เขาหรี่ตาลงมองนางอย่างจับผิดแต่ทว่ากลับไม่อาจจับโกหกนางได้เลยแม้แต่น้อย ทำให้เขารู้สึกผิดขึ้นในใจที่ไม่เอ่ยถามหญิงสาวก่อน แต่ครั้นคิดได้ว่าคืนนั้นที่เขาเอ่ยถามความจริงจากนางเรื่องตราพยัคฆ์ก็ไม่อาจจับพิรุธนางได้เช่นกัน จึงคิดว่านางกำลังพูดคำลวงให้เขาใจอ่อนอีกแล้ว
“เจ้าไม่ต้องร้องขอบทลงโทษจากข้าหรอก เพราะข้าจะตอบสนองสิ่งที่เจ้าทำเอาไว้ให้สาสมจนเจ้าต้องร้องขอความตายจากข้าแน่นอน หากตอนนี้ไม่ติดว่าเสด็จพี่เพิ่งประกาศพระราชทานงานแต่งให้เจ้ากับข้า และเสด็จแม่เพิ่งมอบของรับขวัญให้เจ้าในฐานะลูกสะใภ้ ข้าอยากจะเฆี่ยนเจ้ากับคนในตระกูลของเจ้าแล้วแห่ประจานรอบเมืองหลวงให้ถูกประชาทัณฑ์จนตายเสียตอนนี้จริง ๆ ที่กล้าขโมยตราพยัคฆ์แถมยังยืมมือข้าจัดการคุณหนูตระกูลอวี๋และคุณหนูตระกูลหยางราวกับข้าโง่เขลาให้เจ้าจูงจมูกใช้ได้ตามใจ”
เพียงพูดจบเขาก็เพิ่มแรงที่มือขึ้นอีก แต่เมื่อได้ยินเสียงหลุดร้องของนางบ่อยครั้งขึ้นเขาจึงปล่อยนางให้เป็นอิสระ ก่อนที่จะผลักนางให้ถอยห่างออกจากตัวเขาพร้อมกับหมุนตัวหันหน้าหนี ทว่าหญิงสาวที่ยังไม่ทันได้ตั้งตัวกลับล้มลงจนก้นกระแทกพื้น นางเผลอร้องเสียงหลงด้วยความเจ็บ ‘โ
‘แคว้ก!’ มือหนาคว้าสาปคอเสื้อหญิงสาวก่อนจะกระชากอย่างแรงจนขาดวิ่นติดมือออกมา เผยให้เห็นเสื้อชั้นในสีขาวปักลายดอกไม้สีแดงที่ปิดบังทรวงอกอวบอิ่มเอาไว้“ว้าย!” หญิงสาวร้องเสียงหลงด้วยความตกใจ พร้อมยกมือขึ้นปิดบังส่วนนูนตามสัญชาตญาณท่าทางของเผยตั้นเยี่ยนทำให้บุรุษหนุ่มพึงพอใจเป็นอย่างมาก เว่ยเหวินเซียนดึงมือที่พยายามปิดบังทรวงอกออก ก่อนจะกดร่างเล็กให้นอนราบลงบนเตียงแล้วรวบมือทั้งสองข้างของหญิงสาวตรึงเอาไว้เหนือศีรษะถึงสตรีใต้ร่างจะตกใจนิดหน่อย แต่นางก็ยังคงนิ่งไม่ขัดขืน ทำให้บุรุษที่อยู่บนร่างรู้สึกไม่พอใจที่สตรีร่างบางไม่แสดงท่าทางขัดขืนตอบโต้กลับมา เขาจึงใช้มือหนาอีกข้างดึงเสื้อชั้นในออกจนเผยให้เห็นทรวงอกอวบอิ่มขาวนวล ใบหน้าหญิงสาวแดงระเรื่อ เมื่อจู่ ๆ มือหนาหยาบกระด้างจากการรำกระบี่ฝึกวรยุทธ์ก็บีบเคล้นเนินเนื้อนุ่มนิ่มอย่างไม่ออมแรง อีกทั้งยังใช้ปากขบเม้มบนยอดทรวงอกครั้งแล้วครั้งเล่าหญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่นเพื่อไม่ให้ส่งเสียงร้องออกไป แต่ทว่ายิ่งสตรีใต้ร่างเงียบบุรุษก็ยิ่งเพิ่มความแรงในการขบเม้มดูดดึงมากขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดหญิงสาวก็มิอาจทนไหวเผลอร้องค
