....... "!!???" เหรินโยว่หลุนเปิดฤกษ์มงคลที่ท่านโหวส่งมาให้มองดูมันด้วยความฉงน รีบไล่สายตาอ่านอีกรอบอย่างไม่อยากเชื่อ "เร็วถึงเพียงนี้?" เขาขยำกระดาษแผ่นนั้นแน่น เริ่มเดินไปเดินมาในห้องด้วยความกังวลใจอีกรอบ เขาไม่กลัวที่ต้องเผชิญหน้ากับสนมกู ที่เขากังวลนั้นคือเขายังไม่ได้ปรึกษาเรื่องนี้กับภรรยาเลย เขาควรทำอย่างไรดี! เมื่อวานก็ได้แต่มองนางนอนอยู่เช่นนั้นไม่กล้าพูดอันใดกลับนาง กลุ้มใจถึงขั้นรีบจากมาในยามเช้ากลัวนางจะตื่นขึ้นมาเจอหน้ากัน ครั้นพอนึกถึงใบหน้าของนางยามที่เขาบอกว่าต้องไปหาสนมนางอื่นจะเป็นเช่นไรขึ้นมาก็ไม่อยากบอกเรื่องนี้กับนาง นางจะมีสีหน้ายังไรนะ โกรธเกรี้ยว? ผิดหวัง? หรือเสียใจ? ฎีกามากมายตรงหน้าที่ถูกถวายมาเขาไม่ใส่ใจอีกต่อไป "ฟางอี้" เหรินโยว่หลุนส่งเสียงเรียกหาคนสนิทออกไป "พะยะค่ะ" องครักษ์ส่วนพระองค์ก้าวออกมาจากในมุมมืด ยกมือขึ้นผสาน "ช่างเถอะๆ" ครั้นคิดว่าจะถามความเห็นจากฟางอี้แต่อีกฝ่ายก็ไม่เคยมีความรัก ไม่เคยชอบสตรี ต่อให้เขาจะฉลาดเพียงใดและช่วยงานตนเองได้เป็นอย่างดี แต่ก็นั้นแหละ คงไม่สามารถช่วยอะไรได้ จึงโบกมือปัดๆ ไล่ๆ เขาไป
หนึ่งชั่วยามหลังจากนั้น นางกำนัลใต้อาณัติของฮ่องเต้วิ่งสุดชีวิตมุ่งหน้าไปที่ตำหนักของจูมี่เอินด้วยความรีบร้อน "พระสนมจูๆๆ" ตัวยังไปไม่ทันถึงนางก็ส่งเสียงเรียกออกไปก่อนแล้ว มองเห็นประตูหน้าตำหนักมีสองแฝดเฝ้าอยู่ก็รู้ว่าพระสนมจูน่าจะยังอยู่ด้านในไม่ได้ออกไปเดินเล่นที่ไหนยามค่ำคืนก็โล่งใจออก รีบสาวเท้าวิ่งให้เร็วกว่าเดิม "..." เพยเพยและถิงถิงเห็นคนวิ่งมาแต่ไกล ทั้งยังได้ยินเสียงสตรีร้องเรียกเจ้านายของตนก็พากันมองหน้ากัน ด้านในห้องนั้นพระสนมจูของพวกนางต้องการความสงบ ใครกันกล้ามาเรียกผู้อื่นโหวกเหวกโวยวายเสียงดังเช่นนี้ ไม่กลัวโดนโบยหรือไร ในความมืดพอร่างนั้นเข้ามาใกล้เพยเพยก็จำได้ทันทีว่าเป็นนางกำนัลของฮ่องเต้ ด้านถิงถิงไม่ได้ทันมองเพราะนางหันกลับไปด้านหลังพอดี นางแง้มประตูเข้าไปมองดูพระสนมจูด้วยความเป็นห่วง ยังเห็นว่าพระนางยังนั่งเหม่อลอยอยู่ข้างกล่องไม้ใส่ของของตน ในมือยังถือคัมภีร์เล่มหนึ่งไว้ดังเดิม เป็นเช่นนี้มาเกือบครึ่งชั่วยามแล้ว น่าสงสารยิ่งนัก จะให้ใครมาเห็นพระสนมของนางในสภาพน่าเวทนาไม่ได้ ถิงถิงปิดประตูลง หันกลับไปมองคนที่กำลังวิ่งมาด้วยสายตาไม่พอใจ ตอน
