ใช่จ้ะ พี่เฉินไม่ดุเสี่ยวเม่ยแล้ว ถึงดุก็ดุเพราะรักเนอะ ^-^
นับแต่วันที่พี่ชายบุญธรรมจุมพิตมือของตนเสี่ยวเม่ยก็ไม่กล้าสบตาชายหนุ่มมากนัก ทว่าก็ต้องพบเจออีกฝ่ายบ่อยครั้งเพราะเขาต้องการสอนเวทเยียวยาบาดแผลให้นาง แต่ก็ทำให้หญิงสาวไม่สบายใจและเจ็บปวดใจทุกครั้งจึงพยายามเรียนรู้ให้ได้โดยเร็ว“ท่านทำให้ข้ารู้สึกไม่ดีเลย”นางเอ่ยเมื่อชายหนุ่มเชือดแขนตนเองอีกครั้ง“เช่นนั้นก็รีบร่ายเวทช่วยข้าสิ”เยี่ยนเฉินเอ่ยด้วยใบหน้าเรียบสนิทราวไม่รู้สึกเจ็บแต่อย่างใด พร้อมยื่นแขนตนไปใกล้ผู้ที่กำลังหน้าซีดเผือดเสี่ยวเม่ยหลับตาลง ลูบฝ่ามือบนแผลที่แขนกำยำแผ่วเบา ฝีมือของนางดีขึ้นเรื่อยๆ เพียงแผลยังไม่สมานสนิทและร่องรอยบาดแผลยังหลงเหลืออยู่ หากครั้งนี้ปากแผลปิดสนิทเหลือเพียงเส้นบางทำให้นางยิ้มกว้างเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มก็เห็นอีกฝ่ายส่งยิ้มบางมาให้เช่นกัน“เก่งมาก นับวันเจ้ายิ่งร่ายเวทได้มั่นคง สมาธิแนวแน่ขึ้น ต่อไปหากข้าบาดเจ็บก็ให้เจ้าดูแลได้สบาย”พร้อมพูดมือหนาก็วางลงบนศีรษะของนาง เสี่ยวเม่ยรู้สึกดี หัวใจชุ่มชื้นยิ่งนัก นางผูกพันกับพี่ชายบุญธรรมและชื่นชมเขามาก เฝ้ามองอีกฝ่ายด้วยหัวใจที่จงรักภักดีนับแต่เริ่มโตเป็นสาววัยแรกแย้ม กระนั้นก็ไม่กล้าแสดงความรู้สึกมากเกินกว่า
เวลากลางดึกภายในห้องของอาจารย์หญิงมู่อิง เสี่ยวเม่ยบำเพ็ญเพียรและกำหนดจิตไปยังหน้าผากตนตามคำชี้แนะของอาจารย์นานหลายชั่วยาม ก่อนจะขยับมือสองข้างที่วางหงายบนตักสูงขึ้นส่งพลังปราณไหลเวียนไปยังฝ่ามือ กระทั่งมีแสงสว่างวาบกลางหน้าผากของนางวูบหนึ่ง จากนั้นกลายเป็นรัศมีวงกลมวนล้อมรอบตัวแล้วไปอยู่เหนือสองฝ่ามือของเสี่ยวเม่ย จนเมื่อแสงนั้นวูบหายเข้าไปในมือบางนางก็กำมือวางบนตักแล้วลืมตาขึ้นมาช้าๆอาจารย์หญิงมู่อิงที่นั่งอยู่บนตั่งอีกด้านเห็นก็ยิ้มบางแล้วพยักหน้าอย่างพึงพอใจ“เจ้าสำเร็จเซียนขั้นต้นแล้วเสี่ยวเม่ย”ผู้ที่เพิ่งบรรลุเซียนยิ้มกว้างด้วยความยินดี พร้อมกับลงจากตั่งไปนั่งคุกเข่าให้กับอาจารย์ของตน“ศิษย์ขอบคุณอาจารย์ที่ชี้แนะ”“หลายปีมานี้ข้าเห็นเจ้ามุ่งมั่นก็เอาใจช่วย ที่เรียกมาฝึกวิชาบ่อยครั้งก็เพราะอยากให้เจ้าหมั่นฝึกปรือตนเอง แต่เห็นเช่นกันว่า จูหยวนเข้มงวดกับเจ้ามาก เจ้าต่างจากผู้อื่นเพราะมาที่นี่โดยยังไม่บรรลุเซียน ไม่มีตบะบำเพ็ญจึงก้าวหน้าช้า แต่เจ้าก็ตั้งใจจริง อาจารย์ชื่นชมเจ้านัก”“คำสั่งสอนของอาจารย์ ศิษย์จำใส่ใจและปฏิบัติตามเสมอ”“เจ้าทำได้ดีมากแล้ว วันนี้ไปพักเถิด หมั่นบำเพ็ญเ
