หญิงสาวแซ่หยางก้าวเท้าตรงไปยังสตรีสกุลเผยทันที เพียงสตรีทั้งสองอยู่ห่างกันไม่ถึงหนึ่งช่วงแขนก็เกิดเสียงดังขึ้น ‘เพียะ’
ใบหน้าของหยางหวังลี่หันไปตามแรงมือ เผยตั้นเยี่ยนยืนนิ่งไปชั่วขณะหนึ่งเพื่อจะดูว่าอีกฝ่ายจะทำเช่นไร แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายจับแก้มของตนลูบไปลูบมา และเห็นว่านางกำนัลที่อยู่ไม่ไกลก้าวเท้าถี่ไปยังศาลาตะวันตก หญิงสาวก็ยกยิ้มขึ้นพร้อมกับนั่งลงจิบชาอย่างสบายใจ
หยางหวังลี่เงยหน้าขึ้น ก่อนเอ่ยเสียงเบา ๆ ด้วยความเจ็บ “ข้าจะดูซิว่าวันนี้เจ้าจะได้เป็นพระชายาของชินอ๋องหรือไม่”
เผยตั้นเยี่ยนยังคงมีสีหน้าไม่ทุกข์ไม่ร้อน เพียงไม่กี่ลมหายใจเผยตั้นเหม่ยกับเผิงซิ่วอิงก็เดินมา เมื่อเห็นว่าหยางหวังลี่ยืนอยู่ด้วยคุณหนูตระกูลเผิงก็ไม่รอช้าเอ่ยถามด้วยความร้อนทันใด
“เจ้ามาหาเรื่องอันใดตั้นเยี่ยนอีก หากเจ้ากล้าทำร้ายสหายของข้า ข้าไม่อยู่เฉยแน่” เผิงซิ่วอิงพูดพลางเดินมายืนข้าง ๆ เผยตั้นเยี่ยนที่นั่งอยู่
“ใครรังแกสหายของเจ้า สหายของเจ้าต่างหากที่รังแกข้า” หยางหวังลี่เอ่ยพร้อมชี้ไปยังแก้มของตนเอง
เผยต
“ท่านอ๋องตรัสเช่นนี้ได้อย่างไรเพคะ ตำแหน่งพระชายาของท่านอ๋องจะไร้ค่าได้เช่นไร เพียงแต่ต่อให้หม่อมฉันอยากจะรับเอาไว้ ก็กลัวจะไม่มีบุญพอที่จะมีชีวิตอยู่ถึงวันมงคลหรอกเพคะ” หญิงสาวกล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้า ๆ“เหตุใดเจ้าพูดเช่นนั้น” สุรเสียงราบเรียบแต่เต็มไปด้วยอำนาจจากบุรุษอีกคนดังขึ้น ส่วนเว่ยเหวินเซียนมัวแต่ตกใจและสงสัยในคำพูดของหญิงสาวจึงไม่ทันได้เอ่ยถามบุรุษทั้งสามจากศาลาตะวันออกเดินผ่านเหล่าคุณหนูคุณชายมายังด้านหน้า เจ้าของเสียงเดินมาหยุดยืนอยู่ข้าง ๆ มู่หรงไทเฮา ส่วนบุรุษอีกสองคนก็ยืนอยู่ไม่ห่างมากนักพวกเขาทั้งสามเห็นว่าทางศาลาตะวันตกไร้ผู้คนจึงได้แปลกใจ เมื่อให้ขันทีมาสืบข่าวจึงรู้เรื่องที่เกิดขึ้น เหวินหลิงฮ่องเต้มางานเลี้ยงในวันนี้เพื่อความครื้นเครงไหนเลยจะพลาดเรื่องเช่นนี้ได้ จึงนำบุรุษอีกสองคนตามมาดูสถานการณ์ด้วยกัน“ว่าอย่างไร เจ้ายังไม่ได้ตอบคำถามของเราเลย” เหวินหลิงฮ่องเต้ตรัสทวงคำตอบ หลังจากให้ทุกคนลุกขึ้นหลังทำความเคารพ“คือ..หม่อมฉัน...” เผยตั้นเยี่ยนทำท่าทางราวกับกลัวบางอย่างไม่กล้าพูดออ
