ซึ่งนั่นจึงทำให้ฉันแกล้งทำตัวดีและคบกับยัยเน่มาตลอด เพราะเธอไม่ได้มีพิษมีภัยอะไรคบไว้ก็ไม่เสียหาย เพราะยัยเน่ยังคงทำหน้าที่เป็นยีนด้อยให้ยีนเด่นอย่างฉันได้ดีมาก แต่ว่าคงไม่ใช่สำหรับตอนนี้แล้วนะสิ!... “แก” ฉันยืนกำมือแน่นกัดฟันมองภาพตรงหน้า เมื่อเห็นว่ายัยเน่มันขึ้นรถไปกับพี่โลคา หลายวันมานี้ฉันสังเกตุเห็นความผิดปกติบ้างอย่าง ตั้งแต่ตอนไปดูการเรียนการสอนที่ต่างประเทศแล้ว ฉันมีความรู้สึกเหมือนพี่โลคาเริ่มจะสนใจยัยเน่ ฉันจึงต้องรีบไปสารภาพรักกับพี่เขาเพื่อจะตัดหน้าหรือปาดหน้าเค้กยัยเน่ซะ แต่พี่โลคาดันปฏิเสธกลับมาแทน ยิ่งทำให้ฉันโมโห และมั่นใจเป็นอย่างมากว่าพี่โลคาเริ่มจะสนใจมันแล้ว ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมคนที่พร้อมและเพอร์เฟกต์อย่างพี่โลคาถึงได้ไปสนใจอะไรในตัวยีนด้อยอย่างยัยเน่ได้ และกลับกลายเป็นว่ายัยเน่เล่นตัวออกห่างพี่โลคาแทน หึ! คงได้ใจสินะ เห็นพี่โลคาสนใจหน่อยทำเป็นเล่นตัว ตอแหลซะไม่มี! ฉันไม่ยอมหรอกนะ เรื่องนี้ฉันจะต้องเอาไปคุยกับคุณป้าให้ท่านช่วยกันผู้หญิงอย่างยัยเน่ออกไป พี่โลคารักครอบครัวและเป็นเด็กดีมาก
“มันไม่ใช่เรื่องนั้น แกรู้ไหมยัยเน่ว่าอี...โว้ย! มันโทรมาเยาะเย้ยฉันเรื่องที่แกไปแอบชอบและตามจีบลูกชายมัน!” แม่ฉันเอ่ยถึงแม่พี่โลคาอย่างไม่ค่อยไพเราะเพราะพริ้งซะเท่าไหร่ ว่าแต่ทำไมแม่ฉันต้องไปด่าแม่พี่โลคาด้วย แล้วทำไมแม่พี่โลคาจะต้องมาเยาะเย้ยแม่ฉันด้วยแล้ว...แล้วไหนจะเรื่องที่ฉันเคยตามจีบพี่โลคาอีก แม่พี่เขารู้งั้นเหรอ! “แม่ไปเรียกแม่พี่เขาแบบนั้นได้ไง!” ฉันรีบห้ามปรามแม่ และพยายามทำให้แม่ใจเย็นด้วยการพาไปนั่งและยกน้ำเย็นขึ้นมาเทลงแก้ว เมื่อป้าแม่บ้านยกมาให้กับฉัน “ทำไมฉันจะเรียกอีกับมันแบบนั้นไม่ได้ ก็มันเคย...” และแล้วแม่ฉันก็เงียบไป ทำให้ฉันที่อยากรู้อยากฟังต่อ ต้องเอ่ยถาม “เคยไรอะแม่” ดูเหมือนแม่ฉันจะใจเย็นลงแล้วนะ เพราะท่านเริ่มปรับสีหน้าตัวเองแล้ว “ฉันขอสั่งห้ามแกยุ่งกับลูกชายบ้านนั้นเด็ดขาด!” แม่ชี้หน้าฉันและพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ทำไมอะแม่ แต่หนูชอบพี่เขานะ แล้วหนูก็ชอบพี่เขามาตั้งแต่มัธยมแล้วด้วย” “นี่คงเป็นเหตุผลที่แกคะยั้นคะยอขอฉันสอบเข้ามหา’ลัยนั้นใช่ไหม!” แม่ฉันพูดด้วยน้ำเ
