สองปีแล้ว สองปีที่พี่ฝนจากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับคืน สองปีที่ฉันเอาแต่โทษตัวเองว่าฉันคือต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด
สองปีที่คุณป๋าเย็นชากับฉัน ไม่สิ! ฉันไม่เคยอยู่ในสายตาคุณป๋าเลยต่างหาก ในสายตาของคุณป๋าคงมีแค่พี่ฝน ถึงแม้วันนี้พี่ฝนไม่อยู่แล้ว ฉันก็ไม่อาจไปแทนที่ได้ ไม่ว่าจะฐานะอะไรก็ตาม.... ———————————แสงแดดยามเช้าสาดส่องมากระทบกับใบหน้าของฉันที่กำลังนอนหลับอยู่ ฉันค่อย ๆ ปรือตาตื่นขึ้นมาพรางมองไปที่บานหน้าต่างเฉกเช่นทุกวันพร้อมกับถอนหายใจออกมาเบา ๆ
ก๊อก ๆ ก๊อก ๆ เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงของแม่บ้าน
“คุณฝุ่นคะ ตื่นหรือยังคะ รีบ ๆ อาบน้ำแต่งตัวนะคะ เดี๋ยวคุณท่านจะพานโมโหใส่อีก” ป้าชมจะคอยเป็นห่วงฉันและปลอบใจฉันตลอดในเวลาที่ถูกคุณป๋าดุวันนี้เป็นวันครบรอบสองปีที่พี่ฝนจากไป ฉันกับคุณป๋าต้องไปทำบุญที่วัดเหมือนทุกปีในวันครบรอบ พี่ฝนคือพี่สาวฝาแฝดของฉันเอง เราสองคนเหมือนกันมาก เหมือนกันทุกอย่างแม้กระทั่งนิสัยยังคล้าย ๆ กัน
จริง ๆ ฉันไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของคุณป๋าหรอกนะ แต่พ่อกับแม่ที่แท้จริงของฉันประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตในตอนที่ฉันอายุได้สิบสองปี ฉันกับพี่ฝนก็นั่งในรถไปด้วย แต่เราทั้งคู่ไม่ได้เป็นอะไรมาก เพราะพ่อกับแม่เอาตัวมาบังเราสองคนเอาไว้ ภาพนั้นยังคงติดตา ฉันยังคงคิดถึงพ่อกับแม่อยู่ตลอด หลังจากเหตุการณ์ในครั้งนั้นคุณป๋าก็เป็นคนรับฉันกับพี่ฝนมาดูแล เพราะเราไม่มีญาติที่ไหน
“คุณภาคินครับ เรื่องประชุม....”
“วันนี้ฉันไม่ว่างให้ไอ้เพทายไปประชุมแทนแล้วกัน” อาเพทายคือน้องชายแท้ ๆ ของคุณป๋า “อะ เอ่อ ครับ ๆ” คุณป๋าตวัดสายตามองมาทางฉันที่เผลอเหม่อมองคุณป๋าอยู่อย่างไม่ได้ตั้งใจ เมื่อเผลอไปสบตากับคุณป๋าเข้า ฉันก็รีบก้มหน้าลงทันที่พร้อมกับใจที่เต้นรัวเพราะว่ากลัวจะเจอดุ “ชักช้า !” คุณป๋ามองฉันด้วยสายตาตำหนิ “ขะ ขอโทษค่ะ” ฉันก้มหน้าลงเล็กน้อยอย่างรู้สึกผิด คุณป๋าเดินนำไปที่รถโดยไม่คิดที่จะรอ ฉันจึงต้องกึ่งวิ่งกึ่งเดินเพื่อไปถึงรถให้ทันคุณป๋า คุณป๋าเป็นผู้ชายวัยสามสิบกลาง ๆ ที่ยังดูวัยรุ่นอยู่ และดูดีมากๆ แถมยังเป็นนักธุรกิจที่กำลังมาแรงในตอนนี้ ทำให้มีผู้หญิงเข้ามาหาไม่ขาดสาย แถมคุณป๋ายังมีนิสัยเจ้าชู้เป็นที่หนึ่งอีกด้วยหลังจากทำบุญให้พี่ฝนเสร็จแล้วฉันนั่งรถกลับมาบ้านพร้อมกับคุณป๋า
“เรื่องที่ฝุ่นขอคุณป๋าไปเรียนต่อที่กรุงเทพ...” “อยากไปก็ไป ฉันไม่ห้าม” มันเหมือนเป็นคำตอบที่ตอบเพื่อปัดรำคาญไปก็เท่านั้น หรือความจริงคุณป๋าก็ไม่อยากให้ฉันอยู่ที่บ้านสวนด้วยอยู่แล้ว “ขะ ขอบคุณนะคะ ^_^” ถึงคุณป๋าจะทำหน้าบึ้งใส่ฉันตลอดเวลา แต่ฉันก็พยายามจะปั้นหน้ายิ้มให้คุณป๋าเห็นว่าฉันโอเค ถึงแม้จะไม่เคยถูกคุณป๋าสนใจเลยก็ตาม ฉันอาศัยอยู่ที่บ้านสวนกับคุณป๋ามาตั้งแต่เด็ก บ้านสวนคือบ้านที่อยู่ท่วมกลางไร่องุ่นพื้นที่หลายพันไร่ ฉันได้เรียนโรงเรียนหญิงล้วนในเมือง เป็นโรงเรียนประจำ เสาร์อาทิตย์จะได้กลับมาที่บ้านสวนครั้งหนึ่ง ส่วนคุณป๋างานยุ่งบินไปต่างประเทศบ่อยช่วงหกโมงเย็น ฉันมานั่งเล่นที่ริมสระ หลังบ้านจะมีสระว่ายน้ำอยู่ ซึ่งปกติฉันจะไม่ชอบมานั่งแบบนี้ เพราะเป็นคนที่กลัวน้ำ แต่ไม่ใช่ว่าไม่กล้าอาบน้ำนะ เรื่องมันมีอยู่ว่าตอนเด็ก ๆ ฉันเกือบจะจมน้ำ พูดง่าย ๆ ก็คือเกือบตายเพราะน้ำ มันเลยทำให้เข็ดและไม่กล้าจะอยู่ใกล้ครองน้ำ สระว่ายน้ำ ทะเล มาตั้งแต่นั้นจนโต
แต่ที่วันนี้ฉันใจกล้ามานั่งห้อยขาอยู่ริมสระว่ายน้ำแบบนี้ ก็เพราะมันเป็นวันครบรอบสองปีที่พี่สาวสุดที่รักของฉันจากไป ภาพเหตุการณ์ในวันนั้นค่อย ๆ หวนกลับคืนมาในหัวของฉัน ภาพที่พี่ฝนกำลังร้องขอความช่วยเหลืออยู่กลางทะเล โดยมีฉันที่กำลังยืนมองอยู่ ขามันแข็งทื่อ ไม่กล้าแม้แต่จะขยับ เพราะก้าวเท้าไปน้ำมันก็ลึกลงไปเรื่อย ๆ จำได้ว่าตอนนั้นฉันยื่นสั่นไปทั้งตัวพร้อมกับร้องไห้ มันเป็นความขี้ขลาดของฉันเอง ความรู้สึกผิดมันยิ่งตอกย้ำ คุณป๋ามาเห็นเหตุการณ์จึงรีบว่ายน้ำไปช่วยพี่ฝน แต่ทุกอย่างมันก็สายเกินไปแล้ว ไม่รู้ว่าฉันคิดอะไรอยู่เหมือนกัน ฉันค่อย ๆ หย่อนตัวลงไปในน้ำ แล้วเดินไปกลางสระด้วยใจที่เต้นรัว ตรงกลางสระว่ายน้ำจะเป็นจุดที่ลึกที่สุด ฉันเป็นผู้หญิงตัวเล็กที่สูงเพียง160เซ็นติเมตร เท่านั้น ทำให้พอมาถึงกลางสระ ร่างของฉันเลยจมดิ่งและค่อย ๆ จมลงไปที่ก้นสระ ภาพสุดท้ายที่จำได้คือเมื่อสติกลับมาแล้ว ฉันพยายามตะเกียกตะกายถีบตัวเองให้ขึ้นไปเหนือน้ำ แต่ก็ไม่เป็นผล เพราะฉันว่ายน้ำไม่เป็น สุดท้ายฉันก็ค่อย ๆ หมดแรงไปในที่สุด “พี่ฝน ฝุ่นจะได้ไปอยู่กับพี่แล้วนะ” ความรู้สึกตอนนี้มันทรมานเหลือเกิน หายใจไม่ออก ร่างกายเริ่มไม่ไหวแล้ว จากนั้นทุกอย่างก็ค่อย ๆ ดับวูบไปจู่ ๆ หูก็ได้ยินเสียงคนร้องไห้ จำได้แม่นว่าเสียงนี้คือเสียงของป้าชมกำลังร้องไห้เรียกชื่อฉันอยู่ และรู้สึกเหมือนมีมือตบมาที่หน้าเบา ๆ ก่อนจะรู้สึกเหมือนมีริมฝีปากของใครบางคนแตะลงมาบนริมฝีปากของฉัน
ฉันค่อย ๆ ลืมตาขึ้น สายตามันพร่ามัวมองเห็นอะไรไม่ค่อยชัด เห็นภาพตรงหน้าเป็นภาพลาง ๆ ก่อนที่ริมฝีปากของฉันจะถูกริมฝีปากหนาปิดอีกครั้ง คุณป๋า... เมื่อสายตาปรับโฟกัสกับภาพตรงหน้าได้แล้วฉันก็เห็นคุณป๋า ที่ตอนนี้เนื้อตัวเปียกชุ่มไปด้วยน้ำ เส้นผมสีดำขลับมีน้ำหยดลงมากระทบใบหน้าของฉัน สีหน้าของคุณป๋าดูเป็นกังวล แต่เมื่อเห็นฉันลืมตาขึ้นคุณป๋ากลับมีสีหน้าหงุดหงิดทันที “ทีหลังอย่าทำอะไรโง่ ๆ อีก”ช่วงอาหารค่ำ...บนโต๊ะมีแค่ฉันกับคุณป๋าเพียงสองคนที่กำลังนั่งทานข้าวกันอยู่ ฉันจะบอกคุณป๋าไปว่ายังไงดี ฉันไม่ได้ตั้งใจ ไม่ได้ตั้งใจจะลงไปในสระน้ำแบบนั้น ตอนนั้นสมองมันคิดอะไรอยู่ก็ไม่รู้ เมื่อคิดถึงตอนที่คุณป๋าใช้ปากของตัวเองมาประกบลงบนริมฝีปากของฉัน จู่ ๆ หัวใจดวงน้อย ๆ มันก็พรันเต้นรัวอย่างบ้าคลั่งขึ้นมาซะดื้อ ๆ“คุณป๋าคะ....” “มีอะไร” น้ำเสียงเคร่งขรึมเอ่ยตอบโดยที่ไม่ได้เงยขึ้นมามองหน้าฉันแต่อย่างใด ความเย็นชาของคุณป๋ามันทำให้ฉันกลัว จนลืมว่าตัวเองกำลังจะพูดเรื่องอะไรไปชั่วขณะ “อะ เอ่อ คือ ฝะ ฝุ่น ฝุ่น เอ่อ.....” “เวลากินข้าว ห้ามพูด” คุณป๋าเงยหน้าขึ้นแล้วมองฉันด้วยสายตาตำหนิ “ไม่มีมารยาท” “....” ฉันก้มหน้างุด ทุกครั้งที่เจอดุฉันก็แทบไม่กล้าจะเงยหน้าขึ้นไปมองคุณป๋าอีกเลย หลังจากกินข้าวเสร็จ คุณป๋าเรียกฉันให้ตามขึ้นไปบนห้อง รู้สึกรับรู้ได้ทันทีว่าคุณป๋ามีเรื่องอะไรที่จะพูดกับฉัน คงไม่พ้นเรื่องในวันนี้แน่ ๆ “อยากตายมากใช่มั้ย ถึงได้ทำแบบนั้น !!” เมื่อเข้ามาถึงในห้องคุณป๋าก็ตวาดขึ้นมาเสียงดังทันที ทำเอาฉันสะดุ้งก่อนจะถอยหลังหนีคุณป๋าอัตโนมัติ“ฝะ ฝุ่นไม่เคยคิดแบบนั้นนะคะ” “ไม