คุณหนูแซ่หยางเหลือบตาขึ้นมองเห็นพระเนตรเจ้าของบัลลังก์มองมาจึงได้เริ่มพูดก่อน “ทูลฝ่าบาท หม่อมฉันเพียงอยากมาขอโทษที่พูดจาล่วงเกินคุณหนูใหญ่เผยเพคะ ถึงวันหน้าคุณหนูใหญ่เผยจะได้เป็นพระชายาหรือไม่ แต่นางก็คือคนที่ท่านอ๋องและองค์รัชทายาททรงให้ความสำคัญ เช่นนั้นหากหม่อมฉันล่วงเกินไปก็คงไม่ดีนัก แต่ถึงอย่างนั้นหม่อมฉันก็เป็นคุณหนูตระกูลใหญ่ไหนเลยจะกล้าเอ่ยคำขอโทษต่อหน้าคนมากมาย เมื่อเห็นว่าคุณหนูใหญ่เผยอยู่เพียงลำพังหม่อมฉันจึงได้เดินมาขอโทษนางเพคะ” หยางหวังลี่เอ่ยเสียงอ่อน ๆ ราวกับเขินอายที่เป็นฝ่ายแบกหน้ามาขอโทษเผยตั้นเยี่ยน“ในเมื่อเจ้ามาขอโทษคุณหนูตระกูลเผยแล้วเหตุใดจึงได้ตบตีลงไม้ลงมือกันได้เล่า” เหวินหลิงฮ่องเต้ตรัสด้วยใบหน้านิ่งไม่แสดงความรู้สึกอันใดออกมา“คุณหนูใหญ่เผยบอกกับหม่อมฉันว่า เดิมทีนางเลือกจะเป็นพระชายาขององค์รัชทายาท แต่เห็นว่าหม่อมฉันมีทีท่าชื่นชอบชินอ๋องจึงได้คิดเปลี่ยนใจเป็นพระชายาของท่านอ๋องเพื่อแก้แค้นที่หม่อมฉันล่วงเกินนางเพคะ แต่หากหม่อมฉันคุกเข่าขอโทษและอ้อนวอนขอร้องนางดี ๆ คุณหนูใหญ่เผยบอกว่าอาจจะยอมยกตำแหน่งพระชายาชิ
เหล่าคุณหนูและคุณชายที่ได้ยินสุรเสียงของเหวินหลิงฮ่องเต้ลดสายตาลงมองปลายเท้าของตนทันที เพราะน้ำเสียงเจ้าของบัลลังก์นั้นดูจะขุ่นเคืองอยู่ไม่มากก็น้อย แต่ทว่าเผยตั้นเยี่ยนกลับฉีกยิ้มกว้าง พร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความดีใจ ชวนให้ทุกคนที่ก้มหน้าต้องกลับมาเงยหน้าอีกครั้งเพื่อดูสตรีแซ่เผย“กษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำ หากหม่อมฉันพิสูจน์ความบริสุทธิ์ได้ ฝ่าบาทจะต้องลงทัณฑ์คุณหนูหยางตามที่ตรัสออกมานะเพคะ”เหวินหลิงฮ่องเต้ยกยิ้มให้กับความมั่นใจที่จะสามารถแก้ต่างให้ตนเองได้ของเผยตั้นเยี่ยน และตื่นเต้นจนอดใจเอาไว้ไม่อยู่ที่จะได้เห็นการเอาตัวรอดจากการถูกลงทัณฑ์ของว่าที่น้องสะใภ้ “แน่นอนมิเพียงเราจะลงโทษคุณหนูหยาง แต่เราจะตกรางวัลให้เจ้าอีกด้วย แต่หากเจ้าพิสูจน์ไม่ได้ เราจะโบยเจ้าเพิ่มเป็นสองเท่า ดีหรือไม่”“ดีเพคะ เช่นนั้นหม่อมฉันขออ่างใส่น้ำผสมเกลือได้หรือไม่เพคะ” เผยตั้นเยี่ยนเอ่ยพร้อมยิ้มเจ้าของบัลลังก์เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งด้วยความสงสัย ก่อนที่จะหันไปมองขันทีข้างกายแล้วพยักหน้าให้ขันทีไปเอาของที่เผยตั้นเยี่ยนขอ เมื่อหญิงสา
“นั่นสิ เพราะเหตุใดอย่างนั้นหรือ?” สตรีทรงอำนาจเจ้าของบัลลังก์หงส์สีหน้าเต็มไปด้วยความอยากรู้“เพราะหม่อมฉันสัมผัสพวกนางเพคะ” เผยตั้นเยี่ยนตอบพร้อมยิ้ม“แค่สัมผัสอย่างนั้นหรือ?” เสิ่นฮองเฮาเอ่ยด้วยสีหน้าตะลึงพรึงเพริด“เพคะ เพราะเรื่องเฉียดตายก่อนหน้าทำให้หม่อมฉันกลัวว่าการเข้าวังมาในครั้งนี้จะเกิดเรื่องที่ไม่คาดคิด เช่นนั้นเตรียมพร้อมไว้ก่อนย่อมดีกว่า หม่อมฉันทราบมาว่าในตลาดมืดมียาแย้มสัตย์ที่เพียงป้ายติดไว้กับสิ่งใดก็ตาม หากผู้อื่นมาถูกหรือสัมผัสเข้าเพียงแต่จุ่มลงไปในน้ำที่แช่น้ำเกลือก็จะปรากฏสีส้มขึ้นเพคะ หม่อมฉันจึงได้ให้คนไปหาซื้อมาให้ ก่อนหน้านี้หม่อมฉันจับมือน้องสาวและคุณหนูเผิงอยู่แล้ว จึงไม่แปลกที่ทั้งสองคนมือจะเปลี่ยนสี แต่ที่ขอจับมือคุณหนูจางเพราะอยากให้ทุกคนได้เห็นว่ายามนี้มือของหม่อมฉันมิว่าจะจับโดนส่วนไหนของใครก็ยังทำให้ส่วนนั้นเปลี่ยนสีอยู่เพคะ”คำตอบของเผยตั้นเยี่ยนมิเพียงคลายความอยากรู้ของทุกคนได้ แต่ยังละลายความแคลงใจของเว่ยเหวินเซียนกับเหวินหลิงฮ่องเต้ที่มีอยู่ด้วย“คุณหนูใหญ่
สีหน้าของคุณหนูตระกูลหยางหมองลงในทันตาราวกับถูกปกคลุมด้วยเมฆฝน เพียงได้ยินคำพูดของเผยตั้นเยี่ยนหญิงสาวก็รับรู้ได้ทันทีว่าพายุลูกใหญ่กำลังจะซัดเข้ามา“เจ้าพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร” เว่ยเหวินเซียนเลิกคิ้วสุรเสียงเยือกเย็นขึ้นหลายส่วน ยังไม่ทันที่เขาจะได้คำตอบจากสตรีข้างกายคุณหนูแซ่หยางก็สอดปากขึ้นมาเสียก่อน“คุณหนูใหญ่เผยเจ้าพูดอันใด ข้าเคยไปทำร้ายเจ้าตั้งแต่เมื่อไรกัน เจ้ามีหลักฐานอย่างนั้นหรือ” หยางหวังลี่รีบเอ่ยอย่างร้อนรน เพราะกลัวว่าเว่ยเหวินเซียนจะเชื่อเพียงคำพูดของเผยตั้นเยี่ยนจนไม่คิดหาหลักฐานแล้วลงมือลงโทษนาง“โจรสองคนนั้นมิใช่เจ้าส่งมาหรือ?” เผยตั้นเยี่ยนถามกลับเสียงนิ่ง“จะใช่ข้าได้เช่นไร เจ้าอย่ามาใส่ความข้า เจ้าไม่มีหลักฐานเสียหน่อย” หยางหวังลี่เอ่ยตะกุกตะกัก“ก่อนที่เจ้าจะลงมือตบตนเอง เจ้าเป็นคนพูดออกมาเองมิใช่หรือ ว่ายามนี้โจรทั้งสองถูกเจ้าปล่อยตัวไปแล้วอีกทั้งคงหนีไปไกลแล้ว และต่อให้โจรทั้งสองถูกจับได้ก็จะให้เหตุผลว่าเป็นเพราะแค้นที่ข้าเป็นต้นเหตุให้คุณหนูอวี๋ถูกลงโทษ และทำให้เ
สองพี่น้องโอรสสวรรค์ผินพระพักตร์ทอดพระเนตรมองกัน เพียงวูบเดียวที่ผู้เป็นพี่ได้เห็นสีหน้าและดวงตาของน้องชาย คำพูดที่คิดจะตรัสหว่านล้อมโน้มน้าวให้ผู้เป็นน้องเปลี่ยนใจก็ถูกกลืนลงคอไปอย่างยากลำบาก เพราะท่าทางของเว่ยเหวินเซียนในยามนี้หากมิได้ระบายโทสะที่มีออกมาดูท่าแล้ววันนี้คงมีข่าวการฆ่าล้างตระกูลของขุนนางใหญ่แพร่สะพัดดังไปทั่วเมืองหลวงอย่างแน่นอน“หากเจ้าอยากลงมือข้าก็คงไม่ห้าม เพียงแต่ขอให้จบลงที่คุณหนูหยางเท่านั้น อย่าได้คิดไปเอาความกับตระกูลหยางได้หรือไม่” เหวินหลิงฮ่องเต้เอ่ยด้วยน้ำเสียงเหนื่อยใจยังไม่ทันที่ไป๋กงกงจะมาพาหยางหวังลี่ไปรอรับโทษหญิงสาวก็เป็นลมล้มพับลงไปกองที่พื้นเสียแล้ว เนื่องจากได้ยินคำพูดของเหวินหลิงฮ่องเต้ เพราะไม่ว่าเว่ยเหวินเซียนจะตอบเช่นไรคุณหนูแซ่หยางก็รู้ดีว่าคงหนีความตายไปไม่พ้นหยางซูเฟยรีบประคองหลานของตนเอาไว้ในอ้อมแขนก่อนจะเงยหน้าขึ้นเรียกนางกำนัลขันทีมาช่วยพยุงหลานสาวของตนไปยังเรือนรับรองและให้คนไปตามหมอหลวงมา แต่ยังไม่ทันที่นางกำนัลขันทีจะเข้ามาพยุงก็ต้องหยุดชะงักลงเสียก่อน เมื่อสุรเสียงทรงอำนาจที่เปี่ยมไปด้วยจิตสังหารดังขึ้น