เลเน่ Talk ฉันเงยหน้าขึ้นมามองความวุ่นวายที่เกิดขึ้นหน้าห้องเรียนของตัวเอง เนื่องจากคนในห้องเรียนพากันซุบซิบและมองออกไปหน้าประตูห้องกันเป็นจำนวนมาก จนฉันต้องละจากความคิดเรื่องเมื่อวานมาสนใจสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบันแทน “เกิดไรขึ้นวะ” ฉันหันไปถามยัยพิ้งที่เอาแต่กดมือถือคุยกับแฟนกระหนุงกระหนิง มันเลยละจากหน้าจอมือถือมองไปยังข้างนอกห้องแล้วก็ส่ายหัวให้เป็นคำตอบ แทนจากนั้นมันก็ก้มหน้าไปพิมพ์แชทต่อ ทุกคนในห้องได้แต่มองและกระซิบกระซาบกัน แต่ไม่มีใครกล้าลุกขึ้นเดินไปดูเพราะกำลังอยู่ในเวลาที่อาจารย์กำลังสอน จากเสียงพูดคุยในตอนแรกก็เงียบลงเมื่ออาจารย์เอ่ยดุจนตอนนี้ทุกคนหันกลับมาสนใจบนจอมอนิเตอร์กันต่อ แต่ว่าตรงที่ฉันนั่งมันสามารถมองลอดผ่านช่องกระจกของประตูเพื่อมองได้ ฉันเห็นว่ามีคนรูปร่างคล้ายกับผู้ชาย เพราะดูตัวใหญ่และตรงแขนของเขามีเส้นเลือดขึ้นปูด ดูแค่นี้ก็พอจะเดาออกว่าเป็นผู้ชาย แต่ว่าฉันไม่เห็นหน้านะ เพราะเขานั่งริม ๆ ฉันเลยเห็นแค่ส่วนแขนกับขาข้างเดียวกับแขนเพียงเท่านั้น จนเวลาล่วงเลยถึงเที่ยงอาจารย์ก็สอนเสร็จ
“รู้แล้วน่า ฉันไปได้ยัง หิวข้าว!” ฉันลูบหัวตัวเองวน ๆ เพื่อลดบรรเทาอาการปวดแสบที่หนังหัว ตัวก็ใหญ่ยังจะมาตีน้องนุ่งแรงอีก “ไปไหนก็ไป” พี่แบล็คโยนกระเป๋าส่งมาให้ฉัน ฉันก็ไม่รีรอที่จะรีบวิ่งเข้าไปคว้าไว้ได้ทันก่อนที่มันจะลงไปนอนกองอยู่ที่พื้น ไม่รู้ว่าพี่เขาเอากระเป๋าฉันติดมือมาด้วยตอนไหน ทีแรกคิดว่าจะต้องเดินย้อนกลับไปเอาซะอีก แบบนี้ก็ดีหน่อย หลังจากผ่านเหตุการณ์ (ร้าย ๆ) มาได้ไม่กี่นาทีฉันก็เดินมาถึงจุดโรงอาหารเย็นของคณะพี่โลคา ต่อให้หิวแค่ไหนฉันก็จะต้องจำใจเดินมากินที่คณะนี้ ก็จะมาดูพี่เขาแหละ แล้วก็จะมาหายัยด้าด้วย ฉันอยากมาคุยกับมันเรื่องนี้ให้เคลียร์ ๆ ไปเลย ไม่งั้นฉันก็จะรู้สึกผิดอยู่แบบนี้ตลอด ส่วนเรื่องที่แม่ฉันสั่งห้ามฉันก็ขอบอกเลยว่าฉันเป็นพวกดื้อ ฉันไม่ค่อยเชื่อฟังแม่สักเท่าไหร่ ฉันอุตส่าห์เจอคนที่ชอบแล้วฉันก็มิอาจไปมีใจให้ชายอื่นได้อีก เพราะงั้นฉันจะต้องจีบพี่โลคาให้ติด แต่เรื่องแรกก่อนลงมือจีบ (อีกครั้ง) ก็ต้องไปตกลงกับยัยด้าก่อนว่านางจะเอาอย่างไร ฉันจะได้ทำตัวถูกโรงอาหารเย็นคณะวิทยาศาสตร์ ภาคอินเตอร์