หนึ่งชั่วยามก่อนหน้านี้ สนมกูไม่รู้ว่ามีใครกำลังสาปแช่งนางอยู่ ความปิติยินดีทำให้นางยิ้มจนเมื่อยแก้มไปแล้วทั้งวัน ขัดผิวขัดตัวตั้งแต่เช้าเตรียมพร้อมร่างกายทุกสัดส่วน เนื้อตัวหอมฟุ้งเหมือนเป็นสวนดอกไม้เคลื่อนที่ได้ก็ไม่ปาน เมื่อถึงเวลาที่นัดหมายก็บรรจงแต่งตัวงดงามราวเทพธิดา นางสวมชุดผ้าบาง ไม่ได้ปักเครื่องหัวเพื่อให้สะดวกในการปรนนิบัติฮ่องเต้ ภายในตำหนักเต็มไปด้วยอาหารมากมาย สุราชั้นเลิศ แถมยังจุดเทียนสร้างบรรยากาศ นอกเหนือจากยาที่นางแอบใส่ในสุรานางก็เตรียมอย่างอื่นไว้เพิ่มด้วย สิ่งนั้นก็คือธูปหอมที่ทำให้บุรุษปั่นป่วนไว้อีกด้วย ดูสิว่าคนที่ชอบบุรุษด้วยกันโดนทั้งยาปลุกกำหนัดในสุราและสูดดมกลิ่นธูปในอากาศจะทนไหวได้ยังไง คืนนี้ไม่ว่ายังไงนางก็คิดว่าตนนั้นวางแผนมาดีมากแล้ว ต่อให้ฮ่องเต้ไม่ยอมดื่มสุราที่นางเตรียมไว้ยังไงก็ต้องหายใจ เช่นนั้นวันนี้นางไม่มีทางผิดพลาด! "ฝ่าบาท..." ได้ยินเสียงผลักประตูออก ร่างแน่งน้อยก็รีบเดินไปที่ประตู เอ่ยเรียกอีกฝ่ายด้วยเสียงหวานใส ใบหน้าประดับรอยยิ้ม ก้าวเดินราวกับเต้นระบำ งดงามชดช้อยอย่างน่ามอง "..." หากแต่ผู้ที่มาเยือนกับมีใบหน้าบึ้
ดี ดียิ่งนัก แอบไปหาภรรยาของเขา ไปพูดให้คนอื่นไม่สบายใจ ทั้งยังแอบปล่อยข่าวลือเรื่องที่เขาชอบบุรุษออกมาเพื่อบีบบังคับเขา ไหนจะวางยาเขาอีก หากปล่อยนางไปก็คงไม่ใช่ ข้า เหริน โยว่ หลุน แล้ว! "อึก" กูหยู่เยียนไม่มีแม้แต่เสียงที่จะร้องของความเมตตา คราวนี้เพิ่งจะนึกได้ว่านอกจากคำเล่าลือว่าฮ่องเต้ทรงชอบบุรุษ มีอีกอย่างที่นางลืมไป นั่นคือคำกล่าวถึงนิสัยแท้จริงที่โหดเหี้ยมของฮ่องเต้ เขาฆ่าคนได้โดยไม่สนความถูกผิด ไร้ความเมตตา เป็นยิ่งกว่าศาลเตี้ย นางไม่เคยประสบพบเจอด้วยตนเองจึงคิดว่านั่นเป็นเพียงแค่ข่าวลือเลยหลงลืมไปแล้วว่าควรจะกลัวคนตรงหน้าบ้าง ตอนนี้ก็แทบจะสิ้นลมหายใจอยู่แล้วถึงเพิ่งจะตระหนักได้ถึงความน่ากลัวของเขา นางกวาดสายตาไปทั่วอย่างลนลานเพื่อหาทางหนี ในตอนนั้นก็ได้เห็นหนทางรอดสุดท้ายของตน สิ่งที่อาจช่วยชีวิตนางได้คือกาสุราที่อยู่ไม่ไกล นางเอื้อมมือที่ไร้เรี่ยวแรงไปปัดแจกันลงพื้นทันที เพล้ง เสียงกาหล่นกระทบพื้น แตกกระจายทันที เศษแก้วกระเด็นไปทั่วบริเวณ ปกติหากเกิดเสียงดังเช่นเครื่องใช้แตกเช่นนี้แล้วฮ่องเต้ไม่ได้ทรงรับสั่งก็คงไม่มีใครกล้าเข้ามา แต่พวกเขากลั
