การประลองฝีมือครั้งนี้อินกวางอวี่เข้าร่วมด้วย รวมทั้งสือเจาฉินและเยี่ยนเฉินในนามจ้าวชุนเทียน เขาเป็นผู้ที่เข้ามาในสำนักได้เพียงสามเดือนทำให้หลายคนจับตามอง ไม่ใช่ชื่นชม ทว่าสบประมาทว่าไม่น่าจะผ่านรอบแรกต่างหากทว่าศิษย์คนใหม่กลับผ่านรอบแรกไปได้ชนิดที่ขยับตัวเพียงครั้งเดียวก็ทำให้ผู้ฝึกมาสามปีกระเด็นออกนอกลานประลองได้ ทั้งที่อีกฝ่ายบุกก่อนแต่กลับไม่สามารถซัดพลังใส่เขาได้เลยสักครั้ง“ดี มีฝีมือ”อาจารย์ใหญ่เหลียงเฟิ่งปรบมือให้อย่างชื่นชม อีกฝ่ายเป็นผู้อาวุโสผมสีทอง มีความสัมพันธ์ชิดใกล้กับเผ่าวิหค ดูแลสำนักเซียนแห่งนี้มานานจนไม่อาจจำได้แล้ว เนื่องด้วยผู้ก่อตั้งขึ้นไปเป็นเทพเซียนชั้นสูงบนสวรรค์ เรื่องนี้เยี่ยนเฉินได้ยินจากเจาฉิน เขามีอีกฝ่ายเป็นเหมือนสหายแล้วในเวลานี้“จ้าวชุนเทียนคงได้รับการฝึกฝนมาอย่างหนัก ท่านหลี่เหวินได้ศิษย์ที่เก่งกาจเพิ่มอีกคนแล้วสิ”“ศิษย์พี่กล่าวเกินไปแล้ว”อาจารย์ของเขาเอ่ยพร้อมยิ้มบางจากนั้นกวางอวี่ก็ทำการต่อสู้ต่อจากเขาและเอาชนะมาอย่างง่ายดายเช่นกัน เจาฉินเองก็ผ่านมาจนถึงรอบที่สามและแพ้ในรอบต่อมาให้กับศิษย์ของอาจารย์อามู่อิงอินอี้โหรว“นางเป็นน้องสาวแท้ๆ ของศิษ
เยี่ยนเฉินมีความต้องการทางร่างกายสูงด้วยเขาถูกปลุกปั่นอารมณ์มาตั้งแต่อายุยังน้อย นอกจากบริการผู้ว่าจ้างแล้วนายหญิงก็ยังเรียกหาเขาทุกค่ำคืน ราวนางกลัวเขาจะลืมรสรักของนางหลังไปพบกับหญิงอื่น แม้จะพอระงับจิตใจได้โดยไม่จำเป็นต้องมีหญิงสาวบำรุงบำเรอตลอดเวลา แต่หากห่างไปนานอารมณ์ของเขาจะแปรปรวณง่าย และเมื่อต้องการความมั่นคงของจิตใจในการควบคุมพลังภายในเขายิ่งต้องมีความสัมพันธ์กับสตรีและเขาต้องการฝึกเคล็ดลับวิชาที่ตนคิดค้นให้บรรลุ เมื่อซ่งจูหยวนเข้ามาพัวพันแสดงความพอใจในตัวเขาเยี่ยนเฉินก็ไม่ได้ปฏิเสธ ไม่นานความสัมพันธ์ทางร่างกายก็ตามมา และวิชาเมฆาดับสุริยันของตนก็เหลือเพียงขั้นเก้า ขั้นสุดท้ายก็จะบรรลุสำเร็จวิชาแล้ว ทว่าขั้นนี้ยากที่จะฝึกได้โดยง่ายเพราะเขาต้องบดบังแสงของดวงอาทิตย์ สร้างเวลากลางคืนขึ้นมาให้จงได้ ยังต้องใช้ปราณที่แข็งแกร่งยิ่งกว่านี้แน่นอนว่าหากได้พลังตบะจากผลพลับเซียนมาเสริมจะช่วยให้เยี่ยนเฉินฝึกเคล็ดวิชานี้ได้ดี แต่เขาไม่ต้องการ ในเมื่อตนฝึกปราณเซียนรุดหน้าเร็วอยู่แล้ว เขาต้องการให้เสี่ยวเม่ยบรรลุเซียนขั้นต้นให้จงได้เสียก่อน“หากได้ผลพลับเซียนตบะห้าร้อยปีในวันพรุ่งนี้ บำเพ็ญอ