“เบ๊อะไรล่ะฉันอาสาไปซื้อเองต่างหากเล่า!” ฉันพูดตามความจริงไป ส่วนพี่แบล็คก็คือไม่สนใจอะไรต่อ พี่เขาเลื่อนจานข้าวฉันไปกินหน้าตาเฉย แล้วดันจานข้าวของตัวเองมาให้ฉันแทน “อะไรเนี่ย!” ฉันนั่งมองจานข้าวที่ถูกสลับสับเปลี่ยนด้วยหน้าตาเอือมระอา เพราะจานข้าวของพี่แบล็คมันเยอะมากจนพูนเต็มจานเลยนะสิ “แดกเยอะ ๆ ตัวอย่างกับมด แล้วนี่ข้าวหรือห่าอะไรวะแค่หายใจก็ปลิวละมั้ง” ว่าจบนางก็ตักข้าวเข้าปากหน้าตาเฉย ฉันได้แต่ถอนหายใจแทน ส่วนอีกฝั่งทั้งสองคนก็ไม่ได้สนใจอะไรพวกฉัน เพราะยัยด้าก็คุยกับพี่โลคาอยู่เช่นกัน พี่เขาทำเหมือนว่าไม่เห็นฉันอยู่ตรงนี้เลย ทั้งที่เมื่อวานยังดีอยู่แท้ ๆ เมื่อวานและหลายวันก่อนคือแบบว่าดูเหมือนพี่เขายังอ่อนโยนและแสดงอารมณ์หลาย ๆ ด้านออกมา แถมยังมาจูบฉันหลายครั้งจนฉันคิดว่าพี่เขาอาจจะมีใจให้ฉันขึ้นมาบ้างแล้ว แต่ไหงวันนี้กลับกลายเป็นคนเดิมสมัยที่ฉันอยู่ปีหนึ่งไปซะได้ล่ะแถมยังดูสุขุมขรึมมากกว่าเดิมอีกด้วย แบบว่าดูเย็นชามาก เพราะพี่เขามองฉันเป็นเพียงแค่ธาตุอากาศเท่านั้น ฉันหันไปมองคนข้าง ๆ อย่างต้องการคำตอบเมื่อพี่แบล็คนางมากระทุ้งศอกใส่
ติ๊ด!และในตอนที่ฉันกำลังจะเก็บมือถือไว้ที่เดิมก็มีเสียงแจ้งเตือนดังขึ้นมาซะ ก่อนฉันรีบหยิบมือถือขึ้นมาสไลด์เปิดอ่านข้อความจากยัยด้าอย่างรีบร้อน “แก!!! ฉันขอโทษ แบตฉันหมด ฉันลืมไปเลยว่าแกรอฉันอยู่ ฉันขอโทษแกมากเลยนะ อันที่จริงฉันไม่มีเรียนต่อ แต่ดันลืมบอกแกไปเลยง่า ขอโทษจริง ๆ นะแก *สติกเกอร์ร้องไห้ยกมือไหว้*” “เอ้า!!! ให้มันได้อย่างนี้สิ” ฉันกำลังจะพิมพ์ตอบนางว่า ‘ไม่เป็นไร’ แต่พิมพ์ออกไปได้แค่คำว่า ‘ไม่’ มือถือฉันก็ดับไปแล้ว ฉันจึงเก็บมือถือลงกระเป๋าอย่างหงุดหงิดแล้วจัดการเดินไปหน้ามหา’ลัยแทน “ฉิบหายแล้ว ฉันจะเรียกแท็กซียังไงเนี่ย” เพราะเวลานี้ดึกมากแล้ว รถประจำทางก็ใกล้จะหมด ยิ่งรอบสุดท้ายแบบนี้ยิ่งรอนาน และมีโอกาสที่รอบสุดท้ายจะวนไปแล้ว นี่ฉันคงต้องไปนั่งรอรถแท็กซีแบบโบกเอาแทนสินะ “คนก็ไม่มีเลย น่ากลัวจังวะ T^T” ฉันนั่งบ่นกับตัวเองพลางกระชับชุดนักศึกษาด้วยความหนาว วันนี้ฉันได้เลือกใส่ทรงเอผ่าหน้าแบบสั้นมาด้วย ดีนะที่ฉันพกเสื้อกันหนาวไว้ในกระเป๋าตลอด ก็เลยพอช่วยให้ฉันไม่หนาวไปมากกว่านี้ได้ อันที่จริงฉันเอาออกมาใส่ตั้งแต่ช่วงที่นั่งรอยัยด้
“มึงเสือกไรด้วยวะ!?” หนึ่งในพวกมันพูดขึ้นมาด้วยท่าทางเอาเรื่อง และไม่ได้มีท่าทีเกรงกลัวคนมาใหม่เลยสักนิด ส่วนพี่เขาก็ยังคงใช้มือหนานั่นจับที่นาฬิกาข้อมืออยู่ ฉันมั่นใจว่าคนตรงหน้าสามารถช่วยฉันจากพวกเด็กช่างได้อย่างแน่นอน “อะอ้าวนี่ ถ้ากูจำไม่ผิดมึงมันไอ้เด็กเนิร์ดนั่นนี่” “เออจริงด้วยว่ะ เอาเวลาไปนั่งอ่านหนังสือดีกว่าม้าง