“ผู้ที่เต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา และคิดร้ายต่อนางตลอดเวลาเช่นเจ้า อย่าบังอาจดูถูกนาง”เยี่ยนเฉินต้องการให้รู้ว่าน้องสาวบุญธรรมของตนนั้นสูงส่งกว่าอีกฝ่ายยิ่งนัก ก่อนจะปล่อยคอของซ่งจูหยวน“และที่ข้ามาพบเจ้าวันนี้ก็เพื่อนาง”จูหยวนเริ่มรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลจากสายตาคู่คมเข้มที่ขุ่นขึ้น“เจ้าทำให้มือของนางบาดเจ็บ ทำให้แขนของนางมีรอยแผล ทำให้นางแทบเอาชีวิตไม่รอดทั้งที่ยังไม่บรรลุเซียน ฝึกวิชายังไม่ช่ำชอง ทั้งยังต้องตกอยู่ในความหวาดกลัวที่ฝังใจไปอีกเนิ่นนาน”“เจ้า...เจ้าพูดอะไร ข้าไม่เข้าใจ”จูหยวนหลบสายตาอีกฝ่าย หากกลับเม้มปาก ในใจคิดว่าเสี่ยวเม่ยไปฟ้องชายหนุ่มทั้งที่สัญญากับนางแล้วว่าจะไม่พูดกับใครอย่างนั้นหรือ ศิษย์น้องของนางร้ายกาจนักโฮกกก!ขณะที่คิดเข่นเขี้ยวถึงเสี่ยวเม่ยอยู่นั้น เสียงของเสือที่ดังมาก็ทำให้นางสะดุ้งเฮือก กวาดตามองรอบตัวในทันใด“ไม่เข้าใจหรือ นั่นสิ ในเมื่อไม่เจอกับตัว เจ้าจะเข้าใจได้อย่างไร”เยี่ยนเฉินเอ่ยแล้วยิ้มหยันพลางมองหญิงสาวตรงหน้าตนด้วยสายตาชิงชังรังเกียจ“เช่นนั้นข้าจะช่วยให้เจ้ารับรู้ถึงความรู้สึกเดียวกับที่ เสี่ยวเม่ยต้องพบเจอเอง”บอกแล้วร่างสูงโปร่งก็ค่อ
ไม่นานศิษย์ทั้งสำนักชิงเฉิงก็กระจายกันช่วยตามหาซ่งจูหยวน ขณะที่เหล่าอาจารย์รวมตัวรอที่สำนักใหญ่ โดยผู้อาวุโสมู่อิงนั้นแทบจะนั่งไม่ติด อาจารย์ใหญ่เหลียงเฟิ่งและอาจารย์คนอื่นต่างก็สีหน้าเคร่งเครียดไม่ต่างกัน“มีผู้พบ เอ่อ...บางอย่างขอรับ”จงเสวียนเข้ามาแจ้งความกับอาจารย์ทั้งหมด ทว่ากลับสีหน้าไม่ดีนัก นั่นทำให้ผู้อาวุโสมู่อิงรีบลุกขึ้นทันใด อาจารย์ใหญ่และผู้อื่นก็รีบลุกตาม“พบสิ่งใดหรือ”“เอ่อ ต้องขอให้อาจารย์อาหญิงไปดูด้วยตนเองขอรับ”“เหตุใดจึงมีลับลมคมในนัก”ผู้อาวุโสมู่อิงยิ่งไม่สบายใจมากขึ้น“เชิญอาจารย์อาหญิง อาจารย์ใหญ่และอาจารย์ทุกท่านในป่าขอรับ”จงเสวียนเองก็ไม่อาจตอบได้เต็มปากนัก จำต้องผายมือเชิญเหล่าอาจารย์ และผู้อาวุโสมู่อิงก็รีบรุดนำไปก่อนผู้ใดซากร่างกายมนุษย์กระจัดกระจายอยู่คนละส่วนทั้งเลือดสาดนองเต็มพื้นบ่งบอกถึงการถูกฉีกกัดอย่างโหดร้ายทำเอาเสี่ยวเม่ยถึงกับเข่าอ่อนซวนเซทันทีที่เห็นจนต้องไปยืนพิงต้นไม้ เหล่าศิษย์ผู้หญิงในสำนักหลายคนเองก็ต้องรีบถอยร่น บางคนถึงกับล้มเกือบหมดสติต้องให้สหายช่วยพยุงให้ออกไปจากบริเวณนี้ แม้แต่ผู้ชายเองก็หน้าซีดเบี่ยงหน้าหลบไปตามๆ กัน น้อยคนจะยืนม
