"อ้อ" ที่แท้เป็นเช่นนี้ มิน่านางถึงรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว แถมยังร้อนบ้างหนาวบ้างแปลกๆแต่แล้วก็นึกอะไรขึ้นมาได้ "แล้วทำไมท่านถึงยังอยู่ที่นี่?" "เจ้าไม่อยากให้ข้าอยู่ที่นี่หรือ?" เหรินโยว่หลุนนึกถึงคำที่นางบอกให้เขาจากไปเมื่อวาน แผ่นหลังเล็กที่สั่นคลอนนั้นทั้งที่ไม่ยินดีปากกลับบอกให้เขาจากไปเขายังจำได้ไม่ลืม "..." จูมี่เอินไม่ตอบได้แต่เงียบ แววตาวูบไหว ต่อให้นางอยากให้อยู่แล้วอย่างไร นางมีอะไรที่สามารถรั้งเขาไว้ได้บ้าง ในเมื่อมีครั้งแรกที่เขาต้องไปพบสนมนางอื่น ย่อมต้องมีครั้งสองแน่นอน เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ก็รู้สึกปวดแน่นในอกขึ้นมา "โกรธข้าหรือ?" "..." จูมี่เอินยังคงเงียบนอนมองเขาอยู่อย่างนั้น นางเองก็ไม่รู้ว่าควรโกรธเขาหรือไม่ นางเข้าใจดีว่าเมื่อวานที่เขาไปหาสนมอื่นเพราะจำเป็น หากแต่ใจก็ไม่อาจยอมรับได้ทั้งหมด ถ้าเมื่อวานเขาควบคุมตนเองไม่ได้ขึ้นมา เผลอตัวไปกับสตรีนางอื่น ตนก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี การแต่งให้เขานั้นต้องทนทุกข์ถึงเพียงนี้เลยหรือ คิดมาถึงตรงนี้ดวงตาก็มีน้ำตาเอ่อคลอออกมาเบาบาง ความเจ็บปวดเฉกเช่นเมื่อวานยังคงลามมาจนถึงตอนนี้ มันชัดเจนจนนางไม่สามารถปกปิด
ไม่นานหลังจากนั้นจูมี่เอินก็ได้ยาบำรุงถ้วยใหม่ที่ยังร้อนอยู่ นางเป่าๆให้พอหายร้อนเพียงนิดก็ยกดื่มทันที เหลือบมองคนที่ตนกำลังนั่งพิงอยู่ก็คล้ายว่าเขาไม่ได้สนใจยาในมือของนางอยู่จูมี่เอินก็เบาใจ วางถ้วยยาลงในถาดที่ถิงถิงถืออยู่ ถิงถิงพอได้ถ้วยเปล่าคืนแล้วก็ย่อกายลงจากไปทันที ไม่รบกวนเวลาของฮ่องเต้และพระสนมจูอีกต่อไป "ท่านไม่ต้องไปจริงหรือ?" จูมี่เอินหันกลับมามองดูหนังสือในมือสามีที่นางอ่านค้างไว้แล้วก็อ่านต่อโดยมีเขาเป็นคนถือให้ ฟังเสียงลมหายใจของคนที่ตนนั่งพิงอยู่ ใจก็รู้สึกเบาบางขึ้นมา ไม่หนักอึ้ง ไม่หลงเหลือความกังวลใดๆ อีกต่อไป "ไม่ไป" คำตอบนั้นทำให้จูมี่เอินยกยิ้มบาง ดียิ่งนัก ที่ผ่านมาได้พบเขาเพียงแค่ยามค่ำเท่านั้น วันหนึ่งพูดคุยชีวิตในแต่ละวันกันน้อยมาก คล้ายใกล้ชิดแต่ก็ยังคล้ายคนไม่รู้จักอยู่บ้าง "..." เหรินโยว่หลุนเอนหน้าไปมองคนด้านหน้าก็พบภรรยากำลังยกยิ้มบางอยู่ เขาเองก็รู้ว่านางก็ชอบให้เขาอยู่ด้วยเช่นกัน มองใบหน้าเล็กที่ยังแดงระเรื่อแต่ไม่มีไข้แล้วก็อดเอ็นดูไม่ได้ "ชอบให้ข้าอยู่ด้วยหรือไม่?" "..." จูมี่เอินหันไปมองใบหน้าที่อยู่ไม่ห่างตน ก็รู้