วันต่อมา...วันนี้ฉันขอไปบริษัทกับคุณป๋าด้วย ซึ่งคุณป๋าก็ไม่ห้ามอะไร อ้อ ลืมบอกไปว่าตอนนี้ฉันเรียนจบ ม.6 แล้ว กำลังจะไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่กรุงเทพ ตอนนี้ก็รอทางมหาวิทยาลัยเปิดเทอมอยู่ ไปกับเพื่อนอีกหนึ่งคน เป็นเพื่อนสนิทของฉันเอง ชื่อมาย มาถึงบริษัทคุณป๋าก็ให้ฉันไปนั่งรอที่ห้องทำงาน ส่วนตัวคุณป๋าต้องเข้าประชุม จริง ๆ ฉันก็เคยมาที่บริษัทบ้างแล้วเหมือนกัน แต่ไม่บ่อยเท่าไหร่ นาน ๆ ครั้ง ในระหว่างที่รอคุณป๋าประชุมฉันก็ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์โดยการปัดกวาดห้องทำงานคุณป๋าให้สะอาด เพราะตอนเข้ามาฝุ่นค่อนข้างเยอะ ไม่รู้ว่ามีแม่บ้านเข้ามาทำความสะอาดบ้างหรือเปล่า หรืออาจจะไม่มี ก็คงเหมือนกับห้องทำงานและห้องนอนของคุณป๋าที่บ้าน คุณป๋าไม่อนุญาตให้ใครเข้าไปทำความสะอาดยกเว้นฉันกับพี่ฝน พอพี่ฝนไม่อยู่แล้วก็เป็นฉันที่จะต้องทำความสะอาดห้องทำงานกับห้องนอนคุณป๋าอาทิตย์ละสามครั้ง แกร็ก! ประตูห้องถูกเปิดเข้ามาในขณะที่ฉันกำลังทำความสะอาดอยู่ “อ่าวฝุ่น มาด้วยหรอวันนี้” “อาเพทาย สวัสดีค่ะ ^_^”ฉันรีบยกมือสวัสดีอาเพทาย ซึ่งเป็นน้องชายแท้ ๆ ของคุณป๋า“นี่ อาเพทายไม่ต้องเข้าประชุมกับคุณป๋าหรอคะ” ฉันถาม
หลังจากที่มีปากเสียงกับคุณป๋าไปเมื่อช่วงดึกของเมื่อคืน ทำให้ความสัมพันธ์ของฉันกับคุณป๋ายิ่งแย่ขึ้นไปอีก คือคุณป๋ายิ่งเงียบใส่ฉันมากขึ้นกว่าเดิม จนฉันต้องแอบมาร้องไห้เงียบ ๆ คนเดียว ในความรู้สึกของฉัน ตั้งแต่เล็กจนโต ฉันอยากให้คุณป๋ารักฉันเหมือนลูกสาวคนหนึ่งบ้าง ไม่ใช่อะไรก็คิดถึงแต่พี่ฝน ที่ผ่านมาฉันน้อยใจนะ ถึงจะไม่ควรคิดอะไรแบบนั้น แต่ฉันห้ามความรู้สึกของตัวเองไม่ให้น้อยใจไม่ได้จริง ๆ ถ้าพ่อกับแม่ของฉันยังอยู่ ฉันคงไม่ต้องมาโหยหาความรักแบบนี้ “คุณฝุ่นคะ คุณท่านให้ลงไปพบค่ะ” เสียงป้าชมเรียกฉันอยู่หน้าห้อง“ค่ะ เดี๋ยวฝุ่นจะรีบลงไป” ถึงจะตอบรับคำไปแบบนั้น แต่ความจริงแล้วฉันไม่ได้อยากลงไปเจอคุณป๋าเลย เพราะยังน้อยใจและตัดพ้อคุณป๋าในหลาย ๆ เรื่องอยู่ เฮ้อ....ฉันถอนหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนจะลงไปพบคุณป๋าที่ห้องรับแขก พอไปถึงก็พบว่าไม่ได้มีแต่คุณป๋าคนเดียวแต่มีคุณอาเกริกพลและพี่กายลูกชายของคุณอาเกริกพลนั่งอยู่ภายในห้องรับแขกด้วย ฉันพอจะรู้จักคุณอาเกริกพลบ้าง เพราะท่านมักจะมาคุยธุรกิจกับคุณป๋าที่บ้านบ่อย ๆ ส่วนลูกชายของท่านฉันก็เคยเจอเคยคุยแต่ไม่ถึงกับสนิท “คุณอา พี่กาย สวัสดีค่ะ ^_^” ฉั
ฉันกลับเข้ามาในบ้านตามที่คุณป๋าสั่ง ส่วนคุณป๋าก็คุยอะไรกับพี่กายไม่รู้ สักพักใหญ่คุณป๋าถึงกลับเข้ามาในบ้าน “พี่กายละคะ” ฉันถามเพราะไม่เห็นพี่กายเดินตามเข้ามาในบ้านด้วยเลย “กลับไปแล้ว” คุณป๋าตอบเสียงเย็นแล้วเดินผ่านหน้าฉันไป “ทำไมคุณป๋าต้องยกฝุ่นให้คนอื่นด้วยคะ...” ฉันเม้มปากแน่น ความรู้สึกในตอนนี้มันน้อยใจคุณป๋าเอามาก ๆ “ฉันยกเธอให้ใคร ?” คุณป๋าหมุนตัวกลับมาถามฉันสีหน้าเรียบขรึม จะบอกว่าก่อนหน้านี้คุณป๋าไม่ได้อนุญาตให้ฉันหมั้นกับพี่กายงั้นหรอ ทั้งที่คุณป๋าไม่ขัดอะไรเลย“ค่ะ ฝุ่นไม่อยากรู้แล้ว” ฉันก้มหน้าลงก่อนจะถอนหายใจออกมาเบา