ต่อมา หลังจากที่เวียงพิงค์และวาคิมถูกเรียกขึ้นไปตำหนิ พนักงานหญิงชายทุกคนก็ไม่เขาเข้าใกล้กันเกินหนึ่งเมตรเลย เพราะกลัวจะถูกเรียกตัว เวียงพิงค์พยายามตั้งใจทำงานตามที่ได้รับมอบหมายและเก็บตัวเงียบ หมดหน้าที่เธอก็กลับบ้าน กลายเป็นคนไม่พูดไม่จากับใคร เวลาทำงานคือเช้าตรู่และไม่ออกไปไหนอีกเลย แม้แต่ตอนรับประทานอาหารเที่ยง เธอก็ซื้อข้าวกล่องมาตั้งแต่เช้าเวียงพิงค์กลายเป็นคนใหม่ สนใจแต่งาน แต่ไม่สนใจคนรอบข้าง ไม่ออกไปให้ใครเห็น เอาแต่หมุกมุ่นกับการออกแบบชิ้นงานใหม่ๆ เป็นเช่นนี้มาร่วมสองเดือนแล้ว จนทุกคนสงสัยและทุกอย่างต้องคลี่คลาย พิรัชจึงเรียกให้ไปพบเพราะความเป็นห่วงน้องนุชสุดท้อง “พิ้งค์ พี่รัชเชิญไปพบที่ห้องนะจ้ะ” อมิตาบอกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน“ขอบคุณค่ะ เดี๋ยวพิ้งค์ไป” เวียงพิงค์รับคำขณะที่กำลังก้มหน้าตรวจงานของตัวเองไป จากนั้นจึงละจากงานและลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่อยู่ๆ กลับหน้ามืดเวียนหัวกระทั่งทรงตัวไม่อยู่ จนต้องจับขอบผนังเอาไว้“ว้าย! พิ้งค์ เป็นอะไร” อมิตารีบวิ่งเข้ามาหาพร้อมกับประคองให้กลับไปนั่ง“พิ้งค์หน้ามืดน่ะค่ะ เวียนหัว สงสัยก้มหน้านานเกินไป” เธอบอกพร้อมกับสลัดศีรษะไปมา“เห็นพิ้
“แต่พิ้งค์ไม่... ไม่อยากไป พิ้งค์กินยาแล้วพักผ่อนก็ได้ค่ะ” “อย่าปฏิเสธความหวังดีของพี่เลย ให้พี่พาไปก็ได้นะ ไปหาหมอวันนี้ลาสักครึ่งวันแล้วไปเลย”“ไปก็ได้ค่ะ แต่พิ้งค์จะไปเองนะคะ” เวียงพิงค์จำใจไปเสียมากกว่า เพราะรู้ว่าตัว ว่าไม่ได้เป็นอะไรเลย แต่เพื่อให้พิรัชสบายใจ เธอจึงขอลาครึ่งวันเพื่อไปหาหมอ ขณะเดียวกันเรื่องที่เกิดกับเวียงพิงค์ กลายเป็นเรื่องที่เอาไปนินทาแบบไม่ให้ พิรัชได้ยินเพราะพิรัชรักและเอ็นดูเวียงพิงค์มาก ทุกคนต่างลงความเห็นว่าเป็นอาการของคนท้อง และเท่าที่คำนวนเวลา สองเดือนมาแล้วที่เวียงพิงค์มีนิสัยที่เปลี่ยนไป แต่จะให้ท้องได้อย่างไรในเมื่อเวียงพิงค์ยังไม่มีแฟน ทว่าเสียงล่ำลือนี้ดังเข้าหูคาเมรอนอย่างตั้งใจ เพราะเขาให้พีระคอยสอดส่องดูแลเวียงพิงค์อยู่ห่างๆ แม้ว่าตัวเองพยายามที่จะไม่เข้าใกล้ๆ เธอก็ตาม แต่มันอดไม่ได้ อย่างน้อยก็ให้รู้ความเป็นไปของเธอบ้าง “พิ้งค์ไม่สบายเหรอ เป็นอะไรมากหรือเปล่า” คาเมรอนเอ่ยถามเสียงเรียบหลังจากที่พีระเข้ามารายงาน“เห็นว่าหน้ามืดเป็นลมน่ะครับ อาเจียน แล้วพนักงานก็เอาไปล่ำลือว่าเอ่อ...”“พอแล้ว ฉันไม่อยากฟัง ส่งคนลงไปปิดปากพนักงานพวกนั้นซะ ฉันไม่
