิงอวิ๋นมีคนเข้ามาสักการะอย่างเนืองแน่น ปกติจะมีผู้แสวงบุญมาค้างคืน และมีผู้แสวงบุญจำนวนไม่น้อยที่มาจากครอบครัวร่ำรวย ดังนั้นเพื่อความสะดวกสบายของแขก ตอนกลางคืนภายในวัดก็มีกักเก็บน้ำร้อนไว้หนิงตงวางอ่างทองแดง พลางถาม “ท่านโหว น้ำอุ่นยกเข้ามาแล้ว ต้องทำอย่างไรหรือเจ้าคะ?”กู้จิ่งซีตอบกลับ “เช็ดหน้าผาก คอ รักแร้ และแขนขาให้ฮูหยินเพื่อระบายความร้อน”หนิงตงตอบรับ ยกอ่างทองแดงมาข้างหน้าทันที พลางวางอ่างน้ำไว้บนเก้าอี้ที่อยู่หน้าเตียง และเตรียมจะถอดเสื้อผ้าให้นายหญิง ก็มองไปทางกู้จิ่งซีโดยไม่รู้ตัว พบว่าเขาหันหลังให้พวกนาง นั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างโต๊ะน้ำชาเมื่อเห็นดังนั้น หนิงตงก็ตกตะลึงเล็กน้อย และแอบพูดในใจว่า ท่านโหวเป็นสุภาพบุรุษจริง ๆ แม้จะเป็นสามีภรรยากับฮูหยิน ก็ไม่ได้ฉวยโอกาสเอาเปรียบหนิงตงไม่คิดอะไรมาก ก็ถอดเสื้อผ้าให้เมิ่งจิ่นเหยาด้วยความเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว และเช็ดตั
ในวินาทีนั้น เมิ่งจิ่นเหยาทำจิตใจให้สงบ ก้มหน้าลงมอง เห็นว่าบาดแผลที่มือซ้ายใช้ผ้าพันแผลพันไว้เรียบร้อยแล้ว เมื่อมองเพียงแวบแรกดูท่าทางเหมือนว่าบาดเจ็บสาหัส จึงกล่าวออกมาอย่างอดไม่ได้ว่า “ตอนนี้เลือดไม่ซึมออกมาแล้ว อันที่จริงไม่พันแผลก็ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ”กู้จิ่งซีเหลือบมองนาง พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “ถึงแม้ไม่ใช่บาดแผลสาหัส แต่หากไม่พันแผล เมื่อชนหรือกระแทกเข้าโดยไม่ระวังแล้วเลือดไหลออกมาอีก ไม่เป็นผลดีต่อการฟื้นตัว โดยเฉพาะบาดแผลที่ข้อศอก เนื้อผ้าเสียดสีก็อาจเจ็บได้เช่นกัน”เมิ่งจิ่นเหยาตะลึงเล็กน้อย แล้วพยักหน้าในทันทีหลังจากนั้นไม่นาน นางก็ถูกมือของกู้จิ่งซีดึงดูดความสนใจไป มือคู่นั้นเรียวยาวและขาวสะอาด ข้อต่อชัดเจน ราวกับหยกขาวที่แกะสลักอย่างประณีต ดูแล้วสบายตาสบายใจนักเมื่อหลุดออกจากความคิด นางก็ใจลอยอีกครั้งผ่านไปเป็นเวลานาน กู้จิ่งซีช่วยนางพันแผลจนเสร็จ และปล่อยมือของนาง เมื่อเห็นว่ามือขวาของนางยังยกอยู่ ก็กล่าวว่า “ฮูหยิน เสร็จแล้ว”แต่เมิ่งจิ่นเหยาดูเหมือนจะไม่ได้ยินคำพูดของเขา เขาจึงเรียกอีกครั้ง “ฮูหยิน?”เวลานี้ เมิ่งจิ่นเหยาถึงค่อย ๆ ได้สติกลับมา และพบกับส
เขากำลังเตรียมจะปลอบโยนนางสักหลายประโยค ทำให้อารมณ์ของแม่นางน้อยสงบลง แล้วค่อยถามให้ชัดเจนอีกครั้งว่าเกิดอันใดขึ้นกันแน่ ทว่าเวลานี้ หนิงตงได้ยกอ่างน้ำสะอาดเข้ามา เขาจึงกลืนคำพูดที่ติดอยู่ตรงริมฝีปากกลับเข้าไปหนิงตงนำอ่างน้ำมาวางไว้บนโต๊ะ ถามด้วยน้ำเสียงนอบน้อมว่า “นายท่าน ให้ใช้น้ำในอ่างเช่นไรเจ้าคะ?”