ดวงตาคู่งามเปิดขึ้นพร้อมด้วยแววกร้าวดุในนั้น จูหยวนกัด ริมฝีปากตนเองแน่น ทว่าไม่รู้สึกเจ็บแม้แต่น้อย แต่แล้วกลับยิ้มมุมปากขึ้นมา“หึ...เอาเถิด เพียงแค่นี้ก็ถือว่าไม่เลวนัก เพราะข้าก็ไม่ได้ต้องการให้เจ้าตาย เพราะมีเจ้าสวีเสี่ยวเม่ย จ้าวชุนเทียนจึงยอมใกล้ชิดข้า แม้เขาจะไม่มีข้าในใจก็ตาม”นางสร้างสัตว์เวทแล้วส่งออกไปก่อกวนเสี่ยวเม่ย ตั้งใจทำให้ตกใจแล้วก็เล่นงานให้บาดเจ็บเล็กๆ น้อยๆ ก่อนตนจะแสร้งไปช่วย ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะฉลาดหาทางเอาตัวรอดได้ก่อน นางเองก็ไม่ทันคิดถึงไฟเวทเช่นกัน แต่เท่านี้ก็นับว่าได้ผลสมใจนางไม่น้อย เพราะเสี่ยวเม่ยน่าจะแทบมือเยินไปเหมือนกัน“น่าเสียดายที่สัตว์เวทของข้าพลาด หากเป็นไปได้ ข้าอยากสร้างแผลไว้บนหน้าเจ้านัก”แม้จะอิจฉาริษยา จูหยวนก็รู้ว่าตนทำเกินเลยมากไปไม่ได้ อย่างน้อยก็ต้องไม่ใช่บาดแผลที่พี่ชายบุญธรรมของสวีเสี่ยวเม่ยสามารถเห็นได้ชัดเจน“ตายจริง ข้าไม่เคยเจอเรื่องเช่นนี้ในป่าเลย ถือว่าเจ้าโชคดีนักที่ปลอดภัย”จูหยวนแสร้งเป็นห่วงเมื่อศิษย์น้องของตนกลับมาก่อนเวลา แล้วเคาะห้องของนางด้วยสภาพบาดเจ็บทั้งมือและแขน ก่อนจะรีบรั้งให้อีกฝ่ายไปนั่งลงยังเก้าอี้รับรอง“มา ข้าจะ
แล้วคู่ชิงกระบี่อินทรีย์ไร้พ่ายกับผลพลับเซียนก็เป็นเยี่ยนเฉินกับจงเสวียนดังที่สือเจาฉินกล่าวไว้“ข้าคาดหวังให้เป็นเจ้าอยู่เช่นกัน ศิษย์น้องหก”จงเสวียนเอ่ยเสียงเรียบ“ศิษย์พี่ให้เกียรติเกินไปแล้ว”แม้จะเอ่ยเช่นนั้นหากในใจเยี่ยนเฉินก็ค่อนข้างพอใจคู่ชิงชัยของตนเช่นกัน คงเรียกได้ว่าเป็นการประลองจริงๆ ก็ครั้งนี้“เช่นนั้นก็มาเริ่มกันเลยเถิด”เมื่อศิษย์ผู้พี่เอ่ยจบทั้งสองก็พยักหน้าให้กันแล้วต่างก็เริ่มตั้งท่าร่ายเวทพลังและส่งพลังโจมตีเข้าหากันอย่างแข็งแกร่ง ผลักดันกันไปมาและเป็นพลังรุนแรงที่ทำเอาหินบนลานประลองถึงกับปะทุลอยขึ้น บรรดาศิษย์ที่ยืนชมต่างก็ต้องถอยยกมือบังลมและฝุ่งละอองปลิวว่อนจงเสวียนร่ายเวทพลังส่งเพิ่มเข้าไปอีก ทำให้ร่างเยี่ยนเฉินถูกผลักถอยหลังแม้ขาจะไม่ขยับจนเกือบตกขอบลานประลอง เขากดฝ่าเท้าลงพื้นให้แน่นยิ่งขึ้น ทว่าเมื่อถูกดันมาอีกร่างสูงโปร่งก็ดีดกาย ตีลังกาสูงไม่ยอมตกลงไป แล้วพุ่งข้ามหัวจงเสวียนไปยืนด้านหลัง อีกฝ่ายก็รีบดึงพลังกลับหมุนซัดตามอย่างรวดเร็ว สมเป็นศิษย์มีฝีมือของสำนัก โดยที่เยี่ยนเฉินยังไม่ทันตั้งตัวด้วยซ้ำ เขาจึงยืนให้มั่นคงใช้มือหนึ่งส่งพลังผลักพลังของอีกฝ่ายขึ
