บทที่ 61 ขอบคุณที่ช่วยชีวิต“ผมเชื่อ”นายพลเซี่ยจงชายผู้ทรงอำนาจเป็นรองเพียงผู้นำประเทศเท่านั้นก้าวเท้าเข้าสู่ห้องอย่างเงียบเชียบ บทสนทนาของสามีภรรยาคู่นั้นลอยเข้าหูเขาโดยไม่ได้ตั้งใจนายพลเซี่ยจงยืนนิ่ง ร่างของเขาแข็งทื่อ ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงกับสิ่งที่ได้ยินปี 1981 ... อุทกภัย ... ความหายนะ ...คำพูดเหล่านี้วนเวียนอยู่ในหัวของเขาเขาคิดถึงภาพของประชาชนชาวจีนที่ยากไร้ อดมื้อกินมื้อ “เพิ่งจะผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากในปี 60-70 มา ทำไมพระเจ้าถึงต้องทดสอบพวกเขาอีกด้วย?”พวกเขาเพิ่งผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความอดอยากและความโหดร้ายมาแล้วตอนนี้ ...อุทกภัย ...มันจะเป็นบททดสอบที่โหดร้ายเกินกว่าที่พวกเขาจะทนทานไหวนายพลเซี่ยจงกำหมัดแน่น รู้สึกถึงความโกรธและความหดหู่เขาเป็นผู้รับผิดชอบต่อความปลอดภัยของประชาชน เขาจะต้องทำอะไรสักอย่างเขาจะต้องปกป้องพวกเขาเฉินหวังตงเงยหน้าขึ้นมองและเอ่ยขึ้นมาเบาๆ “ ท่านนายพล!”หมอหยางชิงโม่ “ท่านมาที่นี่ได้อย่างไรคะ?”นายพลเซี่ยจง “ผมได้ยินทุกอย่างแล้ว ผมไม่เคยสงสัยในความสามารถของหมอหยาง และผมจะไม่ถามว่าคุณรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร แต่ถ้าคุณจะบอกรายละเอีย
บทที่ 62 รับเป็นลูกบุญธรรมหลังจากผ่านเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ท่านนายพลเซี่ยจงก็เป็นบุคคลที่โด่งดังขึ้นมาทันใด ไม่ว่าจะเป็นสำนักข่าวในประเทศหรือต่างประเทศ หนังสือพิมพ์หลายฉบับต่างก็มาขอสัมภาษณ์เขาทั้งนั้นแน่นอนว่าที่เป็นชาวต่างชาติคนที่จะให้สัมภาษณ์คือหมอหยางชิงโม่นั้นเอง เพราะท่านนายพลเซี่ยจงพูดภาษาต่างประเทศไม่ได้ ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของหมอหยาง และที่ทำให้พวกเขาประหลาดใจและประทับใจมากคือ หมอหยางชิงโม่สามารถพูดได้ถึง 5 ภาษาดังนั้นการให้สัมภาษณ์ของคุณหมอสาวกับผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ก็เลยกล่าวเป็นข่าวไปด้วย หัวข้อข่าวที่ว่าคือ เรื่องบุคลากรของประเทศเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถจริง ๆนั้นทำให้ท่านนายพลเซี่ยจงได้หน้าได้ตาที่สุดเลยก็ว่าได้ และที่ยืนหน้าบานอยู่ข้างๆ ท่านก็คือนายพลเฉินหวังตง ที่จับตามองภรรยาของเขากำลังให้สัมภาษณ์ภาษาฝรั่งเศสอยู่นั้นเอง ...แววตาเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจและมีแววหวานเยิ้มนิดหน่อยแต่เขาไม่รู้ตัวแต่คนที่เห็นคือท่านนายพลเซี่ยจง ..นายพลเซี่ยจงยังคงหันไปมองหมอหยางชิงโม่ที่ตอนนี้หันมาตอบคำถามนักข่าวชาวญี่ปุ่นแล้ว...มันจะเก่งไปนะ...เขาต้องทำอะไรสักอย่างแล้วท่านนายพล