เมื่อเห็นว่าคนที่ถูกฟางอี้หามออกไปเป็นพระสนมกูจูมี่เอินก็แปลกใจว่าทำไมนางถึงถูกฮ่องเต้บีบคอเช่นนั้น พอเห็นว่ากูหยู่เยียนยังมีชีวิตอยู่จูมี่เอินก็เบาใจไปได้เล็กน้อย ในใจแม้จะยังหวาดกลัวภาพที่เห็นเมื่อครู่ แต่คล้ายกับรู้ว่าอาหลุนของนางไม่มีวันทำร้ายนางเช่นนั้นแน่ จึงไม่ได้หวาดกลัวเขาเท่าที่ควรเป็น เรื่องนี้ไม่อาจตัดสินด้วยภาพโหดร้ายเมื่อครู่ได้ "มี่เอิน..." เหรินโยว่หลุนเกาะเอวภรรยาแน่น ส่งเสียงเรียกหวานออกไป เห็นภรรยาเอาแต่หันมองไปทางประตูที่ถูกปิดลงก็เริ่มน้อยใจนางขึ้นมา เขาก็ซุกไซร้ใบหน้าของตนลงกับซอกคอของคนตัวเล็กด้วยความคนึงหา ความแนบชิดในระยะขนาดนี้ทำให้ได้กลิ่นกายของนางอย่างชัดเจนร่างกายก็ร้อนรุ่มขึ้นมากกว่าเดิม ทั้งที่ก่อนหน้านี้ยามได้กลิ่นหอมจากร่างบางเขามักจะรู้สึกสงบใจยามนี้กลับเปลี่ยนไป กลิ่นกายของนางกลับกลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีแทน ราวกลับถูกนางโยนความต้องการที่มากล้นของตนลงไปในกองเพลิงที่กำลังโหมไหม้ในกายของเขา จุดประกายบางสิ่งที่ไม่อาจมอดดับลงไปง่ายๆ ให้หนักข้อขึ้นกว่าเดิม "อาหลุนท่าน ทำไมตัวร้อนเช่นนี้ ไม่สบายใช่หรือไม่" จูมี่เอินที่ถูกเรียกก็หันกลับมาถามสามีของ
"อึก!" จูมี่เอินข่มความเจ็บกัดผ้าปูเตียงแน่น คนด้านบนกระแทกนางด้วยความแรงทันทีที่ใส่เข้ามา ไม่เหมือนปกติที่จะขยับให้นางชินเสียก่อน และแม้จะขยับด้วยความเร็วขนาดนั้นก็ดูเหมือนจะยังไม่พอใจเท่าที่ควร เขายกเอวของนางขึ้นไปด้วยสองมือเพื่อรับแรงกระแทกกระทั้นของเขาให้มากกว่าเดิม มือใหญ่นั้นบีบเอวนางแน่นเพื่อกันไม่ให้นางขยับหนี "อ่ะๆๆๆ" จูมี่เอินห้ามเสียงร้องไว้ไม่ได้ ภาพตรงหน้าสั่นไหวไปมาจนแทบมองไม่รู้เรื่องว่าสภาพของหัวเตียงนั้นเป็นยังไง "อ่าๆๆ" เหรินโยว่หลุนหายใจหอบถี่ รู้สึกพึงพอใจกับสัมผัสของคนใต้ร่างที่ห่อหุ้มตนเองไว้ เขาเคยคิดที่จะอยากทำแรงกับนางขนาดนี้ แต่ก็กลัวคนตัวเล็กจะหวาดกลัวแล้วหนีไป คราวนี้เมื่อถูกฤทธิ์ยาทำให้เป็นเช่นนี้ ภรรยาก็อาจจะไม่ได้ว่าอะไรเขา วันที่ตนได้รังแกนางอย่างสาสมใจก็มาถึงเสียที "อื้ม อ่าส์" จูมี่เอินเจ็บมาก เจ็บจนเอื้อมมือพาดไปด้านหลังดันเอวของคนที่กำลังรังแกนางไว้ หวังให้เขาเบาลงบ้าง แต่เหรินโยว่หลุนก็คว้ามือนางไว้แล้วจับกดไว้ที่เอวของนางแทน ทว่าแม้ความเร็วจะไม่ลดลงแต่ตอนนี้นางไม่ได้เจ็บขนาดนั้นแล้ว ความต้องการถูกเข้ามาแทนที่ ร่างกายร้อนขึ้นกว่าเดิม
เหรินโยว่หลุนตื่นขึ้นมา รู้สึกเบาสบายตัวมากกว่าเมื่อวานหลายเท่า อีกทั้งยังสบายใจที่กำจัดเรื่องไม่เป็นเรื่องทิ้งไปได้ เขาขยับตัวมองดูภรรยาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกมากมายอยู่นั้น แต่แล้วก็ฉุกคิดได้ เห็นนางนอนหลับไม่รู้สึกตัวทั้งที่เลยเวลาที่นางตื่นปกติก็คิดว่าเป็นแบบนี้ไม่ถูกต้อง เมื่อคืนเขาทำหนักมือไปมากก็จริง