ดวงตาของนางแดงก่ำ สายตาของนางสั่นไหวถึงแม้จะมีน้ำตาไหลออกมานางก็เก็บเสียงร้องเอาไว้เงียบ ปากที่บวมเจ่อยังคงมีคราบเลือดติดอยู่ ในใจของเขารู้สึกเจ็บขึ้นมาอีกครั้ง เขาจึงถอดแก่นกายออกก่อนจะพลิกตัวไปนอนด้านข้างของนาง“วันนี้หม่อมฉันรับบทลงโทษพอหรือยังเพคะ” หญิงสาวเอ่ยเสียงสั่นเครือ“พอแล้ว” น้ำเสียงหงุดหงิดปนลำคานหญิงสาวหยัดตัวลุกขึ้นนั่ง พร้อมดึงผ้าห่มมาห่อตัวเอาไว้ ก่อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกล้า ๆ กลัว ๆ“เช่นนั้นหม่อมฉันกลับได้แล้วใช่หรือไม่เพคะ”ขณะที่หญิงสาวข้างกายลุกขึ้นบุรุษหนุ่มก็เหลือบเห็นรอยแดงช้ำขนาดใหญ่ที่แขนของนาง“เจ้าถามเช่นนี้หรือว่าเจ้าอยากอยู่ให้ข้าลงโทษอีก” เว่ยเหวินเซียนเอ่ยเสียงขรึม พลางลุกขึ้นหยิบอาภรณ์ของตนเองที่กองอยู่ที่พื้นมาสวมใส่หญิงสาวมองดูเสื้อผ้าของตนเองที่ถูกบุรุษหนุ่มเจ้าของจวนฉีกขาด แต่ไม่ทันได้เอ่ยอันใดบุรุษหนุ่มก็ตะโกนขึ้นเสียงดังขณะที่นั่งรินสุราใส่จอก“สิงเวย ไปบอกลี่มี่ให้นำชุดมาให้พระชายา” เพียงเอ่ยจบเขาก็ยกจอกสุราขึ้นดื่ม&ldq
เมื่อไม่ได้ยินคำตอบจากหญิงสาวก็ยิ่งทำให้บุรุษหนุ่มดื่มสุราหนักขึ้น ถึงขั้นเรียกหานสิงเวยให้นำสุราเข้ามาให้อีก หลังจากองครักษ์คนสนิทของเว่ยเหวินเซียนออกไป หญิงสาวก็เดินออกมาจากหลังม่าน พร้อมเอ่ยถามเว่ยชินอ๋อง“ในเมื่อท่านอ๋องรู้แล้วว่าหม่อมฉันกับองค์รัชทายาทไปมาหาสู่กัน เช่นนั้นท่านอ๋องจะลงโทษองค์รัชทายาทเช่นไรเพคะ” เผยตั้นเยี่ยนคิดว่าหากเว่ยชินอ๋องจะลงโทษเว่ยหลิงเฮ่อ นางจะออกปากยอมรับว่าเป็นนางเองที่เป็นฝ่ายเข้าหาองค์รัชทายาทก่อนเพียงเว่ยเหวินเซียนได้ยินคำถามจากสตรีของตน ความเดือดดาลก็พุ่งสูงขึ้นมาทันที จอกสุราที่อยู่ในมือถูกเขวี้ยงลงพื้นจนแตกกระจาย“เจ้ารักองค์รัชทายาทมากสินะ ถึงได้เป็นห่วงเขาทั้งที่ตัวเองยังเอาตัวไม่รอดเช่นนี้” น้ำเสียงของเว่ยชินอ๋องเปี่ยมโทสะ ใบหน้าขึ้นสีเลือด“มิใช่เช่นนั้นเพคะ ท่านอ๋องเข้าใจผิดแล้ว หากหม่อมฉันรักองค์รัชทายาทจริง ในงานเลี้ยงชมดอกบุปผาหม่อมฉันก็เลือกองค์รัชทายาทไปแล้วสิเพคะ จะเลือกท่านอ๋องทำไม” หญิงสาวรีบแก้ต่างเป็นพัลวันบุรุษหนุ่มใจเย็นลงทันทีก่อนเอ่ยถามเสียงขรึม “เจ้
เพียงเห็นว่าเผยตั้นเยี่ยนนั่งบนรถม้าดีแล้ว บุรุษหนุ่มก็รีบออกมาจากข้างในรถม้าอย่างรวดเร็ว เมื่อออกมาก็เห็นสีหน้าคนรับใช้ของหญิงสาวที่รออยู่ด้านนอก บุรุษหนุ่มก็กระแอมออกมาเสียงดังพร้อมตีหน้าขรึม ก่อนจะลงมาแล้วกล่าวสั่งคนของตนด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว“ต่อไปนี้ไม่ว่าพระชายาจะไปทำอันใดที่ไหนกับใคร ต้องมีเจ้าคนใดคนหนึ่งอยู่ข้างกาย ข้าไม่อนุญาตให้พระชายาทำอันใดโดยที่ข้าไม่รู้อีกเข้าใจหรือไม่”“เพคะ” เหมิงเหมิงกับลี่มี่ตอบรับคำสั่งของผู้เป็นนายพร้อมกันเพียงได้ยินคำตอบอ๋องหนุ่มก็สะบัดชายแขนเสื้อแล้วเดินเข้าไปภายในจวนทันที