ๆ ฉันไม่ควรจะพูดเรื่องนี้อีก “ไปเตรียมน้ำไว้ให้ฉันอาบ อีกสิบนาทีฉันจะขึ้นไป” นี่ก็เป็นอีกหน้าที่หนึ่งที่ฉันทำ ตั้งแต่พี่ฝนจากไป เมื่อก่อนหน้าที่เตรียมน้ำให้คุณป๋าอาบจะเป็นพี่ฝน ที่เป็นคนทำ แต่นาน ๆ ครั้ง คุณป๋าถึงจะใช้ฉัน “ค่ะ” ฉันพยักหน้าตอบแล้วเดินขึ้นชั้นบนเพื่อไปเตรียมน้ำอุ่นไว้ในอ่างให้คุณป๋ามานั่งแช่ ในขณะที่ฉันกำลังเตรียมน้ำอุ่นให้คุณป๋าอยู่ จู่ ๆ คุณป๋าก็เดินเข้ามาในห้องน้ำ ในมือถือขวดไวน์ราคาแพงติดมาด้วย แถมยังถอดชุดคลุมออกโดยไม่รู้จักอายฉัน
ฉันสะตั้นไปครู่หนึ่งกับคำพูดของคุณป๋า ไม่คิดว่าจะได้ยินอะไรแบบนี้ มันทำให้ฉันถึงกับน้ำตาคลอ ถึงจะเคยถูกดุอยู่บ่อยครั้ง แต่คุณป๋าก็ไม่ได้ใช้คำพูดแรงขนาดนี้ ‘อยากได้มันจนตัวสั่น’ ฉันไม่ใช่นิสัยแบบนั้นสักหน่อย “ร้องไห้ทำไม” คุณป๋าเอ่ยปากถาม “คุณป๋าเคยคิดว่าฝุ่นเป็นลูกบ้างมั้ยคะ” ฉันถามเสียงสั่นเครือ “หรือมองว่าฝุ่นเป็นแค่เด็กที่คุณป๋ารับมาเลี้ยง” “ถามแบบนี้ทำไม ?” คุณป๋าแสดงสีหน้าบ่งบอกว่าไม่พอใจกับคำถามของฉันสักเท่าไหร่ “ทำไมไม่รักฝุ่นบ้างละคะ ทำไมถึงรักแต่พี่ฝน ทำไมต้องเป็นฝุ่นด้วยที่ไม่เคยถูกคุณป๋าสนใจเลย ไม่ว่าจะตั้งใจทำอะไร แต่ก็ถูกคุณป๋ามองข้ามตลอด” ฉันรู้ว่าไม่ควรเอาเรื่องแบบนี้มาพูด แต่มันน้อยใจจริง ๆ และฉันก็อึดอัดจนแทบไม่อยากเก็บมันไว้ในใจอีกแล้ว ความรู้สึกพวกนี้ที่เก็บมาตั้งแต่เด็ก “อย่าเอาตัวเธอไปเทียบกับพี่สาวของเธอ” คุณป๋าจ้องหน้าฉันตาเขม่ง “ทำไมคะ ฝุ่นเทียบพี่ฝนไม่ได้เลยใช่มั้ย” ฉันก้มหน้าร้องไห้สะอื้นออกมาจนสุดเสียง “ความอบอุ่นจากครอบครัวเป็นยังไง ตั้งแต่พ่อกับแม่จากไปฝุ่นก็จำไม่ได้แล้ว....ความรู้สึกพวกนั้น อึก” “ฉันไม่ใช่พ่อแท้ ๆ ของเธอ จะมาหวังอะไรแบบนั้น ฉันคงท
ฉันทำหน้างอเมื่อได้ยินคุณป๋าบอกว่าฉันดื้อ ดื้อตรงไหนกัน ไม่เคยเลยสักครั้ง ฉันเชื่อฟังคุณป๋าอยู่ตลอด“เถียงในใจ ?”คุณป๋าพูดขึ้น เหมือนรู้ว่าฉันกำลังคิดอะไรอยู่ อ่านใจออกงั้นหรอ “ฝุ่น ปะ เปล่านะคะ” ฉันรีบส่ายหน้ารัวๆ ปฏิเสธ“หน้าเธอมันฟ้อง” คุณป๋าตักข้าวมาป้อนฉันอีกคำ “ไม่กินแล้วค่ะ” ฉันมองหน้าคุณป๋าด้วยความรู้สึกหลากหลายในใจก่อนจะกลั้นใจถาม “ถะ ถ้าฝุ่นไปเรียนต่อที่กรุงเทพ คุณป๋าคงจะดีใจใช่มั้ยคะที่ฝุ่นไม่อยู่ให้รำคาญ” ที่ถามไปแบบนั้นก็เพราะว่าอีกไม่กี่วันทางมหาวิทยาลัยก็จะเปิดเทอมแล้ว ฉันจะไม่ได้อยู่ที่บ้านสวนกับคุณป๋าแล้วนะ สำหรับฉันก็ใจหายเหมือนกัน ถึงมันก็แค่ไปเรียนต่อ แต่ฉันก็ไม่เคยออกไปไหนไกล ๆ ตัวคนเดียวแบบนี้“พูดบ้าอะไรออกมา” คุณป๋าถามเสียงดุ“ฝุ่นก็แค่อยากรู้” ฉันก้มหน้าตอบ “ถ้ายอมกินข้าว เดี๋ยวพรุ่งนี้จะพาไปกินพายช็อคโกแล็ต” “พะ พูดจริงๆ ใช่มั้ยคะ” ฉันหันขวับไปมองคุณป๋าอย่างตกใจปนดีใจ จู่ๆ ทำไมถึงคิดจะพาฉันไปกินของโปรดกันล่ะ ทั้งที่ที่ผ่านมาคุณป๋าก็ไม่เคยพาไปเลยสักครั้ง เพียงเพราะอยากให้ฉันกินข้าวงั้นหรอ แบบนี้เขาเรียกว่าเป็นห่วงหรือเปล่านะ... “อื้ม” “งั้นฝุ่นจะกินข้า
ฉันไปรอคุณป๋าที่บริษัทเพราะคุณป๋าให้ฉันกลับไปบ้านพร้อมกัน แต่ไม่นานคุณป๋าก็โทรมาบอกว่าให้ฉันกลับไปที่บ้านก่อนโดยให้ลูกน้องคนสนิทมาส่งฉัน ส่วนตัวคุณป๋าเองติดธุระ คงจะได้กลับดึกๆ มาถึงบ้านว่างๆ ไม่รู้จะทำอะไรฉันเลยพับเสื้อผ้าและพวกของใช้ที่จำเป็นแพ๊คกระเป๋า เพราะต้องย้ายไปอยู่คอนโดที่กรุงเทพเลยต้องเตรียมของไปเยอะหน่อย กลัวว่าถ้าแพ๊ควันไปจะลืมนู่นลืมนี่ เดี๋ยวจะเสียเงินซื้ออีก เวลาสองทุ่มกว่าๆ ฉันได้ยินเสียงรถของคุณป๋าขับเข้ามาในบ้าน ที่ได้ยินก็เพราะเปิดหน้าต่างเอาไว้ ห้องฉันถ้ามองไปมันก็จะเห็นโรงจอดรถพอดี ที่ฉันเปิดหน้าต่างเอาไว้ก็เพราะจะได้รู้ว่าคุณป๋ากลับมาบ้านหรือยังฉันลุกเดินไปเปิดประตูห้องเพื่อรอคุณป๋าขึ้นมา พอดีมีเรื่องจะคุยนิดหน่อย แต่พอคุณป๋าเดินขึ้นบันไดมาแล้วเดินเข้ามาใกล้ๆ กับฉัน ก็ต้องรีบถอยหนี เพราะที่ตัวคุณป๋ามีแต่กลิ่นเหล้าหึ่งเลย “คุณป๋าไปดื่มมาหรอคะ” คุณป๋าหยุดมองหน้าฉันเงียบไม่พูดอะไร แต่กลับเดินเข้ามาใกล้ฉันเรื่อยๆ จนต้องถอยหนีเข้าไปในห้อง “คะ คุณป๋า...” (หมับ) คุณป๋ารวบเอวฉันแล้วดึงร่างของฉันเข้าหาตัวเองจนตัวมันแนบชิดติดกับแผงอกแกร่งของคุณป๋า จากนั้นคุณป๋าก็ปิดป
ฉันผลักคุณป๋าออก สิ่งที่ฉันคิดแต่ก็ไม่กล้าถามออกไป เรื่องคุณป๋ากับพี่ฝน พยายามหาเหตุผลมากมายมาบอกตัวเองในใจว่ามันอาจจะไม่ใช่แบบที่ฉันคิดก็ได้ เหมือนคุณป๋าจะได้สติแล้ว คุณป๋ามีท่าทางตกใจ สังเกตจากสีหน้าในตอนนี้ “เมื่อกี้ฉัน....”“อย่าทำแบบนั้นกับฝุ่นอีกนะคะ” ฉันชิงตัดบทพูดก่อน “ฝุ่น ไม่ใช่ พี่ฝน นะคะ” คุณป๋าเงียบและเอาแต่จ้องหน้าฉันอยู่นานพอสมควร ฉันไม่รู้จะพูดอะไรอีก เลยเดินไปเก็บเสื้อผ้าต่อ พยายามลืมเรื่องเมื่อครู่ที่เกิดขึ้น มันเป็นเพราะคุณป๋าเมา ฉันไม่ควรเก็บเอามาคิดมากให้ว้าวุ่นในใจแบบนี้ สักพักฉันก็ได้ยินเสียงประตูห้องปิด จากนั้นก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเพราะคิดว่าคุณป๋าคงออกไปแล้ว แต่พอหันไปมองที่เตียงมันกลับไม่ใช่แบบนั้น ร่างของคุณป๋านอนไม่หลับอยู่บนเตียงนอนของฉัน มันทำให้ฉันทำตัวไม่ถูก คุณป๋านอนแบบนี้แล้วฉันจะนอนยังไงล่ะ “คะ คุณป๋าคะ คุณป๋า” ฉันเรียกเพื่อให้คุณป๋าตื่น “คุณป๋าไปนอนห้องตัวเองดีมั้ยคะ” แต่พยายามเรียกเท่าไหร่คุณป๋าก็ไม่ยอมตื่นขึ้นมาเลย ฉันถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วนั่งเก็บเสื้อผ้าต่อสักพัก จากนั้นก็เอาผ้าห่มในตู้มาปูนอนบนพื้นแทนที่จะขึ้นไปนอนบนเตียงกับคุณป๋า
เวลาผ่านไปหลังจากที่ฉันรับปริญญาเรียบร้อยแล้ว คุณป๋าพาฉันมาเก็บของที่บ้าน เพราะเราจะต้องย้ายไปอยู่ที่อเมริกาด้วยกัน จริงๆ ฉันขอร้องให้ป้าชมไปด้วย แต่ป้าชมไม่กล้านั่งเครื่องบิน อีกอย่างก็อยากกลับไปใช้บั้นปลายชีวิตที่บ้านกับลูกหลาน ทั้งฉันและคุณป๋าจึงไม่ขัด เพราะป้าชมก็ดูแลเราทั้งคู่มาเป็นอย่างดีมาตลอด คุณป๋าให้เงินป้าชมก้อนหนึ่งเพื่อตอบแทนที่ป้าชมดูแลทั้งคุณป๋าและฉันมาหลายสิบปี ก่อนจะกลับอเมริกาฉันกับคุณป๋าได้แวะไปที่วัดเพื่อทำบุญให้พี่ฝนด้วยนะ ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีฉันก็จะคิดถึงพี่สาวของฉันคนนี้ตลอด ส่วนคุณป๋าก็คิดถึงพี่ฝนเหมือนกัน เพราะเห็นสีหน้าคุณป๋าในตอนที่ทำบุญให้พี่ฝน แต่มันเป็นความคิดถึงในแบบความผูกพันมากกว่า“เก็บของเสร็จหรือยัง” “เสร็จแล้วค่ะ” คุณป๋าหิ้วกระเป๋าเดินทางของฉันไปขึ้นรถให้ ก่อนที่จะให้ลูกน้องขับไปส่งที่สนามบิน เรานั่งเครื่องบินส่วนตัวไปนะ จริงๆ ไม่ใช่ฉันที่อยากนั่งหรอก ก็อย่างที่เคยบอกว่ามันเปลืองเงิน แต่คุณป๋าต้องการความเป็นส่วนตัวฉันจึงไม่ขัดอะไร ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาฉันเกิดอาการอ้วกอย่างหนัก ไม่ว่าจะทำอะไรก็เวียนหัวไปหมด คลื่นไส้อยู่ตลอดเวลา ลูกคงจะดื้อมากแน่
