ลี่อินได้แต่นั่งตัวลีบมองบุรุษทั้งห้ากำลังจ้องมาที่นางไม่ลดละ ในตอนที่กำลังจะทำขนมอยู่ในโรงครัว อยู่ ๆ คนที่เอาแต่นั่งจ้องนางก็วิ่งกรูกันเข้ามา จากนั้นสามีก็ไม่ได้พูดอันใดรีบพามาที่ห้องทำงานของพ่อสามีทันทีระหว่างทางเรียกได้ว่าแทบจะหิ้วปีกเข้าห้องก็ว่าได้ ไม่รู้ด้วยเรื่องอะไรพวกเขาถึงได้ดูรีบร้อนกันถึงเพียงนี้แถมพอเข้ามาในห้องก็เอาแต่จ้องเอา ๆ ไม่พูดอะไรกันออกมาสักคำไม่ต่างอะไรเลยกับการเข้าห้องปกครองสมัยเรียน“มีอะไรกันหรือเจ้าคะ ถึงได้จ้องข้าถึงเพียงนี้” ครั้นจะไม่ถามก็คงจะไม่ได้คำตอบหรอกวันนี้ นั่งนิ่งไม่ไหวติงกันเลย“ลูกสะใภ้เจ้าพอจะเหลือบัวหิมะให้พวกเราสักหัวหรือไม่” จางเต๋อเอ่ยปากขอบัวหิมะจากลี่อินตรง ๆ เรื่องจะถามว่านางไปเอามันมาจากไหน เขาก็คงจะไม่ถามอยู่แล้วด้วยรู้ดีว่าเป็นเรื่องที่ไม่ควรถาม ขอเพียงนางยอมยกบัวหิมะให้ก็พอแล้ว“ท่านพ่ออยากจะทานหรือเจ้าคะ มีอยู่ในครัวอีกเป็นกระบุงเลยเจ้าค่ะ” อย่าว่าแต่เต็มกระบุงเลย ในกระเป๋าวิเศษนางเอาออกมาอีกเป็นคันรถยังได้“หา! มีอีกเป็นกระบุงเลยหรือ” ทุกคนต่างพูดออกมาพร้อม ๆ กัน ยกเว้นก็แต่ฮุ่ยหมิ่นเพียงคนเดียวเท่านั้น ที่เขารู้อยู่แล้วว่าภรรยา
เมื่อลี่อินนำขวดยาไว้ในกระเป๋าสารพัดนึก จากหนึ่งขวดมันก็ได้ขยายออกมาเพิ่มเป็นจำนวนห้าขวด เพียงเท่านี้ก็ไม่ต้องห่วงแล้วว่าจะไม่มียารักษา เมื่อได้ยาตามที่ต้องการแล้วลี่อินก็ได้รีบส่งขวดยาคืนสามีโดยเร็ว ส่วนฮุ่ยหมิ่นก็ทำทีเป็นว่าตนได้ดูจนพอใจแล้ว จากนั้นจึงวางกลับไว้ที่เดิมทำตัวทุกอย่างปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น“ท่านเต๋อให้คนไปแจ้งแก่องค์รัชทายาทแล้วใช่หรือไม่” หลังจากเก็บขวดยาไว้กับตัวเป็นอย่างดี หมอหลวงฮั่วได้หันกลับคุยกับจางเต๋อ หากว่าองค์รัชทายาทพร้อมแล้วรุ่งขึ้นก็พร้อมรักษาได้เลย“เรียบร้อยแล้วท่านหมอ เราจัดเวรยามแน่นหนาและสถานที่ที่ปลอดภัยไว้แล้ว ระหว่างนี้ข้าจะให้บุตรชายทั้งสองของข้า สลับผลัดเปลี่ยนกันไปอารักขาพระองค์” การที่ไม่พาจ้าวหรงไปรักษาด้วยเพราะอีกนัยหนึ่ง ต้องการที่จะล่อให้ศัตรูลงมือให้เร็วขึ้น ด้วยองค์รัชทายาทต้องการให้จบเรื่องให้เร็วที่สุดในตอนที่จ้าวหรงบอกพวกเขาถึงแผนการ และประสงค์ที่จะให้จบเรื่องราวเร็วกว่ากำหนด จางเต๋อและหมอฮั่วยังรู้สึกแปลกใจอยู่ไม่น้อย เพราะที่ผ่านมาเจ้าตัวยังคงเฉยชาไม่ได้สนใจด้วยซ้ำ แต่เวลานี้กลับอยากจะยึดตำแหน่งของตนเองให้มั่นคง“พวกเจ้าก็เตรี
