บทที่ 57 การจากลาครั้งสุดท้าย“ขอโทษที่ทำให้ต้องรอนะ ถึงจะไม่รู้ว่ามันจะได้ผลจริงๆหรือเปล่า...” หลังจากที่ทุกคนจากไปแล้ว เยว่หัวก็ได้เดินมาหาร่างที่นอนแน่นิ่งอยู่หน้าบ้านของนาง แล้วนั่งลงข้างๆ ร่างที่อวบอ้วนคล้ายกับยังคงมีชีวิตอยู่ของจางต้าพัง“แต่ว่าตอนนี้ข้าไม่เป็นไรแล้วนะ ข้าไม่เป็นไรแล้วจริงๆ เจ้าสามารถหมดห่วงได้แล้วนะ...ส่วนทุกๆ คนในหมู่บ้านข้าสัญญาว่าข้าจะปกป้องพวกเขาเอง ไม่ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้ ตราบเท่าที่ข้ายังมีชีวิตอยู่...ข้าสัญญาว่าทุกคนที่นี่จะปลอดภัย ทุกคนที่นี่จะมีกิน ทุกคนที่นี้จะสามารถอยู่อย่างสงบร่มเย็นได้ เท่าที่ลมหายใจของข้านี้ยังไม่จางหายไปไหน เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงอะไรแล้วนะ...”ถ้อยคำที่เอ่ยออกมาจากปากซึ่งกำลังสั่นไหว สายตาที่ไหวระริก พร้อมหยดน้ำใสใสที่ไหลออกมาจากดวงตาทั้ง 2 ข้าง น้ำเสียงแหบพร่าเอ่ยออกมาทีละคำ 2 คำ ความรู้สึกมากมายถาโถมทับลงมาอย่างไม่อาจจะหักห้ามได้“ข้า...ขอโทษ ข้าขอโทษจริงๆ ถ้าหาข้าพยายามมากกว่านี้ ถ้าหากข้าจริงจังกับการใช้ชีวิตมากกว่านี้ เจ้าคงจะไม่ต้องจากไปแบบนี้ หรือแม้แต่บางทีข้าอาจจะพอช่วยเหลือพ่อของเจ้าได้ด้วยซ้ำ...ข้า...ขอโทษจริง
บทที่ 58 พลังที่ตื่นขึ้นโดยสมบูรณ์ไม่รู้ว่าผ่านไปนานมากแค่ไหน แต่เด็กหญิงก็ยังคงกอดร่างของจางต้าพังเอาไว้ทั้งน้ำตา และยังคงร่ำไห้ออกมาจนน้ำตาแทบจะเป็นสายเลือด นางยังคงพยายามซึมซับความเสียใจ ความรู้สึกผิด และความรู้สึกต่างๆมากมายที่เกิดขึ้นในเวลานี้ให้ได้มากที่สุด เผื่อว่าสักวันหนึ่งนางจะไม่ทำให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นมา เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจว่าไม่ว่า จะเกิดอะไรขึ้น นางก็จะไม่ยอมประมาทให้เกิดเรื่องราวแบบนี้ขึ้นอีกแล้วเพราะการสูญเสีย...มันเจ็บปวดจนเกินกว่าที่นางจะรับได้ไหวเมื่อย้อนกลับไปในห้วงความทรงจำที่เพื่อนตัวแสบมอบให้ ช่วงเวลาที่นางเคยลืมเลือนไป ถึงแม้มันจะผ่านไปนานแสนนานมากแล้ว แต่ภาพของคนที่นางรักทั้ง 2 คน ที่ต้องถูกพรากชีวิตไปต่อหน้าต่อตาภาพของคนที่ต้องการเพียงแค่เศษเงิน จากกลุ่มคนที่มีอำนาจถึงขนาดกล้าที่จะเข่นฆ่าผู้คนเป็นผักเป็นปลา ราวกับว่าชีวิตของคนที่นางรักนั้นไม่ได้มีค่าอะไรเลย...นั่นคือสิ่งที่นางรู้สึกเสียใจมานานแสนนาน เป็นความเคียดแค้นที่ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่อาจจะลบออกมาจากใจ...แต่เปล่าเลย...นางคิดผิดมาโดยตลอด...มันไม่สำคัญว่าคนที่นางรักนั้นมีค่าสำหรับใครหรือเปล่า