คำ ‘รัก’ จากปากของพี่ชายบุญธรรมทั้งเขาจ้องสบตาของนางนิ่งด้วยแววอ่อนโยนหวานซึ้ง ทำให้เสี่ยวเม่ยไม่อาจละสายตาจากแววตาชวนฝันนั้นได้ นางเฝ้ามองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความจงรักภักดีอย่างไม่หวังสิ่งใด ไม่เคยคิดว่าจะได้ยินคำนี้เลยแม้สักครั้งน้ำใสค่อยๆ เอ่อคลอในดวงตาคู่สวยก่อนจะรินไหล แม้ไม่เสียใจหากกลับรู้สึกอยากร้องไห้จริงๆ จนนางหลุดสะอื้นออกมา“ข้าบอกรัก เจ้ากลับร้องไห้ รักของข้าที่มีต่อเจ้าน่าเสียใจถึงเพียงนี้เชียวหรือ”เยี่ยนเฉินอดดุไม่ได้ หากก็เช็ดน้ำตาบนแก้มนวลให้อย่างอ่อนโยน นึกเอ็นดูแต่ก็ขุ่นใจในคราวเดียวกัน“ข้าไม่กล้าคิด”เสี่ยวเม่ยบอกเสียงเบา“พูดเช่นนี้หมายความว่าเจ้า...แอบรักข้า”ริมฝีปากได้รูปยิ้มบางพอใจ ตากวาดมองดวงหน้าที่งามล้ำกว่าผู้ใด เหมือนดอกไม้กลิ่นหอมระรื่นชวนหลงใหล เยี่ยนเฉินรู้ว่าเพราะตนเก่งกาจสามารถจึงไม่มีผู้ใดกล้ายุ่งวุ่นวายกับน้องสาว บุญธรรมของตน แม้ในตอนแรกที่มาถึงจะต่างก็ดูถูกนาง และเขาก็ตั้งใจวนเวียนอยู่ใกล้นางเสมอ หากไม่อาจเอาชนะเขาบนลานประลองได้ก็ยากที่จะเสนอหน้ามาเข้าใกล้พูดคุยกับเสี่ยวเม่ยกลิ่นหอมอ่อนระรวยโชยเข้าจมูก ใบหน้าคมสันเคลื่อนมาชิดจนปากได้รูปแทบจะติด
“เจ้ายอมเป็นของข้าจริงหรือ เสี่ยวเม่ย”ผู้ที่ดวงตาปิดลงด้วยความเคลิบเคลิ้มปรือตาขึ้นก่อนจะยิ้มหวาน แขนกระชับลำคอหยายิ่งขึ้น“ท่านเป็นคนเด็ดขาด ใจร้อนไม่ใช่หรือ เหตุใดจึงมัวลังเลเช่นนี้”“ล้อข้าหรือ”ดวงตาคู่คมเข้มวาบวับ ก่อนจะยิ้มมุมปาก“เช่นนั้นข้าไม่เกรงใจแล้ว อย่าหาว่าข้ารุนแรงก็แล้วกัน”จบคำก็มอบจูบล้ำลึกให้หญิงสาวอีกครั้ง หากครั้งนี้รุกไล่รัดรึงลิ้นเล็กหนักราวเค้นเอาความหวานจากอีกฝ่าย พร้อมตระกองกอดพาร่างอรชรลงไปนอนที่พื้น มือหนาสอดผ่านเสื้อคลุมเสี่ยวเม่ยเข้าไปเกาะกุมทรวงอวบล้นมือ แวบแรกที่จับก็ไม่คาดคิดเช่นกัน อาจเพราะแม้เห็นนางเติบโตทว่าเขาไม่เคยมองอย่างพินิจด้วยมีอีกฝ่ายอยู่ในหัวใจ ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรเขาก็รัก ที่สำคัญคือเขาไม่อยากหลงใหลในตัวนางให้มากนัก ไม่เช่นนั้นอาจสะกดใจตนไม่อยู่จึงไม่มองไม่คิดจะดีที่สุด“เอ่อ ท่าน...”เสียงหวานหยุดลงแล้วก็ต้องหลุดครางในลำคอแทน ด้วยหน้าอกของตนถูกเคล้นคลึงไม่เบานัก แม้ไม่ทำให้เจ็บทว่ากลับเร้าอารมณ์จนภายในอกวาบหวิว ปลายนิ้วแกร่งไล้วนเวียนยอดอกยิ่งพาร่างกายซ่านสยิว“อกเจ้านุ่มมือเหลือเกิน”คำกระซิบหลังจูบสุดดูดดื่มแม้จะทำให้เสี่ยวเม่ยเขินอายหา