เมื่อเห็นพระพักตร์ของเว่ยเหวินเซียนไร้โทสะ สนมหยางซูเฟยจึงมีความหวังขึ้นมาเล็กน้อยถึงมันจะริบหรี่มากก็ตาม แต่นางก็ภาวนาให้หลานสาวของตนแข็งแรงพอที่จะสามารถผ่านด่านเคราะห์ครั้งนี้ไปได้เหวินหลิงฮ่องเต้หันมองเว่ยหลิงเฮ่อกับเผิงเจียวเจี๋ยที่ยืนนิ่งอยู่ ก่อนเปล่งสุรเสียงเปี่ยมความเห็นใจออกมา “พวกเจ้าทั้งสองได้ยินแล้วใช่หรือไม่ เช่นนั้นพวกเจ้าคงมิต้องลำบากตัดสินใจแล้วกระมัง” บุรุษทั้งสองทำได้เพียงยิ้มแห้ง ๆ กลับมา แต่กลับไร้ซึ่งคำตอบใด ๆเสิ่นฮองเฮาเมื่อได้ยินพระสวามีตรัสก็พอคาดเดาได้ว่าหมายถึงเรื่องใด จึงได้ตัดสินใจหยุดเรื่องการเลือกพระชายาขององค์รัชทายาทเอาไว้ก่อน เพราะอย่างไรคนที่โอรสของนางต้องการให้เป็นพระชายา ก็ตกลงปลงใจกับบุรุษอื่นไปแล้ว เช่นนั้นยามนี้หากฝืนให้โอรสของนางเลือก ก็กลัวว่าสตรีผู้นั้นคงต้องทนอยู่ในวังด้วยความรู้สึกเดียวกันกับนาง จึงไม่อยากให้สตรีคนใดมีชะตากรรมเช่นนั้น อย่างน้อยจึงอยากให้บุตรชายของนางพึงพอใจในสตรีที่มาเป็นพระชายาสักหน่อยก็ยังดี“วันนี้เกิดเรื่องมากมาย เสด็จแม่กลับตำหนักไปพักผ่อนดีหรือไม่เพคะ” เสิ่นฮองเฮาเอ่ยถามมู่หรงไทเฮา“ก็ดี
เมื่อเหล่าเชื้อพระวงศ์เดินไปจนพ้นสายตา เหล่าคุณหนูคุณชายก็ต่างทยอยกันเดินออกจากตำหนักโซ่วซาน โดยที่ทุกคนต่างเดินกลับกันอย่างเงียบ ๆ ไม่มีใครกล้าเอ่ยอันใดออกมา เพราะทุกคนล้วนกลัวว่าคำที่เอ่ยจะสร้างความเดือดร้อนให้กับวงศ์ตระกูลแต่ยังไม่ทันที่เหล่าคุณหนูคุณชายที่มาร่วมงานเลี้ยงจะเดินถึงประตูวัง ทุกคนกลับเห็นขันทีสองคนหามร่างอันไร้สติที่มีคราบเลือดเปรอะเปื้อนของหยางหวังลี่มาด้วยเปลสีขาวโดยมีหมอหลวงเดินนำหน้า ใบหน้าของทุกคนล้วนซีดขาวไปตาม ๆ กัน และเหล่าคุณหนูส่วนมากก็ถึงกับขาอ่อนแรงจนแทบล้มลงไปกองกับพื้นความโหดเหี้ยมกระหายเลือดของอ๋องหนุ่มในสนามรบที่เคยเป็นข่าวลือให้คนถกเถียงกันว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ยามนี้ทำให้เหล่าแขกที่ถูกเชิญมาได้เห็นเป็นประจักษ์กับสายตาแล้วว่ามิใช่เพียงแค่ลมปากที่เอาไว้ข่มขวัญข้าศึกศัตรูเท่านั้น“เช่นนี้ก็ดี ต่อไปจะได้ไม่มีใครกล้ามาทำร้ายพี่รองของข้าอีก” ใบหน้าของเผยตั้นเหม่ยมิมีความสงสารหรือเห็นใจคุณหนูตระกูลหยางอยู่เลยแม้แต่น้อย แต่กลับยิ้มร่าอย่างไม่คิดปิดบังความรู้สึกนึกคิดของตนเองเผยตั้นเยี่ยนและพี่น้องตระกูลเผิงที่เ