“มือเจ็บเช่นนี้เจ้าคงถือลูกพลับไม่ไหว ข้าถือให้กินก็แล้วกัน”เมื่อพูดแล้วเยี่ยนเฉินก็แบมือขึ้น ผลพลับเซียนจึงปรากฏขึ้นอีกครั้ง ก่อนเขาจะยื่นไปชิดปากอิ่มสีหวานพร้อมจ้องด้วยแววตาดุเข้มสุดท้ายเสี่ยวเม่ยก็กินผลพลับที่ชายหนุ่มป้อนให้ด้วยมือเขาเอง มองสบตาคมที่จ้องตลอดเวลาก็พยายามกัดผลพลับเซียนเคี้ยวให้หมดโดยเร็วเพราะรู้สึกว่าใบหน้าตนเองกำลังร้อนจัด‘ข้ามีไข้เพราะออกมานั่งข้างนอกนี้นานเกินไปหรือ’คำสุดท้ายที่กัดปากของนางแตะปลายนิ้วแกร่ง ใจดวงน้อยเต้นแรงกว่าก่อนหน้านี้ ขณะร่างกายเปล่งประกายด้วยรัศมีเซียนระยับชั่วอึดใจก่อนจางหาย‘คงเพราะตบะห้าร้อยปีกำลังแผ่ซ่านไปทั่วร่างกายของข้า’แม้จะบอกตนเองเช่นนั้น ทว่าแววล้ำลึกในดวงตาคู่คมเข้มก็ทำให้นางมองไปทางอื่นกลบเกลื่อนความรู้สึกวิบวับของตน แต่กลับรับรู้ได้ถึงลมร้อนบางเบาที่เกิดขึ้นไม่ห่างจึงหันกลับมามองแล้วเห็นว่าชายหนุ่มกำลังเป่าเวทของเขาบนมือของนาง ครู่หนึ่งอาการหนักอึ้งและแสบจนปวดแปลบไปทั้งมือก็เบาบางลงราวหายสนิท ทว่าเมื่อ อีกฝ่ายจะแกะผ้านางก็ห้าม“มือข้าน่าเกลียดมาก”นางคิดว่าพี่ชายบุญธรรมเพียงช่วยบรรเทาอาการปวดและบวม แม้ศิษย์พี่ซ่งจะช่วยรักษาให
นับแต่วันที่พี่ชายบุญธรรมจุมพิตมือของตนเสี่ยวเม่ยก็ไม่กล้าสบตาชายหนุ่มมากนัก ทว่าก็ต้องพบเจออีกฝ่ายบ่อยครั้งเพราะเขาต้องการสอนเวทเยียวยาบาดแผลให้นาง แต่ก็ทำให้หญิงสาวไม่สบายใจและเจ็บปวดใจทุกครั้งจึงพยายามเรียนรู้ให้ได้โดยเร็ว“ท่านทำให้ข้ารู้สึกไม่ดีเลย”นางเอ่ยเมื่อชายหนุ่มเชือดแขนตนเองอีกครั้ง“เช่นนั้นก็รีบร่ายเวทช่วยข้าสิ”เยี่ยนเฉินเอ่ยด้วยใบหน้าเรียบสนิทราวไม่รู้สึกเจ็บแต่อย่างใด พร้อมยื่นแขนตนไปใกล้ผู้ที่กำลังหน้าซีดเผือดเสี่ยวเม่ยหลับตาลง ลูบฝ่ามือบนแผลที่แขนกำยำแผ่วเบา ฝีมือของนางดีขึ้นเรื่อยๆ เพียงแผลยังไม่สมานสนิทและร่องรอยบาดแผลยังหลงเหลืออยู่ หากครั้งนี้ปากแผลปิดสนิทเหลือเพียงเส้นบางทำให้นางยิ้มกว้างเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มก็เห็นอีกฝ่ายส่งยิ้มบางมาให้เช่นกัน“เก่งมาก นับวันเจ้ายิ่งร่ายเวทได้มั่นคง สมาธิแนวแน่ขึ้น ต่อไปหากข้าบาดเจ็บก็ให้เจ้าดูแลได้สบาย”พร้อมพูดมือหนาก็วางลงบนศีรษะของนาง เสี่ยวเม่ยรู้สึกดี หัวใจชุ่มชื้นยิ่งนัก นางผูกพันกับพี่ชายบุญธรรมและชื่นชมเขามาก เฝ้ามองอีกฝ่ายด้วยหัวใจที่จงรักภักดีนับแต่เริ่มโตเป็นสาววัยแรกแย้ม กระนั้นก็ไม่กล้าแสดงความรู้สึกมากเกินกว่า
เวลากลางดึกภายในห้องของอาจารย์หญิงมู่อิง เสี่ยวเม่ยบำเพ็ญเพียรและกำหนดจิตไปยังหน้าผากตนตามคำชี้แนะของอาจารย์นานหลายชั่วยาม ก่อนจะขยับมือสองข้างที่วางหงายบนตักสูงขึ้นส่งพลังปราณไหลเวียนไปยังฝ่ามือ กระทั่งมีแสงสว่างวาบกลางหน้าผากของนางวูบหนึ่ง จากนั้นกลายเป็นรัศมีวงกลมวนล้อมรอบตัวแล้วไปอยู่เหนือสองฝ่ามือของเสี่ยวเม่ย