"อะ อื้ม อ่าส์" เหรินโยว่หลุนปวดเกร็งส่วนล่างไปหมด ไม่คิดว่าตนจะเป็นถึงขนาดนี้ เป็นหนักขนาดที่ไม่อาจควบคุมมันไว้ได้จนมันมาถึงขั้นนี้แล้ว เขาเกี่ยวเอวของภรรยาไว้ด้วยสองแขนของตน บีบรัดนางแน่นขึ้นนิดๆ เพื่อควบคุมอารมณ์ตัวเอง "..." จูมี่เอินรับรู้ได้ถึงสิ่งที่อยู่ด้านหลังของนาง เสียงที่ครวญครางออกมาจากสามีก็รู้ได้ว่าเขานั้นรู้สึกไม่ดีขนาดไหน "ทำเบาๆ ได้หรือไม่" เหรินโยว่หลุนหายใจหอบถี่ขึ้นเล็กน้อยราวกับกำลังโดนยาปลุกกำหนัดแบบเมื่อวาน ในหัวคิดไปแล้วว่ายังไม่ขจัดมันออกไปได้ไม่หมด หรือความจริงแล้วจูมี่เอินกันแน่ที่เป็นยาปลุกกำหนัดสำหรับเขา "..." ไม่ ไม่ไหวหรอก จูมี่เอินต่อให้แข็งแรงเช่นไรแต่เมื่อวานเขาทำกับนางรุนแรงจนวันนี้ก็ยังรู้สึกได้อยู่เลย หากรั้งจะทำอีกก็ราวกลับเอามีดมากรีดนางแล้ว ทว่าลมหายใจร้อนที่เป่ารดต้นคอของนางก็หนักหน่วงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เห็นเขาทรมานเช่นนี้ก็ใจอ่อนลง "งั้น งั้น ข้าใช้มือให้ท่านดีหรือไม่?" "ดี ดียิ่งนัก" เหรินโยว่หลุนตอบทันที ทั้งที่บอกตนเองหลายรอบแล้วว่าจะให้นางได้พักสักอาทิตย์ แต่เพียงแค่ได้จูบนางเท่านั้นก็ลืมสิ้นไปหมดแล้ว จูมี่เอ
ผ่านไปห้าวันแล้ว เหรินเยว่เทียนเปิดประตูเข้ามาในห้องก็พบกองฎีกาเช่นเดิม แม้จะไม่ได้มากมายแล้ว แต่ก็ไม่อาจใช้คำว่าน้อยได้ "เมื่อไหร่นางจะหายป่วยเสียที" เขาบ่นพึมพำยังไม่ทันจบก็หันไปเจอฟางอี้ถือกองฎีกามาอีกถาด "ล้อกันเล่นหรือยังไง!" กระแทกคำอย่างหัวเสียแล้วเดินเข้าไปในห้องเพื่อจัดการฎีกาในวันนี้ คอยดูเถอะ ข้าจะหาทางเอาคืนให้ได้เลย ได้ข่าวว่าฮ่องเต้นั้นแม้การออกมาว่าราชการที่ท้องพระโรงก็ไม่ยอมมา ถ้าขุนนางคนไหนมีเรื่องด่วนก็ให้ยื่นฎีกามาแทน พวกขุนนางก็คงไม่สงสัยอะไรเพราะบางครั้งเหรินโยว่หลุนก็หาเรื่องพักงานไม่พบหน้าขุนนางอยู่บ่อย คงมีแค่เขาเท่านั้นที่รู้ว่าพี่ชายตอนนี้กำลังหมกตัวอยู่ในห้องกับจูมี่เอิน แต่เอาเถอะ ข้าวใหม่ปลามัน เขาจะยอมแค่ครั้งนี้ครั้งเดียว ครั้งเดียวจริงๆ ด้านเหรินโยว่หลุนคล้ายจะจามแต่ไม่จาม ราวกลับกำลังมีคนคิดถึงเขา ผ่านมาห้าวันแล้วได้มองภรรยาตลอดเวลาเช่นนี้ไม่รู้สึกเบื่อสักนิด มองดูคนตัวเล็กนั่งเย็บปักผ้าก็เพลินตากว่าดูสตรีร่ายรำเป็นไหนๆทั้งที่นางก็แค่ทำเพียงดึงเข็มขึ้นลงไปมาเท่านั้นเอง เรื่องนี้ช่างแปลกใหม่สำหรับเขายิ่งนัก แม้จะบอกนาง