“ข้าชอบที่เจ้าเรียกข้าเช่นนั้น”เยี่ยนเฉินเอ่ยขึ้นเมื่อลมหายใจของตนเริ่มกลับมาราบเรียบเช่นเดิม ขณะที่รู้สึกได้ว่าร่างในอ้อมกอดอ่อนแรง ซบหน้าแนบอกเขานิ่งราวไม่อยากขยับตัวดวงตาคู่เรียวงามเปิดขึ้นพลางเงยหน้ามองผู้พูดราวเกียจคร้าน ด้วยร่างกายของนางเหมือนเพิ่งเผชิญศึกหนักมาอย่างไรอย่างนั้น“เรียกหรือ”“ท่านพี่”ชายหนุ่มย้ำเมื่ออีกฝ่ายราวจำไม่ได้แล้วเสี่ยวเม่ยหลุบตาลงด้วยความเขินอาย นึกขึ้นมาได้แล้วว่าในช่วงเวลาที่ความหฤหรรษ์ไปถึงขั้นสุดนั้นตนเผลอเอ่ยสิ่งใด“ต่อไปเจ้าต้องเรียกข้าเช่นนี้ เมื่อเวลานี้เจ้าเป็นของข้าแล้ว”ปลายนิ้วแกร่งเชยคางเล็กให้อีกฝ่ายสบตากับตน“ข้าไม่เคยให้ผู้ใดเรียกเช่นนี้มาก่อน และสัญญาว่านับแต่นี้จะมีเพียงเจ้า เจ้าจะเป็นหญิงเดียวที่อยู่ข้างกายข้า”ในเวลาเยี่ยนเฉินรู้สึกดีมาก ความแตกต่างของการมีสัมพันธ์ทางร่างกายเพียงเพราะสัญชาตญาณดิบกับเพราะหัวใจเรียกร้องต้องการต่างกันโดยสิ้นเชิง เขาสุขสมไปทั้งตัวและหัวใจ อิ่มเอมกับรสรักอย่างแท้จริง การได้เสี่ยวเม่ยมาอยู่ในอ้อมกอดให้ความรู้สึกถึงการได้เป็นเจ้าของใครคนหนึ่งแต่เพียงผู้เดียว ต่างจากหญิงสาวคนอื่นที่เขาไม่เคยใส่ใจว่าพวกนางม
“ข้าไม่อยากให้เจ้ากลับกระท่อมต้นไม้เลย หากเป็นไปได้ อยากอยู่ในนี้กับเจ้าตลอดไป”เยี่ยนเฉินพึมพำแนบกลุ่มผมหอมกรุ่น แม้เนื้อตัวจะชุ่มโชกด้วยเหงื่อทว่าผิวเนื้อเสี่ยวเม่ยยิ่งมีกลิ่นหอมกำจายอย่างน่าประหลาด“จริงสิ เรามานานหรือยัง วันนี้เป็นเวรทำอาหารของข้า”เสี่ยวเม่ยได้สติ ขยับตัวจากตักแกร่งหากก็ทำเอาทั้งคู่สะดุ้งกับสัมผัสระหว่างกัน ทว่าหญิงสาวก็รีบลงไปนั่งบนแท่นหิน ก้มหน้าจัดชุดของตนเองมือไม้สั่น ไม่กล้าเหลือบมองไปทางเจ้าของร่างสูงใหญ่ชายหนุ่มมองคนที่ลนลานขณะจัดการตนเองอย่างไม่เร่งรีบ เมื่อชุดเข้าที่เข้าทางร่างอรชรก็ลุกขึ้นอย่างร้อนรนทว่ากลับทรุดฮวบอย่างรวดเร็วเพียงก้าวขา แต่เยี่ยนเฉินผวาไปคว้าเอวบางไว้ทันใด“ดูสิ แข้งขาอ่อนไร้เรี่ยวแรงเช่นนี้ จะรีบร้อนไปไย”เสี่ยวเม่ยอับอายจนไม่กล้ามองหน้าชายหนุ่ม ไม่คิดว่าตนจะถึงกับขาอ่อนยืนไม่อยู่แม้เหนื่อยจนไม่อยากขยับตัวก็ตาม“เอ่อ เวลานี้ข้าควรกลับได้แล้ว”นางย้ำถึงความจำเป็นของตนเสียงเบา“เอาเถิด อยากกลับก็กลับ ข้าอุ้มเจ้าไปเอง”พร้อมบอกแขนกำยำก็ช้อนร่างนางขึ้นแต่เสี่ยวเม่ยรีบห้าม“อย่าเลย เอ่อ...ท่านพี่”เยี่ยนเฉินหันมองคนที่ตนอุ้มด้วยสีหน้าพอใจ
“ได้โปรดเถิด ข้าเหนื่อยเหลือเกิน”ดวงหน้างดงามสะบัดอย่างทุรนทุราย เหงื่อซึมเต็มหน้าผาก จนเมื่อร่างสูงใหญ่กระตุกสั่นรุนแรงพร้อมโถมกายมาเต็มตัว อวี้หลันก็ผวาอีกครั้งทั้งกรีดร้องแหบพร่าอย่างสุดกลั้น ขณะหูแว่วเสียงเข้มคำรามดังไม่ต่างจากตนก่อนร่างหนาหนักจะทิ้งลงมาซุกซบนาง แขนเรียวโอบกอดเรือนกายใหญ่โตไว้อย่างเต็มอกเต็มใจพลางยิ้มบางทั้งที่น้ำตาซึมเป็นครั้งแรกที่ได้รับบทรักในฐานะอวี้หลัน