บทที่ 59 มีแล้วไม่ได้ใช้ ดีกว่าจะใช้แล้วไม่มี“ทุกคนเดินทางกันมาถึงแล้วหรือเจ้าคะ...” ผ่านไปสักพักใหญ่ๆเยว่หัวก็ได้สติกลับคืนมาครบถ้วนสมบูรณ์อีกครั้ง ร่างของเด็กหญิงที่ลอยอยู่กลางอากาศก็ค่อยๆกลับลงมาสู่พื้นดิน ในขณะที่นางนั้นได้อุ้มร่างของคนตัวโตกว่าอยู่ในอ้อมอก ทั้งด้วยท่าทางการอุ้มเจ้าหญิงอย่างที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ด้วยร่างเล็กๆ ของนาง “ท่านหัวหน้าหลงช่วยมารับร่างของต้าพังให้ข้าหน่อยเจ้าค่ะ”“ไม่เป็นไรนะขอรับคุณหนู”“ข้าสบายดีมากเจ้าค่ะ ตอนนี้ข้าไม่เป็นไรแล้ว” เด็กหญิงเช็ดน้ำตาอย่างลวกลวก ละทิ้งความรู้สึกทั้งหมดที่ผ่านมาเอาไว้ในก้นบึ้งของหัวใจ สลักมันเอาไว้แน่นอยู่ในนั้น แต่ก็จะไม่นำมันเก็บมาคิดอีกต่อไป เพราะนางได้สัญญากับเด็กชายเอาไว้แล้ว ว่านับแต่นี้ไปตัวเขาจะเป็นเพียงแค่ความทรงจำดีๆของนาง และนางจะไม่ปล่อยให้เขาเป็นทรงจำแห่งความเจ็บปวดของหนังอีกอย่างเด็ดขาด“...”“...”“...”คนอื่นๆ ที่อยู่รอบๆต่างก็เงียบไม่พูดคุยอะไร ออกมาเพื่อรบกวน สำหรับพวกเขาทุกคนแล้ว ในตอนนี้ความรู้สึกรักและเคารพที่มีต่อเด็กหญิงก็ยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ จนจะไม่สามารถวัดได้แล้วในตอนนี้...“โดยปกติแล้วที่หมู่บ้านแห่งน
บทที่ 60 งานศพ(1)“ถ้าเช่นนั้นแล้วเราใช้ฝั่งตรงข้ามด้านนั้นดีไหมขอรับ...” ในขณะที่ทุกคนกำลังวุ่นวายอยู่กับการถกเถียงพูดคุยกันอยู่นั้น จางหู่ที่เงียบมาได้พักใหญ่ก็ได้เริ่มบทสนทนาอีกครั้ง ในขณะที่เขามองไปอีกฟากหนึ่งของลำธารที่ทอดผ่านยาวลงมา จากเนินเขาด้านหลังบ้านของนางเซียนน้อย“ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ถึงอย่างไรด้านนั้นก็ไม่ได้ทำประโยชน์อะไร ถ้าอย่างนั้นเราสามารถใช้ที่ตรงนั้นได้มั้ยขอรับ คุณหนูจะถือสาอะไรไหม”“... ก็ได้นะ”เยว่หัวมองไปทางอีกฟากหนึ่งของลำธาร ที่ตอนนี้สายน้ำเริ่มใหญ่ขึ้นจนสามารถท่วม กลางหน้าแข้งได้แล้ว พลางหันไปมองโดยรอบ และอาจจะเป็นเพราะว่าครั้งนี้ เป็นครั้งแรกที่นางได้สังเกตภูมิประเทศโดยรอบอย่างจริงๆจังๆ จึงพอจะสามารถสังเกตบริเวณโดยรอบอย่างสังเขปได้ดังนี้หากยึดเอาตัวหมู่บ้านเป็นศูนย์กลาง หมู่บ้านที่ห่างไกลออกไปไม่ถึงสิบลี้ ถ้าเดินขึ้นตามลำธารมาเรื่อยๆ ทางด้านทิศตะวันออก ก็จะเจอกับบ้านหลังน้อยของนางที่เนินเขา แล้วหากเดินไกลออกไปเยื้องออกไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ก็จะเป็นจุดที่ยอดเขาของด้านที่ทิศตะวันออกและทิศตะวันตกมาบรรจบกัน เป็นร่องเขาขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่มาก พอที่จะให้ผู้คนผ่าน