"เชื่อฟังดีๆ ท่านหมอจะดูอาการให้" ท่านหมอที่เจ้าเล่ห์ที่สุดในใต้หล้ายังคงยิ้มด้วยความชอบใจ มือเริ่มปลดอาภรณ์ของภรรยาได้สำเร็จ "..." จูมี่เอินมองค้อนเขา มือเล็กที่กำลังจะปัดเขาออกกลับถูกอีกฝ่ายคว้าไปไว้ "ถอดเร็ว ท่านหมอมีของดีจะให้เจ้าดู" เหรินโยว่หลุนทาบมือเล็กเข้าที่อกตน อยากให้นางช่วยถอดให้เขาบ้าง ก้มลงไปหอมแก้มนวลเนียนหนึ่งทีก่อนจะผละออกมามองนางด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม "หึๆ" จูมี่เอินหัวเราะออกมาด้วยเสียงใสบริสุทธิ์ ขำไปกับท่าทางของเขาที่บอกว่าตนเองเป็นหมอ แต่กำลังจะขอดูร่างกายคนไข้ไม่เลิก มือเล็กก็เริ่มถอดเสื้อตัวบนออกให้เขา รู้ว่าหนีไม่ได้ ออกแรงต้านไปก็เหนื่อยเปล่า ยามนี้สิ่งที่นางทำได้มีเพียงพร่ำภาวนาในใจว่าขอให้เขาเบามือลงบ้างเท่านั้น "ดีมาก" เมื่อเห็นว่าคนตัวเล็กไม่แข็งขืนอีก เขาก็ฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันที่เรียงตัวสวย ตั้งคำมั่นในใจว่าเด็กคนนี้เขาจะทำให้เสียคนให้ได้! เมื่อทำให้คนตัวเล็กไร้อาภรณ์ปกปิดกายได้แล้วเหรินโยว่หลุนก็ไล่สายตามอง รอยช้ำที่เขาทำไว้หายเกือบหมดแล้ว รอยฟันรอยขบเม้มก็จางไปมาก ทำให้ยามนี้สามารถมองเห็นผิวขาวเนียนได้อย่างชัดเจน เหรินโยว่
เช้าวันต่อมามีนางกำนัลคนหนึ่งเห็นฮ่องเต้เสด็จออกมาจากตำหนักของพระสนมจู นางก็รีบคาบข่าวไปบอกพระสนมของตนทันที เรื่องราวที่ทุกคนต่างคิดไปคนละทางสรุปเอาเองหลายอย่างก็เริ่มคล้ายจะกระจ่างชัดขึ้น ในตอนนี้สนมในตำหนักหลังสามคนกำลังจับกลุ่มจิบน้ำชาปรึกษากัน เนื่องด้วยพวกนางเข้ามาในเวลาไล่เลี่ยกันเลยเข้าหากันได้ง่าย ใครต่างก็รู้ว่าหากจะอยู่ในวังได้ต้องหาทางหนีทีไล่ไว้ อย่าสร้างศัตรูมากเกินไป อีกทางหนึ่งในการเอาตัวรอดคือต้องมีพรรคมีพวกเป็นของตนเอง ซึ่งก็เป็นแบบที่ทั้งสามคนกำลังทำอยู่ "ท่านพูดจริงหรือ งั้นอาจเป็นไปได้ว่าฮ่องเต้ทรงเปลี่ยนพระทัย ทรงหันมาชอบสตรีแล้วหรือไม่" หลิวปิงฟังจางหลี่เล่าเรื่องที่นางกำนัลมาบอกเมื่อเช้าอย่างออกรสออกชาติ "ไม่แน่ว่าคืนนั้นอาจร่วมเรียงเคียงหมอนกันแล้ว เมื่อคืนก็คงมาหาสนมจูเป็นแน่ หาไม่แล้วจะออกมาจากห้องตอนเช้าตรู่ได้อย่างไร" "ข้าเองก็ได้ยินว่าไทเฮาทรงส่งคนไปที่ตำหนักของสนมกูในวันนั้น นางกำนัลออกมาดูท่าทางสีหน้าแปลกๆ" ฟ่านอันก็บอกเรื่องที่ตนได้ยินมา "เรื่องที่กูหยู่เยียนวางยาฮ่องเต้ไม่ได้มีใครรู้ว่าเป็นยาพิษชนิดใด แต่ดูฮ่องเต้เองพอหลัง