“แต่... เฮ้อ! ก็ได้ค่ะ หนึ่งเดือนเท่านั้นนะคะ” หนึ่งเดือนเท่านั้น เธอจะอดทนรอ แต่กลัวว่าใครบางคนจะทำให้หมดความอดทนเสียก่อน “ขอบใจมากจ้ะ แล้วเมื่อวานเป็นยังไงบ้างที่ไปหาหมอน่ะ” “ปกติดีค่ะ แค่ไม่ได้พักผ่อนเท่านั้นเอง” “จริงเหรอ แต่มันดูไม่โอเคเลยนะ พิ้งค์อย่าหาว่าพี่ยุ่งเรื่องส่วนตัวเลยนะ พี่สังเกตพิ้งค์มาโดยตลาด ตั้งแต่ถูกพักงาน กลับมาพิ้งค์ก็เปลี่ยนไป จนกระทั่งเมื่อวานก็มีอาการผิดปกติ แล้ววันนี้พิ้งค์ก็มายื่นหนังสือลาออก อยากระบายอะไรให้พี่ฟังไหม” ดูเหมือนว่าพิรัชจะมองออกหรือเปล่า หรือไม่อาจจะกำลังสงสัยอาการของเธอ“พี่รัช คือพิงค์...” เวียงพิงค์รู้ว่าพิรัชหวังดีและเป็นห่วงเธอมาก แต่ไม่รู้จะลำดับเหตุการณ์อย่างไรดีเพราะตัวต้นเหตุไม่ต้องการให้เธอปากโป้ง“บอกมาเถอะ แล้วพี่จะไม่บอกใคร ถึงพิ้งค์จะไม่บอกแต่อาการของพิ้งค์เมื่อวานรู้ใช่ไหมว่าพี่...” “พี่รัช พิ้งค์บอกไม่ได้ อีกอย่างมันคือเหตุผลที่พิ้งค์อยากกลับเชียงใหม่” “เมื่อวานนี้มันคืออาการแพ้ท้องใช่หรือเปล่า” พิรัชยื่นหน้าเข้ามากระซิบเบาๆ เพราะเกรงว่าจะมีใครมาได้ยิน ทำให้เวียงพิงค์ถึงกับชะงักงันและนิ่งไปชั่วครู่ ขอบตาทั้งสองข้างร้อนผ่
“มีปัญหาอะไรที่จะต้องลาออก” เขาถามเสียงเข้มและกำลังไม่เข้าใจ“ปัญหาส่วนตัวของน้องน่ะครับ น้องไม่ค่อยสบายและต้องกลับไปดูแลแม่ที่ป่วยด้วย” “ข้ออ้างสิไม่ว่า อยากจะหนีหน้าใครหรือเปล่า” ดูเหมือนคาเมรอนจะมีอารมณ์มากขึ้นหรือเปล่า พิรัชคิด“ก็อาจจะมีส่วนฮะ ท่านจะอนุมัติหรือเปล่าฮะ เราจะได้เตรียมหาคนใหม่” “ไม่! คุณไม่รู้เหรอว่าผมใช้งบประมาณไปเท่าไหร่กว่าจะได้เขามา อยู่ๆ จะมายื่นหนังสือลาออกด้วยกระดาษแผ่นเดียว ดูเหมือนไร้ความรับผิดชอบหรือเปล่า” “รัชบอกน้องไปแล้วครับ ให้อยู่อีกสักเดือน อีกอย่างเราเรียกคนที่เข้าประกวดคนอื่นๆ มาสัมภาษณ์ก็ได้นี่ฮะ”“จะไม่ง่ายไปหน่อยเหรอ ผมไม่อนุมัติ และจะไม่ยอมเซ็น ไปเรียกเจ้าตัวขึ้นมาหา เดี๋ยวนี้!” คาเมรอนสั่งด้วยน้ำเสียงดุกร้าวอีกครั้งทำให้พิรัชรับคำ แล้วเรียบออกไปตามเวียงพิงค์ให้ขึ้นมาหาเจ้านายอารมณ์ร้ายทันที แต่ช้าไปแล้วเพราะเวียงพิงค์หนีกลับบ้านเสียก่อน เพราะร่างกายไม่เอื้ออำนวยต่อการทำงาน ครั้นจะรอขออนุญาตจากพิรัชเสียก่อนเธอก็กลัวว่าจะไม่ไหว อยากกลับไปพักผ่อนเพราะรู้สึกว่าอาการแพ้ท้องหนักๆ เริ่มกำเริบ “ทุกคนพิ้งค์ไปไหนแล้วล่ะ” พิรัชมาถึงก็ถามหาทันทีเพราะไ