เมื่อเจ้าของจวนเดินไปฉุยฉุยก็รีบขึ้นรถม้าแล้วเข้าไปหาผู้เป็นนายอย่างรวดเร็ว ก่อนเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง“คุณหนูเป็นอะไรหรือไม่เจ้าคะ”“ข้าไม่เป็นไร เจ้าล่ะโดนทำร้ายหรือไม่” เผยตั้นเยี่ยนถามกลับ“ข้าก็ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ” ขณะตอบสายตาของนางก็สำรวจไปทั่วเรือนร่างของผู้เป็นนาย ถึงภายนอกจะไม่บาดเจ็บแต่การที่ผู้สูงศักดิ์ผู้นั้นอุ้มคุณหนูของนางออกมาทำให้สาวรับใช้ไม่อาจวางใจได้ จึงคิดจะจับชีพจรของผู้เป็นนายทว่ากลับถูกปฏิเสธ“เจ้าไม่ต้องตรวจชีพจรให้ข้าหรอก เดี๋ยวกลับไปถึงเจ้าต้มยาห้ามครรภ
“พระชายาพ่ะย่ะค่ะยกโทษให้พวกกระหม่อมด้วย พวกกระหม่อมเพียงแค่ทำตามคำสั่งเท่านั้น”เมื่อได้ยินคำตอบของบุรุษชุดดำน้ำตาของเผยตั้นเยี่ยนก็ไหลหยดออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ นางรีบเงยหน้ากลั้นน้ำตาเอาไว้ ก่อนจะเอ่ย“พวกเจ้าลุกขึ้นเถอะ ในเมื่อเป็นคำสั่งข้าจะโทษพวกเจ้าได้อย่างไร แต่ข้าอยากขอให้พวกเจ้าไว้ชีวิตคนของข้าได้หรือไม่” เพียงหญิงสาวเอ่ยจบ จิ่งหลินกับฉุยฉุยก็เดินออกมายืนด้านหน้าของเผยตั้นเยี่ยนทันที“พวกเจ้าทำอันใด” เผยตั้นเยี่ยนเอ่ยเสียงดัง“หากข้าน้อยยังอยู่จะไม่ให้ผู้ใดมาเอาชีวิตของคุณหนูแน่ขอรับ” จิ่งหลินเอ่ยตอบเสียงแข็ง“ไม่ว่าจะเป็นใครคิดจะเอาชีวิตข้า หากพวกเจ้ารู้ว่าสู้ไม่ไหวก็อย่าคิดฝืนเลย รักษาชีวิตของตนเองเอาไว้เถอะ”บุรุษชุดดำแซ่เจียงได้ยินนายบ่าวพูดคุยกันก็รู้ว่ากำลังเข้าใจผิดจึงรีบเอ่ยแทรกขึ้น “พระชายาพ่ะย่ะค่ะ พระองค์เข้าใจผิดแล้วกระหม่อมมิได้มาสังหารพระองค์พ่ะย่ะค่ะ ในเมื่อยามนี้กระหม่อมทำตามคำสั่งสำเร็จแล้วเช่นนั้นกระหม่อมขอตัวก่อนนะพ่ะย่ะค่ะ” บุรุษชุดดำไม่
การเข้าวังวันนี้ในฐานะพระชายาเผยตั้นเยี่ยนสามารถนำผู้ติดตามเข้าไปได้เพียงแต่หญิงสาวคิดว่านางจะต้องหาโอกาสพูดคุยกับเว่ยหลิงเฮ่อให้ได้ หากนำคนเข้าไปด้วยแน่นอนว่าลี่มี่กับเหมิงเหมิงย่อมต้องตามเข้าไปแน่นอน เช่นนั้นโอกาสที่ว่าก็จะน้อยลงไปอีก นางจึงตัดสินใจไม่นำใครเข้าไปด้วยทั้งนั้น โดยอ้างว่ายามนี้นางยังไม่ได้เข้าพิธีหากนางใช้บารมีของพระชายาตั้งแต่ได้รับราชโองการอาจทำให้ผู้อื่นมองไม่ดีสาวรับใช้ทั้งสามจึงไม่กล้าเอ่ยอันใดปล่อยให้เผยตั้นเยี่ยนเข้าวังไปเพียงลำพัง เพียงหญิงสาวเดินผ่านประตูวังเข้าไปก็มีคนจากตำหนักฉู่ซิวกงมารอรับ เมื่อหญิงสาวมาถึงตำหนักฉู่ซิวกงก็เห็นเหล่าพระสนมมากมายที่มาถวายพระพรยามเช้า ถึงปกติมู่หรงไทเฮาจะไม่ให้พระสนมเหล่านี้มาถวายพระพรเช้า แต่ทว่าวันนี้เจ้าของตำหนักฉู่ซิวกงจะเสด็จออกจากวังเหล่าพระสนมย่อมต้องมาน้อมส่งเป็นเรื่องธรรมดา เนื่องจากช่วงเวลาที่จะเสด็จจริงนั้นมู่หรงไทเฮาไม่อยากยุ่งยากจึงไม่ได้ให้ใครไปส่งเสด็จเมื่อเผยตั้นเยี่ยนเข้ามาในห้องโถงหลักของตำหนักก็ทำความเคารพเจ้าของตำหนักและเหล่าสตรีของเหวินหลิงฮ่องเต้ตามพิธีในขณะที่หญิงสาวกำลังคารวะอย