จนเมื่อแสงนั้นวูบหายเข้าไปในมือบางนางก็กำมือวางบนตักแล้วลืมตาขึ้นมาช้าๆอาจารย์หญิงมู่อิงที่นั่งอยู่บนตั่งอีกด้านเห็นก็ยิ้มบางแล้วพยักหน้าอย่างพึงพอใจ“เจ้าสำเร็จเซียนขั้นต้นแล้วเสี่ยวเม่ย”ผู้ที่เพิ่งบรรลุเซียนยิ้มกว้างด้วยความยินดี พร้อมกับลงจากตั่งไปนั่งคุกเข่าให้กับอาจารย์ของตน“ศิษย์ขอบคุณอาจารย์ที่ชี้แนะ”“หลายปีมานี้ข้าเห็นเจ้ามุ่งมั่นก็เอาใจช่วย ที่เรียกมาฝึกวิชาบ่อยครั้งก็เพราะอยากให้เจ้าหมั่นฝึกปรือตนเอง แต่เห็นเช่นกันว่า จูหยวนเข้มงวดกับเจ้ามาก เจ้าต่างจากผู้อื่นเพราะมาที่นี่โดยยังไม่บรรลุเซียน ไม่มีตบะบำเพ็ญจึงก้าวหน้าช้า แต่เจ้าก็ตั้งใจจริง อาจารย์ชื่นชมเจ้านัก”“คำสั่งสอนของอาจารย์ ศิษย์จำใส่ใจและปฏิบัติตามเสมอ”“เจ้าทำได้ดีมากแล้ว วันนี้ไปพักเถิด หมั่นบำเพ็ญเ
“ผู้ที่เต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา และคิดร้ายต่อนางตลอดเวลาเช่นเจ้า อย่าบังอาจดูถูกนาง”เยี่ยนเฉินต้องการให้รู้ว่าน้องสาวบุญธรรมของตนนั้นสูงส่งกว่าอีกฝ่ายยิ่งนัก ก่อนจะปล่อยคอของซ่งจูหยวน“และที่ข้ามาพบเจ้าวันนี้ก็เพื่อนาง”จูหยวนเริ่มรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลจากสายตาคู่คมเข้มที่ขุ่นขึ้น“เจ้าทำให้มือของนางบาดเจ็บ ทำให้แขนของนางมีรอยแผล ทำให้นางแทบเอาชีวิตไม่รอดทั้งที่ยังไม่บรรลุเซียน ฝึกวิชายังไม่ช่ำชอง ทั้งยังต้องตกอยู่ในความหวาดกลัวที่ฝังใจไปอีกเนิ่นนาน”“เจ้า...เจ้าพูดอะไร ข้าไม่เข้าใจ”จูหยวนหลบสายตาอีกฝ่าย หากกลับเม้มปาก ในใจคิดว่าเสี่ยวเม่ยไปฟ้องชายหนุ่มทั้งที่สัญญากับนางแล้วว่าจะไม่พูดกับใครอย่างนั้นหรือ ศิษย์น้องของนางร้ายกาจนักโฮกกก!ขณะที่คิดเข่นเขี้ยวถึงเสี่ยวเม่ยอยู่นั้น เสียงของเสือที่ดังมาก็ทำให้นางสะดุ้งเฮือก กวาดตามองรอบตัวในทันใด“ไม่เข้าใจหรือ นั่นสิ ในเมื่อไม่เจอกับตัว เจ้าจะเข้าใจได้อย่างไร”เยี่ยนเฉินเอ่ยแล้วยิ้มหยันพลางมองหญิงสาวตรงหน้าตนด้วยสายตาชิงชังรังเกียจ“เช่นนั้นข้าจะช่วยให้เจ้ารับรู้ถึงความรู้สึกเดียวกับที่ เสี่ยวเม่ยต้องพบเจอเอง”บอกแล้วร่างสูงโปร่งก็ค่อ
“ได้โปรดเถิด ข้าเหนื่อยเหลือเกิน”ดวงหน้างดงามสะบัดอย่างทุรนทุราย เหงื่อซึมเต็มหน้าผาก จนเมื่อร่างสูงใหญ่กระตุกสั่นรุนแรงพร้อมโถมกายมาเต็มตัว อวี้หลันก็ผวาอีกครั้งทั้งกรีดร้องแหบพร่าอย่างสุดกลั้น ขณะหูแว่วเสียงเข้มคำรามดังไม่ต่างจากตนก่อนร่างหนาหนักจะทิ้งลงมาซุกซบนาง แขนเรียวโอบกอดเรือนกายใหญ่โตไว้อย่างเต็มอกเต็มใจพลางยิ้มบางทั้งที่น้ำตาซึมเป็นครั้งแรกที่ได้รับบทรักในฐานะอวี้หลัน หากก็สุขล้นหัวใจเหมือนได้กลับมาโอบกอดคนที่ตนรักดังเช่นเมื่อครั้งเป็นเสี่ยวเม่ย“ข้ารักท่าน