“แล้วฝ่าบาทต้องการให้เหวินเซียนทำอันใดอีกเล่าเพคะ หรือท่านอยากเล่นเป็นบทคนดีแล้วให้เขาเป็นคนเลวอย่างนั้นหรือ ฝ่าบาทบอกว่าเขาติดอิสตรีจนไม่เอาการเอางาน เช่นนั้นใยฝ่าบาทไม่ย้อนคิดหน่อยหรือเพคะ ว่าตอนที่ฝ่าบาทหลงใหลสนมอวี๋มีสภาพเช่นไร” สตรีเจ้าของวังหลังที่เพิ่งเดินเข้ามาตรัสด้วยน้ำเสียงกระแทกแดกดันเจือโทสะเสิ่นฮองเฮาวางถ้วยโอสถลงบนโต๊ะเล็กที่วางอยู่บนตั่ง ถ้วยยากระทบกับโต๊ะจนเกิดเสียงดัง แรงกระแทกทำให้ยากระฉอกออกมาจากถ้วย เหล่านางกำนัลขันทีก้มหน้าก้มตาเป็นพัลวัน ก่อนจะรีบออกไปจากห้องทรงอักษรเมื่อเห็นไป๋กงกงสะบัดมือไล่ท่าทางและน้ำเสียงของเสิ่นฮองเฮาทำให้บุตรชายถึงกับตกตะลึง เพราะปกติมารดาของเขาจะไม่ยุ่งเรื่องของวังหน้าอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ และมิว่าจะโกรธเพียงใดก็จะเก็บอารมณ์เอาไว้เสมอ แต่ครานี้กลับต่างจากที่เขาเคยเห็นอย่างลิบลับ ทำให้เจ้าของตำหนักบูรพานึกขยาดกลัว จึงได้แต่นิ่งเงียบไม่เอ่ยอันใด ไม่เพียงเท่านั้นเว่ยหลิงเฮ่อยังก้มหน้าเพื่อหลบสายตาเจ้าของบัลลังก์ เพราะกลัวว่าเสด็จพ่อจะส่งสายตามาขอความช่วยเหลือไม่เพียงแต่บุตรชายที่แปลกใจ แม้แต่เจ้าของบัลลั
หลังจากเว่ยเหวินเซียนกับเผยตั้นเยี่ยนทานอาหารเสร็จแล้ว ก็ให้ฉุยฉุยไปตามคุณหนูอีกสองคนมาพบ พร้อมกับให้เรียกองครักษ์สาวใช้ทั้งสองคนมาด้วย เพื่อบอกองครักษ์หญิงทั้งสองให้รู้ว่าพรุ่งนี้จะต้องคุ้มกันคุณหนูสามเผิงกับคุณหนูรองเผยกลับเมืองหลวง และหากใครถามถึงเผยตั้นเยี่ยนก็ให้บอกไปว่านางยังไม่หายป่วยครั้นบอกรายละเอียดทุกอย่างแล้วเว่ยชินอ๋องก็ไล่ให้พวกนางออกจากห้องไป แต่ทว่าก่อนที่สตรีทั้งห้าจะออกไป เว่ยเหวินเซียนก็ไม่ลืมเอ่ยคาดโทษพวกนางทั้งห้าที่ลงไปแช่ตัวในบ่อน้ำพุร้อน ด้วยสีหน้าและน้ำเสียงขึงขัง“เรื่องที่พวกเจ้าลงไปในบ่อน้ำพุของข้า ข้าจะยังมิลงโทษ แต่มิใช่ว่าข้าให้อภัยพวกเจ้าหรอกนะ เพียงแต่เมื่อวานนี้ข้าลงทัณฑ์คนมามากแล้ว เหนื่อยแล้ว เอาไว้ข้าจะลงโทษพวกเจ้าทีหลังแล้วกัน” เขามิได้จะลงโทษพวกนางจริง ๆ เพียงแค่อยากให้พวกนางทั้งห้าติดค้างเขาเอาไว้เท่านั้น“ขอบพระทัยเพคะ” สตรีทั้งห้ารีบตอบพร้อมกัน ก่อนจะรีบยอบกายแล้วถอยหลังออกจากห้องไปเช้าวันต่อมาเผยตั้นเยี่ยนได้เดินมาส่งสตรีทั้งสี่ที่หน้าจวนด้วยใบหน้าเบิกบาน ต่างจากเว่ยเหวินเซียนที่ใบหน้าหม