หากก็สุขล้นหัวใจเหมือนได้กลับมาโอบกอดคนที่ตนรักดังเช่นเมื่อครั้งเป็นเสี่ยวเม่ย“ข้ารักท่าน พี่เยี่ยนเฉิน”นางเอ่ยกับอีกฝ่ายเสียงเบา“ข้าก็รักเจ้ามากอวี้หลัน”เยี่ยนเฉินเอ่ยตอบแล้วจูบหน้าผากชื้นเหงื่อ หัวใจชุ่มฉ่ำกับคำรักของผู้เป็นดั่งดวงใจเพียงนางเดียวของตนอวี้หวันยิ้มปลาบปลื้มกับคำรักจากอีกฝ่ายมือบางลูบไหล่กับแผ่นหลังกว้างแล้วก็รู้สึกได้ถึงรอยแผลหลายรอยที่ดูคล้ายแซ่ ทำให้ยิ่งขอบตาร้อนผ่าวชายหนุ่มต้องเจ็บปวดทรมานเพียงไหนหนอเมื่อรับทัณฑ์สายฟ้า และผู้ที่ไม่เคยยอมอยู่ภายใต้ผู้ใดกลับต้องเป็นทหารยามในวังสวรรค์ หัวใจแกร่งหยิ่งทระนงของบุรุษที่นางชื่นชมต้องทุกข์ทนเพียงใด“พี่เยี่ยนเฉิน ข้าขอบคุณท่านนักที่ไม่ละทิ้ง
“อื้ม หอมชื่นใจ”ร่างสูงใหญ่ที่โอบกอดจากด้านหลังพร้อมกับหอมลงมาบนแก้มตนทำให้อวี้หลันที่กำลังจะเข้านอนสะดุ้ง ส่วนม่านม่านซึ่งจัดเตรียมที่นอนอยู่ก็ตาโตรีบเลี่ยงหลบหนีทันใด เพราะกลัวว่าจะถูกทำให้หายไปอีก“อ้าว ม่านม่าน ไปไหนล่ะ”“คงกลัวจะหายไปน่ะสิ”เยี่ยนเฉินบอกพร้อมยิ้มมุมปากแล้วก็ต้องร้องเบาๆ“โอ๊ย นิ้วเล็กแค่นี้พิษร้ายแรงจริงเชียว”พร้อมพูดชายหนุ่มก็จับมือบางมาจุมพิตส่งสายตาคมกริบวาววามให้เจ้าของร่างนุ่มนิ่ม“ยังยิ้มอีก ปีศาจนิสัยไม่ดี”อวี้หลันเสียงขุ่น ไม่ชอบใจนักที่อีกฝ่ายนึกสนุกเมื่อทำให้ม่านม่านกลัวเยี่ยนเฉินเพียงหัวเราะในลำคอแล้วจูบแก้มนุ่มซ้ำอีกครั้งก่อนไต่ลงซอกคอหอม ขณะที่หญิงสาวย่นคอหลบเลี่ยง“อื้อ อย่า...”“โธ่...อวี้หลันคนดี ท่านพ่อเจ้าให้ข้าปลูกดอกไม้แทบจะทั้งภูเขากว่าจะเสร็จก็หลายเดือน มีอย่างที่ไหนให้องครักษ์ไปปลูกต้นไม้ดอกไม้ เจ้าจะทรมานข้าอีกคนหรืออย่างไร”เยี่ยนเฉินบ่นอุบ นับแต่มาถึงเผ่าบุปผา บิดาของนางก็เอาแต่มองเขาตาขวางแต่ไม่อาจไล่ได้เพราะเป็นราชโองการ แล้วเขาก็ถูกสั่งให้ปลูกต้นดอกอวี้หลันด้วยมือตนเอง จากด้านหลังกระท่อมริมเขาที่ตนอาศัยไปตามเส้นทางขึ้นเขา เหมือนเ
“เขาปกป้องข้า ไม่ผิดอันใด”หญิงสาวเอ่ยสวนพร้อมทั้งรีบขยับไปคุกเข่าต่อหน้าท่านปู่ของตนพลางส่งสายตาขอร้องให้เห็นใจ“ทูลฝ่าบาท ทหารผู้นี้เป็นทหารองครักษ์ที่ฮองเฮารับสั่งแต่งตั้งที่มีความชอบเมื่อวานนี้เพคะ เขาทำหน้าที่ระมัดระวังช่วยเหลืออวี้หลัน นับว่าเหมาะสมแล้วเพคะ”องค์จักรพรรดิรับรู้ในข้อนี้จากหัวหน้าองครักษ์แล้ว ราชินีสวรรค์ไม่ได้รู้เห็นว่าเยี่ยนเฉินผู้นี้คือปีศาจผู้มีดาวชะตามาร ทั้งกายยังมีปราณเทพเซียนกลบไอปีศาจ หากมีความชอบจะได้รับการแต่งตั้งก็คงไม่ผิดนัก พระองค์เองก็ได้รับรายงานถึงพฤติกรรมที่ตรงเผงและอยู่ในรูปในรอยไม่เคยผิดวินัยของอีกฝ่ายเสมอ ทั้งฝีมือยังเก่งกาจหาตัวจับยาก