พี่เยี่ยนเฉิน”นางเอ่ยกับอีกฝ่ายเสียงเบา“ข้าก็รักเจ้ามากอวี้หลัน”เยี่ยนเฉินเอ่ยตอบแล้วจูบหน้าผากชื้นเหงื่อ หัวใจชุ่มฉ่ำกับคำรักของผู้เป็นดั่งดวงใจเพียงนางเดียวของตนอวี้หวันยิ้มปลาบปลื้มกับคำรักจากอีกฝ่ายมือบางลูบไหล่กับแผ่นหลังกว้างแล้วก็รู้สึกได้ถึงรอยแผลหลายรอยที่ดูคล้ายแซ่ ทำให้ยิ่งขอบตาร้อนผ่าวชายหนุ่มต้องเจ็บปวดทรมานเพียงไหนหนอเมื่อรับทัณฑ์สายฟ้า และผู้ที่ไม่เคยยอมอยู่ภายใต้ผู้ใดกลับต้องเป็นทหารยามในวังสวรรค์ หัวใจแกร่งหยิ่งทระนงของบุรุษที่นางชื่นชมต้องทุกข์ทนเพียงใด“พี่เยี่ยนเฉิน ข้าขอบคุณท่านนักที่ไม่ละทิ้ง
“อื้ม หอมชื่นใจ”ร่างสูงใหญ่ที่โอบกอดจากด้านหลังพร้อมกับหอมลงมาบนแก้มตนทำให้อวี้หลันที่กำลังจะเข้านอนสะดุ้ง ส่วนม่านม่านซึ่งจัดเตรียมที่นอนอยู่ก็ตาโตรีบเลี่ยงหลบหนีทันใด เพราะกลัวว่าจะถูกทำให้หายไปอีก“อ้าว ม่านม่าน ไปไหนล่ะ”“คงกลัวจะหายไปน่ะสิ”เยี่ยนเฉินบอกพร้อมยิ้มมุมปากแล้วก็ต้องร้องเบาๆ“โอ๊ย นิ้วเล็กแค่นี้พิษร้ายแรงจริงเชียว”พร้อมพูดชายหนุ่มก็จับมือบางมาจุมพิตส่งสายตาคมกริบวาววามให้เจ้าของร่างนุ่มนิ่ม“ยังยิ้มอีก ปีศาจนิสัยไม่ดี”อวี้หลันเสียงขุ่น ไม่ชอบใจนักที่อีกฝ่ายนึกสนุกเมื่อทำให้ม่านม่านกลัวเยี่ยนเฉินเพียงหัวเราะในลำคอแล้วจูบแก้มนุ่มซ้ำอีกครั้งก่อนไต่ลงซอกคอหอม ขณะที่หญิงสาวย่นคอหลบเลี่ยง“อื้อ อย่า...”“โธ่...อวี้หลันคนดี ท่านพ่อเจ้าให้ข้าปลูกดอกไม้แทบจะทั้งภูเขากว่าจะเสร็จก็หลายเดือน มีอย่างที่ไหนให้องครักษ์ไปปลูกต้นไม้ดอกไม้ เจ้าจะทรมานข้าอีกคนหรืออย่างไร”เยี่ยนเฉินบ่นอุบ นับแต่มาถึงเผ่าบุปผา บิดาของนางก็เอาแต่มองเขาตาขวางแต่ไม่อาจไล่ได้เพราะเป็นราชโองการ แล้วเขาก็ถูกสั่งให้ปลูกต้นดอกอวี้หลันด้วยมือตนเอง จากด้านหลังกระท่อมริมเขาที่ตนอาศัยไปตามเส้นทางขึ้นเขา เหมือนเ
“เขาปกป้องข้า ไม่ผิดอันใด”หญิงสาวเอ่ยสวนพร้อมทั้งรีบขยับไปคุกเข่าต่อหน้าท่านปู่ของตนพลางส่งสายตาขอร้องให้เห็นใจ“ทูลฝ่าบาท ทหารผู้นี้เป็นทหารองครักษ์ที่ฮองเฮารับสั่งแต่งตั้งที่มีความชอบเมื่อวานนี้เพคะ เขาทำหน้าที่ระมัดระวังช่วยเหลืออวี้หลัน นับว่าเหมาะสมแล้วเพคะ”องค์จักรพรรดิรับรู้ในข้อนี้จากหัวหน้าองครักษ์แล้ว ราชินีสวรรค์ไม่ได้รู้เห็นว่าเยี่ยนเฉินผู้นี้คือปีศาจผู้มีดาวชะตามาร ทั้งกายยังมีปราณเทพเซียนกลบไอปีศาจ หากมีความชอบจะได้รับการแต่งตั้งก็คงไม่ผิดนัก พระองค์เองก็ได้รับรายงานถึงพฤติกรรมที่ตรงเผงและอยู่ในรูปในรอยไม่เคยผิดวินัยของอีกฝ่ายเสมอ ทั้งฝีมือยังเก่งกาจหาตัวจับยาก