บทที่ 61 งานศพ(จบ)“...”“...”“...”เพียงแค่เยว่หัวกล่าวจนจบบทอนิจจัง ที่ว่าด้วยความไม่เที่ยงทั้งหลายในโลก หลายๆคนที่รับฟังอยู่ก็ถึงกับมีดวงตาเห็นธรรม สามารถเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ถึงข้อที่เด็กหญิงกล่าวถึง แม้ว่าพวกเขาจะไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อนก็ตาม“...!”แต่ที่น่าจะส่งผลมากที่สุด ก็คือชายชราจากวัดเส้าหลิน ผู้ซึ่งที่ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับธรรมะมาเกือบชั่วชีวิต แต่ว่าสำหรับเขาแล้ว พระธรรมคัมภีร์ที่อยู่ในวัดเส้าหลินนั้น แทบไม่มีอันอะไรเป็นแก่นสารมากพอที่จะทำให้เขาเข้าใจแจ่มแจ้งได้เลยจะมีก็เพียงแค่ธรรมข้อเดียวเท่านั้น ที่ถูกบันทึกเอาไว้ว่าเป็นพระธรรมคำสั่งสอนที่แท้จริง ซึ่งสามารถนำพาให้เจ้าอาวาสวัดเส้าหลิน ในรุ่นแรกสามารถบรรลุธรรมได้ในที่สุด แต่นั่นมันก็เป็นเพียงแค่ตำนานที่นานมามากแล้วแต่หลังจากที่ชายชราได้รับฟังที่เด็กหญิงท่องบ่นออกมา ไม่รู้ว่า เป็นเพราะคำหรือน้ำเสียงที่ออกมาจากปากของเด็กหญิง หรือเป็นเพราะว่าบางสิ่งบาง อย่างที่กระตุ้นเตือนให้เขารับฟังมันตั้งแต่ต้นกันแน่ ที่ทำให้ในทุกๆคำทุกๆประโยคที่ผ่านพ้นไป... ความรู้สึกกระจ่างแจ้งแก่ใจของเขา ก็ค่อยๆถูกเปิดออกทีละนิดทีละนิด จนเมื่อในช
บทที่ 62 หิมะแรก“... เช้าแล้วเหรอเนี่ย”หลังจากที่รัตติกาลผ่านพ้นไปเด็กหญิงก็ได้ลืมตาตื่นอีกครั้งขึ้นมาในห้องของตนเอง ความรู้สึกหลายๆ สิ่งหลายๆ อย่างที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ ไม่ว่าจะเป็นความทุกข์ใจ ความร้อนใจ ความไม่สบายใจ ทั้งหมดทั้งมวลก็ได้มลายหายไปจากจิตใจของนางจนหมดสิ้น หลังจากนี้ไม่ว่า จะเกิดอะไรขึ้น นางก็จะทำตามที่ได้สัญญาเอาไว้แล้วว่าถ้านางจะคิดถึงจะอ้วนตัวโตของนาง นางก็จะนึกเพียงภาพความทรงจำที่สนุกสนานที่ได้ใช้ร่วมกันเท่านั้น จะไม่ปล่อยให้เขามาเป็นความรู้สึกเจ็บปวดหรือความเศร้าโศกเสียใจในใจของนางอีก ในตอนที่นางตื่นขึ้นมาเช้านี้ นางจึงรู้สึกสดชื่นเป็นพิเศษ“...?”แต่เมื่อเดินออกมาจากเรือนของนาง ก็ต้องแปลกใจกับภาพที่เห็น เพราะในตอนนี้ชายชรา ที่เหมือนจะแต่งตัวแปลกๆ สำหรับนางเมื่อวาน ก็ได้เปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน แม้ว่าจะเป็นหัวที่โล้นเกลี้ยงใสแจ๋ว กับหนวดเคราที่หายไปหมดโดยสมบูรณ์ และที่สำคัญที่สุดก็คืออิริยาบถของเขาในตอนนี้เขานั่งคุกเข่าอยู่หน้าเรือนของนาง...“นี่ท่านทำอะไรของท่านกัน ท่านอยากให้ข้าอายุสั้นหรือ ทำไมคนที่อายุมากกว่าถึงมาคุกเข่าให้คนที่อายุน้อยกว่ากันเล่าเจ้าคะ รี