รุ่งสางรถม้าวิ่งออกจากจวนตระกูลจางมุ่งหน้าสู่วังขององค์รัชทายาท มีทหารยอดฝีมือสี่นายควบม้าวิ่งตาม และอีกหนึ่งนายเป็นคนขับม้า“ท่านหมอถ้าเกิดอะไรขึ้น ท่านอย่าได้ห่วงเรื่องยาให้ท่านหนีเอาชีวิตรอดเข้าใจหรือไม่ขอรับ” เพราะเกรงว่าหากมีพวกนักฆ่าตามมาจริง พวกเขารับมือไม่ไหวท่านหมอฮั่วอาจจะไม่ปลอดภัย ฮุ่ยหมิ่นจำต้องตกลงกับท่านหมอหากว่าระหว่างทางเกิดการต่อสู้ขึ้นมาจริง ๆ“ไม่ ยาสำคัญต่อองค์รัชทายาทมาก ให้ข้าหนีแล้วเอาชีวิตรอด ข้าไม่ทำเด็ดขาด” เขาเป็นพวกหัวดื้อและรั้น ถือคติว่าเพื่อนายเหนือหัวและผู้มีพระคุณแม้ตายก็ไม่เสียดาย เท่ากับว่ายาสองขวดนี้ต้องรักษาเท่าชีวิต“ท่านเชื่อน้องชายข้าเถิด เขาพูดเช่นนี้ย่อมมีทางออกรอไว้แล้ว” ฮุ่ยหมิงเห็นด้วยกับน้องชาย ฮุ่ยหมิ่นถึงแม้ฝีมือการต่อสู้จะไม่เท่าเขาผู้เป็นพี่ชาย แต่ความเจ้าเล่ห์และความฉลาดมั่นใจได้ เจ้าน้องชายผู้นี้เก่งกาจกว่าเขามากนักหมอฮั่วมองหน้าสองพี่น้องสลับกันไปมาในที่สุดเขาก็ยอมจำนน พยักหน้าตกลงทำตามที่ฮุ่ยหมิ่นแนะนำรถม้าวิ่งออกมาจากตลาดได้สักพักอีกเพียงห้าลี้ (4.5 กิโลเมตร) พวกเขาก็จะไปถึงวังบูรพา ซึ่งเป็นที่อยู่ของจ้าวหรงแล้ว แต่ทว่ากลับมีห่
“ท่านหมอลงมือรักษาองค์รัชทายาทได้แล้ว ข้าจะเฝ้าอยู่ในห้องนี้ส่วนพี่ใหญ่จะรออยู่ด้านนอก หากท่านต้องการสิ่งใดให้รีบบอกพวกเราจะหาให้ท่านเอง” ฮุ่ยหมิ่นยื่นขวดยาที่ภรรยารักทำเพิ่มในกระเป๋าวิเศษออกมาให้กับท่านหมอ“คุณชายท่านได้มาอย่างไร มิใช่ว่าพวกคนชุดดำชิงไปได้หรือ” ท่านหมอตื่นตะลึง เขาเห็นกับตาว่าพวกมันแย่งไปได้ เพราะว่ามันอยู่ติดตัวเขาตลอดเป็นไปไม่ได้ว่าจะยังมียาอยู่“ข้าไม่อาจตอบได้ ท่านจงรีบรักษาองค์รัชทายาทเถอะ” พูดเพียงเท่านั้นชายหนุ่มจึงได้แยกออกมายืนคุ้มกันอยู่หน้าประตูด้านใน ไม่เข้าไปเกะกะท่านหมอปล่อยให้ทำการรักษาจ้าวหรงต่อไปจ้าวหรงที่รับยาสลายพิษไปก่อนหน้านั้น เขาไม่มีแม้แต่แรงจะพูดจาเพราะมันทำให้ตัวเขาชาไปหมด กระดิกตัวแทบจะไม่ได้ ยิ่งเมื่อไหร่ที่ยาออกฤทธิ์มันเหมือนมีเข็มทิ่มแทงเนื้อตัวเป็นร้อย ๆ เล่มก็ว่าได้“อ๊ากกกก”เสียงร้องอันเจ็บปวดของเจ้าของวังดังออกมามิได้หยุด นั้นทำให้ร่างอันงดงามของพระชายาถลาวิ่งเข้ามาหมายจะเข้าไปด้านในให้ได้ แต่ทว่ายังไปไม่ถึงประตูกลับถูกร่างสูงใหญ่ของฮุ่ยหมิง ที่นั่งเฝ้าราวกับสุนัขดุร้ายเฝ้าของหน้าถมึงทึงดันตัวออกมา“หลีกไป ข้าจะเข้าเฝ้าเสด็จพี่”“ข