คุณป๋าอุ้มฉันขึ้นไปวางบนเตียง ก่อนจะล้มตัวลงมานอนกอดอยู่ข้างๆ ตัวฉัน “ฝุ่นจะสายแล้วนะคะ” ฉันหันไปบอกคนเจ้าเล่ห์อย่างคุณป๋า ที่ไม่ยอมปล่อยให้ฉันไปเรียนสักที “แต่ฉันเพิ่งบินมาถึง ยังไม่ได้กอดเธอให้พอใจเลยนะ” คุณป๋าพูดอย่างออดอ้อน แล้วขยับตัวเข้ามาใกล้ๆ พร้อมกับกำชับกอดแน่น “เอาไว้กลับจากมหาวิทยาลัยฝุ่นจะมาให้คุณป๋ากอดให้หนำใจเลยนะคะ แต่ตอนนี้ฝุ่นต้องไปแล้ว” “ขอกอดต่ออีกสักห้านาทีแล้วกัน” คุณป๋าคงไม่ยอมปล่อยให้ฉันไปมหาวิทยาลัยง่ายๆ แน่แบบนี้ “คุณป๋าคะ....” ฉันกำลังจะดุคุณป๋าอีกครั้ง แต่ก็ถูกเสียงของมายดังขึ้นมาขัดสะก่อน “ยัยฝุ่นเสร็จหรือยัง นี่แกไม่คิดจะตอบฉันหน่อยหรอ ยัยฝะ...ฝุ่น” มายเดินมาหยุดตรงหน้าห้องนอน ซึ่งคุณป๋าไม่ได้ปิดประตูไว้ ทำให้มายเห็นคุณป๋าที่กำลังกอดรัดฉันอยู่ “เอ่อ...งั้นฉันไปมหาวิทยาลัยก่อนแล้วกันนะ บ๊าย” “ดะ เดี๋ยวสิมาย!! ยัยมาย!!” พูดจบมายก็เดินดิ่งออกไปจากห้องโดยไม่ได้ฟังเสียงเรียกของฉันเลยแม้แต่น้อย “คุณป๋าฝุ่นต้องรีบไปมหาวิทยาลัยนะคะ” ฉันดิ้นไปมาเบาๆ อยู่ภายใต้แขนแกร่งของคุณป๋า“ไม่ไปแค่วันเดียวคงไม่เป็นอะไรหรอกมั้ง” “อื้อ~ ถ้ารู้ว่ามาหาแล้วเป็นแบบนี้คร
ฉันพยายามโทรศัพท์ไปหาคุณป๋าตั้งแต่สองทุ่มยันตอนนี้เป็นเวลาสี่ทุ่มแล้ว ก็ไร้วี่แววของคุณป๋ารับสาย“โกรธมากขนาดนั้นเลยงั้นหรอเนี่ย...” ฉันมองดูหน้าจอโทรศัพท์ก่อนจะบอกมายว่าขอตัวกลับไปที่ห้องก่อน “มายฉันกลับห้องแล้วนะ” “อื้อๆ” จากนั้นก็ลุกขึ้นเดินออกจากห้องมาย ห้องฉันกับมายก็อยู่ตรงข้ามกันนี่แหละ ระหว่างเดินเข้าห้องตัวเองฉันก็โทรหาคุณป๋าไปด้วย และในที่สุดคุณป๋าก็กดรับสายสักที แต่กลับไม่ยอมเปิดกล้องให้ฉันได้เห็นหน้า ( ปิดกล้องทำไมคะ เปิดกล้องหน่อยสิ ) ฉันถามเสียงออดอ้อน ( ฝุ่นโทรไปหาตั้งกี่สายแล้ว ไม่รับสายฝุ่นเลย ) ( ฉันกำลังจะเข้าไปบริษัท ) คุณป๋าไม่ได้ตอบคำถามของฉัน แต่กลับตอบแบบใส่อารมณ์ว่าจะเข้าไปที่บริษัท ( โกรธที่พี่ไนท์ลูบหัวฝุ่นหรอคะ ) จริงๆ ฉันรู้อยู่แล้วแหละว่าคุณป๋าต้องโกรธเรื่องนี้แน่ๆ ก็แค่แกล้งถามไปงั้น ( ทำไม! มันสมควรรึไงทำแบบนั้น ) พอฉันถามแบบนั้น คุณป๋าก็ตะคอกถามกลับมาเสียงแข็งทันที ( ฝุ่นไม่รู้นี่น่าว่าพี่ไนท์จะมาลูบหัวฝุ่นแบบนั้น ) อีกแล้วคุณป๋าเงียบใส่อีกแล้วสิ ( ถ้าฝุ่นรู้ฝุ่นก็คงไม่ยอมให้ทำหรอกค่ะ ดีกันนะคะ ) ( คุณป๋าโกรธฝุ่นได้ลงคอหรอ ตอนนี้ฝุ่นท้องอยู
ณ ประเทศไทย มาถึงสิ่งแรกที่ฉันทำคือรายงานคุณป๋าก่อน ไม่งั้นจะถูกงอนเอา หลังจากคุยกับคุณป๋าเสร็จก็จะเข้าไปที่บ้าน ก่อนจะไปหาอาเพทายกับมายที่บริษัท ณ บริษัท มาถึงไม่เห็นว่ามีเลขานั่งอยู่ด้านหน้า ฉันเลยถือวิสาสะเปิดประตูเข้าไปในห้องโดยที่ไม่ได้เคาะก่อน แต่!!แล้วก็ต้องตาค้างให้กับภาพที่เห็น เพราะว่าตอนนี้ยัยมายเพื่อนสนิทของฉันกำลังยืนกอดกับอาเพทายอยู่ ฉันยกมือขึ้นมาขยี้ตาตัวเองแล้วมองภาพตางหน้าอีกครั้ง เพราะคิดว่าตัวเองคงจะเบลอจนเห็นภาพหลอน แต่แล้วก็ยังเห็นอาเพทายยืนกอดกับมายอยู่เหมือนเดิม “นะ นี่มันอะไรกัน ยัยมายแก...” ฉันมองหน้าอาเพทายกับยัยมายสลับกัน “คุยกันไปก่อนนะ เดี๋ยวอาเข้าประชุมก่อน ^_^” อาเพทายเดินมาลูบหัวฉันเบาๆ ก่อนที่จะเปิดประตูเดินออกไปจากห้องทำงาน “ยัยมายแกกับอาเพทายคบกันหรอ ?” ฉันทำตาโตอย่างไม่เชื่อในสิ่งที่ตัวเองเห็น มันบ้าที่สุดเลย “อื้อ ^_^”“เป็นไปได้ยังไง ฉันฝันไปหรือเปล่าเนี่ย” “ไปนั่งกินเค้กที่ร้านประจำเรากันเถอะ เดี๋ยวฉันจะเล่าให้ฟัง ^_^” ฉันต้องเดินตามยัยมายไปแบบงงๆ เมื่อมาถึงที่ร้านประจำที่เราชอบมากัน มายก็เริ่มเล่าเรื่องราวของนางกับอาเพทายให้ฟัง สรุปท