ไม่ต้องมาทำตัวเท่โชว์หญิงหรอก” “ว้าว! ไม่ยักรู้นะเนี่ยว่าเด็กหัวกะทิลูกคนมีตระกูลอย่างมึงจะมายืนสูบบุหรี่ทำเท่โชว์หญิง พวกมึงดูมันดิ ตลกฉิบหาย ฮ่า ๆ” พวกมันพากันยืนขำกับท่าทีของพี่โลคา ส่วนคนที่ถูกขำกลับไม่แสดงปฏิกิริยาอะไรเลย จนในที่สุดพวกมันก็หัวเสียและหงุดหงิดขึ้นมาซะเอง เพราะท่าทางของพี่โลคาที่มองพวกมันเป็นท่าทางที่น่ารำคาญสำหรับในสายตาของพวกมันพอสมควร ก็พี่เขายืนกอดอกสูบบุหรี่ฟังมันพล่ามด้วยสีหน้าที่นิ่งและไร้ความรู้สึกสุด ๆ ถ้าฉันไม่รู้จักหรือไม่รู้ว่าพี่โลคาเป็นอย่างไรมาก่อนแล้วมาเจอพี่โลคาในลุคแบบนี้ นาทีแรกฉันคงคิดว่าพี่เขาเป็นอันธพาลแน่ ๆ ลุคของเขามันแบดมาก มันแตกต่างจากตอนอยู่ในมหา’ลัยสุด ๆ เหมือน
ฉันมองสำรวจใบหน้าพี่เขาอย่างเปิดเผย เพราะฉันเป็นห่วงพี่เขามากว่าจะได้รับบาดเจ็บไหม แต่เท่าที่ดูแล้วมีเพียงแค่รอยซ้ำและคิ้วที่แตก ดีนะที่เลือดมันซิบเพียงเล็กน้อยและไม่ใช่เลือดสด เพราะท่าทางคงคิ้วแตกมาได้นานพอสมควร ละ...แล้วพวกนั้นละ! ฉันกำลังจะหันหลังกลับไปมองว่าพวกนั้นหนีไปแล้วหรืออะไรอย่างไร แต่ยังไม่ทันได้หันไปเลยก็โดนพี่โลคาจับหน้าให้หันมองแต่พี่เขาไว้เท่านั้น “พะ...พี่โลคา” ฉันเอ่ยเรียกชื่อพี่เขาเสียงกระตุก ก็พี่เขาดันดึงหน้าของฉันให้เข้าไปใกล้หน้าพี่เขามากกว่าเดิมนะสิ “พวกมันไปแล้ว” ฉันรู้ดีว่าพี่เขากำลังโกหก แต่ฉันก็ยังเลือกที่จะพยักหน้าเป็นการเข้าใจแทน ที่พี่เขาไม่อยากให้ฉันหันไปเห็นอาจจะเพราะพี่เขาห่วงความรู้สึกของฉันใช่ไหมภายในรถของพี่โลคา ด้วยความกลัวและเกร็งนานพอสมควรทำให้ขาของฉันเป็นตะคริวแล้ว ก็ต้องลำบากพี่โลคาที่ต้องอุ้มฉันแทน พี่เขาอุ้มฉันมาไว้ในรถแล้วพี่เขาก็หายไปสักพัก โดยการบอกว่ามีเรื่องต้องจัดการไม่กี่นาที ให้ฉันนั่งตากแอร์รอไปก่อน และตอนนี้ก็ครบเวลาที่พี่เขาพูด พี่เขาตรงต่อเวลามาก พูดคำไหนคำน
“พี่หิวไหมคะ เดี๋ยวเน่จะได้ไปจัดโต๊ะให้” ฉันเดินเข้าช่วยพี่โลคาถอดเสื้อนอกออก จากนั้นก็ถือเสื้อนอกไว้ในมือตัวเอง พลางถามคนตรงหน้าที่เพิ่งกลับมาจากที่ทำงานเหนื่อย ๆพี่โลคาตอนนี้ขึ้นทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการของโรงพยาบาลแทนแม่พี่เขาแล้ว พ่วงด้วยดูแลมหา’ลัยแยกอีก แต่ดีที่การดูแลมหา’ลัยไม่ได้ลำบากมากนัก เพราะการเป็นอธิการบดีไม่จำเป็นต้องเข้าไปดูแลทุกวันเหมือนกับโรงพยาบาล จึงไม่ใช่งานหนักอะไรพี่โลคาของฉันไม่ได้จบปริญาโทเท่านั้น แต่พี่โลคาใฝ่เรียนจนจบเด็กเตอร์เหมือนกับพ่อแม่ของตัวเองได้ในอายุที่ยังน้อย