แกร๊กปังลี่อินกำลังจะหลับสนิท แต่ด้วยเสี่ยงที่ดังมาจากทางประตูเมื่อครู่กลับทำให้ร่างบางลืมตาตื่น แต่ด้วยความสะลึมสะลือทำให้สติของหญิงสาวไม่เต็มที่ จึงเข้าใจว่าอาจจะเป็นลมพัดปะทะเข้ากับประตูจนเกิดเสียงดัง ร่างบางจึงได้หลับตาลงอีกครั้งแต่แล้วลี่อินกลับรู้สึกเหมือนร่างกายถูกบางอย่างทับแทบจะหายใจไม่ออก คิ้วบางขมวดเข้าหากันจนยุ่งไปหมด อีกทั้งเมื่อนางจะพลิกตัวกลับมันหนักจนไม่สามารถพลิกตัวได้เลย ไม่ใช่ว่าเจอผีอำหรอกนะ นะโม ตัสสะ นะโม ตัสสะ นะโม ตัสสะ อย่าได้มาหลอกมาหลอนกันเลยจากความรู้สึกอึดอัดแปรเปลี่ยนเป็นโล่งเย็นสบาย ลี่อินจึงหลับไปอีกครั้งแต่มันก็ได้ไม่นาน เพราะความรู้สึกเสียวซ่านเข้ามาแทนที่“อ้าส์..” ใช่นางรู้สึกเสียวมาก แถมมันยังรู้สึกจุกหน่วงอยู่ตรงช่วงท้องนิด ๆดวงตาคู่งามค่อย ๆ ลืมขึ้นมาทีละนิด นางไม่เข้าใจแผ่นดินไหวใช่หรือไม่นะ ถึงได้สั่นสะเทือนได้ถึงเพียงนี้ แล้วเหตุใดช่วงล่างถึงได้รู้สึกชื้นแฉะขนาดนี้นะหญิงสาวที่นอนตะแคงข้างตั้งแต่แรกก้มหน้าลงมองไปที่หว่างขา แต่ยังไม่ทันได้ดูยังจุดหมายที่คิดไว้ กลับเห็นมือของใครบางคนกอบกุมปทุมถันคู่งามของตนเองเอาไว้ อีกทั้งยังบีมขย้ำเสียจนม
“เจ้าบอกมาสิว่าต้องการให้พี่ทำอะไร” แม้ตัวเองจะทนไม่ไหวแล้วเช่นกัน แต่ก็ยังไม่ยอมสอดใส่มันเข้าไป จนกว่าจะได้ยินสิ่งที่เขาต้องการฟังจากปากของคนใต้ร่าง“ข้าต้องการท่าน ได้โปรด”สิ้นคำของนางชายหนุ่มไม่รั้งรออีกต่อไปแล้ว เขาจับความเป็นชายจดจ่อเข้าไปในเนินเนื้อนาง แม้จะเคยร่วมรักกันมาหลายต่อหลายครั้งแล้วก็ตาม ฮุ่ยหมิ่นกลับไม่รู้เบื่อมันทั้งแน่นและทำให้เขาเสียวซ่านถึงใจ ในยามที่ตัวตนของเขาได้สอดใส่“อ๊ะ อ่าส์..”ลี่อินครวญครางออกมาไม่ได้หยุด เมื่อแรงกระแทกที่ถูกส่งมาอย่างหนักหน่วง นางไม่ชินกับความใหญ่โตของสามีสักที มันทั้งคับแน่นและเสียวจุกไปหมด“ทะ ท่านพี่” ใบหน้างามงอง้ำ เพราะนางกำลังจะท่องดินแดนสวรรค์อยู่แล้ว แต่ทว่าเอวสอบของสามีกลับหยุดมันกะทันหัน ทำให้นางต้องอารมณ์ค้างแทน“อย่าเพิ่งใจร้อนสิภรรยารัก”ร่างหนาจับตัวภรรยาพลิกให้นอนคว่ำหน้า ก่อนจะจับบั้นท้ายขาวเนียนยกขึ้นให้ได้ระยะพอเหมาะ แล้วเสียบเสยความใหญ่โตเข้าไปอีกรอบครั้งเดียวจนมิดด้าม“อ๊ายยยย”ยังไม่ทันที่ร่างหนาจะขยับลี่อินก็ได้กระตุกเกร็งไปเรียบร้อย เขาตอกอัดเข้ามาแค่ครั้งเดียวมันกลับทำให้นางสุขสมได้ง่าย ๆ เลยหรือ ลี่อินหันกลับไปม
“เจ้าหายไปไหนมาทั้งคืน” ฮุ่ยหมิงรีบร้องทักน้องชาย เพราะเมื่อคืนเขาไม่เห็นน้องชายผู้นี้แม้แต่เงาฮุ่ยหมิ่นเมื่อถูกพี่ชายร้องทัก จึงได้หยุดเดินแล้วหันไปมองตามทิศทางของเสียง ก็พบว่าพี่ชายของเขากำลังเดินเข้ามาหา มองจดจ้องด้วยสายตาจับผิด“เรื่องของข้า แล้วทางนี้เป็นเช่นไรบ้าง” ชายหนุ่มเมินคำถามของผู้เป็นพี่ชาย ก่อนจะเปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่น เพราะไม่อยากจะให้อีกฝ่ายรู้ว่าตนเองไปทำอะไรมา“ก็ยังมีคนพยายามเข้ามาสอดแนมไม่เลิก” กำจัดไปแล้วไม่รู้เท่าไหร่ คนพวกนั้นก็ยังไม่ถอดใจเสียที พยายามส่งคนเข้ามาสารพัดวิธี“แต่เดี๋ยวนะ นั่นคอเจ้าไปโดนอะไรมา” ฮุ่ยหมิงที่บังเอิญเห็นรอยแดงตรงท้ายทอยของน้องชาย และยิ่งเห็นอีกฝ่ายพยายามปกปิดรอยนั้น มันทำให้เขาอยากรู้มากยิ่งขึ้น แต่แล้วเขาก็เริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดได้“ไม่ต้องมองข้าด้วยสายตาเช่นนั้นเลยนะ” ชายหนุ่มเมื่อถูกพี่ชายจับได้ จึงได้รีบยกมือขึ้นปิดร่องรอยตรงต้นคอของตนเอง“ปล่อยให้ข้าทำงานอยู่คนเดียว แต่เจ้ากลับไปพลอดรักกับภรรยา อย่างไรข้าก็ไม่ยอม” คนที่เสียเปรียบน้องชายได้แต่โวยวาย ก็เขาคิดถึงบุตรสาวกับภรรยารักเช่นกันนี่นา“เจ้าเลิกโวยวายเถอะน่า คืนนี้ข้
“ไม่ลำบากเลยพ่ะย่ะค่ะ ตอนนี้เราก็ได้ทั้งหลักฐานและพยานเรียบร้อยแล้ว พร้อมเริ่มกำจัดคนทรยศได้ทันทีพ่ะย่ะค่ะ ขอเพียงเสด็จพ่อมีรับสั่ง” ร่างหนายกชาขึ้นดื่มอย่างใจเย็น“เช่นนั้นก็ทำตามแต่ใจเจ้าได้เลย พ่อก็เบื่อสตรีผู้นั้นเต็มทนแล้ว” การเก็บคนที่ทำร้ายลูกของตนเองไว้ข้างกาย มันทำให้พระองค์ยิ่งรู้สึกสะอิดสะเอียนเต็มทนยามเมื่อได้เห็นหน้า บางครั้งเกือบจะบีบคอให้ตายคามือ“พ่ะย่ะค่ะเสด็จพ่อ” จ้าวหรงอยู่ดื่มชาและสนทนากับบิดาเพียงแค่สองเค่อ (30 นาที) ก็ได้ทูลลากลับ และได้เริ่มการกำจัดคนทรยศสิบวันผ่านไป“หลีกไปนะ ข้าจะเข้าเฝ้าฝ่าบาท” ร่างกายอันงดงามของหวงกุ้ยเฟย เอาแต่โวยวายไม่ได้หยุด เมื่อนางมาขอเข้าเฝ้าองค์ฮ่องเต้ แต่กลับได้คำปฏิเสธมานับครั้งไม่ถ้วน ไม่ว่าจะพยายามอย่างไรพระองค์ก็ยังคงไม่ยอมให้เข้าเฝ้าอยู่ดีนี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ นับแต่วันที่จ้าวหรงเข้าเฝ้าพระองค์ก็ทำตัวห่างเหินนางมากขึ้นเรื่อย ๆ จากที่เคยได้เข้าปรนนิบัติข้างกาย เข้าออกตำหนักได้ตามใจชอบ บัดนี้แม้แต่จะเข้าเขตตำหนักส่วนพระองค์ยังต้องขออนุญาตก่อนเข้าเฝ้า“หวงกุ้ยเฟย พระองค์ทรงกลับตำหนักไปเถิด ฝ่าบาททรงราชกิจมากนักตอนนี้กำลังให้พร
“ไหนดูสิว่าเรตติ้งจะดีไหม” ร่างบางเปิดคอมพิวเตอร์เครื่องมือทำมาหากินคู่กาย ได้แอบลุ้นว่ายอดวิวจะดีไหม“ยอดวิวห้าหมื่นในหนึ่งวัน ไม่ได้ฝันไปใช่ไหมเนี่ยฉัน” แต่พอลองตบหน้าตัวเองดูมันก็เจ็บ ไม่คิดไม่ฝันว่าจะมีคนสนใจมากขนาดนี้ ปกติแล้วในความทรงจำของอ้อมแอ้ม นิยายของเธอหนึ่งวันยอดวิวหลักสิบ ครึ่งหนึ่งจากแฟนคลับเดนตายของเธอ อีกครึ่งคือคนที่แวะเข้ามาด่าหญิงสาวรีบกดรีเฟรชหน้าเว็บดูอีกครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าระบบนิยายไม่ได้รวน แต่กดเท่าไหร่ก็มียอดเท่าเดิม ไม่สิมันเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ต่างหาก‘ฮือออ ไรท์คะ นางเอกกับลูกสาวสู้ชีวิตมาก’‘ติดตามเลยค่า นิยายสนุกมาก’‘อู๊ยยย พระเอกคือดีงาม’‘น้อนน่าร๊ากกก’‘ไรท์เปลี่ยนแนวนิยายแล้วหรือคะ นิยายเรื่องเก่าของไรท์ประสาทแดกมากค่ะ’และยังมีอีกหลายคอมเมนต์แต่ก็มาในทิศทางที่ดี แสดงว่าตัวเธอมาถูกทางแล้ว ที่เหลือก็รอยอดอีบุ๊กอีกสองวัน เปิดขายวันแรกจะเป็นอย่างไรก็ต้องมาวัดกันแล้ว ว่าเธอควรจะสามารถยึดอาชีพนักเขียนต่อไปไหม ถ้าไม่โอเคก็จะหาอย่างอื่นทำเสริมสองวันผ่านไป“ห้า สี่ สาม สอง หนึ่ง” อ้อมแอ้มกำลังนับถอยหลัง เธอกำลังลุ้นกับยอดขายอีบุ๊กเรื่องแรกในฐานะอ้อมแอ้มคนใ
ย้อนกลับไปเมื่อปลายปีที่แล้ว โลกใบนี้ช่างตื่นตาตื่นใจเสียจริง ลี่อินฟื้นขึ้นมาในห้องที่ดูแปลกประหลาดไม่คุ้นตา กับใบหน้าของเธอที่ยังคงเหมือนเดิมไม่มีผิดเพี้ยน ในตอนแรกลี่อินก็ไม่อยากจะเชื่อว่าจะมีเรื่องน่าอัศจรรย์แบบนี้จะเกิดขึ้นกับตัวเองได้ลี่อินฟื้นขึ้นมาในวันหนึ่งพบว่าตัวเองอยู่ในห้องสีขาว มีเครื่องมือแปลกประหลาด มีสายอะไรต่อมิอะไรห้อยระโยงระยางตามตัวเธอเต็มไปหมด ความทรงจำเดิมเริ่มกลับมากเป็นสาย เรื่องราวมากมายไหลเวียนเข้ามาภายในหัวไม่หยุดอ้อมแอ้มหรือก็คือชื่อใหม่ของเธอ ไม่เพียงแค่ความทรงจำเดิมของเจ้าของร่าง แต่ยังมีอีกอย่างที่เธอได้ อ้อมแอ้มตัวจริงสลับไปเป็นลี่อิน พวกเธอทั้งสองต่างสลับกันอยู่ในโลกต่างมิติของกันและกัน ไม่สิไม่ใช่เธอสองคนแต่เป็นคนเดียวกันต่างหาก คนหนึ่งเป็นมิติอนาคตส่วนอีกคนเป็นมิติโบราณ มิติที่ควรจะเป็นไปตามครรลองของกาลเวลาที่มันควรจะเป็น มันกลับเปลี่ยนสลับเธอให้กลับไปในมิติต่างเวลาหลังจากพักฟื้นอยู่ที่โรงพยาบาลในประเทศจีนจนหายดีแล้ว อ้อมแอ้มก็ได้เดินทางกลับประเทศไทย ต่อจากนี้ไปเธอคืออ้อมแอ้ม และจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ตามใจของตัวเอง ที่แห่งนี้มีทั้งอิสระไม่มีกฎระเบีย
“หนูซื้อหมดเลย คุณยายขายเท่าไหร่คะ” อ้อมแอ้มรับของมาถือไว้ ก่อนที่หญิงสาวจะล้วงเอากระเป๋าเงินออกมา เพื่อจะจ่ายเงินค่าโสมให้กับคุณยาย“หนึ่งร้อยหยวนลูก” เห็นไหมหลานของนางน่ารักถึงเพียงนี้ ตาแก่นั้นทำหลานสาวนางได้ลงคอ“นี่ค่ะคุณยาย แต่ทำไมขายถูกนักล่ะคะ” เธอคิดว่ามันถูกมากเกินไป เงินหนึ่งร้อยหยวนเทียบกับเงินไทยแล้วเป็นเงินแค่ห้าร้อยยี่สิบห้าบาทเอง ถูกกว่าร้านอาหารบางที่ที่เธอเข้าไปทานมาอีก โสมสามต้นเธอก็เปิดดูแล้ว หากเอาไปขายก็คงจะได้ราคาดีอยู่ ถึงจะไม่มีความรู้เรื่องโสมแต่หญิงสาวก็มั่นใจว่ามันจะต้องแพงกว่านี้“ยายคิดแค่นี้ หนูก็เก็บใส่กระเป๋าไว้ให้ดี มันจำเป็นหนูจะต้องได้ใช้มัน”“คุณยายคะ อะอ้าว