บทที่ 63 ผู้ชรามักดื้อดึงสามวันต่อมา....หลังจากที่หิมะแรกได้ตกลงมาในหมู่บ้านแห่งนี้ มันก็ผ่านไปได้สามวันแล้ว ในตลอดช่วงระยะเวลา 3 วันที่ผ่านมา จะมีภาพภาพหนึ่งที่เห็นติดตาทุกคนในหมู่บ้านอยู่เป็นประจำ นั่นก็คือการที่มีชายชราหัวโล้นเกลี้ยง ได้คอยติดตามเด็กหญิงต่อยต่อยเป็นตังเม แม้ว่านางเซียนน้อยของพวกเขาจะไปที่ไหนเมื่อไหร่เวลาใด ก็มักจะเห็นชายชราคอยติดตามนางอยู่เสมอเช่นเดียวกันกับจางหู่ผู้เป็นลูกศิษย์ของชายชรา ก็ทำได้แค่ต้องติดตามอาจารย์ของตนเองเป็นเงาตามตัวเช่นเดียวกัน เนื่องจากคำสั่งที่ได้รับมา ว่าให้ปกป้องผู้เป็นอาจารย์ของเขาให้ดีที่สุด เพราะว่าหากจางหู่นับถือตนเป็นอาจารย์แล้วละก็ ก็จะต้องนับถือเด็กหญิงเป็นอาจารย์ปู่อาจารย์ย่าเช่นเดียวกัน...ถึงแม้ยังเหลือความโศกเศร้าอยู่ในหมู่บ้าน แต่ด้วยภาพติดตาที่เกิดขึ้น มันก็ทำให้อารมณ์ความรู้สึก ของคนในหมู่บ้านค่อยๆ ดีขึ้น เช่นเดียวกันเยว่หัวที่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับชายชราดี ก็ทำได้เพียงแค่ปล่อยไปตามความต้องการของอีกฝ่าย เพราะนอกจาก เขาจะทำตัวเป็นคนว่าง่าย ไม่ว่านางจะบอกให้ทำอะไรก็ทำตาม นอกเสียจากการทิ้งนางไปเท่านั้น ที่อีกฝ่ายไม่ยอมทำอย่าง
บทที่ 64 ข้อตกลง“...”“...”ทั้งสองคนมองหน้ากันไปมาอยู่ครู่นึง ชายชราถึงได้ถอนหายใจออกมายาวๆ อันที่จริงเขาเองก็ไม่อยากที่จะบอกเรื่องนี้ให้กับคนนอกได้ยินได้ฟัง แต่หลังจากที่ผ่านเหตุการณ์หลายๆ อย่าง มาในช่วงสองสามวันนี้ เขาก็รู้สึกว่าเด็กผู้หญิงตรงหน้าเขาสมควรที่จะได้รู้เรื่องทั้งหมดมันจึงทำให้เขาตัดสินใจ ที่จะบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับคำทำนาย ที่ผู้เป็นศิษย์พี่ของเขา ได้รับสืบทอดต่อมาจากอาจารย์อีกทีหนึ่ง ถึงการมาของเด็กผู้หญิงที่สืบสายเลือดแห่งดวงจันทรา และที่สำคัญก็คือจะต้องเป็นสายเลือดจันทราสีเพลิง ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ขาดช่วงไปตั้งแต่เมื่อพันปีก่อนแล้ว และไม่มีใครรู้เลยว่าสายเลือดจันทราสีเพลิงนั้นจะเกิดขึ้นมาอีกครั้งเมื่อไหร่...แต่ว่าหลายวันมานี้ ตั้งแต่ในครั้งแรกที่เขาเข้ามาในหุบเขาแห่งนี้ ก็สัมผัสได้ถึงพลังชีวิตอย่างมหาศาล ผิดกับคำพูดของลูกศิษย์เพียงคนเดียวของเขา ที่บอกว่าภายในหุบเขาแห่งนี้แห่งนี้นั้น แทบจะเป็นหุบเขาที่ตายไปแล้ว ซึ่งเพียงแค่นั้นมันก็ทำให้เขาตกใจมากแล้ว เพราะอย่าว่าแต่พื้นที่รอบนอกแบบนี้เลย แต่ขนาดสถานที่ตั้งของวัดเส้าหลินในปัจจุบัน เขายังไม่สามารถสัมผัสได้ถึงพลังชี
บทที่ 81 บทพิเศษ “เราไม่ลงนะรกแล้วผู้ใดจักลงนรก” (1)#บทนี้เป็น บท ย่อยแยกอีกบทหนึ่งนะครับ#ย้อนกลับไปในตอนก่อนที่เขาจะมอบระฆังธรรมให้กับเพื่อน ในขณะนั้นชาได้สังเกตเห็น ถึงความตั้งใจที่จะสั่งสอนธรรมะของเพื่อน แต่ด้วยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา การที่นางไม่สามารถจดจำข้อธรรมใดๆ ได้มากนักก็ไม่ใช่เรื่องที่แปลกอะไรเนื่องจากว่าการที่เขาได้ทำการล้วงเอาจิตของนางขึ้นมาจากนรกนั้น