ส่วนฉันจบตรีได้ก็ถือว่าบุญมากแล้ว T^T“ครับ มานี่ก่อนเร็ว” ฉันเดินเข้าไปหาพี่โลคาด้วยสีหน้ายิ้ม ทุกครั้งที่พี่เขากลับมักจะอ้อนแบบนี้ตลอด ฉันรู้ดีว่าพี่เขาจะทำอะไร เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมาพี่เขาก็มักจะทำแบบนี้เสมอเวลาที่กลับมาบ้านหรือว่าจะออกไปทำงานฟอด~ “หายเหนื่อยเลยครับ” ปากหวานตลอด ฉันไม่อยากจะบอกเลยว่ายิ่งอยู่กับพี่โลคานานขึ้นพี่โลคาก็มักจะทำอะไรที่ฉันไม่คาดคิดมาก่อนเสมอ ไม่ว่าจะชอบชมฉัน ชอบเซอร์ไพรส์ทุกครั้งที่เป็นวันเกิดหรือวันครบรอบ เอาเป็นว่าพี่เขาโรแมนติกมากขึ้นเรื่อย ๆ เ
“รับผิดชอบยัยหนูด้วยการหมั้นไงละครับ” หมั้นอย่างนั้นเหรอ! “หา! หมะ...หมั้นเหรอคะ!” ฉันมองแม่พี่โลคากับพี่โลคาสลับกันไปมาด้วยความตกใจ “เรียนจบเมื่อไหร่แม่สัญญาว่าจะรีบจัดงานแต่งงานให้ไวที่สุดเลย เพราะงั้นหนูเลเน่รีบเรียนให้จบไว ๆ นะลูก ส่วนเรื่องมหา’ลัยถ้าหนูอยากกลับมาเรียนที่เดิมก็ไม่เป็นปัญหา แม่จะไปคุยกับพ่อพี่เขาให้เอง” เรื่องหมั้นฉันยังตกใจไม่หาย นี่มาเรื่องเรียนจบแล้วแต่งงานอีก ให้ตายเถอะ “เอ่อ...คือว่า เรื่องนี้มันเป็นเรื่องใหญ่ หนูคงต้องขอคุยกับแม่ก่อนค่ะ” ฉันพูดออกไปด้วยความนอบน้อม เรื่องหมั้นเรื่องแต่งงานมันเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก แถมวันนี้แม่ฉันก็ไม่ได้มานั่งฟังด้วย เพราะงั้นฉันต้องไปเล่าให้แม่ฟังก่อน “เรื่องนั้นไม่ต้องเป็นห่วงเลย เดี๋ยวแม่จะไปคุยกับพราวเองจ้ะ” ฉันยิ้มให้แม่พี่โลคา แต่ภายในใจก็รู้สึกกังวลกลัวว่าแม่ฉันจะไม่ยอม เอาจริงแล้วฉันดีใจมากที่จะได้หมั้นกับพี่โลคา แต่แค่กลัวว่าที่พี่เขาทำแบบนี้มันจะเป็นเพราะโดนบังคับให้ทำหรือเปล่า พี่เขาเต็มใจใช่ไหม...เวลา 13.23 น. “พี่โลคาแน่ใจแล้วเหรอคะว่าอยากจะหมั้นกับเน่จริ
ผลั๊ก! เสียงกระชากเปิดประตูของฉันดังขึ้น เรียกความสนใจให้สองแม่ลูกที่นั่งอยู่ตรงโซฟาต่างหันมามองที่ฉันเป็นทางเดียว ฉันพยายามใช้มือลูบผมที่กำลังยุ่งให้ดูเรียบร้อยขึ้นแล้วเดินไปยกมือไหว้แม่พี่โลคาด้วยท่าทางเกร็ง แม่พี่โลคาเองก็พยักหน้ารับไหว้ฉันเหมือนกัน “หนะ...หนูอธิบายได้นะคะ ท่านกำลังเข้าใจผิด” ฉันพูดด้วยเสียงตะกุกตะกัก รีบเดินไปทางแม่พี่โลคาเพื่อจะอธิบายเรื่องนี้ไปในทางที่ดี แม้ฉันจะต้องโกหกท่านก็เถอะ แต่เพื่ออนาคตพี่เขาแล้วฉันจะทำตัวน่าสงสัยแบบนี้ไม่ได้ “ไม่ต้องอธิบายอะไรทั้งนั้น เห็นเต็มสองตาขนาดนี้ยังจะแก้ตัวอะไรได้อีก” แม่พี่โลคาพูดในขณะที่สายตายังคงจ้องหน้าลูกชายตัวเองด้วยความโมโห “ท่านคะ! เป็นความผิดหนูเองค่ะ คือ...