หลิวปิงหันมองไปเห็นนางกำนัลของสนมจูกำลังจะยกชาอันเก่าไปเปลี่ยนมาให้จึงรีบพูดออกไปว่า "ไม่เป็นไร ข้าเตรียมมาให้แล้ว เจ้าไม่ต้องไป" จากนั้นจึงหันไปหานางกำนัลของตนที่ยืนอยู่ด้านหลัง นางกำนัลสองคนที่ติดตามหลิวปิงมาเมื่อเห็นสัญญาณจากผู้เป็นนายก็เดินตรงเข้ามาหา คนหนึ่งเป็นคนถือถาดไม้ที่มีกาน้ำชาและจานขนม อีกคนเป็นคนคอยจัดวางของลงที่โต๊ะให้ ไม่นานทั้งน้ำชาและขนมก็ถูกวางเต็มโต๊ะ "ลองชิมดูเถิดเป็นขนมที่ขึ้นชื่อของเมืองหลวง ข้าส่งคนไปต่อแถวซื้อมาให้ตั้งแต่เช้า" หลิวปิงขยับมือจับปลายนิ้วของจูมี่เอินอีกเล็กเล็กน้อยก่อนจะปล่อยมือของอีกฝ่ายให้เป็นอิสระ ต่อจากนั้นก็ลงมือยกกาน้ำชาเทให้จูมี่เอินด้วยตนเอง แล้วเทให้ในจอกของตนทีหลัง และเพื่อสร้างความไว้วางใจเมื่อนางรินชาเสร็จนางก็ยกจอกชาของตนขึ้นจิบนำไปก่อน "ขอบคุณพระสนมหลิว" จูมี่เอินหยิบจอกน้ำชาขึ้นมาดมดูเล็กน้อย "หอมยิ่งนัก" เป็นชาที่นางไม่คุ้ยเคย แต่ก็มีกลิ่นที่อ่อนหวาน ด้วยความที่เห็นสนมหลิวจิบไปก่อนแล้วก็คิดว่าตนต้องชิมบ้างเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายเสียหน้า ใบหน้าเล็กพลุบต่ำลง ยกแขนข้างหนึ่งขึ้นมาปิดบังใบหน้ายามกำลังจะจิบชา พรึบ
เหรินโยว่หลุนขมวดคิ้วแน่น ดวงตาที่ราวกับมีดแหลมคมกำลังมองที่แผ่นหลังของหมอหลวงอยู่ ก่อนจะเลื่อนสายตาไปมองภรรยาที่ไม่ได้สติอยู่บนเตียงนอนด้วยแววตาเจ็บปวด ใบหน้าของนางยามปกติมักจะมีสีชมพูอ่อนๆ เคลือบอยู่ ยามเมื่อเขาหยอกล้อก็จะเปลี่ยนเป็นสีแดงจางๆทว่าบัดนี้กลับขาวซีดราวคนที่จากไปแล้วก็ไม่ปาน ปากที่สีคล้ำยิ่งตอกย้ำให้รู้สึกเหมือนนางได้จากเขาไปแล้วจริงๆ "เป็นอย่างไร" เห็นหมอหลวงหันกลับมาแล้วเขาก็รีบถาม "พิษค่อนข้างร้ายแรง ดีที่กระหม่อมเพิ่งทำยาแก้พิษตัวนี้ไปไม่นาน ยามนี้ฝังเข็มสกัดจุดเพื่อไม่ให้พิษกระจายไว้แล้ว" หูจางหมิ่นหยิบยาที่ตนสั่งให้คนวิ่งกลับไปเอามาเมื่อครู่เข้าไปในปากของพระสนมจู "ผ่านสองคืนนี้ไปได้ก็พ้นขีดอันตรายแล้วพะยะค่ะ" "..." เหรินโยว่หลุนกำมือแน่น โกรธจนแทบอยากจะจับคนมาฆ่าเล่นเสียเดี๋ยวนี้ "ฝ่าบาท" ยามนั้นเองฟางอี้ก็ปรากฏกายขึ้นด้านหลัง "เป็นอย่างไรบ้าง" เหรินโยว่หลุนถามออกไป แต่ดวงตายังคงจ้องมองภรรยาไม่วางตา "หมอหลวงฝังเข็มสกัดจุดแพร่กระจายพิษของพระสนมหลิวไว้ได้แล้ว ให้รักษาต่อหรือไม่พะยะค่ะ" ด้วยรู้นิสัยของฮ่องเต้หนุ่มอยู่แล้วว่าคงมี
วันสถาปนา กัวเจียงมิ่งยืนอยู่รวมกับผู้คนสองฟากฝั่งของทางเดินในงานพิธี ดวงตาคู่คมมองสตรีตัวเล็กที่แต่งชุดเต็มยศ บนหัวเล็กๆ นั้นประดับไปด้วยเครื่องหัวหลากชิ้น ท่าทางการเดินที่มั่งคง ใบหน้าที่เรียบนิ่งแต่เป็นมิตร อาภรณ์สีแดงสดที่นางสวมคือลายหงษ์ปักด้วยด้ายทอง พอเห็นลูกศิษย์ใส่ชุดนี้แล้วก็นึกถึงวันแรกที่เจอกัน ยามนั้นเด็กน้อยก็สวมชุดสีแดงอยู่บนหลังของอาชาตัวใหญ่ คนตัวเล็กควบม้ามาหานางที่ลอยน้ำมาติดอยู่ข้างทาง กระโดดลงจากม้าด้วยความคล่องแคล่ว