เมื่อกลับมาโรงแรมเปิดประตูเข้ามาในห้องได้ สิ่งแรกที่คุณป๋าทำคืออุ้มฉันเข้าไปในห้องนอน แล้ววางลงบนเตียง “คุณป๋า เลิกหื่นก่อนได้มั้ยคะ” ฉันลุกขึ้นนั่งแล้วพูดกับคุณป๋าอย่างตำหนิ จะไม่พูดคุยอะไรกันก่อนหรือไง “ทำเหมือนข้าวใหม่ปลามันไปได้” “นั่นสิ ทำไมอยู่กับเธอทีไรฉันถึงมีอารมณ์ได้มากขนาดนี้” คุณป๋าทำท่าคิด สายตาของฉันเหลือบมองไปที่เป้ากางเกงของคุณป๋า เห็นมันนูนขึ้นมาแทบจะทะลัก ขนาดนั้นเชียวหรอ...“เดี๋ยวเธอก็กลับไทยแล้ว ถือซะว่าชดเชยให้ฉัน” คุณป๋าพูดอย่างเจ้าเล่ห์ก่อนจะค่อยๆ ดันตัวฉันให้นอนราบไปกับเตียง “ดะ เดี๋ยวสิคะ ฝุ่นมีเซอร์ไพรส์ค่ะ” “เซอร์ไพรส์อะไร หื้ม” คุณป๋าฝังจมูกลงมาบนพวงแก้มของฉันอย่างแผ่วเบา“อื้อ คุณป๋าออกไปรอด้านนอกก่อนสิคะ” ฉันดันแผงอกแกร่งเอาไว้ “ทำไมต้องให้ไปรอด้านนอก ?” คุณป๋าเลิกคิ้วเชิงสงสัย“ก็บอกว่าเซอร์ไพรส์ไง” คุณป๋าทำหน้าคิดหนัก ฉันจึงลุกขึ้นจูงมือคุณป๋าออกไปด้านนอก “นั่งรอก่อนนะคะ เสร็จแล้วฝุ่นจะเรียก” “เธอคิดจะทำอะไรฝุ่น ?” คุณป๋าถามอย่างไม่ไว้ใจ บ้าจริง! ฉันเคยทำอะไรไม่ดีหรือไงเล่า“เดี๋ยวก็รู้ค่ะ” พูดจบฉันก็เดินกลับเข้าไปในห้องและไม่ลืมที่จะล็อกประต
เวลาผ่านไปเกือบสองเดือน...กำหนดงานแต่งของฉันกับคุณป๋าคืออีกสามเดือนข้างหน้า ในตอนนั้นท้องของฉันมันคงจะโตมากแล้ว ส่วนเรื่องชุดและสถานที่จัดงานแต่ง คุณป๋าได้จัดการไว้เรียบร้อยแล้ว วันนี้ฉันออดอ้อนขอตามคุณป๋ามาที่บริษัทด้วย เพราะเบื่อห้อง ที่ผ่านมาคุณป๋าสั่งให้ฉันอยู่แต่ห้องทุกวัน ๆ วันนี้ฉันเลยแสร้งทำตาแดงคล้ายคนจะร้องไห้ไม่อยากอยู่คนเดียว คุณป๋าเลยใจอ่อนพาฉันมาที่บริษัทด้วย “หิวมั้ย ?” คุณป๋าละสายตาออกจากเอกสารเงยหน้าขึ้นมาถามฉันที่กำลังนั่งอ่านหนังสือสำหรับคุณแม่มือใหม่อยู่บนโซฟา “ฝุ่นรอกินพร้อมคุณป๋าก็ได้ค่ะ ^_^” “แต่อีกนานเลยนะกว่างานฉันจะเสร็จ” “ฝุ่นรอได้” คำพูดของฉันทำให้คุณป๋าลอบถอนหายใจออกมาอย่างลำบากใจ “เธอท้องอยู่นะฝุ่น”“...ก็ได้ค่ะ” คุณป๋ายกโทรศัพท์ขึ้นมาสั่งลูกน้องให้เอาอาหารมาให้ฉัน อุตส่าห์อยากกินข้าวพร้อมกับคุณป๋า แต่ต้องถูกบังคับให้กินก่อนซะงั้น“อีกสองวันฝุ่นจะกลับไทยแล้วนะคะ คุณป๋าจะได้กลับไปพร้อมฝุ่นมั้ย” ที่ฉันถามแบบนี้ก็เพราะคุณป๋าเคยบอกไว้ว่าจะดูเวลาว่างและกลับไทยพร้อมกับฉัน “ช่วงนี้งานยุ่ง เธอเข้าใจฉันนะ” คุณป๋าควจะกลัวฉันโกรธ ถึงได้ดูเป็นกังวลขนาดนั้น “ค่