หากจะแต่งตั้งเป็นองครักษ์ก็ย่อมได้“เทพธิดา ท่านเอ่ยราวรู้จักทหารยามผู้นี้เป็นอย่างดี น่าแปลกนัก”ชิงหลุนมองด้วยสายตาสงสัยอวี้หลันเม้มปาก รู้ว่ากำลังถูกหยั่งเชิง หากยอมรับว่ารู้จักคุ้นเคยทหารยามเป็นอย่างดี ก็จะทำให้ตำแหน่งเทพธิดาบุปผาเสียหาย นางสูดหายใจเข้าจนเต็มปอดก่อนจะเอ่ยขึ้น“ไม่รู้จักได้อย่างไร ในเมื่อฮองเฮาแต่งตั้งทหารผู้นี้เป็นทหารองครักษ์ แล้วรับสั่งให้ดูแลคุ้มกันข้ากลับเผ่าบุปผา”นางพยายามส่งสายตาขอกั
“เยี่ยนเฉินหรือ?”ราชินีสวรรค์มองทหารยามอย่างพินิจ ท่าทางองอาจดูไม่หวั่นเกรงต่อผู้ใด สายตามั่นคงไม่วอกแวก ทั้งยังปราดเข้ามาสยบสัตว์เวทที่แม้แต่เทพเซียนผู้เป็นเจ้าของยังไม่อาจปราบได้ในชั่วพริบตา ทำให้รู้สึกว่าชายหนุ่มผู้นี้ไม่ธรรมดาเลย“ความชอบของเจ้าครั้งนี้ ข้าคงต้องมีรางวัลเสียแล้ว”“เป็นหน้าที่กระหม่อมอยู่แล้วพ่ะย่ะค่ะ”เยี่ยนเฉินเอ่ยเสียงเรียบอวี้หลันจ้องมองชายหนุ่มอย่างไม่ละสายตา พยายามจะสบตาอีกฝ่ายเพื่อความแน่ใจ ทว่าเขากลับมองต่ำเพียงอย่างเดียว ทำให้นึกขัดใจนัก“ถึงอย่างไรข้าก็อยากตอบแทนน้ำใจเจ้า”“กระหม่อมไม่...”“เอาอย่างนี้ไหมเพคะ ในเมื่อเขาบอกว่าเป็นหน้าที่ ฮองเฮาก็แต่งตั้งเขาเป็นองครักษ์ให้เป็นรางวัลแทนสิ่งของ”อวี้หลันถือโอกาสเสนอ กระนั้นชายหนุ่มก็ยังไม่มองตนหญิงสาวเคืองจนแอบถอนหายใจ“อืม นั่นสินะ เช่นนั้นข้าจะบอกกับหัวหน้าองครักษ์ให้แต่งตั้งเจ้าเป็นองครักษ์สวรรค์ก็แล้วกัน”“เป็นพระมหากรุณาพ่ะย่ะค่ะ”เยี่ยนเฉินจำต้องรับไว้ แต่ก็ยังก้มหน้าราวเจียมตนเช่นเดิมผู้เป็นเทพธิดาบุปผาเม้มริมฝีปาก กรุ่นโกรธคนที่หมางเมินต่อตนราวไม่สนใจไยดีเมื่อมีโอกาสอยู่ในที่พักของตนยังตำหนักราชิ
“ข้ารู้ว่าเจ้ากำลังคิดหนี”ไท่จื่อซึ่งเป็นผู้คุมตัวตนมาเอ่ยขึ้น ทำให้เยี่ยนเฉินเหลือบมองอย่างหงุดหงิด หากก็ไม่เอ่ยสิ่งใด“แต่เจ้าอาจหลงลืมไปว่าเทพธิดาบุปผาก็มักจะขึ้นมาบนสวรรค์อยู่เนืองๆ ในโอกาสต่างๆ”คำบอกนี้ทำให้เยี่ยนเฉินหยุดเดิน ขณะที่ผู้เป็นไท่จื่อเพียงก้าวเดินต่อไปไม่หันกลับ“อะแฮ่ม”ผู้ที่กระแอมคือหวังหย่งผู้ติดตามไท่จื่อแล้วผายมือให้ปีศาจหนุ่มเดินต่อเยี่ยนเฉินจำต้องก้าวต่อเพื่อไปยังแท่นรับสายฟ้า หากก็ครุ่นคิดไปด้วย แม้แปลกใจที่ไท่จื่อสวรรค์เอ่ยกับตนเช่นนี้ แต่ก็เป็นความจริงที่ว่าถ้าหนีเขาอาจไม่ได้พบเจอกับอวี้หลันอีก สวรรค์คงต้องหาทางคุ้มกันเทพธิดาเผ่าบุปผาเข้มงวดกว่าก่อนหน้านี้ ทว่าหากอยู่บนสวรรค์ก็ยังมีโอกาสได้เห็นคนที่ตนรักเมื่อมาถึงยังแท่นรับสายฟ้า ไท่จื่อก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง“หญิงสาวที่เจ้ารักอยู่ไกลเกินเอื้อม หากเจ้าจริงใจต่อนาง ย่อมรู้ว่าควรทำอย่างไร ความรักอาจไม่จำเป็นต้องครอบครอง เพียงได้เห็นผู้ที่ตนรักใช้ชีวิตอย่างเป็นสุขก็เพียงพอ ทุกสิ่งอย่างขึ้นอยู่กับการกระทำของตัวเจ้า”จิ่นลี่นั้นไม่ได้ต้องการให้หลานสาวตนลงเอยกับปีศาจตนนี้ แต่ก็รู้ดีว่าหัวใจไม่อาจบังคับได้ ทั้งยัง