“จะพาฉันไปไหน” เวียงพิงค์เริ่มถามอีกครั้งและแทนตัวเองอย่างห่างเหินพลางปรายตามองเขา“ไปหาที่คุยกัน” เขาตอบสั้นๆ น้ำเสียงดุเข้ม และตั้งหน้าขับรถโดยไม่สนใจเธอเวียงพิงค์ได้แต่นั่งเงียบเป็นเวลานานเลยทีเดียว กว่าที่คาเมรอนจะพามาถึงร้านอาหารแห่งหนึ่ง จากนั้นเขาจึงพาเธอลงจากรถและเดินเข้าไปในร้าน เพื่อเลือกที่นั่งอย่างเป็นส่วนตัว สั่งอาหารให้นำมาวางเรียบร้อย เพื่อที่จะรอเคลียร์กับเธอในคราวเดียวให้จบ“ใครอนุญาตให้คุณลาออก” คาเมรอนเริ่มยิงคำถามแรกทันที“ฉันไม่จำเป็นต้องขออนุญาตจากใคร” เวียงพิงค์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบพลางเชิดหน้าขึ้น“แต่ผมเป็นเจ้านายคุณ และเป็นมากกว่าเจ้านายด้วย”“คุณไม่มีสิทธิ์ในตัวฉัน ฉันทำอะไรนั่นหมายความว่าฉันตัดสินใจดีแล้ว” “รู้สึกว่าจะเก่งขึ้นนะ” “ประสบการณ์เลวร้าย บางครั้งมันทำให้เราเก่งขึ้น” “หึ จะคิดยังไงก็ตามใจ แต่รู้เอาไว้คุณไม่มีสิทธิ์ไปไหน ถ้าผมไม่อนุญาต หรือไม่คุณต้องรอให้ผมเบื่อคุณเสียก่อน” “เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจ ทำตัวเลวไปวันๆ ฉันอยากให้พนักงานบริษัทมาเห็นธาตุแท้คุณเหลือเกิน”“หึ ใช่ผมเป็นอย่างนั้น เพราะมันสนุก แล้วเป็นยังไง ไปหาหมอเมื่อวานนี้นะ” อยู่ๆ เขาก็
ต่อมา เมื่อทุกอย่างมันจบสิ้นคาเมรอนเผยความร้ายกาจออกมาแล้ว ก็ไม่จำเป็นที่เวียงพิงค์จะต้องอยู่เผชิญหน้ากับคนเลวพรรค์นั้นอีก ไม่ต้องรอให้ถึงหนึ่งเดือนตามที่รับปากกับพิรัช เพราะเธอจะไม่แคร์ใครทั้งสิ้น ฉะนั้นจึงตัดสินใจเดินทางกลับเชียงใหม่ด้วยเครื่องบินในทันที โดยเก็บแต่เพียงเสื้อผ้าและของสำคัญกลับไปเท่านั้น เวียงพิงค์นั่งเครื่องบินใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงยี่สิบนาทีโดยประมาณ เมื่อมาถึงเธอเรียกแท็กซี่ให้ไปส่งยังจุดหมายปลายทางนั่นคือ บ้านบ้านของเวียงพิงค์อยู่ในตัวจังหวัด แต่ไม่พลุกพล่าน ไม่ได้อยู่ในที่ชุมชนแออัดนัก จากถนนใหญ่เข้าซอยซึ่งมีบ้านไม้สองชั้น บ้างก็ชั้นเดียว และมีอาณาบริเวณน่าอยู่ รถแท็กซี่จอดเลียบที่ริมรั้วหน้าบ้านไม้ชั้นเดียวสีขาวน่าอยู่ เมื่อจ่ายค่าแท็กซี่เรียบร้อยเธอจึงลากกระเป๋าเดินเข้าบ้าน พลางมองไปรอบๆ เพื่อมองหาคนที่เธอคิดถึงมากที่สุด แล้วก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งกำลังนั่งหันหลังพรวนดินอยู่หลังบ้าน ด้วยอาการเงิกเงิ่นแบบคนป่วย เธอรู้ได้ในทันทีว่าเป็น... อิงฟ้า มารดาของเธอนั่นเอง“แม่” เวียงพิงค์เอ่ยเรียกมารดาเบาๆ ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือก่อนจะเดินเข้าไปช้าๆ พอใกล้จะถึงเธอก็วางกระเป๋าเ