บทที่ 63 ที่ดินเวนคืนกาลเวลาผันผ่าน ช่วงเวลารวดเร็วดั่งสายน้ำ ฤดูหนาวที่ปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลนได้สิ้นสุดลง ฤดูใบไม้ผลิอันสดใสได้มาเยือน แสงแดดอ่อนๆ สาดส่องไปทั่วทุกพื้นที่ หมอหยางชิงโม่ ที่กลายเป็นเซี่ยชิงโม่ คุณหนูเล็กแห่งตระกูลเซี่ยแม้สถานะจะเปลี่ยนแปลง แต่ความทุ่มเทและความขยันหมั่นเพียรของเธอยังคงเหมือนเดิม หมอเซี่ยชิงโม่ยังคงทำงานหนักอยู่เช่นเดินในปี 1982 นี้คุณหมอเซี่ยผู้เปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ จะเริ่มต้นบทบาทใหม่ในฐานะอาจารย์หมอ เธอรับลูกศิษย์ 3 คน เข้ามาสอนวิชาแพทย์ศาสตร์ ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์การสอนลูกศิษย์ เปรียบเสมือนการจุดประกายไฟแห่งการรักษา หนุ่มสาวหมอใหม่ทั้ง 3 เปี่ยมไปด้วยความตั้งใจ ดวงตาของพวกเขาเปล่งประกายด้วยความมุ่งมั่น เซี่ยชิงโม่มองเห็นศักยภาพในตัวพวกเขา เธอจะทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจ ถ่ายทอดวิชาความรู้ ฝึกฝนทักษะ หล่อเลี้ยงเมล็ดพันธุ์แห่งความเมตตาอนาคตอันสดใสรออยู่ข้างหน้า เด็กหนุ่มสาวเหล่านี้จะเป็นหมอที่ดี เป็นผู้สืบสานศาสตร์แห่งการรักษา เยียวยาผู้คน และสร้างประโยชน์ต่อสังคมต่อไปคุณหมออวิ่นไป่คุณหมอเทียนหลงคุณหมอจางเสวี่ยคือ 3 คนที่โชคดีได้รับการคัดเลือกจ
บทที่ 64 หาเรื่องผิดคนเป็นที่รับรู้กันไปทั่วเรื่องที่ท่านนายพลเซี่ยจงซื้อที่ทางรกร้างห่างไกลความเจริญเอาไว้มากมายเพราะตอนนั้นนายกเทศมนตรีเมืองเซินเจิ้น ได้เอาเอกสารมาส่งที่กรม ทำให้พวกเพื่อนๆ ของท่านนายพลเซี่ยจงได้รับรู้ว่าท่านซื้อที่ห่างไกลความเจริญเอาไว้หลายพันไร่ทีเดียวตอนแรกพวกเขาต่างพากันหัวเราะเยาะลับหลัง พวกเขาคิดว่าท่านนายพลเซี่ยจงมีเงินเยอะมากไปหรือไม่รู้จะทำอะไรก็เลยเอาไปโยนทิ้งโดยซื้อที่ป่ารกร้างและห่างไกลถึงเซินเจิ้น ซัวเถา แบบนั้นแต่ก็มีเพื่อนบางคนของท่านนายพลเซี่ยจงที่อายุยังน้อยพวกเขาถือว่านายพลเซี่ยจงคือไอดอลไม่ว่าท่านขยับตัวทำอะไรพวกเขาจะทำตาม เมื่อพวกนายพลอายุน้อยเหล่านี้รู้ว่านายพลเซี่ยจงซื้อที่ห่างไกลขนาดนั้นมากมายจะต้องมีนัยสำคัญอะไรแน่พวกเขาคิดวิเคราะห์แยกแยะเสร็จก็ลองเสี่ยงตัดสินใจซื้อตามท่านนายพลเซี่ยจงไอดอลของพวกดู พวกเขาซื้อที่ตามพื้นที่เซินเจิ้น ซัวเถา จู่ไห่ คนละหลายร้อยไร่เลยทีเดียว ทำให้นายกเทศมนตรีเมืองเซินเจิน และซัวเถาและจู่ไห่ต่างดีใจกันหน้าบานที่พากันขายที่ให้พวกนายพลเหล่านี้ได้เยอะ..เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องตลกในกลุ่มนายพลด้วยกัน พวกเขาต่างคิดว่าน