ร่างสูงใหญ่ก้าวตามผู้เป็นอาเข้าประตูสวรรค์มาด้วยใบหน้านิ่งขรึม แม้ไม่เต็มใจและมีแผนในหัว หากก็พยายามตีสีหน้าเฉยเข้าไว้เพื่อที่ราชาปีศาจจะได้อ่านความในใจตนไม่ออก พลางสายตาก็กวาดมองสวรรค์ชั้นฟ้าที่งดงามด้วยสายตาดูแคลน ไม่มีความชื่นชมหรือตื่นตาตื่นใจแต่อย่างใด กระทั่งมาถึงยังท้องพระโรงที่มีร่างขององค์จักรพรรดินั่งอยู่บนบัลลังก์และไท่จื่อยืนอยู่ด้านหนึ่ง“องค์จักรพรรดิ”ราชาปีศาจเอ่ยขึ้นพร้อมก้มหัวคำนับเล็กน้อยขณะที่เยี่ยนเฉินยืนเฉย ผู้เป็นอาจึงเอ่ย“เยี่ยนเฉิน”ผู้ถูกเรียกถอนหายใจ ก่อนจะจำใจเอ่ยเสียงดังทั้งที่ยืนนิ่ง“เยี่ยนเฉินคำนับองค์จักรพรรดิ”“เจ้ายอมมาถึงที่นี่ คงเตรียมใจไว้แล้วสินะ”จักรพรรดิจินหวงเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ หากสายตาที่มองชายหนุ่มรูปร่างองอาจทว่าหน้าตางามล้ำโดดเด่นนั้นบอกชัดว่าไม่ชอบใจ เพราะอีกฝ่ายทำให้หลานสาวสุดรักต้องเสียศักดิ์ศรี“จะทำอย่างไรก็เชิญ”เยี่ยนเฉินเชิดหน้ามองตรงไม่หลบเลี่ยง“ความผิดเจ้าใหญ่หลวงนัก ทั้งยึดสำนักชิงเชิง ปลุกระดมบังคับศิษย์ในสำนักให้แข็งข้อก่อกบฏต่อขุนเขากลางเวหา แล้วยัง...”“ลอบเข้าไปอุ้มเทพธิดาบุปผา...”“บังอาจ!”ร่างสูงขององค์จักพรรดิลุกขึ้นห
“ความรักหัวใจของเรากำหนด เราไม่อาจเลือกเองได้ว่าจะรักหรือไม่รัก”นางเอ่ยพลางจับหน้าอกของตัวเอง“หัวใจของลูกเจ็บปวดที่เขาจะจากไป ลูกห้ามใจตัวเองไม่ได้ และหากไม่ทำสิ่งใดเลย ลูกคงอยู่ไม่ได้ ท่านพ่อเห็นใจลูกเถิด”หนิงเฟิ่งสงสารลูก ทั้งปวดใจตามจนทนไม่ได้ นางจับมือของสวามีพร้อมเอ่ยขอ“ท่านพี่ หลันเอ๋อร์เพียงขอชีวิต ไม่ได้ขอให้ละเว้นโทษ ช่วยลูกของเราเถิด”เจิ้งหานสบตากับชายาตน อีกฝ่ายพยักหน้าเล็กน้อยพร้อมส่งสายตาขอร้อง เพราะหากเขาไม่รับปากบุตรสาวก็คงดื้อรั้นอยู่เช่นนี้“จะฟื้นขึ้นมาหรือเปล่าก็ยังไม่รู้ แต่เอาเถิด พ่อรับปากว่าจะขอให้ท่านปู่เว้นโทษตายก็ได้ แต่โทษเป็นก็คงสาหัสไม่ต่างกับตายทั้งเป็นเช่นกัน”เอ่ยจบเขาก็เดินจากไปด้วยความไม่พอใจ ไม่อยากตามใจอวี้หลันจนเกินควร แต่ไม่อาจใจแข็งกับบุตรสาวได้อวี้หลันได้แต่มองตามบิดาตนแล้วก็สะอึกสะอื้นเบาๆ เพราะไม่รู้ว่าผลสุดท้ายแล้วชายหนุ่มจะเป็นอย่างไร จะฟื้นหรือไม่“หลันเอ๋อร์”หนิงเฟิ่งพยุงบุตรสาวตนอีกครั้ง อีกฝ่ายก็โผเข้ามากอดแทนที่จะยอมลุกขึ้น“ท่านแม่ ลูกผิดหรือเจ้าคะ ลูกผิดที่ผูกพันใจกับปีศาจใช่ไหมเจ้าคะ”“โถ...ลูกแม่”ผู้เป็นแม่ทำได้เพียงโอบกอดบุ