“พิ้งค์ พิ้งค์บอกว่าเหม็นกลิ่นอาหาร พิ้งค์เป็นอะไร เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าลูกบอกแม่สิ ไม่สบายเหรอ” อิงฟ้าคะยั้นคะยอถามเพราะเป็นห่วงมากกว่า ที่สำคัญระดับแม่คนทำไมจะเดาไม่ออก“แม่ แม่... พิ้งค์” เวียงพิงค์น้ำเสียงสั่นเครืออีกครั้งพลางมองหน้ามารดาด้วยความรู้สึกผิด หากจะปิดบังเธอคงไม่กลับมา แต่เพราะตัดสินใจแล้วว่าจะกลับมาเลี้ยงลูกที่นี่จึงจำเป็นต้องบอก แม้จะไม่บอกวันนี้ วันข้างหน้าท้องโตขึ้นมารดาก็ต้องรู้“พิ้งค์ขอโทษนะคะ พิ้งค์... แม่ พิ้งค์ท้อง” จบคำ อิงฟ้าถึงกับอึ้งและนิ่งไป จะว่าโกรธหรือก็เปล่า แต่เสียใจตรงที่เวียงพิงค์อาจจะท้องโดยไร้พ่อของเด็ก “พิ้งค์ขอโทษค่ะแม่ ที่ทำให้แม่กับน้าผิดหวัง” เวียงพิงค์ร้องไห้ออกมาอย่างหนักจนตัวสั่นระริก อิงฟ้าจึงได้รั้งเข้ามากอดและปลอบโยน“แม่บอกไม่ถูกเหมือนกันลูก ว่าผิดหวังหรือเสียใจ หรือตกใจ แต่ไม่ว่าพิ้งค์จะทำผิดพลาดมายังไงพิ้งค์ก็คือลูกแม่ และเป็นเด็กดีมาตลอด จะให้แม่ผลักใสซ้ำเติมเหรอ แม่ก็ไม่เหมาะที่จะเป็นแม่อีกต่อไป แต่ถ้าจะเสียใจก็เพราะใครกันที่กล้าทำกับลูกแม่แบบนี้” อิงฟ้าพยายามพูดปลอบใจขณะที่เวียงพิงค์ปล่อยให้ตัวเองร้องไห้ออกมา“เล่าเรื่องทุกอย่าง
ช่วงเวลาเพียงวันเดียว ที่เวียงพิงค์หนีกลับเชียงใหม่ ยังไม่มีใครรู้แม้กระทั่งคาเมรอน เพราะหลังจากที่แยกกันที่ร้านเขาก็ไม่คิดที่จะติดต่อเธออีกเลย กระทั่งวันต่อมา คาเมรอนไปทำงานตามปกติ ทว่าภายในหัวใจของเวลานี้มันวุ่นวายสับสน ทรมานอย่างบอกไม่ถูก พนักงานในฝ่ายออกแบบก็ไปทำงานแล้วเช่นกัน พิรัชยังคงทำหน้าที่เป็นเจ้านายที่ดี เมื่อถึงเวลาเข้างานก็ตรวจตราว่าคนไหนเข้างานสาย “พิ้งค์ยังไม่มาอีกเหรอ” พิรัชเปรยออกมาเบาๆ พลางกวาดตามองไปทั่วห้อง แต่ยังไม่ได้เอะใจ ด้วยความเป็นห่วงพิรัชก็รอกระทั่งเกือบสิบเอ็ดโมง ยังไม่มีวี่แววว่าเวียงพิงค์จะมาทำงาน เขาจึงโทรศัพท์ไปตามและโชคดีเหลือเกินที่เวียงพิงค์รับสาย ทว่าต้องช็อคเพราะ...“พิ้งค์กลับเชียงใหม่แล้วค่ะพี่รัช” น้ำเสียงของเวียงพิงค์ฟังดูเรียบเฉยชามาก พิรัชคิด แต่ยังดีที่เธอไม่ปิดบัง“อะไรนะ! พิ้งค์รับปากพี่แล้วนะ” พิรัชรู้สึกเป็นห่วงเธอไม่น้อย อีกทั้งมันเร็วจนตั้งตัวไม่ทัน“พิ้งค์ขอโทษค่ะ พิ้งค์อยู่ไม่ไหวแล้ว รอให้ถึงวันนั้นไม่ได้ พี่รัชก็รู้ว่าพิ้งค์ต้องเจออะไรบ้างถ้าพิ้งค์ยังอยู่” แน่นอนมันคือคำนินทาจากเพื่อนร่วมงาน “โถพิ้งค์ เงินเดือนก็ไม่รอรับเสียก่อ
“อ๊ะ! ซี๊ดดดด อ่า คาเมล” ด้วยความเสียวซ่านทำให้เธอกดกลั้นเสียงครางเอาไว้ไม่ได้อีกแล้ว เพราะต้องพ่ายแพ้ให้แก่ความคิดถึง ความปรารถนา และทะยานพุ่งสู่จดหมายที่ปลายขอบฟ้า ร่างบางกระตุกเกร็งและแอ่นสะโพกยกขึ้นพร้อมกับเอื้อมมือมาจิกที่ตัวไหล่ทั้งสองข้างของเขาเพื่อปลดปล่อยความทรมาน ผ่านไปชั่วครู่ร่างกายเริ่มผ่อนคลายล่องลอยราวกับอยู่กลางท้องฟ้า เสียงหายใจหอบพร่ากระชั้นด้วยความเหนื่อย คาเมรอนยังคงอ้อยอิ่งจูบซับความหวานกระทั่งพอใจ แล้วจึงขยับกายขึ้นไปหาพร้อมกับจูบที่ริมฝีปากบางอย่างปลอบโยนอีกครั้ง