ออกแรงลากนางให้ห่างจากแม่น้ำที่ไหลเชี่ยว "แม่นาง แม่นางทำใจดีๆ ไว้ ข้าจะช่วยท่านเอง" นั่นคือคำที่จูมี่เอินกล่าวกับนางในครั้งแรกที่เจอกัน กัวเจียงมิ่งคิดว่าตนจะตายอยู่ที่นั่นเสียแล้ว นางได้รับบาดเจ็บมีแผลหลายแห่งแล้วพลัดตกน้ำมาไกล อีกทั้งที่ซึ่งนางพยายามตะเกียกตะกายขึ้นมาจากแม่น้ำนั้นก็ห่างไกลไร้ผู้คน แถมทางด้านหน้าที่สตรีชุดแดงควบม้าผ่านมายังมีต้นไม้และหญ้าหนาทึบ ต่อให้มีคนผ่านมาก็ไม่น่ามองเห็นนาง ทว่าสตรีตัวเล็กผู้นี้มาจากไหนไม่รู้ ราวกับตั้งใจมาหานางโดยเฉพาะ คนตัวเล็กสั่งม้าให้นั่งลงแล้วยกนางที่ตัวใหญ่กว่าให้ขึ้นไ
"เพราะนางคือหัตถ์เซียน นามเดิมของอาจารย์คือกู่เฟยเซียน" จูมี่เอินได้รู้ความลับนี้ผ่านการมองเห็นของนางในช่วงจังหวะหนึ่งหลังจากที่ใช้ชีวิตอยู่กับอาจารย์มาสักพักแล้ว หลอมรวมกับที่เคยสังเกตการณ์ดูก็พบว่ากัวเจียงมิ่งนั้นสามารถทำให้คนเจ็บหายป่วยได้ในเร็ววันกว่าที่ตำราบอกไว้มากนัก "ตอนเด็กข้าเคยอ่านเจอเกี่ยวกับคนที่มีพลังวิเศษเหนือคนทั่วไป นั่นเป็นครั้งแรกที่ข้าได้สัมผัสความรู้สึกดีอย่างหนึ่งว่าตนเองไม่ใช่คนที่แตกต่างจากคนอื่น ยังมีอีกหลายคนที่คล้ายกันกับข้า คราแรกที่ได้อ่านข้าสะดุดชื่อของนางและความสามารถของนางเป็นที่สุด ตอนที่ได้เจอกันข้ายังไม่รู้ว่านางคือคนที่ข้าเคยอ่านเจอในตำรา แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งในนิมิตร ข้าเห็นคนเจ็บและคนผู้นั้นไม่รอด ข้าพยายามเปลี่ยนนิมิตร ต่อมาจึงเกิดนิมิตรใหม่ขึ้น ในนิมิตรที่สองข้าไปช่วยคนเจ็บไว้แล้วพามาให้นางรักษา คนที่ไม่น่ารอดก็สามารถรอดได้อย่างปาฏิหาริย์ แต่เรื่องเหล่านั้นก็ไม่ได้เกิดขึ้นจริง เพราะข้าหาของไปขวางทางไว้ก่อนที่คนผู้นั้นจะเดินทางผ่านถนนเส้นหนึ่งซึ่งจะมีต้นไม้โค่นลงมาใส่เขา ภายหลังพอจับสังเกตดูและแน่ใจแล้วก็ลองถามท่านอาจารย์ออกไป นางก็เลยเล่
...... วันต่อมาก็ได้เวลาเดินทางกลับวังหลวง รอบนี้มีอาจารย์และโม่โฉวติดตามกลับไปร่วมงานสถาปนาด้วย นอกเหนือจากนั้นแล้วยังมีคนเจ็บอีกคนที่ต้องพาเขากลับไปส่งบ้าน ซึ่งเป็นทางผ่านพอดี ที่รถม้าคันหน้า "กัวเจียงมิ่งท่านมายืนทำอะไรหน้ารถม้าผู้อื่น" เหรินโย่วหลุนเอามือพ่ายหลัง หันมองไปที่อื่น แสดงท่าทางวางอำนาจเต็มที่ แผ่รังสีความเป็นฮ่องเต้ที่มีมาแต่กำเนิดออกไปโดยรอบเพื่อกดดันสตรีชุดฟ้าหน้าไม่อายข้างกาย "สตรีก็ต้องนั่งไปกับสตรีด้วยกันสิ นู้น บุรุษไปขึ้นคันหลัง" กัวเจียงมิ่งเลียนแบบท่าทางเหรินโย่วหลุน นางหมุนตัวเอาหลังหันให้รถม้า