หายไปไหนแล้วล่ะ” เธอแค่ก้มเก็บของใส่กระเป๋าแป๊บเดียวเอง จะว่าคุณยายเดินเร็วก็คงจะไม่ใช่ เวลาแค่ไม่ถึงนาทีจะหายตัวไปได้อย่างไรกัน อย่าบอกนะว่าเป็น...? ยิ่งอยู่ในวัดด้วย วิ่งสิคะรออะไร“อ๊ากกกกกกกก”อีกหนึ่งโลกมิติ‘ลี่อินเอ๊ย’ลี่อินที่วันนี้นอนซมเพราะพิษไข้ นอนอยู่บนเตียงทำจากไม้ไผ่กลางเก่ากลางใหม่ ตัวนางที่ดูเหมือนจะหลับลึกตั้งแต่หัวค่ำ แต่ตอนนี้หูกลับได้ยินเสียงของใครบางคนแว่วอยู่ข้างหู หญิงส
ผู้เฒ่าดวงชะตาแทบจะนั่งไม่ติด เดินวกไปวนมาคิดจนหัวแทบจะระเบิด แต่ก็ยังไม่สามารถคิดหาวิธีแก้ไขความผิดของตนเองได้ สองวันที่แล้วในขณะกำลังทำหน้าที่ของตนอยู่นั้น ด้วยเพราะความเผอเรอทำให้เขาขีดเขียนเส้นดวงชะตาสลับกันทำให้คนอีกช่วงเวลาแห่งมิติที่ถึงเวลาตายกลับไม่ตาย ส่วนคนที่ชะตายังไม่ถึงฆาตกลับสลับดวงวิญญาณเป็นคนที่ต้องตายแทน ตอนนี้วงล้อแห่งดวงชะตาของพวกนางทั้งสองได้หมุนสลับมั่วกันไปหมด ผู้เฒ่าดวงชะตาไม่รู้จะทำเช่นไรดี คนที่ต้องตายแต่ไม่ตายก็ช่างเถิด แต่คนที่ยังไม่ถึงชะตานี่สิคือปัญหาใหญ่เหลือเวลาอีกเพียงน้อยนิด ก็จะเกิดเหตุการณ์ขึ้นจริงตามวงล้อแห่งชะตาแล้ว หากจะขีดเขียนเส้นดวงชะตาขึ้นใหม่ก็ต้องใช้เวลาอีกสักพัก เวลานี้ตาเฒ่าหัวหงอกเช่นเขาก็ยังคิดวิธีไม่ออกจะแก้เช่นไรได้ทันกัน“ตาเฒ่าเหตุใดถึงหน้าไม่สู้ดีนักเล่า” แม่ซื้อเห็นเฒ่าดวงชะตามีสีหน้าไม่สู้ดีมาหลายวันแล้ว นางรู้สึกเป็นห่วงจึงได้ลองมาถามไถ่ถึงสาเหตุที่ทำให้อีกฝ่ายลำบากใจ“คือว่า เรื่องมันเป็นอย่างนี้นะยายเฒ่า” เฒ่าดวงชะตาตัดสินใจเล่าให้กับแม่ซื้อฟัง เขาพยายามคิดแก้ปัญหาเรื่องนี้คนเดียวมาหลายวันแล้ว คิดอย่างไรก็คิดไม่ตกเสียทีโป๊ก
“อะแฮ่ม ท่านแม่ของพวกเจ้ากำลังจะมีน้อง” ชายหนุ่มลุกขึ้นยืดออก พูดอย่างภูมิใจแจ้งข่าวดีให้กับลูก ๆ ทั้งสาม ส่วนใบหน้าหรือก็ยิ้มไม่หุบ“ข้าไม่เอาน้องสาวนะเจ้าคะ” อี้หลานฮวา“ข้าก็ไม่ชอบน้องสาว” หวงหลานฮวา พร้อมกับเหล่ตาไปทางน้องเล็กสุด ที่มือไม่เคยว่างเว้นกัดกินหมั่นโถวเต็มปาก จากนั้นก็เคี้ยวจนแก้มตุ่ย“ข้าจะได้เป็นพี่” ไป๋หลานฮวา ต่อไปนางก็ไม่ต้องคอยทำตามคำสั่งของใครแล้ว นางจะได้เป็นผู้สั่งบ้างเสียที แค่คิดก็มีความสุขแล้วนางจะใช้น้องเล็กไปเอาของกินในครัวมาให้ ยามที่ถูกท่านแม่จำกัดมื้ออาหารเด็ก ๆ ทั้งสามเมื่อรู้ว่าท่านแม่จะมีน้อง ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าขอเป็นน้องชายบ้าง เพราะว่าท่านพี่หลี่เจี๋ยบุตรชายของท่านป้าเฟยฮวาทั้งฉลาดและเก่งกาจ พวกนางก็อยากจะได้น้องชายแล้วเก่งดั่งเช่นท่านพี่หลี่เจี๋ยบ้าง ด้วยตนเป็นสตรีต้องทำตามขนบธรรมเนียม บางอย่างก็ไม่สามารถทำได้ จึงอยากจะให้น้องที่กำลังจะเกิดมาเป็นชายมากกว่าสตรี“ท่านพี่แล้วเสี่ยวเหลียนไปไหนเจ้าคะ ไม่เห็นสองสามวันแล้ว” ลี่อินถามถึงบุตรสาวอีกคนเสี่ยวเลียนพอโตเป็นสาวรูปโฉมงดงามไม่แพ้หญิงงามอันดับหนึ่ง เป็นถึงท่านหญิงมู่ตานผู้เลื่องชื่อ ใน