ก่อนจะเอื้อมมือไปรั้งผ้าห่มที่อยู่ปลายเท้าขึ้นมาคลุมให้ แล้วยิ้มหวานพลางเอื้อมมือขึ้นเสยผมที่เลื่อนมาปิดใบหน้าออกให้อย่างอ่อนโยน แต่เวียงพิงค์แปลกใจไม่น้อยที่เขายอมทำตามคำขอร้องของเธอ “ทำไมคุณถึงได้ยอม ทั้งที่เมื่อก่อน...” เธอถามอย่างแปลกใจ“เมื่อก่อนผมไม่ยอมใช่ไหม จะเอาให้ได้ใช่หรือเปล่า ก็ตอนนี้ร่างกายคุณไม่โอเคจะให้ผมบังคับเหรอ คุณจะไม่เกลียดผมมากกว่านี้หรือยังไง” เขากระซิบบอกเสียงนุ่มแล้วก้มหน้าจูบที่หน้าผากเนียนเบาๆ แต่เนิ่นนานจนไม่อยากจะละจากกันเลยทีเดียว“ผมรักคุณ” เขากระซิบเบาๆ อีกครั้งทว่าหลั
เท่านั้นยังไม่พอมือหนาซุกซนของเขาลูบเข้ามาจนถึงเรียวขาด้านใน ก่อนจะเอื้อมมือไปสัมผัสกับเนินสวาทอวบนุ่ม แต่เขากลับต้องชะงักเพราะมันเกลี้ยงเกลาสะอาดจน... “พระเจ้า” เขาครางออกมาเบาๆ ด้วยความตื่นเต้นพลางลูบไล้ฝ่ามือลงบนเนินสวาทช้าๆ พร้อมกับบดเบียดนิ้วแกร่งกับช่อกุหลาบนุ่มๆ อย่างเอาใจ สร้างความเสียวซ่านให้กับหญิงสาวจนแทบคลั่ง เพราะไม่ได้อยู่ใกล้เขามานาน “อื้อ! ไม่ได้ค่ะ ไม่เอา” เธอเริ่มห้ามปรามอีกครั้งพร้อมกับผลักมือของเขาออก “ทำไมไม่ได้ ผม... ผมเอ่อ” เขารู้สึกเหมือนกำลังถูกขัดใจชอบกล แต่ไม่ได้หงุดหงิดอะไรเพียงแต่ร่างกายของเขากำลังต้องการเท่านั้นเอง “พิ้งค์เพิ่งคลอด คุณเข้าใจไหมคะ คุณหมอเย็บไหมละลาย ถ้าละลายแล้วก็ใช่ว่าคุณจะ...” เธอบอกด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “อืม! ผัวเมียอยู่ด้วยกันมันก็ต้องการจะให้ทำยังไงครับจ๋า หืม” ให้ตายสิเขาโมเมคิดว่าเธอใจอ่อนแล้วสิท่า “ไม่ต้องทำ ปล่อยพิ้งค์” พอเธอพูดจบเท่านั้นแหละเขาก็ตวัดเธอเข้าไปกอด “ไม่ทำไม่ได้ คุณหมอสั่ง” คนบ้ามาอ้างอิงคำสั่งหมอ หมอไม่ได้สั่งให้มีอะไรกันเสียหน่อย เข้าใจผิดไปกันใหญ่แล้ว เธอคิดพลางมองหน้าเขาอย่างเอาเรื่อง “หมอไม่ได้สั่งแบบนี
“คุณหนีผมมาทำไม ทิ้งผมมาทำไม ที่สำคัญไม่บอกผมสักคำว่าท้อง” “พิ้งค์ไม่ได้มีค่ากับคุณ เรื่องที่เกิดขึ้นเพราะคุณรังแกพิ้งค์ ลูกเกิดมาเพราะคุณไม่ได้ตั้งใจ และคิดเหรอว่าคุณจะรับผิดชอบ” เธอบอกพร้อมกับน้ำตาที่หลั่งริน “คุณรู้ได้ยังไงว่าผมไม่รับผิดชอบ ผมเป็นคนนะ และคนๆ นี้ก็รักคุณ ไม่ได้ดูดายเมื่อรู้ว่าคุณมาที่นี่”“หึ ไม่ได้ดูดายอย่างนั้นเหรอคะ คุณไม่ได้สนใจพิ้งค์ด้วยซ้ำ”“โรงพยาบาลที่ราคาถูกผิดปกติ แท็กซี่เจ้าประจำของคุณ และค่าใช้จ่ายในบ้านที่แม่คุณอาจจะหยิบยื่นให้ สงสัยหรือเปล่า” ให้ตายสิอย่าบอกนะว่าเป็นฝีมือเขา เธอคิดและได้แต่ร้องไห้“ผมอยากมาหาคุณเหลือเกินพิ้งค์ แต่เพราะผมโง่ถึงรอคอยอะไรบ้าๆ จนทำให้คุณโกรธผมขนาดนี้ แต่เชื่อเถอะว่าผมไม่เคยอยู่ห่างคุณกับลูกเลย” “คุณเป็นคน... เป็นฝีมือคุณ” “เป็นฝีมือผม ใช่ ผมอยากดูแลคุณอยากรับผิดชอบ แต่เพราะรู้ว่าคุณเกลียดผมมาก หากคุณรู้ก็กลัวว่าคุณไม่รับ ขอโทษนะครับได้ไหม” เธอจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคมกริบด้วยความรู้สึกหลากหลาย บอกไม่ถูกว่ารู้สึกเช่นไร“ให้โอกาสผมได้ไหม เริ่มต้นกันใหม่นะครับ”“พิ้งค์เป็นแค่... พิ้งค์ไม่มีค่าอะไร” เธอยังคงคิดว่าตัวเองต่ำต้อ
“แต่คุณน่ะทะลึ่ง ไปไหนก็ไปพิ้งค์ง่วง จะนอนแล้วไม่ต้องมากวนด้วย” พอพูดจบเธอก็คลานขึ้นเตียงทันทีแล้วแสร้งทำเป็นหลับ คาเมรอนจึงออกมาจากห้อง เพื่อจะเข้าครัวทำอาหารที่หมอแนะนำ นั่นคือแกงเลี่ยงเพียงอย่างเดียวก่อน แม้ว่าจะทำไม่เป็นก็ตาม แต่อ่านวิธีทำแล้วเข้าใจ ทุกอย่างก็ง่ายในทันที เมื่อลงมือทำเขาก็ยิ้มอย่างมีความสุข ถึงแม้เวียงพิงค์จะต่อต้าน แต่การทะเลาะกันนิดหน่อยเหมือนเป็นสัญญาณดี เพราะอย่างน้อยเวียงพิงค์ไม่ได้ขับไล่ไสสงเขาอย่างหนักหน่วง เหมือนวันแรกที่มาเหยียบที่นี่จ “หวังว่าคงจะทานได้นะครับ” เขาเอ่ยออกมาลอยๆ เพราะไม่มั่นใจว่ามันจะอร่อยเพียงใด แต่แกงเลี่ยงก็มีแต่ผัก ทานได้หรือไม่ได้ก็ต้องทาน พอทำเสร็จแล้วจึงตักใส่ถ้วยขนาดพอดีไม่ใหญ่มาก เพื่อให้เวียงพิงค์ได้ซดน้ำอุ่นๆ เขาคงไม่รอให้เธอพักผ่อนก่อนหรอก เพราะมั่นใจว่าเธอยังไม่หลับ จึงได้นำแกงเลียงขึ้นไปให้เพราะอยากนำเสนอมาก เขาชิมเองก็โอเค หากเธอรับประทานเข้าไปแล้วน่าจะอร่อยแน่ๆ เขาคิดพลางเดินขึ้นไปบนบ้าน แต่เธอไม่ได้อยู่ในห้องจังหวะเดียวกันนั้น เวียงพิงค์ออกมาจากห้องน้ำพอดีและแทบจะร้องกรี้ด ด้วยความตกใจเพราะเธอใส่ผ้าเช็ดตัวผืนเดียวออกมาจาก
“พิ้งค์พยายามจะเชื่อ แต่เชื่อไม่ลง อย่าพูดให้เหนื่อยเลยค่ะและออกไปพิ้งค์ อยากอยู่คนเดียว” เธอออกปากไล่อีกครั้ง เขาจึงตัดสินใจออกไปจากห้องด้วยอาการคอตก พยายามที่จะไม่ท้อแท้กับกิริยาหรือคำพูด ที่เธอพูดเสียดแทงหัวใจ เพราะเขารู้ตัวดีและจำได้ว่าเคยพูดให้เธอเจ็บช้ำน้ำใจมาแล้วอย่างไม่น่าให้อภัย “แค่สองวันก็จะทนไม่ได้แล้วเหรอเรา ทีทำร้ายเขาเต็มๆ หนึ่งอาทิตย์ ทิ้งให้อุ้มท้องคนเดียวจนคลอดอีก เขายังทนได้ หึ เอาเลยพิ้งค์อยากจะลงโทษผมให้สาแก่ใจ ให้เจ็บปวดเจียนตายก็เอา” เขาเอ่ยออกมาลอยๆ และไม่ได้คิดที่จะยอมแพ้เพียงแต่อยากสงบจิตใจเท่านั้นเองขณะเดียวกันมะเหมี่ยวซื้อของเสร็จก็รีบกลับมาทันที พร้อมทั้งขอตัวกลับบ้านเพราะเที่ยงแล้ว เนื่องจากว่าคาเมรอนให้ทำงานเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น แต่เวียงพิงค์ต้องถามเหตุผลกันเสียหน่อยว่าทำไมถึงกลับก่อนเวลาสองวันแล้ว“มีอะไรบอกพี่ตรงๆ ก็ได้นะเหมี่ยว ที่บ้านมีปัญหาอะไรหรือเปล่า” เวียงพิงค์ถามด้วยความเป็นห่วง แต่มะเหมี่ยวอ้ำอึ้งไม่กล้าตอบ“คือเหมี่ยว ไม่มีปัญหาอะไรกับที่บ้านหรอกค่ะ แต่แบบว่าพี่พิ้งค์มีคุณเขาดูแลแล้ว เหมี่ยวเลยอยากจะดูแลพี่พิ้งค์ช่วงเช้าครึ่งวันน่ะค่ะ” “