คือหนูอะ...อ่อยพี่เขาค่ะ! หนูสัญญาค่ะว่าจะไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีก” ฉันวิ่งเข้าไปนั่งกอดขาแม่พี่โลคาพลางพูดรัวพูดมั่วไปหมด คิดอะไรได้ก็พูดเพื่อให้พี่โลคาไม่ซวย “ยัยหนู!/หนูเลเน่!” ฉันมองทั้งสองคนด้วยความงุนงง เนื่องจากทั้งสองต่างพากันเข้ามาจับฉันให้ยืนขึ้น “เลเน่ ทำไมหนูทำแบบนี้ละลูก” ฉันมึนเ
“อ๊า” ฉันนอนหอบหายใจเมื่อตัวเองได้ปลดปล่อยบางอย่างออกมา ฉันรู้สึกโล่งตัวอย่างบอกไม่ถูก แต่เพียงแค่แป๊บเดียวเท่านั้น เพราะตอนนี้ฉันกำลังจะกลับมาเกร็งอีกรอบเมื่อเห็นว่าพี่โลคาขยับตัวลงมานั่งติดกับส่วนนั้นของฉัน “พะ...พี่โลคา” ฉันพูดด้วยเสียงหอบหมายจะห้ามพี่เขา แต่ทำไมเหมือนกับว่าตรงส่วนนั้นมันขยายใหญ่มากขึ้นกว่าเดิมได้ล่ะ แถมมัยยังกระตุกขยับไปมาเล็กน้อยอีกด้วย “รู้ตัวไหมเวลาที่ยัยหนูนอนพูดด้วยสีหน้าแบบนั้นมันทำให้พี่มีอารมณ์มากขึ้นแค่ไหน” พี่โลคาชักรูดส่วนนั้นของตัวเองพลางมองหน้าฉันไปด้วย ไม่นานพี่โลคาก็ใช้แขนมาค้ำยันลงที่ข้างหูฉัน อีกมือก็จัดการจับเจ้าส่วนนั้นของพี่โลคามาถูที่น้องสาวสุดหวงของฉันไปด้วย “อือ ดะ...เดี๋ยวสิคะ” แม้ฉันจะร้องห้ามแต่ขาทั้งสองข้างของตัวเองกลับขยับออกห่างเองโดยอัตโนมัติ เพื่อให้สิ่งนั้นถูไถได้ง่ายขึ้น “ชอบเหรอครับ” พี่โลคายิ้มมุมปาก พลางก้มหน้าจ้องมองฉันที่กำลังใช้มือปิดปากตัวเองไว้เพราะไม่อยากส่งเสียงน่าเกลียดออกมา แต่ภายในใจจริง ๆ ก็กำลังก่นด่าตัวเองด้วยที่ดันไปขยับขาออกเพื่อรับสัมผัสอย่างน่าอับอาย “ส
“ปล่อย” ฉันพูดด้วยเสียงนิ่งและจริงจังเพื่อให้อีกคนรับรู้ว่าฉันไม่ได้พูดเล่น ส่วนพี่โลคานางก็เลิกยุกยิกกับฉันเลยเมื่อเห็นว่าฉันเริ่มจะไม่มีท่าทีเล่นแล้ว “ยัยหนู...” พี่โลคากอดเอวฉันจากทางด้านหลังไว้หลวม ๆ พลางเกยคางไว้บนไหล่ของฉัน จากนั้นนางก็เริ่มเรียกฉันแบบที่ชอบเรียกด้วยเสียงอ้อน “ออกไป เน่ขอร้อง” เสียงของฉันเริ่มจะสั่นเครือแล้ว ความรู้สึกของฉันมันเริ่มจะไม่เชื่อฟังตัวฉันซะแล้ว ยอมรับเลยว่าวันนี้ฉันรู้สึกว่าตัวเองมีความสุขมาก แต่มันเป็นความสุขที่ฉันจะต้องเก็บเอาไว้ภายใต้จิตใจของฉัน ฉันพยายามแสดงออกให้พี่เขาเห็นมากที่สุดว่าฉันไม่ต้องการกลับไปยุ่งกับพี่เขาแล้ว “อย่าไล่พี่ ยัยหนูไม่รักพี่แล้วงั้นเหรอ” ฉันจุกกับคำพูดของพี่เขาจนตัวเองนั่งนิ่งเงียบไป ไม่รักงั้นเหรอ เหอะ! ถ้าฉันไม่รักพี่เขาฉันก็คงไม่ยอมให้ตัวเองมาทรมานแบบนี้หรอก “…” พี่โลคาจับฉันให้นั่งหมุนตัวหันไปตรงหน้าพี่เขา เราสองคนต่างมองตากันด้วยความรู้สึกที่ต่างฝ่ายต่างรู้ดีว่าอีกคนคิดอย่างไรกับเรา ใบหน้าพี่เขาเริ่มเลื่อนเข้ามาใกล้ฉันมากขึ้นเรื่อย ๆ “คิดถึง” พี่