บทสนทนาของสตรีทั้งสามเริ่มไหลลื่นไปเรื่อย ๆ จนตอนนี้ยาที่หญิงสาวกินมาเริ่มหมดฤทธิ์ สีหน้าของนางเริ่มซีดลงเมื่อความเจ็บปวดในร่างกายเริ่มแสดงอาการอีกครั้งสตรีผมสองสีสังเกตเห็นความผิดปกติ แต่เข้าใจว่าอาจเป็นเพราะความเหน็ดเหนื่อยจากการรับมือกับแขกเหรื่อที่มาร่วมอวยพร อีกทั้งยังต้องตื่นแต่เช้าเพื่อเข้าวัง ยังไม่พอยังอยู่ร่วมพูดคุยกับนางจนเกือบหนึ่งชั่วยามอีก จึงได้คิดว่าถึงเวลาอันเหมาะสมที่จะให้หญิงสาวกลับไปพักผ่อนแล้ว“วันนี้ข้ามีความสุขมากจริง ๆ ที่ได้พูดคุยกับพวกเจ้าทั้งสอง แต่งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา อีกประเดี๋ยวข้าก็ต้องเตรียมตัวไปยังสุสานกษัตริย์อีก พวกเจ้าทั้งสองก็กลับไปพักผ่อนเถอะ” เสียงของสตรีผมสองสีเปี่ยมไปด้วยความอบอุ่นหญิงสาวยกยิ้มถึงนางจะอ่านนิยายในอีกโลกมามาก และส่วนใหญ่ตัวละครที่เป็นฮองเฮาและไทเฮามักจะมีท่าทีเคร่งขรึมวางท่าเป็นนางพญาหงส์ที่สูงส่ง แต่ทว่าสิ่งที่นักเขียนบรรยายออกมาก็เป็นเพียงมุมมองไม่กี่ด้านเท่านั้น ซึ่งต่างจากที่นางได้พบเห็นในตอนนี้สำหรับเผยตั้นเยี่ยนสตรีแห่งวังหลังทั้งสองพระองค์ยามที่อยู่ต่อหน้าผู้อื่นก็ไม่ได้ต่างจากนิยายเลย แต่ยามนี้สตรีทั้งสองกลับไม่ต่า
เมื่อพุดคุยกันจบลูกสะใภ้ทั้งสองทูลลามู่หรงไทเฮาก่อนจะแยกย้ายกันไป สตรีผมสองสีมองดูลูกสะใภ้ทั้งสองอย่างวางใจที่รู้ว่าทั้งคู่เข้าขากันได้ดี ยามนี้มู่หรงไทเฮาก็ไม่มีสิ่งใดให้เป็นห่วงอีกแล้วมู่หรงไทเฮาได้ให้นางกำนัลนำทางเผยตั้นเยี่ยนไปยังตำหนักบูรพา ขณะเดินทางหญิงสาวรู้สึกว่าร่างกายของนางร้อน ๆ หนาว ๆ ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก แต่ว่ายามนี้นางก็ทำได้เพียงแค่อดทนเอาไว้ ขอเพียงได้บอกเรื่องเว่ยเหวินเซียนกับเว่ยหลิงเฮ่อ นางก็จะโล่งใจขึ้นมาอีกหน่อยและจะได้ลงมือทำเรื่องอื่นได้อย่างสบายใจเมื่อมาถึงตำหนักบูรพาก็มีขันทีหน้าตำหนักเข้าไปรายงานหลิงเฮ่อรัชทายาททันที เพียงได้ยินเจ้าของตำหนักก็นึกแปลกใจที่เผยตั้นเยี่ยนมาเข้าเฝ้าเขาถึงตำหนักบูรพา แต่กลับประหลาดใจมากยิ่งกว่าเมื่อคนที่นำทางมาคือนางกำนัลจากตำหนักฉู่ซิวกง เหตุเพราะเรื่องในงานเลี้ยงชมบุปผามู่หรงไทเฮาไม่น่าจะให้พระชายาชินอ๋องมาหาเขาเพียงลำพังเช่นนี้เพื่อไม่ให้ผู้อื่นนำไปพูดในทางที่ไม่ดี และเนื่องจากเจ้าของตำหนักบูรพารู้นิสัยของเว่ยเหวินเซียน จึงได้ให้เผยตั้นเยี่ยนไปรอพบเขาที่ศาลาในสวนด้านข้างตำหนัก เพราะอย่างน้อยที่นั่นก็ไม