ยืนเคียงข้างคนตัวสูงที่สูงเกือบเท่ากันแถมมือพ่ายหลังและหันหน้าไปทางเดียวกัน "สตรีหรือ? ท่านเหมือนสตรีตรงไหนกัน" รถม้าคันหลังนั้นมีคนเจ็บขึ้นไปก่อนแล้วและมีโม่โฉวเป็นคนคุมม้า ความจริงเขาก็ไม่ติดอะไรแม้รถม้าเก่ามากและจะต้องนั่งไปกับราษฎรของตนเอง แต่ที่นั่นไม่มีทั้งภรรยาไม่มีทั้งบุตรชาย เขาจึงไม่อยากไปนั่ง เขาห่างจากภรรยามาถึงสองปีแล้ว ได้อยู่ด้วยกันทั้งวันก็ยังคิดว่ายังไม่พออยู่ดี ยามนี้ยังต้องมานั่งแยกกันอีกเกือบสามวัน ยังไงเขาก็ไม่ยอม "เห
"เดี๋ยว! ท่านจะทำอันใด?" จูมี่เอินรีบเอาตัวไปยืนขวางโม่โฉวไว้ "เจ้าปกป้องเขา?" เหรินโย่วหลุนแทบไม่อยากเชื่อ "อย่าบอกนะว่าเขาเป็นพ่อของเด็กคนนั้น" ทั้งที่ได้ยินเต็มสองหูแล้ว แต่เขาก็ยังอยากจะถามย้ำให้แน่ใจอีกรอบ "ใช่...อย่า!" จูมี่เอินเห็นเหรินโย่วหลุนยกมือสั่งฟางอี้ให้เข้ามาทางโม่โฉวนางก็รีบเบี่ยงตัวปิดคนด้านหลังไว้มากกว่าเดิม "เขาเป็นพ่อบุญธรรม เป็นพ่อบุญธรรม!" ก่อนจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นนางรีบพูดต่อให้จบประโยค เพราะไม่คิดว่าก่อนหน้านี้เขาจะไม่เข้าใจจริงๆ ตอนนั้นฟางอี้ก็หยุดเท้าลงพอดี พร้อมกับเก็บมีดลับที่ดึงออกมาจากไหนไม่รู้กลับไป เพราะการเดินทางฮองเฮาบอกไม่ให้สะดุดตา จึงต้องเก็บดาบที่ใช้ประจำไว้ในรถม้า แต่เขาเป็นองครักษ์ส่วนพระองค์ย่อมไม่อาจปล่อยปะละเลยความปลอดภัยของฮ่องเต้ได้ จึงได้พกมีดสั้นที่ยาวจนถึงข้อศอกซ่อนไว้ในกายด้วย "?!" เหรินโย่วหลุนเลิกคิ้วขึ้นสูง ตอนที่ได้ยินจูมี่เอินบอกว่านั่นเป็นลูกนางเขาก็คาดเดาไปหลายอย่าง คิดว่าอาจเป็นลูกของเขาแต่เพราะท่าทางที่สนิทสนมของภรรยากับคนผู้นั้นดูไม่ปกติ แถมเด็กน้อยก็เรียกคนด้านหลังว่าท่านพ่อ แล้วภรรยาก็ดันมาบอกอีกว่
....... "เจ้าอยู่ที่นี่มาตลอดหรือ" "ใช่แล้ว" จูมี่เอินยกกาชามาวางที่โต๊ะน้ำชา นั่งลงแล้วรินชาให้สามีก่อนจะรินให้ตัวเองทีหลัง "นี่ก็เป็นชาที่ข้าดื่มตลอดสองปีเช่นกัน ไม่หอมมาก หากแต่เมื่อลองได้จิบทีละนิดและมองออกไปที่ป่าไผ่ ต่อจากนั้นค่อยๆ หลับตาฟังเสียงลมที่กระทบผ่านไป ก็พอที่จะทำให้ชารสชาติธรรมดาเช่นนี้พิเศษขึ้นมามากกว่าเดิม ชนิดที่ว่าต่อให้หาที่ไหนก็หาไม่ได้อีกแล้ว" จูมี่เอินยกจอกชาขึ้นมาจิบทำท่าหลับตาพลางพูดอธิบายไปด้วย "..." เหรินโย่วหลุนก็ลองทำตาม จิบชามองป่าไผ่ หลับตาและฟังเสียงลมที่กระทบกับใบของต้นไผ่ "สงบยิ่งนัก" แถมยังได้กลิ่นของธรรมชาติที่สดชื่นลอยมาตามลมด้วย จูมี่เอินเองสองปีกว่าที่ผ่านมา ทุกครั้งที่มีเวลาว่างมานั่งจิบชาและได้ใช้เวลาอยู่กับตนเอง เมื่อจิบชาไปด้วยแล้วได้มองป่าไผ่ ทั้งที่ทำให้รู้สึกสบายใจแต่กลับทำให้นางนึกถึงสามีทุกครั้ง หลังจากที่มานั่งจิบชาคนเดียวทีไรต่อมานางก็จะต้องหาอะไรทำเพื่อไม่ให้ตัวเองได้มีเวลาคิดถึงเขาอีก ช่างเป็นช่วงเวลาที่สงบสุขแต่ก็เศร้าใจในคราเดียว "เสียดายที่ไม่มีท่านอยู่ที่นี่" จูมี่เอินเอ่ยความรู้สึกออกมาจากใจจริง ลืมตาข
....... การเดินทางด้วยรถม้าเพื่อมาที่หมู่บ้านตงนั้นใช้เวลาเกือบสามวันเพราะมีแวะพักบ้าง ไม่เหมือนกับตอนแรกที่เหรินโย่วหลุนเร่งเดินทางอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อแบกภรรยากลับวังในตอนนั้น แต่ก็ใช้เวลาไม่นานเกินที่คาดการณ์ไว้พวกเขาก็มาถึง หน้าโรงหมอกัว หมู่บ้านตง "แปลกจัง..." จูมี่เอินที่ถูกเหรินโย่วหลุนประคองลงรถม้ามาก็มองไปที่รั้วไม้ไผ่ของโรงหมอซึ่งถูกเปิดแง้มไว้ "มีอะไรผิดปกติหรือ?" เหรินโย่วหลุนถามพลางยกมือขึ้นในระดับหัว เตรียมจะส่งสัญญาณให้องครักษ์เงาของตนที่แอบอยู่รอบตัวบุกเข้าไปด้านใน "เดี๋ยว!" ดีที่จูมี่เอินสังเกตทัน รีบยกมือดึงแขนของเขาลงทันที พอห้ามคนสั่งการได้แล้วนางก็ผ่อนลมหายใจออกมาแผ่วเบา เกือบเป็นเรื่องไปเสียแล้ว "ข้าแค่แปลกใจเล็กน้อย อาจารย์ปกติมักจะเอาแต่นั่งดื่มชามองต้นไผ่อยู่ที่โต๊ะน้ำชาตรงนั้นและไม่ค่อยเปิดรั้วทิ้งไว้ แต่บางทีนางอาจไปพักด้านในแล้วก็ได้" "อ่อ..." เหรินโย่วหลุนลากเสียงยาว ที่แท้นอกจากปากเสียแล้วก็ไม่ทำอะไรนอกจากจิบชาสินะ เป็นคนที่ขี้เกียจเสียจริง จูมี่เอินเปิดประตูเข้าไปด้วยความเคยชินและออกตัวเดินนำไปก่อน เมื่อได้กลับมา
....... รถม้าเดินทางออกจากวังแล้ว จูมี่เอินเลือกรถม้าที่ดูธรรมดาที่สุดแต่ก็ยังถือว่าค่อนข้างเตะตาไม่น้อย การเดินทางรอบนี้มีเพียงฟางอี้ที่เป็นคนขับรถม้าตามมาด้วยเท่านั้น เพราะจูมี่เอินไม่อยากให้สะดุดตา แต่นางก็รู้ว่าสามีได้เตรียมองครักษ์เงาให้ตามอยู่ห่างๆ แล้ว "ข้างนอกคึกคักยิ่งนัก" จูมี่เอินเลิกม่านมองดูเมืองหลวงที่ตนไม่ได้กลับมานานถึงสองปี ตื่นเต้นจนถึงขั้นเกาะขอบหน้าต่างดูเหมือนเด็กน้อยที่ไม่เคยออกจากบ้าน "อดีตผู้สำเร็จราชการแทนทำงานได้ดี" เหรินโย่วหลุนยามนี้ใส่ชุดสีเขียวอ่อนกำลังนั่งกอดอกพิงพนักที่นั่งและมองดูด้านนอกรถม้าเช่นกัน ตอนนี้คือยามอู่[1] ผู้คนเลยสัญจรไปมาค่อนข้างมาก ของขายข้างทางก็มีไม่น้อย เหรินโย่วหลุนเองก็รู้สึกแปลกตาเช่นกัน แต่ก็รักษาท่าทีสุขุมไว้ ([1] ยามอู่ 11.00 น. -12.59 น.) "..." จูมี่เอินนิ่งไปสักพักเมื่อเห็นสตรีงดงามผู้หนึ่งเดินเคียงมากับบุรุษที่เหมือนจะคุ้นหน้าก็ขมวดคิ้วมอง "อาหลุน คนนั้นไม่ใช่...ฟู่เจาหยางกระมัง" "..."เหรินโย่วหลุนทันทีที่ได้ยินชื่อบุรุษอื่นออกจากปากของภรรยาก็หรี่ตาลงด้วยความไม่สบอารมณ์ ขยับเอนตัวไปมองผ่านศีรษะขอ