บทที่ 65 กฎหมายการปราบปรามแก๊งผู้มีอิทธิพล“แล้วก็ตอนกลับบ้านไปถามพ่อแกดูว่ารู้จักนายพลเย่เฉินขาเหล็กแห่งกองทัพปักกิ่งมั้ย ถ้ามันรู้จักให้มันเตรียมตัวย้ายไปอยู่ชายแดน 6 เดือน”โทษฐานเลี้ยงลูกไม่เป็น จางเฉิงเจียงที่เจอตอเข้าไปตอนนี้่แทบจะร้องไห้แล้ว ซวยแล้วไม่ล่ะ ลำบากกันทั้งครอบครัวเลยทีนี้กลับมาที่เด็กน้อยที่โดนเตะเข้าที่ท้องตอนนี้นั่งมองพวกจางเฉิงเจียงที่กองอยู่กับพื้นและตัวของจางเฉิงเจียงที่โดนเหยียบอยู่ ‘เขา’ เงยหน้าขึ้นมองท่านนายพลเย่เฉินที่ช่วย ‘เขา’ เอาไว้ด้วยความขอบคุณ“เป็นอย่างไรบ้างเจ้าหนูเจ็บมากหรือเปล่า?” นายพลเย่เฉินถามขึ้นมา“ไม่เป็นไรครับขอบคุณท่านนายพลมากครับ ผมไปทำงานก่อนนะครับ”เขาลุกไปด้วยความทุลักทุเล เมื่อเหตุการณ์สงบจางเฉิงเจี่ยงและลูกน้องถูกลากออกไปจากร้าน เถ้าแก่ให้เด็กเข้ามาทำความสะอาดอย่างเร่งด่วนและเริ่มทำการค้าขายใหม่ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น“เถ้าแก่ค่าเสียหายต่างๆ ให้ส่งคนไปเรียกเก็บที่จางเสี่ยวหลงแผนกกำลังพลของกองทัพ" นายพลเย่เฉินเอ่ยขึ้นมา“ขอบคุณมากครับท่านนายพล พวกผมไม่ขอรับค่าเสียหายเหล่านี้ครับเพราะที่ผ่านมา จางเฉิงเจียงก็มาที่นี่บ่อยมากค่ากินที่เข
บทที่ 66 เปิดโรงงานผลิตสบู่พี่ใหญ่ฉีฮ้าวกลับไปจัดการในส่วนของคนในแก๊งที่สมัครใจเข้าร่วมเป็นพนักงานของโรงงานที่เซี่ยชิงโม่กำลังจะเปิด ส่วนเธอก็กำลังปรึกษากับเฉินหวังตง ว่าจะเอาพื้นที่ไหนในการเปิดโรงงาน ถ้าจะหาพื้นที่ในปักกิ่ง ปัญหาคือเรื่องที่พักของพนักงานเพราะจู่ไห่และปักกิ่งห่างกันถึง 1,400 กิโลเมตร การย้ายพวกเขามาอาจจะมีปัญหาได้เพราะพวกเขาส่วนใหญ่เป็นคนจู่ไห่มีครอบครัวที่นั่น การให้ย้ายถิ่นฐานอาจจะเป็นเรื่องใหญ่สำหรับพวกเขาดังนั้นพวกเธอจึงได้ตัดสินใจหาพื้นที่รอบนอกของจู่ไห่สร้างโรงงานขนาดใหญ่ขึ้นมาเพื่อรองรับคนงานประมาณ 1,500-5,000 คน ซึ่งในอนาคตอาจจะถึงเมื่อปรึกษากันเรียบร้อยช่วงวันหยุดต่อมาพวกเขาทั้งครอบครัวก็ขับรถกลับมาที่เมืองจู่ไห่ ใช้เวลา 10 กว่าชั่วโมงพวกเขาก็มาถึงบ้าน เด็กๆ เหนื่อยและหลับไปนานแล้ว ..เซี่ยชิงโม่งคิดถึงการนั่งเครื่องบินจังเลย เพราะในปี 1982, เมืองจู่ไห่ยังไม่มีสนามบิน. สนามบิน Quanzhou Jinjiang Airport ที่ตั้งในเขตของจู่ไห่ เปิดให้บริการเมื่อปี 1996 ซึ่งอีกหลายปีมากกว่าจะเปิด ดังนั้นต้องอดทนถ้าจะหาสนามบินที่อยู่ใกล้เคียงแล้วบินมาที่นั่นก็พอๆ กัน เพราะเท่าท