“แล้วฝ่าบาทต้องการให้เหวินเซียนทำอันใดอีกเล่าเพคะ หรือท่านอยากเล่นเป็นบทคนดีแล้วให้เขาเป็นคนเลวอย่างนั้นหรือ ฝ่าบาทบอกว่าเขาติดอิสตรีจนไม่เอาการเอางาน เช่นนั้นใยฝ่าบาทไม่ย้อนคิดหน่อยหรือเพคะ ว่าตอนที่ฝ่าบาทหลงใหลสนมอวี๋มีสภาพเช่นไร” สตรีเจ้าของวังหลังที่เพิ่งเดินเข้ามาตรัสด้วยน้ำเสียงกระแทกแดกดันเจือโทสะเสิ่นฮองเฮาวางถ้วยโอสถลงบนโต๊ะเล็กที่วางอยู่บนตั่ง ถ้วยยากระทบกับโต๊ะจนเกิดเสียงดัง แรงกระแทกทำให้ยากระฉอกออกมาจากถ้วย เหล่านางกำนัลขันทีก้มหน้าก้มตาเป็นพัลวัน ก่อนจะรีบออกไปจากห้องทรงอักษรเมื่อเห็นไป๋กงกงสะบัดมือไล่ท่าทางและน้ำเสียงของเสิ่นฮองเฮาทำให้บุตรชายถึงกับตกตะลึง เพราะปกติมารดาของเขาจะไม่ยุ่งเรื่องของวังหน้าอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ และมิว่าจะโกรธเพียงใดก็จะเก็บอารมณ์เอาไว้เสมอ แต่ครานี้กลับต่างจากที่เขาเคยเห็นอย่างลิบลับ ทำให้เจ้าของตำหนักบูรพานึกขยาดกลัว จึงได้แต่นิ่งเงียบไม่เอ่ยอันใด ไม่เพียงเท่านั้นเว่ยหลิงเฮ่อยังก้มหน้าเพื่อหลบสายตาเจ้าของบัลลังก์ เพราะกลัวว่าเสด็จพ่อจะส่งสายตามาขอความช่วยเหลือไม่เพียงแต่บุตรชายที่แปลกใจ แม้แต่เจ้าของบัลลั
หลังจากเว่ยเหวินเซียนกับเผยตั้นเยี่ยนทานอาหารเสร็จแล้ว ก็ให้ฉุยฉุยไปตามคุณหนูอีกสองคนมาพบ พร้อมกับให้เรียกองครักษ์สาวใช้ทั้งสองคนมาด้วย เพื่อบอกองครักษ์หญิงทั้งสองให้รู้ว่าพรุ่งนี้จะต้องคุ้มกันคุณหนูสามเผิงกับคุณหนูรองเผยกลับเมืองหลวง และหากใครถามถึงเผยตั้นเยี่ยนก็ให้บอกไปว่านางยังไม่หายป่วยครั้นบอกรายละเอียดทุกอย่างแล้วเว่ยชินอ๋องก็ไล่ให้พวกนางออกจากห้องไป แต่ทว่าก่อนที่สตรีทั้งห้าจะออกไป เว่ยเหวินเซียนก็ไม่ลืมเอ่ยคาดโทษพวกนางทั้งห้าที่ลงไปแช่ตัวในบ่อน้ำพุร้อน ด้วยสีหน้าและน้ำเสียงขึงขัง“เรื่องที่พวกเจ้าลงไปในบ่อน้ำพุของข้า ข้าจะยังมิลงโทษ แต่มิใช่ว่าข้าให้อภัยพวกเจ้าหรอกนะ เพียงแต่เมื่อวานนี้ข้าลงทัณฑ์คนมามากแล้ว เหนื่อยแล้ว เอาไว้ข้าจะลงโทษพวกเจ้าทีหลังแล้วกัน” เขามิได้จะลงโทษพวกนางจริง ๆ เพียงแค่อยากให้พวกนางทั้งห้าติดค้างเขาเอาไว้เท่านั้น“ขอบพระทัยเพคะ” สตรีทั้งห้ารีบตอบพร้อมกัน ก่อนจะรีบยอบกายแล้วถอยหลังออกจากห้องไปเช้าวันต่อมาเผยตั้นเยี่ยนได้เดินมาส่งสตรีทั้งสี่ที่หน้าจวนด้วยใบหน้าเบิกบาน ต่างจากเว่ยเหวินเซียนที่ใบหน้าหม