มันเป็นเรื่องที่ทำการฝืนชะตากรรมของคนคนหนึ่ง และการที่เขา เรียกดวงจิตเดิมของนางที่ควรจะแตกดับไปนานแล้ว ตลอดไปจนถึง สัญญาสังขารและวิญญาณแต่เดิมของนาง ในภพแรกที่พวกเขาทั้ง 2 คนได้เจอกันโดยวิธีการเปิดพระธรรมคำสั่งสอนจากระฆังธรรม ให้ดวงจิตที่แตกสลายของนางได้ฟังซ้ำไปซ้ำมาครั้งแล้วครั้งเล่า ยาวนานนับหมื่นปีกว่าที่ดวงจิตของนางจะสามารถเรียกสติกลับคืนมาได้อีกครั้ง ซึ่งมันก็เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เหล่าสัตว์นรกบางส่วนที่พอมีฤทธิ์สามารถแทรกออกมายังบนโลกอีกครั้ง...และนั่นก็คือเหตุผลที่ว่าทำไมจู่ๆ นางถึงเหมือนกับว่า สามารถอธิบายข้อธรรมคำสั่งสอนทั้งหลาย ออกมาได้ราวกับเคยศึกษามันมาอย่างถ่องแท้ ทั้งๆ ที่ตัวนางแทบจะไม่เคยศึกษาเรื่องราวในแน
ก่อนอื่นเลยที่สำคัญที่สุดต้องขอบคุณมากๆ เลยนะครับ ที่ติดตามกันมาจนถึงตอนนี้(น่าจะเหลือไม่ถึง1/10ของคนที่หลงเข้ามาที่จะเดินมาจนถึงจุดนี้) ดีใจที่เดินทางมาด้วยกันจนถึงจุถดเริ่มต้นที่แท้จริงของนิยายเรื่องนี้ครับใช่แล้วครับ…ตั้งแต่บทนำมาจนถึงตอนนี้เพิ่งจะเป็นส่วนที่ปูจุดเริ่มต้นของ เย่หัว-เยว่หัว ให้ทุกคนได้รู้จักตัวตนและสภาพแวดล้อมของนาง โลกที่นางอยู่ ผู้คน สังคม รายละเอียดที่จะทำให้เข้าใจเนื้อหาหลัก และเหตุผลของการกระทำต่างๆ ที่นางจะทำต่อจากนี้ไป จนบางครั้งอาจจะเป็นการกระทำที่ “โหดเหี้ยม” แบบไร้เหตุผลเลยก็มี เล่ม1-2จะเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวในส่วนของ “บทนำ” แต่หลังจากเล่ม 3 เป็นต้นไปก็จะเข้าสู่ปฐมบทที่แท้จริง ตามชื่อบทของบทนี้ครับ เราจะคุยกันแบบจริงจังกับเนื้อเรื่องที่แท้จริงกันครับ อย่างแรกเลยก็คือหลังจากนี้จะต้อนรับเข้าสู่โลกแห่งความแฟนตาซีที่แท้จริง ของแม่ครัวตัวจิ๋วที่รักในการทำอาหารให้ผู้คนได้ลิ้มรส เป็นหนึ่งในความสุขของนาง และเป็นสิ่งสำคัญที่จะคอยยึดเหนี่ยวตัวนางเอาไว้ ส่วนยึดนางจากอะไรนั้นต้องไปติดตามในเนื้อเรื่องครับอย่างที่สองก็คือเรื่องของความแฟนตาซีและโลกในจินตนาการที
บทที่ 80 เลี้ยงส่ง(จบ)หลังจากที่เยว่หัวสามารถเรียกสติของผู้คนกลับมาได้อีกครั้ง ตลอดช่วงเช้าไปจนถึงเที่ยง นางก็ทำการจัดแจงแบ่งกลุ่มคนออกเป็นกลุ่มๆ โดยที่ไม่ลืมนำวัตถุดิบจำนวนมากออกมา แล้วจัดแจ้งเตรียมการฝึกซ้อมทั้งหมด กว่าที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะเข้าที่เข้าทางก็ปาเข้าไปจนถึงช่วงเที่ยงแล้วซึ่งในระหว่างที่ทำการฝึกซ้อมปรุงอาหารชนิดต่างๆ นั่นเอง เหล่าแม่บ้านและเด็กๆทุกคนต่างก็ได้ลองชิมอาหารกันอย่างเต็มอิ่ม และเมื่อเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างเข้าที่เข้าทางแล้ว