บทที่ 67 หึงหวงการก่อสร้างโรงงานเป็นไปด้วยดี กำหนดเสร็จสิ้นสามารถที่จะเปิดโรงงานได้คือช่วงเดือน 11 ของปีนี้ซึ่งเซี่ยชิงโม่ต้องการเปิดโรงงานในช่วงนั้นพอดี เพราะอีก1 เดือนก็จะเป็นวันสินปี สินค้าของเธอถ้าออกสู่ตลาดช่วงนั้นจะต้องขายดีมากแน่ๆระหว่างนี้เธอต้องติดต่อกับเจียงไห่บ่อยมากเพราะเขาคือคนที่จะประสานงานกับลูกน้องในแก๊งมังกรดำและกับโรงงาน บ่อยครั้งที่เขาจะมาที่เรือนสี่ประสานและนั่งประชุมกับเซี่ยชิงโม่เป็นเวลานานนายพลเฉินหวังตงยืนนิ่งอยู่หน้าต่าง มองออกไปยังทิวทัศน์ของเมืองหลวงยามค่ำคืน แสงไฟจากตึกรามบ้านช่องระยิบระยับ ทว่ากลับไม่สามารถส่องสว่างความมืดมนในใจของเขาได้เขาเพิ่งออกมาจากห้องประชุมที่เซี่ยชิงโม่ ภรรยาของเขา กำลังวางแผนงานสำคัญกับเหล่าสมาชิกแก๊งมังกรดำ เขาแอบมองเธออยู่ครู่หนึ่ง รู้สึกถึงความตั้งใจจริงและความมุ่งมั่นในแววตาของเธอ แต่ก็รู้สึกถึงความห่างไกลระหว่างพวกเขาเซี่ยชิงโม่ไม่ค่อยมีเวลาให้เขาเท่าแต่ก่อน เธอทุ่มเทเวลาและพลังงานทั้งหมดให้กับแก๊งมังกรดำ เขารู้ดีว่าเธอมีภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่ แต่เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกน้อยใจเขาเป็นสามีของเธอ เขาควรจะเป็นคนที่เธอปรึกษาห
บทที่ 68 กุหลาบสีแดงบรรยากาศยามค่ำคืน ช่างโรแมนติกท้องฟ้าประดับประดาด้วยดวงดาวระยิบระยับ เฉินหวังตง จับมือชิงโม่ กุมไว้แน่นสายตาของเขาจับจ้องไปที่ดวงตาของเธอ ดวงตาที่เปล่งประกายฉายแววความอบอุ่นและความรัก พวกเขาออกมาเดินเล่นที่สวนหลังจากส่งเด็กๆ เข้านอนแล้ว วันนี้หัวใจของทั้งสองคนฟูฟ่องขึ้นมามากมาย"ชิงโม่" เขาเอ่ยชื่อเธอด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "ผมมีความสุขมากที่มีคุณอยู่เคียงข้างผม"เฉินหวังตง ดึงเธอเข้ามาโอบกอด ร่างกายของเธออบอุ่นและอ่อนโยน เขาสูดหายใจลึกๆ กลิ่นหอมของเธอช่างหอมหวาน เขาอยากจะกอดเธอไว้แบบนี้ตลอดไป" ชิงโม่ " เขาเอ่ยต่อ "ข้าอยากจะเริ่มต้นความสัมพันธ์แบบจริงจังกับคุณอยากจะดูแล ปกป้องอยากจะอยู่เคียงข้างคุณ ตลอดไป"ดวงตาของเธอฉายแววความคิด “ฉันก็อยากเช่นกัน" เธอเอ่ย "อยากจะอยู่เคียงข้างคุณตลอดไป"เฉินหวังตงโน้มตัวไปข้างหน้า ประทับจูบลงบนริมฝีปากของเธออย่างแผ่วเบา มันเป็นจูบที่เต็มไปด้วยความรัก ความปรารถนา และความหวังในที่สุด เขาก็ได้บอกรักเธอแล้ว และเธอก็ตอบรับความรักของเขาพวกเขากอดกันแน่น หัวใจของพวกเขาเต้นเป็นจังหวะเดียวกัน พวกเขารู้ว่าพวกเขาถูกกำหนดให้คู่กันอนาคตจะเป็นอ
บทที่ 88 นายพลเซี่ยจงถึงแก่อสัญกรรม วันเวลาผันผ่านไปดุจดั่งสายน้ำไหล ที่ไม่มีทางที่จะไหลย้อนคืนมาเปรียบดังชีวิตของคน ไม่ว่าจะยิ่งใหญ่เพียงใดสุดท้ายชีวิตก็ต้องดับสูญไปตามกาลเวลา นายพลเซี่ยจงชายชราในวัย 89 ปี ตอนนี้นอนอยู่บนเตียงภายในโรงพยาบาลอันดับหนึ่งของปักกิ่ง โรงพยาบาลเซี่ยเฉิน รอบเตียงนั้นญาติพี่น้อง ลูกหลานต่างก็มารายล้อมท่าน บางคนนั่งที่โซฟา บางคนยืน บางคนนั่งกลับพื้น เป็นภาพที่ ถ้าจะมองให้อบอุ่นก็คือความอบอุ่น ถ้าจะมองให้โศกเศร้านี้คือภาพของการจากลาเซี่ยจงนายทหารชายชราผู้ที่เคยองอาจกล้าหาญ สง่างามบ่าอันกว้างใหญ่ของเขาที่เคยแบกรับภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่มามากมาย ตอนนี้ผอมบางลงจนเปราะบางราวกับกิ่งไม้แห้งที่พร้อมจะหักโค่นเขาหลับตาพริ้มระลึกถึงอดีตอันรุ่งโรจน์เขาระลึกถึงความหลังตอนที่เขาสมัครไปเป็นพลทหารเพื่อรับใช้ชาติ เหตุการณ์ในชีวิตหลายอย่างไหล่หลั่งผ่านเข้ามาในสมองของเขาบางครั้งเขายิ้มบางครั้งก็มีสีหน้าโศกเศร้าและมีน้ำตาไหลซึมออกมาเขาพยายามมองดูลูกหลานที่มาเฝ้าเขาที่ห้องด้วยดวงตาฝ้าฟางของเขา มองดูทุกๆ คน นี้คือกิ่งก้านสาขาของตระกูลเซี่ยที่ยิ่งใหญ่ของเขา เขามองดูลูกชายคนโตที่ส
บทที่ 87 เที่ยวรอบโลก / หยางชิงเย่วหนีออกจากบ้านแสงแดดยามเย็นสาดส่องลงบนทะเลสาบลูเซิร์นประเทศสวิสแลนด์ ท้องฟ้าเป็นสีทองอร่าม ทิวทัศน์โดยรอบงดงามราวกับภาพวาด เซี่ยชิงโม่ หญิงสาววัย 55 ปี กำลังนั่งจิบไวน์อยู่ริมทะเลสาบ ใบหน้าของเธอยังคงเปี่ยมเสน่ห์ ดวงตากลมโตเปล่งประกาย ความงามของเธอไม่ได้ลดน้อยลงไปเลย แม้จะผ่านร้อนผ่านหนาวมาครึ่งค่อนชีวิตเซี่ยชิงโม่สวมชุดเดรสสีขาวเข้ารูปเนื้อผ้าไหมพรม เส้นผมสีดำขลับยาวสลวยประดับด้วยเครื่องประดับเพชรระยิบระยับ ผิวพรรณของเธอขาวเนียนละเอียดไร้ริ้วรอยบ่งบอกถึงการดูแลตัวเองเป็นอย่างดีเคียงข้างเธอคือ เฉินหวังตงสามีผู้เป็นที่รักทั้งสองนั่งอยู่บนเก้าอี้หวายตัวเดิมโต๊ะตัวเดิมที่พวกเขาเคยมานั่งจิบไวน์ด้วยกันเมื่อหลายปีก่อนในช่วงฮันนิมูนแต่ตอนนั้นพวกเขาพาเด็กๆมาด้วยเลยไม่ค่อยได้สวิทกันมากนักคราวนี้พวกเขามาแค่สองคนเธอหันไปมองเฉินหวังตงที่นั่งข้างๆ รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าของเธอ ชีวิตหลังเกษียณช่างแสนวิเศษหลังจากลูกๆ หลานๆ เรียนจบและเริ่มทำงาน พวกเขาก็ทยอยส่งต่องานทั้งหมดให้ลูกหลานดูแล เซี่ยชิงโม่และเฉินหวังตง จึงตัดสินใจใช้ชีวิตที่เหลืออย่างอิสระ ออกเดินทางท่องเที
บทที่ 86 เจ้าชายทั้งสามของตระกูลเฉินเรื่องราวชีวิตของเซี่ยชิงโม่ผันผ่านขึ้นลงมากมายตอนนี้เธออายุเข้าปีที่ 42 แล้ว เธอมีความสุขกับชีวิตในตอนนี้มาก ความกังวลเรื่องการที่ต้องย้อนกลับไปโลกปัจจุบันหมดไปแล้ว สิ่งที่เธอต้องทำในตอนนี้คือการมีความสุขกับชีวิตครอบครัว เธอมีสามีที่ดีเลิศเคียงข้างมีครอบครัวที่อบอุ่นช่วยเหลือกันและกันเสมอ ตอนนี้เธอรอดูความสำเร็จของลูกๆ ของเธอและมีความสุขไปกับความสำเร็จของพวกเขาเท่านั้น และแล้วลูกชายของเธอก็เรียนจบเจ้าใหญ่เฉินหลง คุณชายใหญ่ผู้เก่งกาจด้านบริหารเฉินหลง ในวัย 25 ปี เติบโตขึ้นมาเป็นชายหนุ่มรูปร่าง สง่างาม สมกับเป็นคุณชายใหญ่แห่งตระกูลเฉิน ดวงตาสีดำขลับฉายแววมุ่งมั่น บ่งบอกถึงความทะเยอทะยานที่เปี่ยมล้น