กลับไปก็ต้องรีบไปทำควิซอีก เพื่อเก็บคะแนนตรงนี้ให้เป็นคะแนนช่วยเวลาที่คะแนนสอบออกมาได้ไม่ดีอะไรแบบนี้ วิชานี้เป็นวิชาที่ยากมากพอสมควรเลยคอนโดเลเน่ พอฉันเปิดประตูเข้าไป จมูกก็ได้กลิ่นหอมออกมาจากทางห้องครัว ไม่ต้องบอกก็พอเดาได้ว่าใครเข้ามาในห้องของฉันถ้าไม่ใช่พี่โลคา ส่วนที่นางเข้ามาได้อย่างไรอันนี้ฉันคงไม่ต้องไปคิดให้ปวดหัว คงจะใช้อำนาจอีกนั่นแหละ “กลับมาแล้วเหรอครับ หิวไหม?” พี่โลคาหันกลับมามองฉันที่เดินตามกลิ่นหอมยั่วยวนนี้เข้ามาในห้องครัว ฉันแอบตกใจและแปลกใจเล็กน้อยเมื่อได้เห็นพี่โลคาในมุมที่ใส่ชุดแบบนี้ พี่เขาสวมผ้ากันเปื้อนลายกระต่ายสีชมพูของฉันอยู่นะสิ อยากขำนะแต่ต้องเก๊กหน้านิ่งเอาไว้ก่อน “ใครอนุญาตให้พี่เข้ามาทำอาหารในนี้กันคะ” ฉันยืนกอดอกพูดกับพี่เขาด้วยน้ำเสียงเข้มแบบที่พี่เขาเคยทำใส่ฉัน “พี่อนุญาตตัวเอง ไปนั่งรอก่อนจะเสร็จแล้ว” คนหน้ามึนพูดจบก็หันกลับไปทำกับข้าวต่อโดยไม่สนใจเลยว่าฉันยืนจ้องตาเขม็ง สุดท้ายฉันก็ต้องยอมแพ้ออกมานั่งเปิดโน้ตบุ๊กเพื่อทำควิซแทน “ยากจัง” ฉันนั่งทำควิซมาได้สักพักแล้วแต่ก็ยังไม่เ
“เห็นว่ามุงดูคนหล่อกันค่ะ” คนหล่องั้นเหรอ...หรือว่า!! “ขอบคุณมากค่ะ” ฉันพูดขอบคุณรุ่นน้องเสร็จก็รีบวิ่งออกไปจากตรงนี้ให้ไวที่สุด ทางเข้ามหา’ลัยไม่ได้มีแค่ทางเข้าเดียว ฉันไปเข้าอีกทางก็ได้ ส่วนคนหล่อที่รุ่นน้องพวกนั้นพูดก็คงไม่พ้น “ยัยหนู!” นั่นไงล่ะ เป็นพี่โลคาจริง ๆ ด้วย ฉันหันกลับไปมองก็พบว่ามีหลายสายตาต่างจับจ้องมาที่ฉันด้วยสายตาแบบว่า...ริษยา ส่วนพี่โลคาก็หมายจะวิ่งเข้ามาหาฉัน แต่ดันติดฝูงคนตรงนั้นจนทำให้พี่เขาไม่สามารถตามฉันมาได้ “เกือบไปแล้ว” ฉันใช้มือทั้งสองข้างก้มจับเข่าพลางหอบหายใจด้วยความเหนื่อย ประตูอีกด้านที่สามารถเข้ามหา’ลัยได้ก็คือประตูหลังที่อยู่ติดอีกถนน มันไกลจากประตูหน้าพอสมควร แค่เดินธรรมดาก็เหนื่อยแล้วกว่าจะใช้เวลามาถึง แต่นี่ฉันดันวิ่งมา แน่นอนว่าฉันเหนื่อยแทบจะล้มตัวลงไปนอนหายใจเลย “น้องเน่เป็นอะไรหรือเปล่าครับ” ฉันที่กำลังก้มตัวหอบหายใจอยู่ ก็มีมือของใครบางคนมาแตะลงที่ไหล่ของฉัน ฉันจึงเอียงคอขึ้นไปมองก็พบว่าเป็นพี่บลูนั้นเอง “ไม่เป็นอะไรค่ะ” ฉันขยับตัวออกห่างจากพี่บลูจนมือที่เขาแตะไว้ในตอนแรกเลื่อนออกไป