ทุกคนเลยหยุดพักกันในตอนเที่ยงพอดิบพอดี และถือเป็นการพักท้องอีกครั้ง เนื่องจากในตอนนี้ทุกคนแทบจะท้องแตกเสียแล้วส่วนฝั่งของจางหลงที่เป็นฝ่ายจัดเตรียมสถานที่ ซึ่งพวกเขาทุกคนก็ทำเต็มที่ในหน้าที่ของตนเอง แต่ด้วยข้อจำกัดของหลายๆสิ่งหลายๆอย่าง โดยเฉพาะเวลาที่มีอยู่เพียงแค่ไม่กี่ชั่วยามเท่านั้น พวกเขาจึงตกลงกันใหม่ว่า จะจัดเป็นโต๊ะไม้ยาวๆ ขนาด 6 ถึง 8ที่ แทนที่แผนการจะทำโต๊ะชุดวงกลม และโต๊ะทั้งหมดจะหันหน้าเข้าหาเวที ด้านเดียว ส่วนตัวเวทีเองก็จะสร้างขึ้นมา โดยการขุดดินมาถมเป็นเนินสูงขึ้นประมาณหัวเข่า ใช้ดินเหนียวในการป้ายโดยรอบเพื่อไม่ให้หน้าดินพัง
บทที่ 79 เลี้ยงส่ง(3)“ตอนแรกข้าขอยอมรับสารภาพเลยว่า ตัวข้าเองก็ไม่ได้จินตนาการเลยว่าทุกคนจะให้ความร่วมมือมากขนาดนี้”เยว่หัวมองไปยังทั้งผู้หญิงและเด็ก แทบทั้งหมดในหมู่บ้านที่มารวมตัวกัน ซึ่งในมือทุกคนต่างก็มีหม้อกระทะถ้วยชามรามไห รวมไปถึงตะเกียบและแก้ว น้ำที่ทำจากไม้บ้างหินบ้างดินเผาบ้างเหล็กบ้าง ซึ่งเรียกได้ว่าทุกคนเต็มที่กับสิ่งที่นางบอก จนนางที่เพียงแค่อยากจะทดลองการปรุงอาหาร เพื่อที่จะนำไปเป็นเมนูในร้านที่กำลังจะเปิด ก็ต้องเปลี่ยนความคิดอีกครั้ง“...”“...”“...”ทุกคนไม่ได้กล่าวอะไรออกมา เพียงแค่ยิ้มมองไปทางเด็กหญิงเท่านั้น และกำลังรอฟังคำสั่งด้วยความตั้งใจ แม้กระทั่งเด็กๆ ทุกคนที่ปกติเมื่อเจอกับนางเซียนน้อยของพวกเขา ก็มักจะแสดงออกอย่างดีอกดีใจ กระโดดโลดเต้นกันต่างๆนานา ยิ่งในตอนที่ไม่ได้พบได้เจอกันหลายวันแบบนี้แล้ว ปกติพวกเขาจะยิ่งกุลีกุจอมาหานาง แต่ในตอนนี้เด็กๆทุกคนเพียงแค่รออยู่กับผู้ปกครองของตนเองด้วยความตั้งใจ ไม่มีใครแตกแถวเลยแม้แต่คนเดียว“ในเมื่อทุกคนจริงจังกันขนาดนี้แล้ว ถ้าอย่างนั้นข้าเองก็ขอจริงจังด้วยอีกคนก็แล้วกัน...” เด็กหญิงยิ้มและใช้ความคิดอย่างรวดเร็ว เนื่องจาก
บทที่ 78 เลี้ยงส่ง(2)“ก็ตามที่ได้บอกไปก็แล้วกัน เดี๋ยวทุกคนก็แยกย้ายไปทำหน้าที่ของตัวเอง ข้าจะเป็นคนนำฝ่ายผู้ชายไปจัดเตรียมสถานที่ตามที่คุณหนูได้สั่งเอาไว้ ส่วนพวกผู้หญิงก็เดินทางไปหาคุณหนูได้เลย เห็นนางบอกว่า วันนี้นางจะจัดเตรียมวัตถุดิบทั้งหมดด้วยตัวเอง พวกเจ้าไม่ต้องนำสิ่งใดไปด้วย ถ้าจะเอาไปก็คงจะเป็นพวกอุปกรณ์ จานชาม และสิ่งที่จำเป็นต่อการประกอบอาหารก็แล้วกัน พวกเจ้ามีอะไรก็เอาไปเท่าที่มี เพราะว่าการที่จะจัดเลี้ยงผู้คนทั้งหมู่บ้านก็คงจะต้องเตรียม หลายอย่างเลยทีเดียว”“ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวพวกข้าขอแบ่งออกไปตัดไม้แล้วกันนะหัวหน้า จะพาคนไปด้วยร้อยคนจะได้ช่วยกันหาไม้มาให้ได้มากที่สุด”“ส่วนพวกข้าก็จะไปเตรียมลานกว้างเลยแล้วกันนะ ขอรับ ถ้าจะขยายพื้นที่เพื่อวางโต๊ะ ตามรูปแบบที่นางเซียนน้อยได้กล่าว คงจะต้องเตรียมพื้นที่ให้มากขึ้นอีกหน่อย จะได้เดินเหินสะดวกในงานเลี้ยงขอรับ”“ถ้าอย่างนั้นข้ากับพวกผู้หญิงคนอื่นๆ ก็ขอแยกย้ายกลับบ้านก่อนแล้วกันนะเจ้าคะ จะได้ไปบอกเด็กๆให้ไปเล่นที่บ้านของนางเซียนน้อยด้วย หลายวันมานี้ทุกคนตั้งใจเรียนมากเลย ผ่อนคลายสักวันก็คงจะไม่เป็นไรเจ้าค่ะ”“ก็ดีนะเจ้าคะ เดี๋ยว
บทที่ 77 เลี้ยงส่ง(1)“วันนี้คุณหนูเป็นอะไรหรือเปล่าขอรับ” จางหลงที่รับรู้ได้ถึงความรู้สึกขุ่นมัวในใจของนางเซียนน้อย ก็ได้เอ่ยถามขึ้นหลังจากที่ออกมาจากเรือน ซึ่งเป็นที่พักของผู้มาใหม่ทั้ง 2 คน “ทำไมวันนี้คุณหนูถึงได้ดูอารมณ์ไม่ค่อยดีเท่าไหร่เลยขอรับ”“ไม่ได้มีอะไรมากหรอกเจ้าค่ะ เพราะว่าวันนี้ข้าตั้งใจจะทำตามความต้องการของตัวเองตั้งแต่แรก คือก็คือการปรุงอาหารให้ทุกคนได้ลองกินดู ไหนๆก็จะเปิดโรงเตี๊ยมอยู่แล้ว แต่ข้ายังไม่เคยได้ทำอาหารจริงๆจังๆเลยสักครั้ง การที่ต้องมาเจออะไรแบบนี้ตั้งแต่เช้า มันก็คงจะทำให้ข้าหงุดหงิดไปบ้าง อย่างไรต้องขออภัยด้วยนะเจ้าคะ” เยว่หัวพยายามเปลี่ยนเรื่อง เพราะว่าไม่ได้อยากจะให้ใครรู้เรื่องราวของความฝันมากนัก เพราะว่าการที่มีใครรับรู้มันไปมากกว่านี้ จะเกิดความเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นอีกไหม และอีกอย่างหนึ่ง สิ่งที่นางพูดไปก็ไม่ใช่เรื่องโกหกไปเสียทั้งหมด เพราะว่ากันแล้ววันนี้นางต้องการที่จะลงมือควบคุมการปรุงอาหาร ในการเลี้ยงผู้คนทั้งหมู่บ้านทั้งหมดจริงๆ ไหนๆก็ไหนๆแล้วนางอยากจะลองทำอย่างจริงจังดูสักครั้ง“จริงหรือขอรับ ทุกคนคงดีใจมากแน่ๆ”“ขนาดนั้นเลยหรือเจ้าคะ?”“คุณหน
บทที่ 76 หลอมรวม“ไม่ต้องระวังตัวขนาดนั้นก็ได้เจ้าค่ะ ข้าไม่ได้ตั้งใจจะทำอันตรายพวกท่าน” ในทันทีที่เด็กสาวเข้ามาถึงห้องที่มีผู้ป่วย 2 คนนอนอยู่ หนึ่งในนั้นที่เป็นชายหนุ่มก็ได้ดึงตัวลุกขึ้นเตรียมต่อสู้ในทันที เยว่หัวเลยกล่าวออกไปแบบนั้น พลางหันไปหาจางหลงที่มาด้วยกัน “ไหนท่านบอกว่าพวกเขาหมดสติไปอย่างไรเล่าเจ้าคะ แล้วไม่ใช่ว่าเข้ามาตามหาข้าหรอกหรือ”“ขออภัยด้วยขอรับ อาจจะเป็นเพราะว่าฤทธิ์ยาที่ทำให้เขามึนงงอยู่บ้าง” จางหลงถอนหายใจเบาๆ แล้วมองไปทางอีกฝ่ายด้วยท่าทีไม่เป็นมิตรเท่าไรนัก “เป็นท่านเองมิใช่หรือที่มาขอความช่วยเหลือจากพวกเรา แล้วทำไมถึงได้แสดงท่าทีเป็นอริศัตรูกันแบบนี้เล่า”“ข้าขออภัยด้วย อาจเป็นเพราะว่าตัวข้ายังรู้สึกเหมือนกับเพิ่งจะถูกตามล่ามา ทำให้แสดงท่าทีเสียมารยาทไปแบบนั้น ข้าขออภัยจริงๆ” แม้อย่าพูดออกมาแบบนั้น แม้จะละท่าทีความหวาดระแวงลง แต่ก็ยังสามารถมองเห็นความไม่เป็นมิตรในสายตาของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน“เลิกตั้งป้อมเป็นศัตรูกันเถอะเจ้าค่ะ ถ้ามีอะไรสงสัยก็แค่พูดมา เพราะถ้าหากว่าพวกข้าต้องการจะทำอะไรพวกท่านจริง ก็คงจะไม่ปล่อยเอาไว้จนถึงตอนนี้หรอกเจ้าค่ะ” เยว่หัวที่คร้านจ