เว่ยชินอ๋องพยายามลุกออกจากเตียงด้วยความระมัดระวัง เพราะไม่อยากให้สตรีที่หลับอยู่ตื่นขึ้นมา แต่ดูท่าจะไม่ทันเสียแล้วเมื่อหญิงสาวลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างงัวเงีย ครั้นบุรุษสายเลือดมังกรเห็นภรรยาตัวน้อยตื่นก็รู้สึกอารมณ์เสียขึ้นมาทันที“ปล่อยนางเข้ามา” น้ำเสียงกระโชกโฮกฮากจนหญิงสาวที่เพิ่งตื่นนอนสะดุ้งกลัวกระแสเสียงของอ๋องหนุ่มทำเอาหญิงสาวลืมตาตื่นขึ้นเต็มตา หญิงสาวรีบลุกขึ้นนั่งพร้อมจัดแจงอาภรณ์ของตน เพียงครู่เดียวสตรีที่ทำให้เจ้าของเรือนอารมณ์เสียก็เดินเข้ามา เผยตั้นเยี่ยนเบิกตาโตเมื่อรู้ว่าคนของตนเองทำให้บุรุษตรงหน้ามีโทสะ“หม่อมฉันขออภัยเพคะที่เข้ามารบกวน เพียงแต่ใกล้ถึงเวลาที่คุณหนูต้องดื่มยาแล้ว หม่อมฉันจึงได้ทำอาหารมาให้คุณหนูรับประทานก่อนดื่มยาเพคะ อาการของคุณหนูเกี่ยวกับภายในของสตรีมีผลถึงการสืบสายเลือดของท่านอ๋อง หม่อมฉันจึงมิอาจปล่อยผ่านไปได้เพคะ หวังว่าท่านอ๋องจะให้อภัยหม่อมฉันนะเพคะ” ฉุยฉุยพยายามควบคุมความกลัวของตนเองเอาไว้ เพราะรู้ว่าตนเองเป็นสาเหตุให้เว่ยชินอ๋องหงุดหงิดความโกรธก่อนหน้าหายไปในช่ว
ตั้งแต่ก้าวเท้าเดินเข้ามาในเรือนเขาก็รู้แล้วว่าสตรีทั้งหกอยู่ที่บ่อน้ำพุ ถึงยามแรกจะไม่คิดว่าสตรีทั้งหมดจะลงไปแช่ตัว แต่เมื่อเห็นองครักษ์ตะโกนเสียงดัง อีกทั้งเผยตั้นเยี่ยนเดินมาหาเขาเพียงลำพัง จึงทำให้มั่นใจว่าสตรีที่เหลือลงแช่บ่อน้ำพุร้อน ไม่เช่นนั้นคนใช้ทั้งสามจะปล่อยให้เผยตั้นเยี่ยนไปไหนมาไหนโดยไม่เดินตามได้เช่นไรเผยตั้นเยี่ยนรู้ดีว่าไม่อาจขัดขืนบุรุษตัวสูงได้จึงไม่เอ่ยอันใด เพราะนี่คงเป็นวิธีการทรมานนางอย่างหนึ่งที่เขาใช้ ด้วยเหตุนี้นางจึงไม่กล้าที่จะขัดขืนเพราะกลัวว่าจะเป็นเหมือนครั้งก่อนที่ถูกเขากระทำอย่างรุนแรง“ถอยออกไป หากข้าไม่ได้เรียกอย่าคิดเข้ามาใกล้ และอย่าให้ผู้ใดมารบกวนข้ากับพระชายาเข้าใจหรือไม่” เว่ยชินอ๋องหันมาเอ่ยกับองครักษ์ที่เดินตามมาก่อนจะเดินต่อไปยังห้องนอนของตนเองเมื่อมาถึงห้องบุรุษหนุ่มวัยกำหนัดก็มิรอช้าวางหญิงสาวในอ้อมแขนลงบนเตียงอย่างนิ่มนวล ทว่าภาพอุ่นเตียงคราก่อนยังฝังลึกอยู่ในหัวของสตรีร่างบาง ร่างกายจึงสั่นระริกขึ้นมาอย่างไม่อาจหักห้ามได้“กลัวข้าสินะ ต่อไปข้าจะไม่รุนแรงกับเจ้าเช่นนั้นอีก ดีหรือไม่”
หลังจากทรมานบุรุษตระกูลหยางเสร็จอ๋องหนุ่มก็ไม่รอช้าควบม้ากลับไปยังจวนข้างค่ายทหารของตนทันที แล้วปล่อยให้ลูกน้องที่ตนเองไว้ใจสองคนตรวจสอบจวนขุนนางร่วมกับแม่ทัพใหญ่เหยียน เพราะอย่างไรขุนนางจวนต่อไปก็เขียนหนังสือสำนึกผิดแล้วในเมื่อแค่ต้องเข้าไปในจวนเพื่อตรวจสอบขุนนางว่าเขียนสารภาพผิดตามความจริงหรือไม่ ไยจะต้องให้อ๋องหนุ่มเช่นเขาลงมือทำด้วย เพราะอย่างไรเรื่องลงทัณฑ์เสด็จพี่ของเขาก็เป็นผู้ตัดสินอยู่แล้ว เว่ยชินอ๋องจึงไม่อยากเสียเวลาที่จะได้อยู่กับสตรีที่ตนรักไปกับเหล่าขุนนางพวกนี้จวนนอกเมืองของชินอ๋องขณะที่เมืองหลวงกำลังวุ่นวาย