รอยยิ้มของเขาอบอุ่น ดึงดูดใจผู้คนให้เข้าหา เฉินหลงไม่ใช่แค่หนุ่มรูปงาม แต่เขายังมีสมองที่เฉียบแหลม เพิ่งเรียนจบปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยชั้นนำในอเมริกากลับมาเขามีทักษะการคิดวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม เข้าใจกลไกของธุรกิจ และพร้อมนำความรู้มาประยุกต์ใช้เขาไม่ต้องการแค่สานต่อธุรกิจของครอบครัว แต่เขาใฝ่ฝันที่จะขยายอาณาจักรให้ยิ่งใหญ่กว่าเดิม เขามีคว
บทที่ 85 เสียวเฮยกลับมาแล้วเซี่ยชิงโม่นั่งอ่านรายงานผลประกอบการของหลีว่านเคอประจำปี 1995 รอยยิ้มกว้างปรากฏบนใบหน้าของเธอ ผลประกอบการดีเกินคาด รายได้สุทธิเพิ่มขึ้น 32% จากปีก่อน กำไรขั้นต้นแตะ 45% ของรายได้ทั้งหมด บริษัทเติบโตอย่างรวดเร็ว และกำลังขยายสาขาไปทั่วประเทศผลประกอบการที่ยอดเยี่ยมนี้ แสดงให้เห็นถึงความทุ่มเทของเธอและทีมงานทั้งหมดเธอรู้สึกภูมิใจในความสำเร็จนี้ ตอนนี้หลี่ว่านเคอมีสำนักงานสาขาย่อยอยู่ที่กรุงปักกิ่งเธอและเฉินหวังตงดูแลสาขานี้ ส่วนสาขาที่เซินเจิ้นยังคงเป็นหลี่เฉินที่บริหารอยู่ พวกเขาจะนัดประชุมกันทุก 2 – 3 สัปดาห์ หรือขึ้นอยู่กับโปรเจคที่ได้มา..ตอนนี้การทำงานของทั้งสามคนนั้นประสานกันได้ดีมากทีเดียวเธอพลิกดูรายงานอีกครั้ง ตัวเลขต่างๆ ล้วนน่าประทับใจ กำไร ยอดขายเติบโตในทุกๆ แผนก ลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เซี่ยชิงโม่ลุกขึ้นยืน เดินไปที่หน้าต่าง มองออกไปยังทิวทัศน์ของเมือง เธอเคยลั่นวาจาว่าจะพัฒนาบริษัทนี้ต่อไปให้มุ่งสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ ตอนนี้ทุกอย่างกำลังดำเนินตามทางของมันอยู่ในขณะที่เธอกำลังคิดอยู่นั้น ประตูห้องทำงานก็ถูกเคาะ"เข้ามา" เซี่ยชิ
บทที่ 84 แฝดสามไปเรียนต่อที่อเมริกา/ยุโรปเดือนกุมภาพันธ์ของปี 1993 แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านหน้าต่าง กระทบใบหน้าของเซี่ยชิงโม่ หญิงสาววัย 32 ปี แต่ด้วยรูปร่างหน้าตาที่เป๊ะปัง ผิวพรรณผ่องใส ไร้ริ้วรอย ทำให้เธอดูเหมือนอายุเพียง 24-25 ปีเท่านั้นเซี่ยชิงโม่ลืมตาตื่นขึ้นมา ย้อนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อ 15 ปีก่อน วันที่เธอได้ย้อนเวลากลับมาในอดีต ชีวิตที่ผ่านมาของเธอช่างมีความสุข ครอบครัวอบอุ่น สามีที่แสนดี และลูกๆ ทั้งสามที่น่ารัก ตอนนี้ลูกๆ ของเธอเริ่มโตเป็นหนุ่มแล้ว ถึงเวลาที่พวกเขาจะต้องออกจากรังเพื่อโบยบิน เรียนรู้ และหาประสบการณ์ในชีวิตบนโลกกว้างเจ้าใหญ่และเจ้ารองตัดสินใจไปเรียนต่อที่อเมริกา ประเทศมหาอำนาจที่เต็มไปด้วยโอกาส ส่วนเจ้าเล็กเลือกที่จะไปเรียนต่อที่ยุโรป ดินแดนแห่งวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์อันยาวนานเซี่ยชิงโม่รู้สึกทั้งดีใจและใจหาย ดีใจที่ลูกๆ ของเธอมีโอกาสได้ไปเรียนรู้และหาประสบการณ์ในชีวิต แต่ในเวลาเดียวกันนั้นเธอก็รู้สึกใจหายที่ลูกๆ จะต้องอยู่ห่างไกลจากเธอเธอเดินไปที่เตียงนอน มองดูลูกๆ ทั้งสามที่กำลังหลับใหลอย่างสบาย เซี่ยชิงโม่ยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน ลูบไล้เส้นผมของพวกเขาเบาๆ“