หากจะแต่งตั้งเป็นองครักษ์ก็ย่อมได้“เทพธิดา ท่านเอ่ยราวรู้จักทหารยามผู้นี้เป็นอย่างดี น่าแปลกนัก”ชิงหลุนมองด้วยสายตาสงสัยอวี้หลันเม้มปาก รู้ว่ากำลังถูกหยั่งเชิง หากยอมรับว่ารู้จักคุ้นเคยทหารยามเป็นอย่างดี ก็จะทำให้ตำแหน่งเทพธิดาบุปผาเสียหาย นางสูดหายใจเข้าจนเต็มปอดก่อนจะเอ่ยขึ้น“ไม่รู้จักได้อย่างไร ในเมื่อฮองเฮาแต่งตั้งทหารผู้นี้เป็นทหารองครักษ์ แล้วรับสั่งให้ดูแลคุ้มกันข้ากลับเผ่าบุปผา”นางพยายามส่งสายตาขอกั
“เยี่ยนเฉินหรือ?”ราชินีสวรรค์มองทหารยามอย่างพินิจ ท่าทางองอาจดูไม่หวั่นเกรงต่อผู้ใด สายตามั่นคงไม่วอกแวก ทั้งยังปราดเข้ามาสยบสัตว์เวทที่แม้แต่เทพเซียนผู้เป็นเจ้าของยังไม่อาจปราบได้ในชั่วพริบตา ทำให้รู้สึกว่าชายหนุ่มผู้นี้ไม่ธรรมดาเลย“ความชอบของเจ้าครั้งนี้ ข้าคงต้องมีรางวัลเสียแล้ว”“เป็นหน้าที่กระหม่อมอยู่แล้วพ่ะย่ะค่ะ”เยี่ยนเฉินเอ่ยเสียงเรียบอวี้หลันจ้องมองชายหนุ่มอย่างไม่ละสายตา พยายามจะสบตาอีกฝ่ายเพื่อความแน่ใจ ทว่าเขากลับมองต่ำเพียงอย่างเดียว ทำให้นึกขัดใจนัก“ถึงอย่างไรข้าก็อยากตอบแทนน้ำใจเจ้า”“กระหม่อมไม่...”“เอาอย่างนี้ไหมเพคะ ในเมื่อเขาบอกว่าเป็นหน้าที่ ฮองเฮาก็แต่งตั้งเขาเป็นองครักษ์ให้เป็นรางวัลแทนสิ่งของ”อวี้หลันถือโอกาสเสนอ กระนั้นชายหนุ่มก็ยังไม่มองตนหญิงสาวเคืองจนแอบถอนหายใจ“อืม นั่นสินะ เช่นนั้นข้าจะบอกกับหัวหน้าองครักษ์ให้แต่งตั้งเจ้าเป็นองครักษ์สวรรค์ก็แล้วกัน”“เป็นพระมหากรุณาพ่ะย่ะค่ะ”เยี่ยนเฉินจำต้องรับไว้ แต่ก็ยังก้มหน้าราวเจียมตนเช่นเดิมผู้เป็นเทพธิดาบุปผาเม้มริมฝีปาก กรุ่นโกรธคนที่หมางเมินต่อตนราวไม่สนใจไยดีเมื่อมีโอกาสอยู่ในที่พักของตนยังตำหนักราชิ
“ข้ารู้ว่าเจ้ากำลังคิดหนี”ไท่จื่อซึ่งเป็นผู้คุมตัวตนมาเอ่ยขึ้น ทำให้เยี่ยนเฉินเหลือบมองอย่างหงุดหงิด หากก็ไม่เอ่ยสิ่งใด“แต่เจ้าอาจหลงลืมไปว่าเทพธิดาบุปผาก็มักจะขึ้นมาบนสวรรค์อยู่เนืองๆ ในโอกาสต่างๆ”คำบอกนี้ทำให้เยี่ยนเฉินหยุดเดิน ขณะที่ผู้เป็นไท่จื่อเพียงก้าวเดินต่อไปไม่หันกลับ“อะแฮ่ม”ผู้ที่กระแอมคือหวังหย่งผู้ติดตามไท่จื่อแล้วผายมือให้ปีศาจหนุ่มเดินต่อเยี่ยนเฉินจำต้องก้าวต่อเพื่อไปยังแท่นรับสายฟ้า หากก็ครุ่นคิดไปด้วย แม้แปลกใจที่ไท่จื่อสวรรค์เอ่ยกับตนเช่นนี้ แต่ก็เป็นความจริงที่ว่าถ้าหนีเขาอาจไม่ได้พบเจอกับอวี้หลันอีก สวรรค์คงต้องหาทางคุ้มกันเทพธิดาเผ่าบุปผาเข้มงวดกว่าก่อนหน้านี้ ทว่าหากอยู่บนสวรรค์ก็ยังมีโอกาสได้เห็นคนที่ตนรักเมื่อมาถึงยังแท่นรับสายฟ้า ไท่จื่อก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง“หญิงสาวที่เจ้ารักอยู่ไกลเกินเอื้อม หากเจ้าจริงใจต่อนาง ย่อมรู้ว่าควรทำอย่างไร ความรักอาจไม่จำเป็นต้องครอบครอง เพียงได้เห็นผู้ที่ตนรักใช้ชีวิตอย่างเป็นสุขก็เพียงพอ ทุกสิ่งอย่างขึ้นอยู่กับการกระทำของตัวเจ้า”จิ่นลี่นั้นไม่ได้ต้องการให้หลานสาวตนลงเอยกับปีศาจตนนี้ แต่ก็รู้ดีว่าหัวใจไม่อาจบังคับได้ ทั้งยัง