คุณหนูทั้งสามคนที่อยู่ในจวนข้างค่ายทหารของเว่ยชินอ๋องกลับกำลังพักผ่อนอย่างสบายใจ เพราะจวนของอ๋องหนุ่มแห่งนี้มีบ่อน้ำพุร้อนจากธรรมชาติอยู่ในจวน ถึงการตกแต่งจวนจะไม่หรูหราแต่มองแล้วสบายตายิ่งนักจวนแห่งนี้มีรั้วกั้นสูงมองไม่เห็นภายใน คราแรกที่คุณหนูทั้งสามเห็นก็รู้สึกหวั่นวิตกอยู่มาก แต่เพียงเดินเข้ามายังด้านในกลับเสมือนมีคนนำเรือนหลังหนึ่งมาวางเอาไว้ท่ามกลางน้ำตก ที่โดยรอบมีดอกไม้และต้นไม้สูงต่ำสลับกันไป
เช้าวันต่อมา ณ ท้องพระโรงเหวินหลิงฮ่องเต้สาดสายตามองเหล่าขุนนางที่ยืนอยู่ตรงหน้า นี่เป็นครั้งแรกตั้งแต่ที่เขาขึ้นครองราชย์ที่ได้เห็นสีหน้าท่าทางของเหล่าขุนนางที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันมากถึงเพียงนี้เก้าในสิบส่วนของขุนนางในท้องพระโรงมีสีหน้าหม่นหมองดุจเมฆฝน ใบหน้าเคร่งเครียดส่อความรู้สึกราวกับกำลังแบกโลกเอาไว้ทั้งใบ หัวคิ้วของแต่ละคนย่นชนกันอย่างไม่รู้ตัว ทำเอาเจ้าของบัลลังก์รู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่เห็นขุนนางของตนเป็นเช่นนี้“ข้าคิดว่าเมื่อคืนพวกท่านจะนอนหลับอย่างสบายใจเสียอีก ที่มีทหารรักษาเมืองหลวงคอยคุ้มกันจวนไม่ให้มือสังหารเข้าไปในจวนของพวกเจ้า ทว่าดูจากขอบตาของพวกเจ้าแล้วข้าคงคาดเดาผิดไปสินะ หากเรื่องของชาวบ้านพวกเจ้าวิตกกังวลกันจนเป็นสภาพเช่นนี้ ต้าเว่ยของข้าคงจะดีมากขึ้นไม่น้อย” ถึงสุรเสียงของฮ่องเต้แห่งต้าเว่ยจะเรียบเฉย ทว่ากลับกดดันให้สีหน้าของเหล่าขุนนางหม่นหมองลงไปอีก“ฝ่าบาททรงเข้าใจพวกกระหม่อมผิดไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ เมืองหลวงวุ่นวายไปทั่วเช่นนี้ จะให้พวกกระหม่อมข่มตาหลับลงได้เช่นใดกันพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท” เสนาบ
“ว่าแต่เจ้าไม่เป็นอันใดจริง ๆ ใช่หรือไม่”“พ่ะย่ะค่ะ ลูกไม่เป็นอันใดจริง ๆ พ่ะย่ะค่ะ”“เสด็จอาของเจ้าเล่นใหญ่ไปแล้วกระมัง ใยถึงได้สั่งให้คนยิงธนูใส่เจ้าเฉียดฉิวถึงเพียงนี้ หากโดนเนื้อตัวของเจ้าขึ้นมาเสด็จแม่ของเจ้าคงไม่พบหน้าข้านานนับเดือนเป็นแน่” ช่วงประโยคหลังเหวินหลิงฮ่องเต้เอ่ยเสียงเบาลงเรื่องที่ห่วงบุตรของตนก็ส่วนหนึ่ง แต่ที่เป็นกังวลไม่ต่างกันคือเรื่องที่สตรีคู่บัลลังก์จะโกรธ เพราะเรื่องตระกูลอวี๋คราก่อน กว่าจะเอาใจให้เสิ่นฮองเฮาพูดดีกับเขาได้ก็ใช้เวลาอยู่นานบุรุษอายุน้อยกว่าถึงกับหลุดหัวเราะออกมา เมื่อได้ยินบิดาเอ่ยพึมพำถึงมารดา ทว่าเมื่อเห็นสายตาของบิดามองมาจึงกลั้นหัวเราะเอาไว้“เสด็จพ่อวางใจเถอะพ่ะย่ะค่ะ คนที่เสด็จอาส่งมาล้วนเป็นยอดฝีมือทั้งนั้น มิเพียงลูกธนูจะไม่โดนลูกแต่ยังไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บอีกด้วย” เว่ยหลิงเฮ่อมิอยากให้เสด็จพ่อตำหนิเสด็จอาจึงช่วยเอ่ย ถึงเขาเองก็คิดว่าเสด็จอาเล่นใหญ่มากจริง ๆ ที่ยิงธนูจวนโดนตัวเขาคราแรกที่ได้ยินแผนของเว่ยเหวินเซียน เจ้าของตำหนักบูรพาก็เตรียม