“ยินดีด้วยขอรับ ฮูหยินน้อยตั้งครรภ์ได้สามเดือนแล้ว ประเดี๋ยวข้าจะจัดเทียบยาบำรุงครรภ์ให้นะขอรับ” ท่านหมอประจำตระกูลกล่าวแสดงความยินดี“ขอบคุณท่านหมอเจ้าค่ะ”ลี่อินที่มีสีหน้าซีดเซียวนอนดมยาดมอยู่บนเตียงอย่างเหนื่อยอ่อน หญิงสาวคิดไว้แล้วว่าจะต้องเป็นเช่นนี้ ก็ในเมื่อสามีตัวดีไม่เคยว่างเว้นเลยสักวัน นี้ก็ผ่านมาสิบปีแล้วสามีก็ยังคงตัวติดกันมิได้ห่าง เมื่อก่อนเป็นเช่นไร ผ่านไปสิบปีแล้วก็ยังคงเป็นเช่นเดิมนางก็อุตส่าห์กินยาคุมกำเนิดมิได้ขาดแล้วเชียวนะ ก่อนกินยังตรวจดูให้ดีเสียก่อนจะกินทุกครั้ง ด้วยกลัวว่าสามีตัวดีจะแอบเปลี่ยนเม็ดยาคุมกำเนิดอีก ก็ระวังตัวดีแล้วเชียวเหตุใดถึงได้ตั้งครรภ์อีกจนได้เอ๊ะ!หรือว่านางเองที่เป็นคนลืมกินยาคุมกำเนิดกันนะ แล้วจะเป็นตอนไหนกัน หรือว่าจะเป็นตอนที่แอบหนีไปท่องเที่ยวกันสองคน หรือจะเป็นตอนแอบหนีลูก ๆ ไปเที่ยวงานประจำเมือง หรือจะเป็นตอนที่สามีกลับจากทำภารกิจตึง ตึงปัง“ภรรยารักเจ้าเป็นเช่นไรบ้าง พี่ดีใจเหลือเกินที่เรากำลังจะมีลูกเพิ่มอีกแล้ว” แม้เวลาจะเปลี่ยนไปกว่าสิบปี แต่ทว่ากาลเวลาก็ไม่อาจทำให้ชายหนุ่มดูแก่ลงเลย เขายังคงดูหนุ่มแน่นทั้งยังดูสง่างามยิ่งกว่
งานเลี้ยงฉลองภายในครอบครัวเป็นไปอย่างชื่นมื่น ทุกคนต่างกล่าวยินดีและคุยกันอย่างสนุกสนาน ลี่อินที่คอยดูแลสามีเพราะเจ้าตัวเอาแต่นั่งกระแอมเสียงดังไม่ได้หยุด มองจ้าวหรงตาขวางทุกครั้งที่อีกฝ่ายป้อนอาหารให้กับเสี่ยวเหลียน จนตนเองก็หลงลืมที่จะเอาใจภรรยา แต่ก็มีบางครั้งที่เขาจะหันกลับมาคีบอาหารให้กับลี่อินบ้างเป็นบางครา“อุ๊บ!” ลี่อินที่กำลังจะคีบปลาหมึกย่างเข้าปาก นางกลับรู้สึกเหม็นคาวและคลื่นไส้อยากจะอาเจียนขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัวแต่ไม่ว่าจะพยายามกลืนก้อนที่จุกอยู่ตรงคอลงไปเท่าไหร่ เมื่อได้กลิ่นอาหารทะเลมันกลับตีรวนขึ้นมาอยู่ร่ำไป“น้องหญิงเจ้าไม่สบายหรือ” ฮุ่ยหมิ่นรีบวางถ้วยกับตะเกียบลงทันที ที่เห็นว่าภรรยาเอามือปิดปากใบหน้าซีดเซียว“ข้าไม่เป็นอะไรเจ้าค่ะ คงจะเหม็นกลิ่นคาวอาหารทะเล” หญิงสาวรีบเอามือผลักถ้วยปลาหมึกออกห่างตัว เพียงแค่ได้กลิ่นเล็กน้อยก็ทำให้นางแทบจะอาเจียนออกมาเสียให้ได้“พี่ว่าเชิญท่านหมอมาตรวจดูดีหรือไม่” ภรรยาเขาคงจะไม่สบายเป็นแน่ อาหารทุกอย่างก็ไม่ได้มีกลิ่นเหม็นจนถึงขั้นต้องอาเจียน เหมือนดั่งเช่นที่ภรรยาเขาบอก ฮุ่ยหมิ่นรีบสั่งให้บ่าวชายไปเชิญท่านหมอทันทีไม่รั้งรอคำตอบ