ตอนพิเศษ 1 หนึ่งอาทิตย์ผ่านไป เหรินโย่วหลุนเห็นถิงถิงวิ่งเข้ามาขอเข้าเฝ้าหน้าตื่นก็ลางสังหรณ์ไม่ดีขึ้นมา ด้วยวางใจว่าตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมา ภรรยาดูท่าตกลงปลงใจจะอยู่กับเขาไม่หนีไปไหนอีก เขาจึงกลับมาทำงานดังเดิม แต่ท่าทางของถิงถิงก็ทำกังวลขึ้นมา เหรินโย่วหลุนไม่แม้แต่จะรอเรื่องที่ถิงถิงได้รายงานก็รีบวิ่งออกจากห้องทรงงานของตนไปแล้ว เป็นดังคาด เมื่อเข้ามาถึงที่ห้องก็พบว่าภรรยากำลังเก็บเสื้อผ้าอยู่ "มี่เอิน เจ้าจะไปไหน!!!" เหรินโย่วหลุนตะโกนลั่นตำหนัก ดังไปไกลหลายจั้ง[1] ทำเอาคนที่กำลังหันหลังจัดห่อผ้าอยู่สะดุ้งเฮือก "อาหลุน..." คนตัวเล็กหันมาเรียกหาเขาเสียงเบา ตอนแรกยังยกยิ้มตาหยีส่งไปเพื่อระงับโทสะของอีกฝ่าย หากแต่เมื่อเห็นสามีเดินหน้าตั้งเข้ามาหาด้วยใบหน้าโกรธขึงนางก็หุบยิ้มลง หมุนกายรีบปีนหนีขึ้นเตียงไป ด้วยความตัวเล็กท่าทางตอนหนีเลยดูเหมือนกระต่ายน้อยกำลังกระโดดไปมา "ท่าน ท่าน! ใจเย็นก่อน" นางร้องเสียงหลง ไต่ตัวเข้าไปด้านในสุดของเตียง แต่พบว่าตนเองตัดสินใจผิดเสียแล้ว นอกจากทางที่เพิ่งขึ้นมาเมื่อครู่ รอบด้านก็ไม่มีทางให้หลบหนีอีก "จะหนีไปไหนอีก" เ
จูมี่เอินยืนนิ่ง จ้องมองบานประตูตำหนักของเหรินเยว่เทียนเพราะเพิ่งโดนไล่ออกมา ก่อนจะหันมองคนที่ยืนอยู่ด้านหลังของตน เอาเถอะ แม้แต่ฮ่องเต้ก็ยังโดนไล่ออกมา นางเองก็ควรปล่อยให้เหรินเยว่เทียนได้พักผ่อน จูมี่เอินจึงคิดจะกลับตำหนักของตนเอง "จะไปที่ใด?" เหรินโย่วหลุนเพียงแค่เห็นภรรยาขยับกายก็เอ่ยปากถามอีกรอบ วันนี้เขาพูดประโยคนี้ไปกี่ครั้งแล้วก็ไม่อาจนับได้ครบ "กลับตำหนัก" ความจริงแล้วเหรินโย่วหลุนไม่น่าถาม ที่ที่จูมี่เอินจะไปก็มีแค่ตำหนักของตนเองเท่านั้น หรือในตอนนี้ก็คือตำหนักบรรทมของฮ่องเต้นั่นเอง เพราะเขาไม่ยอมให้นางย้ายไปอยู่ที่ตำหนักในวังหลังเหมือนเมื่อก่อน กฏวังหลังถูกเขาเมินไปเสียแล้ว ครั้นพอได้นึกถึงก็คิดว่าที่แห่งนั้นยามนี้ต่อให้ไม่เหมือนในนิมิตรที่ถูกรื้อจนไม่เหลือเค้าเดิม แต่ก็คงเงียบเหงาไม่ต่างกัน พอคนตัวเล็กเดินนำ เหรินโย่วหลุนก็เดินตาม "..." ระหว่างทางเขาก็มองท้องฟ้า ยังไม่มืด หันมองภรรยาที่ร่างกายยังไม่หายดีจากรอยช้ำที่เขาทำไว้ก็ได้แต่ถอนหายใจเบาๆ หากรู้ว่าเรื่องจะมาถึงยามที่เขาและนางสามารถกลับมาอยู่ด้วยกันได้ปกติโดยที่นางไม่คิดหนีไปอีก หลายวันที่