เว่ยชินอ๋องพยายามลุกออกจากเตียงด้วยความระมัดระวัง เพราะไม่อยากให้สตรีที่หลับอยู่ตื่นขึ้นมา แต่ดูท่าจะไม่ทันเสียแล้วเมื่อหญิงสาวลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างงัวเงีย ครั้นบุรุษสายเลือดมังกรเห็นภรรยาตัวน้อยตื่นก็รู้สึกอารมณ์เสียขึ้นมาทันที“ปล่อยนางเข้ามา” น้ำเสียงกระโชกโฮกฮากจนหญิงสาวที่เพิ่งตื่นนอนสะดุ้งกลัวกระแสเสียงของอ๋องหนุ่มทำเอาหญิงสาวลืมตาตื่นขึ้นเต็มตา หญิงสาวรีบลุกขึ้นนั่งพร้อมจัดแจงอาภรณ์ของตน เพียงครู่เดียวสตรีที่ทำให้เจ้าของเรือนอารมณ์เสียก็เดินเข้ามา เผยตั้นเยี่ยนเบิกตาโตเมื่อรู้ว่าคนของตนเองทำให้บุรุษตรงหน้ามีโทสะ“หม่อมฉันขออภัยเพคะที่เข้ามารบกวน เพียงแต่ใกล้ถึงเวลาที่คุณหนูต้องดื่มยาแล้ว หม่อมฉันจึงได้ทำอาหารมาให้คุณหนูรับประทานก่อนดื่มยาเพคะ อาการของคุณหนูเกี่ยวกับภายในของสตรีมีผลถึงการสืบสายเลือดของท่านอ๋อง หม่อมฉันจึงมิอาจปล่อยผ่านไปได้เพคะ หวังว่าท่านอ๋องจะให้อภัยหม่อมฉันนะเพคะ” ฉุยฉุยพยายามควบคุมความกลัวของตนเองเอาไว้ เพราะรู้ว่าตนเองเป็นสาเหตุให้เว่ยชินอ๋องหงุดหงิดความโกรธก่อนหน้าหายไปในช่ว
ตั้งแต่ก้าวเท้าเดินเข้ามาในเรือนเขาก็รู้แล้วว่าสตรีทั้งหกอยู่ที่บ่อน้ำพุ ถึงยามแรกจะไม่คิดว่าสตรีทั้งหมดจะลงไปแช่ตัว แต่เมื่อเห็นองครักษ์ตะโกนเสียงดัง อีกทั้งเผยตั้นเยี่ยนเดินมาหาเขาเพียงลำพัง จึงทำให้มั่นใจว่าสตรีที่เหลือลงแช่บ่อน้ำพุร้อน ไม่เช่นนั้นคนใช้ทั้งสามจะปล่อยให้เผยตั้นเยี่ยนไปไหนมาไหนโดยไม่เดินตามได้เช่นไรเผยตั้นเยี่ยนรู้ดีว่าไม่อาจขัดขืนบุรุษตัวสูงได้จึงไม่เอ่ยอันใด เพราะนี่คงเป็นวิธีการทรมานนางอย่างหนึ่งที่เขาใช้ ด้วยเหตุนี้นางจึงไม่กล้าที่จะขัดขืนเพราะกลัวว่าจะเป็นเหมือนครั้งก่อนที่ถูกเขากระทำอย่างรุนแรง“ถอยออกไป หากข้าไม่ได้เรียกอย่าคิดเข้ามาใกล้ และอย่าให้ผู้ใดมารบกวนข้ากับพระชายาเข้าใจหรือไม่” เว่ยชินอ๋องหันมาเอ่ยกับองครักษ์ที่เดินตามมาก่อนจะเดินต่อไปยังห้องนอนของตนเองเมื่อมาถึงห้องบุรุษหนุ่มวัยกำหนัดก็มิรอช้าวางหญิงสาวในอ้อมแขนลงบนเตียงอย่างนิ่มนวล ทว่าภาพอุ่นเตียงคราก่อนยังฝังลึกอยู่ในหัวของสตรีร่างบาง ร่างกายจึงสั่นระริกขึ้นมาอย่างไม่อาจหักห้ามได้“กลัวข้าสินะ ต่อไปข้าจะไม่รุนแรงกับเจ้าเช่นนั้นอีก ดีหรือไม่”
หลังจากทรมานบุรุษตระกูลหยางเสร็จอ๋องหนุ่มก็ไม่รอช้าควบม้ากลับไปยังจวนข้างค่ายทหารของตนทันที แล้วปล่อยให้ลูกน้องที่ตนเองไว้ใจสองคนตรวจสอบจวนขุนนางร่วมกับแม่ทัพใหญ่เหยียน เพราะอย่างไรขุนนางจวนต่อไปก็เขียนหนังสือสำนึกผิดแล้วในเมื่อแค่ต้องเข้าไปในจวนเพื่อตรวจสอบขุนนางว่าเขียนสารภาพผิดตามความจริงหรือไม่ ไยจะต้องให้อ๋องหนุ่มเช่นเขาลงมือทำด้วย เพราะอย่างไรเรื่องลงทัณฑ์เสด็จพี่ของเขาก็เป็นผู้ตัดสินอยู่แล้ว เว่ยชินอ๋องจึงไม่อยากเสียเวลาที่จะได้อยู่กับสตรีที่ตนรักไปกับเหล่าขุนนางพวกนี้จวนนอกเมืองของชินอ๋องขณะที่เมืองหลวงกำลังวุ่นวาย