ไม่รู้ว่าคุณป๋ากำลังคิดบ้าอะไรอยู่ จู่ๆ ถึงได้ควักท่อนเอ็นออกมาแล้วจับขาฉันถ่างออกจากกัน “คะ...คุณป๋า ไม่ได้นะคะ หมอบอกว่าต้องงดก่อน” “ขอเข้าไปแค่หัว ได้มั้ย” ไม่พูดเปล่า คุณป๋าเอาท่อนเอ็นมาจ่อตรงร่องสวาทแล้วถูส่วนหัวให้สัมผัสกับติ่งเกสรของฉัน “อื้อ อ๊ะ~ ละ ลูกจะไม่เป็นอันตรายใช่มั้ยคะ” “ไม่หรอก ไม่ได้เอาเข้าไปหมดสักหน่อย” พูดจบคุณป๋าก็สอดใส่ส่วนหัวสีชมพูเข้ามา “อ๊า ~ เข้าไปแค่นี้เอง” ฉันเม้มปากแน่น ถึงจะเข้าไปแค่ส่วนหัวแต่มันก็ทำให้เสียวซ่าน คุณป๋าชักท่อนเอ็นส่วนออกมาถูติ่งเกสรของฉัน จากนั้นก็สอดใส่ส่วนหัวเข้ามาในร่องสวาท ทำแบบนี้สลับกัน และใช้มือที่กำท่อนเอ็นอยู่รูดขึ้นลง ริมฝีปากหนาก้มลงมาบดขยี้จูงลงบนริมฝีปากของฉันอย่างเร่าร้อน ลิ้นของฉันกับคุณป๋าเกี่ยวพันกันไปมาอย่างไม่มีใครยอมใคร“เสียวมั้ย” คุณป๋าถอนริมฝีปากออกแล้วถามเสียงกระเส่า “สะ เสียวค่ะ อ๊า~” เมื่อตอบจบคุณป๋าก็ตวัดลิ้นเลียริมฝีปากของฉัน ก่อนจะก้มหน้าลงมาตะโบมดูดหน้าอกทั้งสองเต้าอย่างดุเดือด มือหนาข้างที่ว่างอยู่บีบเค้นหน้าอกของฉันแรงๆ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกเจ็บ ส่วนหัวของปลายท่อนเอ็นถูกกระแทกเข้าออกรัวๆ จากนั้
หนึ่งอาทิตย์ผ่านไป...สภาวะเสียงที่จะแท้งของฉันในตอนนี้ ได้รับข่าวดีแล้ว หลังจากที่นอนติดเตียงมาเป็นเวลาอาทิตย์กว่าๆ ในตอนนี้ลูกแข็งแรงปลอดภัยดี และหมออนุญาตให้กลับได้แล้ว ทั้งฉันและคุณป๋าต่างดีใจจนพูดไม่ออก แต่คุณป๋าท่าจะอาการหนักกว่าเพราะแอบไปร้องไห้ในห้องน้ำด้วย ที่ฉันรู้ก็เพราะว่าเห็นคุณป๋าเดินออกมาจากห้องน้ำพร้อมกับตาที่แดงกล่ำทั้งสองข้าง คุณป๋าให้ลูกน้องมารับกลับไปที่โรงแรม “ดูสิว่าเธอชอบแบบไหน” คุณป๋ายื่นสมุดภาพที่เป็นแบบบ้านมาให้ฉันดู “ฉันต้องอยู่ที่นี่อีกนาน เรากำลังจะมีลูกกันแล้วถ้าให้อยู่ที่โรงแรมคงไม่เหมาะ” ฉันพยักหน้าตอบพร้อมกับเปิดดูภาพบ้าน มีแต่สวยๆ ทั้งนั้นเลย “หลังนี้ดีมั้ยคะ ไม่ใหญ่มากเหมาะสำหรับครอบครัวเล็กๆ ^_^” “ฉันว่ามันเล็กไป เผื่ออนาคตเธอมีลูกห้าคนล่ะ” “จะบ้าหรอคะ ฝุ่นไม่มีถึงห้าคนหรอกนะ” “มันก็ไม่แน่” คุณป๋ายักคิ้วให้อย่างเจ้าเล่ห์ “ทะลึ่งจริงๆ เลยนะคะ” “เธอนอนพักไปก่อน ฉันต้องเข้าไปประชุมที่บริษัท” คุณป๋าทำหน้าเหมือนว่าไม่อยากไปเลย “ประชุมเสร็จแล้วฉันจะรีบกลับมา” “อย่าไปเหลวไหลที่ไหนนะคะ” ฉันทำเสียงดุ “ฉันไม่ใช่เด็กนะ” คุณป๋าเอามือมาบิดจมูกฉันเบาๆ
เช้าวันใหม่...ทันทีที่ฉันลืมตาขึ้น มองไปข้างๆ ก็เจอกับคุณป๋าที่นอนฟุบหน้าลงตรงมือของฉัน ภาพนี้ทำให้ฉันเผยยิ้มออกมาอย่างไม่อาจกลั้นไว้ได้ เมื่อคืนคุณป๋าไม่ยอมนอน เพราะกลัวว่าฉันจะนอนดิ้น บอกว่าจะรอดูให้แน่ใจก่อน เมื่อรู้ว่าตัวเองกำลังจะเป็นพ่อคน ทำให้คุณป๋าใจเย็นขึ้นมากกว่าเดิมเยอะเลย ไม่อารมณ์ร้อนเหมือนก่อนหน้านี้ แกร็ก คลืด~ เสียงประตูห้องถูกเปิดเข้ามา พร้อมกับเสียงล้อรถเข็น ชวนให้ฉันหันไปมองว่าใครกันที่เป็นคนเปิดประตูเข้ามาในห้อง “ตื่นเช้าจังเลยนะคะ ^_^” คุณพยาบาลคนสวยเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้มที่แสนจะเป็นมิตร “เดี๋ยวขอตรวจหน่อยนะคะ” “ค่ะ ได้ค่ะ” เมื่อตอบพยาบาลเสร็จฉันก็มองคุณป๋าที่กำลังหลับอยู่ ก่อนจะกระตุกแขนข้างที่คุณป๋านอนทับอยู่เบาๆ เพื่อเป็นการปลุกให้คุณป๋าตื่น และมันก็ได้ผล คุณป๋าค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมาทั้งที่ยังไม่ลืมตา ก่อนจะยกมือขึ้นมายีผมตัวเองจนยุ่งเยิงไปหมด แต่ถึงอย่างนั้น ผู้ชายวัยสามสิบกว่าๆ ในเวลาตื่นนอนแบบคุณป๋าจำเป็นต้องดูดีขนาดนี้เชียวหรอเนี่ย!! “แม้ สามีน่ารักจังเลยนะคะ^_^” เสียงของพยาบาลที่เอ่ยปากแซวทำให้ฉันรู้สึกหวงคุณป๋าขึ้นมาซะดื้อๆ แต่ก็ต้องเก็บอาการเอาไว้ “รี