“ก็ได้ครับ” ว่าแล้วเขาก็ค้นหาเสื้อผ้าและผ้าเช็ดตัวเพื่อจะเข้าไปอาบน้ำ ชำระร่างกายภายในห้องนอนนี่เอง ซึ่งเขาใช้เวลาไม่นานนัก ระหว่างนี้มะเหมี่ยวก็ทำอาหารเช้าสำหรับเวียงพิงค์และคาเมรอน เสร็จแล้วเธอก็ขึ้นมาหาเวียงพิงค์ทันที“พี่พิ้งค์สวัสดีค่ะ สวัสดีค่ะคุณ...” มะเหมี่ยวทักทายทั้งสองคนพลางยกมือไหว้“เมื่อวานไปทำธุระครึ่งวันทำไมไม่บอกพี่ล่ะ” เวียงพิงค์ตำหนิเล็กน้อยทว่ามะเหมี่ยวกลับปรายตามองคาเมรอนแทน“คือหนู มันด่วนมากน่ะค่ะเลยไม่ทันได้บอก แต่ฝากบอกผ่านสามีพี่พิ้งค์แล้วนะคะ” สามีอย่างนั้นหรือ ใครสั่งใครสอนให้พูด หรือว่าเขาบอกเอง เวียงพิงค์คิดอย่างไม่พอใจก่อนจะหันมามองมาคาเมรอนที่ยืนอยู่ปลายเตียง“เหมี่ยวเขาก็รู้ว่าอะไรเป็นอะไรน่ะครับ” “คุณเสี้ยมคนของพิ้งค์มากกว่า” “ผมเปล่า กับข้าวเสร็จหรือยัง เอาขึ้นมาให้พี่พิ้งค์ไป แล้วเดี๋ยวจะได้พาพี่พิ้งค์ไปหาหมอ” “พิ้งค์ไม่ได้บอกว่าจะไปนะคะ” การที่เธอไม่ตอบนั่นแหละว่าตกลงแล้ว เขาคิด“ไปเอากับข้าวขึ้นมานะ” คาเมรอนไม่ได้พูดกับเวียงพิงค์แต่หันไปสั่งมะเหมี่ยวแทน“ได้ค่ะคุณ” มะเหมี่ยวรับคำเสร็จก็ออกไปจากห้องทันที ปล่อยให้ทั้งสองได้อยู่ตามลำพังอีกครั้ง“ค
“พรุ่งนี้เราไปหาหมอกันนะ” เขากระซิบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนอบอุ่นพลางกอดเธอเอาไว้ให้แน่นกว่าเดิม จนกระทั่งเวลาผ่านไปนับชั่วโมง เวียงพิงค์หยุดสั่นแล้วและคิดว่าอาจจะหลับสนิท แต่คาเมรอนไม่ได้หลับด้วย ตลอดเวลาที่กอดเวียงพิงค์เอาไว้ มันทำให้รู้สึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาตลอดหลายเดือน พยายามบอกตัวเองไม่ได้ว่าคิดถึงเธอ จึงไม่ยอมตามมาง้อ แต่ให้คนติดตามความเคลื่อนไหวและคอยช่วยเหลืออยู่ จนทนไม่ไหวต้องมาหาด้วยตัวเองเพราะความคิดถึงและนี่น่าจะเป็นกอดแรกที่เขาไม่อยากจะปล่อยเลยแม้แต่นิดเดียว “ผมคิดถึงคุณนะพิ้งค์ คิดถึงคุณเหลือเกิน” เขาเอ่ยกับร่างบางที่หลับสนิทเพราะหากพูดต่อหน้าเธอตรงๆ ก็คงไม่กล้าเช่นกัน“ทำยังไงคุณถึงจะยกโทษให้ผมนะ” เวลานี้คงเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดเพราะได้อยู่ใกล้กัน หากวันพรุ่งนี้ตื่นขึ้นมาก็ไม่แน่ใจว่าเวียงพิงค์อาจจะโกรธเขามากกว่าเดิมก็เป็นได้ ข้อหาขึ้นมานอนร่วมบนเตียงตลอดทั้งคืนคาเมรอนแทบนอนไม่หลับ เพราะบางครั้งเวียงพิงค์ก็มีอาการหนาวสั่น เขาก็ต้องอาศัยอ้อมกอดอุ่นๆ เพื่อคลายความหนาวให้กับเธอ แต่ผ่านไปอีกสักหน่อยเจฟานก็ลุกขึ้นมากินนม เขาก็ต้องลุกขึ้นไปอุ้มเจฟานมาให้ ทำอย่างนี้ตลอดทั้งค