คุณหนูทั้งสามคนที่อยู่ในจวนข้างค่ายทหารของเว่ยชินอ๋องกลับกำลังพักผ่อนอย่างสบายใจ เพราะจวนของอ๋องหนุ่มแห่งนี้มีบ่อน้ำพุร้อนจากธรรมชาติอยู่ในจวน ถึงการตกแต่งจวนจะไม่หรูหราแต่มองแล้วสบายตายิ่งนักจวนแห่งนี้มีรั้วกั้นสูงมองไม่เห็นภายใน คราแรกที่คุณหนูทั้งสามเห็นก็รู้สึกหวั่นวิตกอยู่มาก แต่เพียงเดินเข้ามายังด้านในกลับเสมือนมีคนนำเรือนหลังหนึ่งมาวางเอาไว้ท่ามกลางน้ำตก ที่โดยรอบมีดอกไม้และต้นไม้สูงต่ำสลับกันไป
เช้าวันต่อมา ณ ท้องพระโรงเหวินหลิงฮ่องเต้สาดสายตามองเหล่าขุนนางที่ยืนอยู่ตรงหน้า นี่เป็นครั้งแรกตั้งแต่ที่เขาขึ้นครองราชย์ที่ได้เห็นสีหน้าท่าทางของเหล่าขุนนางที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันมากถึงเพียงนี้เก้าในสิบส่วนของขุนนางในท้องพระโรงมีสีหน้าหม่นหมองดุจเมฆฝน ใบหน้าเคร่งเครียดส่อความรู้สึกราวกับกำลังแบกโลกเอาไว้ทั้งใบ หัวคิ้วของแต่ละคนย่นชนกันอย่างไม่รู้ตัว ทำเอาเจ้าของบัลลังก์รู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่เห็นขุนนางของตนเป็นเช่นนี้“ข้าคิดว่าเมื่อคืนพวกท่านจะนอนหลับอย่างสบายใจเสียอีก ที่มีทหารรักษาเมืองหลวงคอยคุ้มกันจวนไม่ให้มือสังหารเข้าไปในจวนของพวกเจ้า ทว่าดูจากขอบตาของพวกเจ้าแล้วข้าคงคาดเดาผิดไปสินะ หากเรื่องของชาวบ้านพวกเจ้าวิตกกังวลกันจนเป็นสภาพเช่นนี้ ต้าเว่ยของข้าคงจะดีมากขึ้นไม่น้อย” ถึงสุรเสียงของฮ่องเต้แห่งต้าเว่ยจะเรียบเฉย ทว่ากลับกดดันให้สีหน้าของเหล่าขุนนางหม่นหมองลงไปอีก“ฝ่าบาททรงเข้าใจพวกกระหม่อมผิดไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ เมืองหลวงวุ่นวายไปทั่วเช่นนี้ จะให้พวกกระหม่อมข่มตาหลับลงได้เช่นใดกันพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท” เสนาบ
“ว่าแต่เจ้าไม่เป็นอันใดจริง ๆ ใช่หรือไม่”“พ่ะย่ะค่ะ ลูกไม่เป็นอันใดจริง ๆ พ่ะย่ะค่ะ”“เสด็จอาของเจ้าเล่นใหญ่ไปแล้วกระมัง ใยถึงได้สั่งให้คนยิงธนูใส่เจ้าเฉียดฉิวถึงเพียงนี้ หากโดนเนื้อตัวของเจ้าขึ้นมาเสด็จแม่ของเจ้าคงไม่พบหน้าข้านานนับเดือนเป็นแน่” ช่วงประโยคหลังเหวินหลิงฮ่องเต้เอ่ยเสียงเบาลงเรื่องที่ห่วงบุตรของตนก็ส่วนหนึ่ง แต่ที่เป็นกังวลไม่ต่างกันคือเรื่องที่สตรีคู่บัลลังก์จะโกรธ เพราะเรื่องตระกูลอวี๋คราก่อน กว่าจะเอาใจให้เสิ่นฮองเฮาพูดดีกับเขาได้ก็ใช้เวลาอยู่นานบุรุษอายุน้อยกว่าถึงกับหลุดหัวเราะออกมา เมื่อได้ยินบิดาเอ่ยพึมพำถึงมารดา ทว่าเมื่อเห็นสายตาของบิดามองมาจึงกลั้นหัวเราะเอาไว้“เสด็จพ่อวางใจเถอะพ่ะย่ะค่ะ คนที่เสด็จอาส่งมาล้วนเป็นยอดฝีมือทั้งนั้น มิเพียงลูกธนูจะไม่โดนลูกแต่ยังไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บอีกด้วย” เว่ยหลิงเฮ่อมิอยากให้เสด็จพ่อตำหนิเสด็จอาจึงช่วยเอ่ย ถึงเขาเองก็คิดว่าเสด็จอาเล่นใหญ่มากจริง ๆ ที่ยิงธนูจวนโดนตัวเขาคราแรกที่ได้ยินแผนของเว่ยเหวินเซียน เจ้าของตำหนักบูรพาก็เตรียม