ร่างสูงใหญ่ก้าวตามผู้เป็นอาเข้าประตูสวรรค์มาด้วยใบหน้านิ่งขรึม แม้ไม่เต็มใจและมีแผนในหัว หากก็พยายามตีสีหน้าเฉยเข้าไว้เพื่อที่ราชาปีศาจจะได้อ่านความในใจตนไม่ออก พลางสายตาก็กวาดมองสวรรค์ชั้นฟ้าที่งดงามด้วยสายตาดูแคลน ไม่มีความชื่นชมหรือตื่นตาตื่นใจแต่อย่างใด กระทั่งมาถึงยังท้องพระโรงที่มีร่างขององค์จักรพรรดินั่งอยู่บนบัลลังก์และไท่จื่อยืนอยู่ด้านหนึ่ง“องค์จักรพรรดิ”ราชาปีศาจเอ่ยขึ้นพร้อมก้มหัวคำนับเล็กน้อยขณะที่เยี่ยนเฉินยืนเฉย ผู้เป็นอาจึงเอ่ย“เยี่ยนเฉิน”ผู้ถูกเรียกถอนหายใจ ก่อนจะจำใจเอ่ยเสียงดังทั้งที่ยืนนิ่ง“เยี่ยนเฉินคำนับองค์จักรพรรดิ”“เจ้ายอมมาถึงที่นี่ คงเตรียมใจไว้แล้วสินะ”จักรพรรดิจินหวงเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ หากสายตาที่มองชายหนุ่มรูปร่างองอาจทว่าหน้าตางามล้ำโดดเด่นนั้นบอกชัดว่าไม่ชอบใจ เพราะอีกฝ่ายทำให้หลานสาวสุดรักต้องเสียศักดิ์ศรี“จะทำอย่างไรก็เชิญ”เยี่ยนเฉินเชิดหน้ามองตรงไม่หลบเลี่ยง“ความผิดเจ้าใหญ่หลวงนัก ทั้งยึดสำนักชิงเชิง ปลุกระดมบังคับศิษย์ในสำนักให้แข็งข้อก่อกบฏต่อขุนเขากลางเวหา แล้วยัง...”“ลอบเข้าไปอุ้มเทพธิดาบุปผา...”“บังอาจ!”ร่างสูงขององค์จักพรรดิลุกขึ้นห
“ความรักหัวใจของเรากำหนด เราไม่อาจเลือกเองได้ว่าจะรักหรือไม่รัก”นางเอ่ยพลางจับหน้าอกของตัวเอง“หัวใจของลูกเจ็บปวดที่เขาจะจากไป ลูกห้ามใจตัวเองไม่ได้ และหากไม่ทำสิ่งใดเลย ลูกคงอยู่ไม่ได้ ท่านพ่อเห็นใจลูกเถิด”หนิงเฟิ่งสงสารลูก ทั้งปวดใจตามจนทนไม่ได้ นางจับมือของสวามีพร้อมเอ่ยขอ“ท่านพี่ หลันเอ๋อร์เพียงขอชีวิต ไม่ได้ขอให้ละเว้นโทษ ช่วยลูกของเราเถิด”เจิ้งหานสบตากับชายาตน อีกฝ่ายพยักหน้าเล็กน้อยพร้อมส่งสายตาขอร้อง เพราะหากเขาไม่รับปากบุตรสาวก็คงดื้อรั้นอยู่เช่นนี้“จะฟื้นขึ้นมาหรือเปล่าก็ยังไม่รู้ แต่เอาเถิด พ่อรับปากว่าจะขอให้ท่านปู่เว้นโทษตายก็ได้ แต่โทษเป็นก็คงสาหัสไม่ต่างกับตายทั้งเป็นเช่นกัน”เอ่ยจบเขาก็เดินจากไปด้วยความไม่พอใจ ไม่อยากตามใจอวี้หลันจนเกินควร แต่ไม่อาจใจแข็งกับบุตรสาวได้อวี้หลันได้แต่มองตามบิดาตนแล้วก็สะอึกสะอื้นเบาๆ เพราะไม่รู้ว่าผลสุดท้ายแล้วชายหนุ่มจะเป็นอย่างไร จะฟื้นหรือไม่“หลันเอ๋อร์”หนิงเฟิ่งพยุงบุตรสาวตนอีกครั้ง อีกฝ่ายก็โผเข้ามากอดแทนที่จะยอมลุกขึ้น“ท่านแม่ ลูกผิดหรือเจ้าคะ ลูกผิดที่ผูกพันใจกับปีศาจใช่ไหมเจ้าคะ”“โถ...ลูกแม่”ผู้เป็นแม่ทำได้เพียงโอบกอดบุ