บทที่ 83 ฟองสบู่แตก / หลีว่านเคอ อนาจักรอสังหาริมทรัพย์บนเส้นด้ายปี 1992 หลี่เฉิน ประธานบริหารบริษัทอสังหาริมทรัพย์ หลี่ว่านเคอ ยักษ์ใหญ่แห่งเซินเจิ้น กำลังเผชิญกับ มรสุมลูกใหญ่ ในชีวิต ฟองสบู่เศรษฐกิจจีนที่พองโตมาหลายปี เริ่มแตกออก ส่งผลต่อทุกภาคส่วน ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เคยเฟื่องฟู กลายเป็น ทะเลทราย ร้อนระอุโครงการ ของหลี่ว่านเคอ หลายแห่ง หยุดชะงัก ผู้ซื้อ หายหน้า เงินทุน ขาดแคลน พนักงาน เริ่ม หวาดกลัว อนาคต บรรยากาศในบริษัท อึมครึมหลี่เฉิน กัดฟันฝ่าฟัน พยายามหาทางออก เขา ทุ่มเท ทั้งแรงกายแรงใจ หาเงินทุนใหม่ เจรจากับธนาคาร โน้มน้าวลูกค้าแต่ ปัญหาไม่ได้ง่าย หลายธนาคาร ปิดตายไม่ยอมที่จะเจรจากับเขาเพื่อขอผ่อนผันการชำระหนี้อีกต่อไปลูกค้าของเขาทั้งหมดต่างลังเล ไม่กล้าซื้อ ขายในช่วงวิกฤตเช่นนี้ทุกคนต่างต้องการที่จะถือเงินสดเอาไว้ให้ได้มากที่สุดความเครียด กัดกินหลี่เฉิน เขาเริ่ม สูญเสีย ความมั่นใจภาพอดีตอันรุ่งเรืองย้อนกลับมาหลอกหลอน เขาเคยเป็น เด็กหนุ่ม ไฟแรงเขาสร้างอาณาจักรอสังหาฯ ขึ้นมาจาก ศูนย์แต่ตอนนี้ อาณาจักรของเขา กำลัง พังทลาย ต่อหน้าต่อตาหลี่เฉิน รู้ดีว่า เขาต้อง ตัดสิน
บทที่ 82 ขายหุ้นเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วดังสายลมพัด ตอนนี้เข้าเดือนที่2 ที่พวกเขาซื้อหุ้นเอาไว้และตอนนี้แก๊งบอยแบนด์และทุกคนต่างก็มีความสุขที่หุ้นที่ซื้อเอาไว้นั้น ราคาพุ่งขึ้นมาทำให้พวกเขามีกำไรมหาศาล พวกเขาต่างก็เฉลิมฉลองกับความสำเร็จนี้ และแล้วก่อนที่จะเข้าเดือนที่ 3 เซี่ยชิงโม่ก็ส่งข่าวบอกทุกคนว่าเธอต้องการที่จะขายหุ้นที่ซื้อเอาไว้ทั้งหมดแล้วตอนนี้แก๊งบอยแบนด์และทุกคนต่างมารวมตัวกันที่บ้านสี่ประสานหยางหยาง: "ทำไมถึงจะรีบขายละครับคุณหนูเซี่ย ตอนนี้ราคากำลังขึ้นดีเลยนะ" หยางหยางอาแป๊ะสายร่าเริง ขวัญใจสาวๆ ถามขึ้นมา เขารู้ว่าเซี่ยชิงโม่นั้นเก่งมาก แต่ว่าคราวนี้ราคามันกำลังขึ้นมาสวยจริงๆ ทำไมถึงได้จะรีบขาย เขาไม่ค่อยเข้าใจเพราะถ้าให้ปล่อยให้ราคาขึ้นอีกสักหน่อยเงินก็จะก้อนใหญ่มากกว่านี้ (คิดตามประสาเม่าน้อย)เว่ยอัน หนุ่มเซอร์ : "จริงของหยางหยางนะครับ ราคากำลังดีเลย ทำไมถึงรีบขายล่ะครับ"สมาชิกคนอื่นๆ : "ใช่ ใช่ ใช่ รออีกนิด ราคาน่าจะขึ้นไปอีก"เซี่ยชิงโม่: (ยิ้ม) "ฉันรู้ว่าทุกคนสงสัย แต่ฉันมีเหตุผลของฉันเอง"หยางหยาง: "อะไรเหรอครับคุณหนูเซี่ย บอกพวกเรามาหน่อยสิ"เซี่ยชิงโม่: "จากการ