“อ้อ! ยังมีอีกเรื่อง เจ้ารู้ใช่หรือไม่ว่าข้าไว้วางใจเจ้ามากเพียงใดจึงให้เจ้าอยู่ในตำแหน่งนี้ ข้าหวังว่าเจ้าจะไม่มีส่วนรู้เห็นกับเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้”“กระหม่อมไม่มีส่วนรู้เห็นในเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้แน่นอนพ่ะย่ะค่ะ และกระหม่อมจะไม่มีทางทำให้ฝ่าบาทผิดหวังในตัวกระหม่อม กระหม่อมขอใช้ชีวิตของคนตระกูลเหยียนเป็นเดิมพันพ่ะย่ะค่ะ”“ดี เช่นนั้นเจ้าก็ไปทำตามที่เราสั่งเถอะ”“พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะไปทำตามรับสั่งเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพผู้บัญชาการใหญ่รักษาเมืองหลวงตอบรับทันที ก่อนจะลุกขึ้นโค้งคำนับแล้วถอยหลังออกไป“เสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ ให้เสด็จอาเป็นผู้จัดการเรื่องนี้ดีหรือไม่ เพราะมือสังหารที่ถูกทหารองครักษ์ของเสด็จอาฆ่าตาย น่าจะทิ้งหลักฐานเอาไว้ไม่มากก็น้อย และป่านี้เสด็จอาคงสืบได้เบาะแสแล้วเป็นแน่”“ได้ ทำตามเจ้าว่า” เหวินหลิงฮ่องเต้ผินพระพักตร์ไปหาขันทีข้างกาย“ไป๋กงกง ส่งคนไปตามเหวินเซียน บอกให้เขากลับเมืองหลวงมาสืบคดี”“พ่ะย่ะค่ะ” ไป๋กงกงรีบต
“ทูลเสด็จพ่อ โปรดออกคำสั่งให้แม่ทัพใหญ่เหยียนส่งทหารไปล้อมจวนขุนนางน้อยใหญ่ไว้ด้วยพ่ะย่ะค่ะ”เหล่าขุนนางที่อยู่ในห้องโถงต่างตกตะลึงปนไม่พอใจที่อยู่ ๆ องค์รัชทายาทหลิงเฮ่อจะให้ทหารไปล้อมจวนของพวกเขา เหล่าขุนนางหันหน้ามองกันพลางส่งสายตาเพื่อจะหาคนเอ่ยคัดค้าน ทว่ายังมิทันที่จะหาคนกราบทูลได้เหวินหลิงฮ่องเต้ก็ทรงตรัสออกมาเสียก่อน“เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ เจ้ารู้หรือไม่ว่าเอ่ยวาจาไร้สาระอันใดออกมา”“เสด็จพ่อ ท่านรู้หรือไม่ว่าวันนี้ขณะที่คุณหนูทั้งสองตระกูลกำลังจะกลับเมืองหลวงพวกนางถูกนักฆ่าดักทำร้าย เดิมที่ข้าคิดว่ามีคนอยากแก้แค้นคุณหนูใหญ่ตระกูลเผย หรือไม่ก็อาจเป็นเพราะเรื่องตำแหน่งพระชายาของเสด็จอา” บุรุษหนุ่มสายเลือดมังกรจงใจหยุดคำพูดของตน ก่อนใช้สายตาเหลือบมองเหล่าขุนนางเพียงได้ยินประโยคท้ายของโอรสสายเลือดมังกร ขุนนางตระกูลอวี๋กับตระกูลหยางก็หน้าซีดเผือดขึ้นมาอวี๋หลี่เฉียงรีบแก้ตัวเป็นพัลวันด้วยเกรงว่าบุรุษสายเลือดมังกรจะเข้าใจเขาผิด เนื่องจากคราก่อนที่เว่ยชินอ๋องมายังจวนของเขาได้เอ่ยว่าจะปล่อยบุตรสาวของเขาให้อยู่ท