จิตใจอวี้หลันไม่เป็นสุขแม้กลับมายังเผ่าบุปผาหลายวันแล้ว การไม่มีม่านม่านอยู่ด้วยทำให้นางไม่อาจบอกเล่าความในใจกับผู้ใดได้ บิดาของนางไม่เอ่ยถึงข่าวคราวใดจากทางสวรรค์หรือเผ่าปีศาจ ส่วนมารดานั้นแม้จะคอยมาอยู่ด้วยอย่างเป็นห่วงกระทั่งนางเข้านอนจึงกลับไป ทว่าอวี้หลันรู้สึกราวกำลังถูกจับตามองมากกว่านางนอนไม่หลับพลิกไปพลิกมาจนสุดท้ายก็ลุกขึ้นนั่ง มองมือสองข้างของตนที่กดกระบี่ใส่ปีศาจตนนั้นแล้วก็น้ำตาเอ่อคลอ“เจ้าคือพี่เยี่ยนเฉินจริงหรือ จะเป็นไปได้อย่างไร”แม้คิดว่ายากจะเป็นไปได้ แต่กลับไม่มั่นใจเอาเสียเลย เพราะอีกฝ่ายรู้จักชื่อ ‘เสี่ยวเม่ย’ ของนาง ราชาปีศาจเองก็เรียกเขาว่า‘เยี่ยนเฉิน’ หากเป็นเรื่องจริงเท่ากับนางลงมือสังหารคนรักในชาติมนุษย์ด้วยมือตนเอง อวี้หลันอดปวดร้าวใจกับความกลัวนี้ไม่ได้นางอยากรู้คำตอบ อยากรู้ความจริง แต่ไม่รู้จะได้มาอย่างไร“ถ้ำนั้นอยู่ที่ใดข้าก็ไม่รู้”ถึงอยากไปที่นั่นด้วยตนเองอีกครั้ง อยากรู้ว่าชายหนุ่มดีขึ้นหรือยังพร้อมสอบถามเรื่องที่สงสัย แต่บิดามารดาคงไม่ยอมให้นางคลาดสายตา อวี้หลันรู้สึกได้ถึงสายตาเคร่งเครียดจากบิดาทว่าท่านกลับไม่ถามสิ่งใดแน่นอนว่าสตรีที่อยู่กับบ
“เขายังมีชีวิตอยู่”“จริงหรือ”อวี้หลันหันถามอย่างมีความหวังขึ้นมา และก็ได้รับการพยักหน้าตอบกลับจากราชาปีศาจ ทว่าสะดุดใจชื่อที่อีกฝ่ายเรียกชายหนุ่ม“แต่กระบี่นี้สามารถทำลายวิญญาณอมตะได้ไม่ใช่หรือ”นางเอ่ยด้วยความแปลกใจ แต่ชายหนุ่มยังไม่สูญสลายไปหลังจากถูกนางแทง นั่นเท่ากับว่าเขาอาจยังพอมีทางรอด“กระบี่นี้ ดูเหมือนจะเป็นกระบี่อินทรีไร้พ่ายที่ท่านเทพอาจารย์ของเจ้าสำนักชิงเฉิงสร้างขึ้น ข้าจำได้ตอนไปพบเทพอาจารย์พร้อมท่านเหลียงเฟิ่ง”แม่ทัพสือเฟิ่งก้าวเข้ามาดูใกล้ๆ ด้วยการจะเข้าประตูสวรรค์นั้นไม่ใช่ผู้ใดก็เข้าได้ ตนจึงต้องพาเจ้าสำนักเหลียงเฟิ่งไปพบเทพอาจารย์แห่งสำนักชิงเฉิง“ใช่เจ้าค่ะท่านตา”อวี้หลันรีบสำทับแม่ทัพแห่งเผ่าวิหค ซึ่งเป็นน้องชายราชาวิหคท่านตาของนาง“แต่เท่าที่รู้ กระบี่นี้จะไม่สังหารผู้ที่เป็นเจ้าของกระบี่”คำบอกของผู้ที่นับได้ว่าเป็นตาของตนอีกคนทำให้อวี้หลันหันมองผู้เจ็บอย่างเต็มตา ใบหน้าคมคายที่ล้ำเลิศหาผู้ใดเทียมยากนี้ต่างจากเยี่ยนเฉินโดยสิ้นเชิง ทว่าแม้แต่ราชาปีศาจก็ยังเรียกชายหนุ่มด้วยชื่อนี้ มันหมายความว่าอย่างไร นางได้แต่ครุ่นคิดอย่างไม่เข้าใจ“หากยังไม่ตาย ก็ต้องควบคุ