บทที่ 81 ซื้อหุ้น กาลเวลาผันผ่านมาหนึ่งปีหลังเหตุการณ์ประท้วงที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน แม้รอยแผลในใจผู้คนจะยังคงอยู่ แต่ชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป ครอบครัวของหมอเซี่ยชิงโม่ก็เช่นกัน ทุกคนกลับมารวมตัวกันที่เรือนสี่ประสานในกรุงปักกิ่งอีกครั้งเพื่อฉลองปีใหม่บรรยากาศภายในบ้านอบอวลไปด้วยความสุขสมาชิกครอบครัวต่างมีรอยยิ้มบนใบหน้า พี่ใหญ่ น้องสาม และน้องสะใภ้สาม ต่างทำงานที่โรงงานผลิตสบู่ของครอบครัวช่วงแรก พวกเขาต้องปรับตัวกับงานใหม่ โชคดีที่หมอเซี่ยชิงโม่ได้จัดหาผู้จัดการและเลขาที่มีความสามารถจากปักกิ่งมาช่วยสอนงานและให้คำปรึกษา เปรียบเสมือนการฝึกอบรมผู้บริหารแบบเข้มข้นน้องสะใภ้สามเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์ในการเรียนรู้ เธอสามารถเข้าใจงานต่างๆ ภายในโรงงานได้อย่างรวดเร็ว เพียง 6 เดือน เธอก็ได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้จัดการฝ่ายบุคคล และเธอก็ไม่ทำให้หมอเซี่ยชิงโม่ผิดหวัง จัดการงานที่รับผิดชอบได้อย่างยอดเยี่ยม ส่วนพี่ใหญ่และน้องสามก็เรียนรู้งานต่างๆ ได้ดีเช่นกัน พวกเขาช่วยกันบริหารโรงงานให้เจริญรุ่งเรืองส่วนร้านหมูพะโล้วังหลวงที่ตอนนี้ เป็นร้านมีชื่อเสียงอันดับหนึ่งของเมืองจู่ไห่นั้น พี่สะใภ้ใหญ่ขึ้น
บทที่ 80 โรงพยาบาลเอกชนที่ทันสมัยที่สุดในปักกิ่ง(ศูนย์รวมแพทย์เทพแห่งปักกิ่ง)เสียงแตรรถดังระงมผู้คนต่างรีบเร่งไปทำงานบนถนนสายหลักของกรุงปักกิ่งเต็มไปด้วยรถจักรยานและรถยนต์เก่า ๆ ท่ามกลางความคึกคักนั้น มีตึกสูงเด่นเป็นสง่า ต่างจากตึกอื่น ๆ ในบริเวณนั้น ที่นี่คือ ‘โรงพยาบาลเอกชนเซี่ยเฉิน Xie Chen Hospital and Care’ โรงพยาบาลเอกชนที่ทันสมัยที่สุดในปักกิ่งหลายเดือนที่ผ่านมาตั้งแต่โรงพยาบาล ‘โรงพยาบาลเอกชนเซี่ยเฉิน Xie Chen Hospital and Care’ ได้เปิดทำการรักษาให้คนปักกิ่งนั้นได้เห็นศักยภาพของคุณหมอเซี่ยชิงโม่ลูกสาวคนเล็กของนายพลเซี่ยจงอย่างแท้จริง พวกเขาสามารถพูดได้เต็มปากว่า คนไข้ที่ผ่านมือเธอไม่ว่าอาการจะหนักหนาสาหัสแค่ไหน ถ้าถึงมือคุณหมอชิงโม่ โอกาสที่จะรอดคือ 99% เลยทีเดียว และอีกอย่างทีมหมอที่เธอสร้างขึ้นมานั้น สามารถใช้คำว่า ‘รวมทีมหมอเทพแห่งปักกิ่ง’ เลยก็ว่าได้ เพราะได้รับการฝึกสอนแบบเข้มงวดสุดๆ จากเธอ และเครื่องไม้เครื่องมือที่ทันสมัยที่สุด (เธอนำออกมาจากแหวนมิติทั้งหมด)โรงพยาบาลเซี่ยเฉิน เมื่อคนไข้พูดปากต่อปากถึงความเก่งกาจของคุณหมอเซี่ยชิงโม่ ได้กลายมาเป็นโรงพยาบาลหมอเทวดา เ