“อ้อ! ยังมีอีกเรื่อง เจ้ารู้ใช่หรือไม่ว่าข้าไว้วางใจเจ้ามากเพียงใดจึงให้เจ้าอยู่ในตำแหน่งนี้ ข้าหวังว่าเจ้าจะไม่มีส่วนรู้เห็นกับเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้”“กระหม่อมไม่มีส่วนรู้เห็นในเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้แน่นอนพ่ะย่ะค่ะ และกระหม่อมจะไม่มีทางทำให้ฝ่าบาทผิดหวังในตัวกระหม่อม กระหม่อมขอใช้ชีวิตของคนตระกูลเหยียนเป็นเดิมพันพ่ะย่ะค่ะ”“ดี เช่นนั้นเจ้าก็ไปทำตามที่เราสั่งเถอะ”“พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะไปทำตามรับสั่งเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพผู้บัญชาการใหญ่รักษาเมืองหลวงตอบรับทันที ก่อนจะลุกขึ้นโค้งคำนับแล้วถอยหลังออกไป“เสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ ให้เสด็จอาเป็นผู้จัดการเรื่องนี้ดีหรือไม่ เพราะมือสังหารที่ถูกทหารองครักษ์ของเสด็จอาฆ่าตาย น่าจะทิ้งหลักฐานเอาไว้ไม่มากก็น้อย และป่านี้เสด็จอาคงสืบได้เบาะแสแล้วเป็นแน่”“ได้ ทำตามเจ้าว่า” เหวินหลิงฮ่องเต้ผินพระพักตร์ไปหาขันทีข้างกาย“ไป๋กงกง ส่งคนไปตามเหวินเซียน บอกให้เขากลับเมืองหลวงมาสืบคดี”“พ่ะย่ะค่ะ” ไป๋กงกงรีบต
“ทูลเสด็จพ่อ โปรดออกคำสั่งให้แม่ทัพใหญ่เหยียนส่งทหารไปล้อมจวนขุนนางน้อยใหญ่ไว้ด้วยพ่ะย่ะค่ะ”เหล่าขุนนางที่อยู่ในห้องโถงต่างตกตะลึงปนไม่พอใจที่อยู่ ๆ องค์รัชทายาทหลิงเฮ่อจะให้ทหารไปล้อมจวนของพวกเขา เหล่าขุนนางหันหน้ามองกันพลางส่งสายตาเพื่อจะหาคนเอ่ยคัดค้าน ทว่ายังมิทันที่จะหาคนกราบทูลได้เหวินหลิงฮ่องเต้ก็ทรงตรัสออกมาเสียก่อน“เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ เจ้ารู้หรือไม่ว่าเอ่ยวาจาไร้สาระอันใดออกมา”“เสด็จพ่อ ท่านรู้หรือไม่ว่าวันนี้ขณะที่คุณหนูทั้งสองตระกูลกำลังจะกลับเมืองหลวงพวกนางถูกนักฆ่าดักทำร้าย เดิมที่ข้าคิดว่ามีคนอยากแก้แค้นคุณหนูใหญ่ตระกูลเผย หรือไม่ก็อาจเป็นเพราะเรื่องตำแหน่งพระชายาของเสด็จอา” บุรุษหนุ่มสายเลือดมังกรจงใจหยุดคำพูดของตน ก่อนใช้สายตาเหลือบมองเหล่าขุนนางเพียงได้ยินประโยคท้ายของโอรสสายเลือดมังกร ขุนนางตระกูลอวี๋กับตระกูลหยางก็หน้าซีดเผือดขึ้นมาอวี๋หลี่เฉียงรีบแก้ตัวเป็นพัลวันด้วยเกรงว่าบุรุษสายเลือดมังกรจะเข้าใจเขาผิด เนื่องจากคราก่อนที่เว่ยชินอ๋องมายังจวนของเขาได้เอ่ยว่าจะปล่อยบุตรสาวของเขาให้อยู่ท