“ก่อนอื่นให้เอามันหมูวางไว้ส่วนบนสุดของกระทะนะเจ้าคะ พอน้ำมันเริ่มออกก็ถูมันหมูให้ทั่วกระทะเสียก่อน เวลาเราเอาเนื้อลงย่างจะได้ไม่ติดกระทะเจ้าค่ะ” ลี่อินจัดการสาธิตทำเป็นตัวอย่างให้กับทุกคนดู เพียงแค่นำมันหมูถูไปจนทั่วกระทะที่กำลังร้อน ก็เกิดเสียงฉ่าออกมาทันทีทุกคนเห็นทำตามลี่อินทุกขึ้นตอน เสียงมันหมูดังฉ่าเมื่อถูกกับความร้อนของกระทะ กับเนื้อที่เอาลงไปย่างจนสุกส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วทั้งบริเวณ แต่ละคนที่ตั้งตารอต่างก็กลืนน้ำลายดังอึกกันถ้วนหน้า อยากจะลิ้มลองเสียเต็มประดา“ระหว่างรอเนื้อสุก เราก็จะนำผักข้าวโพดหรือเห็ดที่ชอบลงต้นในน้ำซุปด้วยเจ้าค่ะ พอเนื้อสุกได้ที่แล้ว เราก็นำมาจิ้มกับน้ำจิ้ม จากนั้นก็กินได้เลยเจ้าค่ะ” ลี่อินนำเนื้อที่นางย่างแล้วจิ้มน้ำจิ้มที่ปรุงรสมาอย่างดี กระเทียม พริกสับ ผักชีหั่นฝอย ใส่น้ำมะนาวอีกนิด เป็นอันว่าเลิศรสที่สุดแล้วเนื้อสุกกำลังดีจิ้มกับน้ำจิ้มเลิศรสถูกส่งเข้าปากของฮุ่ยหมิ่นเป็นคำแรก ชายหนุ่มได้แต่นั่งยิ้มหน้าบาน ที่ภรรยาเอาอกเอาใจตนเอง ท่ามกลางสายตาของทุกคนทั่วทั้งจวนเช่นนี้“องค์รัชทายาทเสด็จ”ทุกคนที่กำลังกินหมูกระทะกันอย่างเอร็ดอร่อยจึงได้หยุดชะงัก พ
หลังจากจบเรื่องราวอันแสนวุ่นวาย ความสงบสุขก็ได้กลับมาอีกครั้ง ไม่นานมานี้ลี่อินได้มีโอกาสกลับไปที่หมู่บ้านหงชุน บ้านหลังเล็กของนางในตอนนี้มันไม่เล็กอีกต่อไปแล้ว ไม่รู้ว่าฮุ่ยหมิ่นให้คนไปต่อเติมไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ตัวบ้านถูกขยายเต็มพื้นที่ มิหนำซ้ำยังซื้อที่ขยายเพิ่มออกไปอีกท่านน้าทั้งสองที่เป็นผู้ดูแลบ้าน พวกเขาก็ได้มีสมาชิกเพิ่มทั้งบุตรชายบุตรสาว เพียงเท่านี้ลี่อินก็มีความสุขมากแล้วจากนั้นหญิงสาวจึงได้แวะไปดูร้านขนมเซียงเจียว มันได้กลายเป็นร้านขนมขึ้นชื่อของอำเภอไปแล้ว หากผู้ใดได้มาอำเภอฉงชิ่งเป็นต้องแวะซื้อขนมที่ทำจากกล้วยเพื่อเป็นของฝาก ไม่เช่นนั้นจะถือว่ามาไม่ถึงอำเภอฉงชิ่งสถานที่สุดท้ายที่ทั้งสามคนพ่อแม่ลูก ได้แวะไปที่ว่าการอำเภอก่อนกลับเมืองหลวง เพราะเสี่ยวเหลียนน้อยไม่ได้พบกับเหมยเหมยนานนับปีแล้ว และเสี่ยวเหลียนเองก็บ่นหาสหายรักอยู่เสมอ ฮุ่ยหมิ่นจึงได้พาบุตรสาวมาพบกับเพื่อนเก่า จนเสี่ยวเหลียนยิ้มไม่หุบก็ว่าได้“เหมยเหมย ข้ามีของฝากมาให้เจ้าเยอะแยะเลย” เสี่ยวเหลียนที่ตัวสูงขึ้นมากกว่าแต่ก่อน เห็นสหายแล้วก็ได้แต่คิดถึงช่วงเวลาที่ได้เล่นด้วยกัน“ขอบใจนะเสี่ยวเหลียน เจ้าตัวสูงขึ