บทที่ 75 ผู้มาใหม่“ต้าพัง...ต้าพัง!”เยว่หัวร้องตะโกนออกมาเสียงดังลั่น เด้งตัวลุกขึ้นมานั่งมองภาพรอบๆด้วยสายตาที่ตื่นตระหนก แต่หลังจากที่นางกะพริบตาถี่ๆ หลายครั้ง ก็สามารถรับรู้ได้ว่าตอนนี้ตนเองตื่นขึ้นมาจากความฝันแล้ว“ข้าฝันไปอย่างนั้นสินะ แต่ว่ามันคงจะไม่ใช่ความฝันธรรมดาธรรมดาแน่ เพราะไม่มีทางที่เจ้านั่นจะทำอะไรแบบนี้โดยเปล่าประโยชน์อย่างแน่นอน แต่ที่ข้าไม่เข้าใจก็คือทำไมต้าพังถึงไปอยู่ในความฝันนั้นได้ ตกลงว่านี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่...”เด็กหญิงพยายามใช้ความคิดของตัวเองหมุนวนอย่างเร็วจี๋ เพื่อที่จะทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นในห้วงแห่งความฝัน แต่ไม่ว่านางจะพยายามอย่างไร ก็เหมือนจะไม่เข้าใจอยู่ดี สิ่งที่มันยังจำได้แม่นก็มีเพียงแค่เรื่องของการฝึกฝนเคล็ดวิชาขั้นถัดไปเท่านั้นอีกอย่างหนึ่งไม่รู้ว่ามันเป็นเพราะอะไรกันแน่ ยิ่งนางใช้ชีวิตในโลกนี้ผ่านไปนานเท่าไหร่ ความทรงจำของนางในโลกใบเดิมก็ยิ่งหายไปเรื่อยๆ ทั้งๆที่นางเคยคิดว่านางสามารถจดจำ เรื่องราวเกี่ยวกับเพื่อนเก่าหรือตัวนางเองได้มากแค่ไหน แต่มันก็ราวกับว่านางแทบจะลืมทุกสิ่งทุกอย่างไปจนเหมือนกับจำไม่ได้เลยแม้แต่อย่างเดียวแล
บทที่ 74 ซวนซานจุน“เป็นอย่างไรบ้าง การที่ได้เจอนางอีกครั้งแบบนี้เจ้ารู้สึกเป็นอย่างไร”“ก็ยังรู้สึกยินดีแบบเดิมขอรับ เพียงแต่ว่าข้าไม่เข้าใจว่าในตอนนี้ข้าเป็นอะไรไปแล้ว ทำไมข้าถึงยังอยู่ที่นี่ทั้งๆที่ข้าได้ตายไปแล้วหรือขอรับ”“เพราะว่าในช่วงสุดท้ายของชีวิต เจ้าได้ทำการให้ในสิ่งที่ยากที่สุด ก็คือการให้อภัยต่อบิดาผู้เอาชีวิตของเจ้า ทั้งยังตัวเจ้าในตอนนั้นได้ระลึกถึงบุญคุณของนางที่มีต่อเจ้า ต่อผู้คนที่อยู่รอบกายของเจ้า ทำให้เจ้าสามารถพ้นสภาวะจิตความเป็นมนุษย์ แล้วเสวยรูปของการเป็นเทพได้ในตอนนี้”“เทพอย่างนั้นหรือ...”“เพียงแต่ว่าเจ้ายังสั่งสมบุญบารมีมาไม่มากพอ มิได้บรรลุธรรม หรือมิได้สร้างกรรมอันยิ่งใหญ่ จนสามารถรังสรรค์ปราสาทและบริวารของเจ้าได้ เมื่อรวมกับดวงจิตสุดท้ายของเจ้าที่ผูกติดกับสถานที่แห่งนี้ เจ้าก็เลยยังเป็นเทพเบื้องต่ำที่ยังมิได้ไปไหนถึงฟังดูอาจจะไม่ค่อยน่าฟังสักเท่าไหร่ แต่สุดท้ายแล้วเจ้าก็ยังสูง กว่าภพมนุษย์ที่เจ้าจากมามาก”“แล้วหลังจากนี้ข้าควรจะทำอย่างไรต่อไป”“ตราบเท่าที่เจ้ายังไม่ก้าวพ้นห้วงสังสารวัฎ กล่าวคือยังเกิดในภพของมนุษย์ เทพ เดรัจฉาน เปรต และสัตว์นรก เจ้าก็จะย