จิตใจอวี้หลันไม่เป็นสุขแม้กลับมายังเผ่าบุปผาหลายวันแล้ว การไม่มีม่านม่านอยู่ด้วยทำให้นางไม่อาจบอกเล่าความในใจกับผู้ใดได้ บิดาของนางไม่เอ่ยถึงข่าวคราวใดจากทางสวรรค์หรือเผ่าปีศาจ ส่วนมารดานั้นแม้จะคอยมาอยู่ด้วยอย่างเป็นห่วงกระทั่งนางเข้านอนจึงกลับไป ทว่าอวี้หลันรู้สึกราวกำลังถูกจับตามองมากกว่านางนอนไม่หลับพลิกไปพลิกมาจนสุดท้ายก็ลุกขึ้นนั่ง มองมือสองข้างของตนที่กดกระบี่ใส่ปีศาจตนนั้นแล้วก็น้ำตาเอ่อคลอ“เจ้าคือพี่เยี่ยนเฉินจริงหรือ จะเป็นไปได้อย่างไร”แม้คิดว่ายากจะเป็นไปได้ แต่กลับไม่มั่นใจเอาเสียเลย เพราะอีกฝ่ายรู้จักชื่อ ‘เสี่ยวเม่ย’ ของนาง ราชาปีศาจเองก็เรียกเขาว่า‘เยี่ยนเฉิน’ หากเป็นเรื่องจริงเท่ากับนางลงมือสังหารคนรักในชาติมนุษย์ด้วยมือตนเอง อวี้หลันอดปวดร้าวใจกับความกลัวนี้ไม่ได้นางอยากรู้คำตอบ อยากรู้ความจริง แต่ไม่รู้จะได้มาอย่างไร“ถ้ำนั้นอยู่ที่ใดข้าก็ไม่รู้”ถึงอยากไปที่นั่นด้วยตนเองอีกครั้ง อยากรู้ว่าชายหนุ่มดีขึ้นหรือยังพร้อมสอบถามเรื่องที่สงสัย แต่บิดามารดาคงไม่ยอมให้นางคลาดสายตา อวี้หลันรู้สึกได้ถึงสายตาเคร่งเครียดจากบิดาทว่าท่านกลับไม่ถามสิ่งใดแน่นอนว่าสตรีที่อยู่กับบ
“เขายังมีชีวิตอยู่”“จริงหรือ”อวี้หลันหันถามอย่างมีความหวังขึ้นมา และก็ได้รับการพยักหน้าตอบกลับจากราชาปีศาจ ทว่าสะดุดใจชื่อที่อีกฝ่ายเรียกชายหนุ่ม“แต่กระบี่นี้สามารถทำลายวิญญาณอมตะได้ไม่ใช่หรือ”นางเอ่ยด้วยความแปลกใจ แต่ชายหนุ่มยังไม่สูญสลายไปหลังจากถูกนางแทง นั่นเท่ากับว่าเขาอาจยังพอมีทางรอด“กระบี่นี้ ดูเหมือนจะเป็นกระบี่อินทรีไร้พ่ายที่ท่านเทพอาจารย์ของเจ้าสำนักชิงเฉิงสร้างขึ้น ข้าจำได้ตอนไปพบเทพอาจารย์พร้อมท่านเหลียงเฟิ่ง”แม่ทัพสือเฟิ่งก้าวเข้ามาดูใกล้ๆ ด้วยการจะเข้าประตูสวรรค์นั้นไม่ใช่ผู้ใดก็เข้าได้ ตนจึงต้องพาเจ้าสำนักเหลียงเฟิ่งไปพบเทพอาจารย์แห่งสำนักชิงเฉิง“ใช่เจ้าค่ะท่านตา”อวี้หลันรีบสำทับแม่ทัพแห่งเผ่าวิหค ซึ่งเป็นน้องชายราชาวิหคท่านตาของนาง“แต่เท่าที่รู้ กระบี่นี้จะไม่สังหารผู้ที่เป็นเจ้าของกระบี่”คำบอกของผู้ที่นับได้ว่าเป็นตาของตนอีกคนทำให้อวี้หลันหันมองผู้เจ็บอย่างเต็มตา ใบหน้าคมคายที่ล้ำเลิศหาผู้ใดเทียมยากนี้ต่างจากเยี่ยนเฉินโดยสิ้นเชิง ทว่าแม้แต่ราชาปีศาจก็ยังเรียกชายหนุ่มด้วยชื่อนี้ มันหมายความว่าอย่างไร นางได้แต่ครุ่นคิดอย่างไม่เข้าใจ“หากยังไม่ตาย ก็ต้องควบคุ