“อย่ามาโกหกดีกว่าครับ เอาเป็นว่าผมนอนข้างนอกก็ได้ แต่คุณต้องเปิดประตูทิ้งเอาไว้ ผมจะได้เห็น” “นี่บ้านฉันคุณไม่มีสิทธิ์มาสั่งอีกแล้ว” เธอว่า และเขาไม่ได้สั่ง แต่เป็นห่วงต่างหาก“ผมไม่ได้สั่งแต่ขอร้อง ผมเป็นห่วงคุณนะครับพิ้งค์ ไม่ได้คิดที่เข้าไปข้างในเสียหน่อย” “ถ้าอย่างนั้นก็ได้ นอนหน้าห้อง” เธออนุญาตน้ำเสียงเรียบ“ขอบคุณครับ แล้วลูกหลับหรือยัง” ถามราวกับว่าเป็นลูกของตัวเอง“หลับแล้ว แล้วไม่ต้องเข้าไปในห้อง” เธอห้ามด้วยน้ำเสียงเข้ม ก่อนจะเอี้ยวตัวเดินกลับเข้าไปในห้อง คาเมรอนจึงวางกระเป๋าเดินทางไว้ตรงประตู แล้วนั่งพิงผนังด้านเดียวกับประตูนั่นเอง ผ่านไปสักห้านาทีเวียงพิงค์ก็กลับออกมาอีกครั้งพร้อมกับหมอนและผ้าห่ม วางกองเอาไว้ตรงหน้าเขาพอดี ดูเหมือนเธอเป็นห่วงแต่สีหน้าบูดบึ้ง เขาจึงมองเครื่องนอนสลับกับเงยหน้ามองเธอ“มองอะไร สงสัยอะไร” เธอถามด้วยน้ำเสียงที่ชวนหาเรื่องเสียเหลือเกิน“อ๋อ ใครจะกล้าล่ะครับ คือ... จะเข้านอนแล้วเหรอครับ” “ถ้าไม่เข้านอนตอนนี้ เดี๋ยวจะไม่ได้นอนตลอดทั้งคืน ลุกบ่อยรู้แล้วนี่คะ” เธอตอบเสียงเรียบพลางเมินหน้าหนี“อย่าปิดประตูนะครับ เผื่อว่าลูกตื่นร้องไห้แล้วคุณลุกไม่
“ก็ต้องลองทานดูครับ ผมทำได้เท่านี้ แต่อยากให้ทานอุ่นๆ จะได้มีแรง เดี๋ยวลูกก็ตื่นคุณก็ต้องอาบน้ำให้แกอีก” เขาบอกอย่างมีเหตุผล แต่ใช่ว่าเธอจะญาติดีกับเขาหรอกนะ แค่อยากมีแรงดูแลลูกเท่านั้นเอง“ก็เอามาสิคะ” เธอสั่งน้ำเสียงเรียบอีกครั้งแต่ยังดีที่ไม่ได้ใช้น้ำเสียงแข็งกระด้างหรือพูดไม่มีหางเสียง และเมื่อเธอยอมที่จะรับประทานเขาจึงยกเฉพาะถ้วยโจ๊กมาให้เท่านั้นเวียงพิงค์รับถ้วยโจ๊กมาถือเอาไว้ ขณะที่เขากลับยิ้มบางๆ อย่างพอใจ แต่เธอไม่ได้สังเกตเพราะมองที่ถ้วยโจ๊กและบอกไม่ถูกว่ามันน่ารับประทานแค่ไหน แค่รู้จักใส่ต้นหอมผักชีเท่านี้ก็น่าอร่อยแล้ว จากนั้นเธอจึงใช้ช้อนตักโจ๊กขึ้นมาเป่าแล้วชิมคำเล็กๆ โดยที่คาเมรอนก็นั่งลุ้นตัวโก่งเพราะกลัวว่าจะไม่อร่อยพลางสังเกตสีหน้าของเธอด้วย“เป็นไงครับ โอเคไหม” เขาถามอย่างตื่นเต้น เพราะอยากให้เธอตอบว่าอร่อยเหลือเกิน“ไม่โอเคค่ะ” เธอตอบน้ำเสียงเรียบทำเอาคาเมรอนหน้าเจื่อนไปเลยทีเดียว“ไม่อร่อยเลยเหรอครับ” เขาถามด้วยน้ำเสียงหม่นลงอย่างเห็นได้ชัด และน่าสงสารเลยทีเดียว เวียงพิงค์จึงมองหน้าเขาเล็กน้อยก่อนจะตักโจ๊กรับประทานต่อไป“มันไม่โอเค เพราะมันไม่มีชิ้นเนื้อเลย มีแต่