กู้จิ่งซีกล่าวกำชับ “ไปหาผ้าสะอาด ๆ มา”หนิงตงรับคำ ไม่นานก็หาผ้าเช็ดหน้าสะอาดที่อยู่ในสัมภาระมาหนึ่งผืน ผ้านี้เตรียมไว้สำหรับให้นายหญิงของนางใช้ล้างหน้ากู้จิ่งซีเหลือบมองไปที่แม่นางน้อย ลังเลอยู่ชั่วครู่ จากนั้นก็รับผ้าเช็ดหน้ามา กล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ข้าคนเดียวก็พอแล้ว เจ้าออกไปก่อนเถิด”หนิงตงเหลือบมองนายหญิง เมื่อเห็นว่านายหญิงไม่ได้เอ่ยปากบอกให้นางอยู่ต่อ ก็รับคำแล้วถอยออกไปกู้จิ่งซีกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “มาล้างบาดแผลสักหน่อย ตอนที่เจ้าล้มลงไปเนื้อหนังถลอก แล้วบาดแผลก็เปื้อนฝุ่นด้วย”เมื่อได้ฟังดังนั้น เมิ่งจิ่นเหยาไม่ได้ลังเล ลุกขึ้นแล้วเดินมากู้จิ่งซีดึงมือของนาง ช่วยนางทำความสะอาดบาดแผลที่ฝ่ามือด้วยท่าทีที่อ่อนโยนเมื่อบาดแผลสัมผัสกับน้ำ เมิ่งจิ่นเหยาเจ็บปวดเส
กู้จิ่งซีจับจ้องนางอย่างไม่วางตา พลางถามด้วยเสียงอ่อนโยน “ฮูหยิน วันนี้เกิดเรื่องอันใดขึ้นงั้นหรือ?”เมื่อได้ฟังดังนั้น ใบหน้าของเมิ่งจิ่นเหยาก็เต็มไปด้วยความงุนงง พลางถามกลับไปว่า“เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ ท่านพี่ก็เห็นหมดแล้วมิใช่หรือเจ้าคะ?”นางกล้าพูดได้เลยว่า นางโตถึงเพียงนี้แล้ว ยังไม่เคยเจอเรื่องที่ตื่นเต้นระทึกขวัญเช่นนี้มาก่อน เพียงชั่วพริบตาเดียวที่รอดพ้นจากความตาย ชีวิตนี้ไม่คิดจะพบเจออีกเป็นครั้งที่สองกู้จิ่งซีเห็นสีหน้าของนางงุนงง ไม่ได้จงใจแสร้งทำเป็นฟังไม่เข้าใจ จึงสัมผัสที่ฝ่ามือของนางอย่างแผ่วเบา พลางถามต่อว่า “เกิดอันใดขึ้นกับมือนี้ของเจ้า? ล้มลงไม่สามารถเกิดบาดแผลเช่นนี้ได้”เมิ่งจิ่นเหยาตกตะลึงไปชั่วขณะ ก้มหน้ามองฝ่ามือของตนเอง บนฝ่ามือยังมีผลงานชิ้นเอกของตนเองเมื่อบ่ายอยู่ เมื่อคิดถึงเรื่องที่พบกับสตรีวัยกลางคนผู้นั้นขึ้นมาได้ ดวงตาของนางก็หม่นลงในฉับพลัน และอยากจะกำมือของตนเองแน่นอีกครั้งโดยไม่รู้ตัวกู้จิ่งซีที่สายตาเฉียบคมและมือไว รีบกุมมือทั้งสองข้างของนางไว้แน่น ขัดขวางการกระทำของนาง เล็บของนางจะได้ไม่บาดบาดแผลและมีเลือดไหลซึมออกมาอีกเล็บของแม่นางน้อยไ
เมื่อกู้จิ่งซีได้ฟังก็รู้สึกใจอ่อน พลางกล่าวอย่างอ่อนโยน “ให้ข้าดูหน่อย” เมื่อกล่าวจบ เขาก็ยอบกายลง ยกชายกระโปรงของนางขึ้น เตรียมจะดูอาการบาดเจ็บของนาง เมิ่งจิ่นเหยาสีหน้าชะงักค้าง กำลังจะเอ่ยปากขัดขวาง ทว่าเมื่อกลับมาคิดดูอีกทีแล้ว ต่างก็เป็นสามีภรรยาที่นอนหลับอยู่บนเตียงเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องรักษาขอบเขตระหว่างชายหญิงอันใดหลังจากกู้จิ่งซียกชายกระโปรงของนางขึ้นแล้ว มือหนึ่งก็จับไปที่ข้อเท้าขวาของนาง ส่วนอีกข้างม้วนขากางเกงของนางขึ้น เมื่อม้วนขากางเกงไปจนถึงเหนือหัวเข่า ก็จะเห็นได้ว่าตรงหัวเข่าที่ถูกกระแทกตอนล้ม เป็นรอยฟกช้ำไปเรียบร้อยแล้ว ทว่าไม่ได้ร้ายแรงนักกู้จิ่งซีเห็นว่าบาดแผลไม่หนักมาก จึงวางขานางลง แล้วไปดูบาดแผลที่ข้อศอกของนางนางล้มลงไปข้างหน้า บาดแผลตรงข้อศอกจึงชัดเจนมากนัก เสื้อผ้าในฤดูร้อนจะค่อนข้างบางเบา เสื้อผ้าบริเวณข้อศอกล้วนมีร่องรอยขีดข่วนอย่างชัดเจนพอพับแขนเสื้อของนาง ก็เผยให้เห็นแขนที่ขาวราวกับหิมะ เมื่อพลิกข้อศอกก็สามารถมองเห็นได้ว่าผิวหนังถลอกและมีเลือดออกที่แขนทั้งสองข้างของนาง ผิวหนังโดยรอบบวมแดงเล็กน้อย บาดแผลนี้เมื่ออยู่บนมือที่เดิมทีขาวสะอาดไร้ที่ติรา