“ปล่อยนะ!” ฉันพยายามดิ้นไปมาเพื่อให้หลุดออกจากอ้อมกอดที่คุ้นเคย ฉันไม่อยากหวนคิดถึงมันอีก “หนีพี่มาทำไม ยัยหนูไม่รักพี่แล้วงั้นเหรอ” พี่โลคากอดฉันแน่นขึ้น แถมยังใช้มือขึ้นมาลูบผมฉันเบา ๆ อีก มันยิ่งทำให้ฉัน “ฮึก” ฉันกำเสื้อของพี่โลคาแน่น และกำมันด้วยความแรงที่ฉันกำลังเจ็บปวดอยู่ภายในใจตัวเอง พร้อมกับปล่อยน้ำตาให้ไหลรินออกมาอย่างห้ามไม่ได้ พี่โลคาก็ยังคงลูบผมฉันอยู่อย่างนั้น “ขอโทษนะ” พี่โลคาเอ่ยขอโทษออกมา พี่เขาไม่ผิดเลย พี่เขาจะมาขอโทษฉันทำไมฉัน “ฮึก พะ...พี่จะมาขอโทษหนะ...หนูทำไม” ฉันพูดด้วยเสียงอู้อี้และสะอึกร้องไห้ไปด้วย “ขอโทษที่วันนั้นพี่ไม่ได้อยู่ช่วยยัยหนู ขอโทษที่ปล่อยให้คนในครอบครัวมาทำร้ายยัยหนูไงครับ พี่ขอโทษ พี่ไม่รู้เลยว่ายัยหนูของพี่จะเก็บเรื่องนั้นไว้คนเดียวตลอด คงเจ็บมากเลยใช่ไหม” พี่โลคาดันตัวฉันออกเล็กน้อย และพี่เขาก็ก้มลงมามองฉันที่กำลังร้องไห้อยู่ “มะ...ไม่ ฮึก พี่ไม่ได้ผิดเลย” ฉันส่ายหน้าไปมาพร้อมกับน้ำตาที่กำลังรินไหล พลางเงยหน้ามองพี่เขาด้วยสายตาจริงใจว่าฉันไม่โกรธหรือโทษพี่เขาเลยสักนิด
เลเน่ Talk “ขอบคุณที่มาส่งนะคะพี่บลู” ฉันก้มตัวลงไปไหว้รุ่นพี่ที่คณะของตัวเอง พี่เขาก็ยิ้มตอบกลับมาพร้อมกับพยักหน้าเป็นเชิงว่ารับคำขอบคุณจากฉัน นี่ก็ผ่านมาหลายวันแล้วที่ฉันย้ายมาอยู่ที่นี่ พวกเพื่อน ๆ และรุ่นพี่ที่มหา’ลัยต่างใจดีกับฉันเกือบทุกคนเลย เป็นคณะที่อบอุ่นพอตัวเลย อีกอย่างฉันเข้ามาเรียนกลางคันด้วย ถ้าเป็นที่อื่นเขาคงไม่รับ แต่ฉันมีคนจัดการให้พร้อมก็เลยไม่เป็นปัญหาอะไร “ไม่เป็นไรครับ น้องเน่ก็รู้ว่าพี่เต็มใจมากแค่ไหน” ฉันทำได้เพียงแค่ยิ้มตอบกลับไป พี่บลูเป็นรู่นพี่ที่คณะของฉัน และยังเป็นนักศึกษาที่ได้ฉายาว่าเจ้าชู้ตัวพ่อ พี่เขาตามจีบฉันตั้งแต่เข้าเรียนวันแรก จนถึงวันนี้นางก็ยังคงตามจีบฉันไม่เลิก ทั้งที่ฉันบอกไปหลายรอบละนะว่าฉันมีคนที่ชอบอยู่แล้ว แต่นั่นไม่ได้ทำให้พี่เขาหยุดตามตอแยฉันได้เลย และที่วันนี้พี่เขามาส่งฉันได้ก็เพราะได้รุ่นพี่อีกคนมาช่วยเป็นกำลังเสริม ฉันก็เลยต้องเลยตามเลยไป “งั้นเน่ขอตัวก่อนนะคะ” พูดจบฉันก็ไม่รอให้อีกฝ่ายตอบเพราะเดี๋ยวมันจะยาว ฉันจึงรีบเดินไว ๆ เข้าตึกคอนโดของใครก็ไม่รู้แทน ฉันไม่ได้ให้พี่เข