นางอาจจะเพลียจนตื่นช้า แต่ลมหายใจที่ประทะแผ่นอกของเขากลับร้อนกว่าคนปกติยิ่งนัก เหรินโยว่หลุนรีบลุกขึ้นนั่งเอามืออังหน้าผากภรรยา ร้อนมาก ร้อนเกินไป "หมอหลวง!" เขาตวาดเสียงดังออกไป เห็นเงาของนางกำนัลที่มาเฝ้าหน้าประตูวิ่งจากไปก็รู้ว่าคนด้านนอกได้ยินแล้ว เหรินโยว่หลุนจำได้ว่าภรรยาชวนเขากลับไปทำเรื่องเมื่อคืนที่ห้อง คิดว่านางคงไม่ชอบห้องสนมอื่น จึงรีบลุกขึ้นแต่งตัวแล้วหยิบชุดคลุมที่ยังไม่ขาดของนางมาสวมให้นางแทน ชุดของนางเมื่อวานเขากระชากขาดไปหมดแล้ว มองดูเศษผ้าที่เขาฉีกทึ้งโยนทิ้งไปทุกทิศทุกทาง แถมยังเอาบางส่วนมามัดนางไว้ก็...เอ่อ...รู้สึกผิดขึ้นมา เหรินโยว่หลุนรู้ตัวดีว่าฤทธิ์ยาเป็นเพียงข้ออ้าง แค่รอบเดียวยาพวกนั้นก็ขจัดได้เกือบหมดแล้ว เขาสามารถค
ในห้องทรงอักษร ทันทีที่ประตูห้องถูกปิดลงเหรินโยว่หลุนสั่งเสียงแข็ง "พูดมา!" เขาไม่อยากรอช้าอีก อยากฟังคำตอบว่าทำไมภรรยาของเขาถึงไม่ตั้งครรภ์เสียที หากนางปกติดีก็ต้องเป็นเขาแล้วที่ต้องแก้ไขสินะ "..." หมอหลวงเหงื่อไหลท่วมมือเป็นกังวลมาตลอดทาง ทั้งที่เดินทางมาไกลถึงเพียงนี้แต่กลับคิดหาข้อแก้ตัวไม่ได้เลย ผลสุดท้ายจึงคิดว่าควรบอกออกไปตามจริง หาไม่แล้วตำหนักวังหลังคงไม่ได้เห็นเด็กตัวเล็กออกมาวิ่งเล่นเป็นแน่ "พระสนมจูทรงให้นางกำนัลมาขอยายับยั้งการตั้งครรภ์พะยะค่ะ" ก่อนหน้านี้เขายังคิดว่าเป็นพระประสงค์ของฮ่องเต้ แต่พอเห็นพระองค์ตรัสถามเช่นนั้นก็รู้ได้ทันทีว่าไม่ใช่ "!!!??" เหรินโยว่หลุนนิ่งไป มิน่านางถึงไม่ตั้งครรภ์สักที "ทำไมเจ้าไม่มารายงานข้า!" ยาพวกนี้ต้องเป็นฮ่องเต้สั่งการให้สนมดื่มเท่านั้น ไม่ใช่ว่าใครอยากจะได้ดื่มก็ได้ดื่ม แถมเขากับนางอยู่ด้วยกันทุกคืน คงไม่ใช่ว่านางกินยาทุกวันหรอกนะ "ขอทรงประทานอภัยด้วยพะยะค่ะ หม่อมฉันคิดว่าเป็นประสงค์ของพระองค์" หมอหลวงกลัวจนตัวสั่น ไม่เคยได้เห็นฮ่องเต้ทรงกริ้วเช่นนี้มานานแล้ว เขารีบนั่งลงกับพื้นก้มตัวลงต่ำทันที
วันสถาปนา กัวเจียงมิ่งยืนอยู่รวมกับผู้คนสองฟากฝั่งของทางเดินในงานพิธี ดวงตาคู่คมมองสตรีตัวเล็กที่แต่งชุดเต็มยศ บนหัวเล็กๆ นั้นประดับไปด้วยเครื่องหัวหลากชิ้น ท่าทางการเดินที่มั่งคง ใบหน้าที่เรียบนิ่งแต่เป็นมิตร อาภรณ์สีแดงสดที่นางสวมคือลายหงษ์ปักด้วยด้ายทอง พอเห็นลูกศิษย์ใส่ชุดนี้แล้วก็นึกถึงวันแรกที่เจอกัน ยามนั้นเด็กน้อยก็สวมชุดสีแดงอยู่บนหลังของอาชาตัวใหญ่ คนตัวเล็กควบม้ามาหานางที่ลอยน้ำมาติดอยู่ข้างทาง กระโดดลงจากม้าด้วยความคล่องแคล่ว ออกแรงลากนางให้ห่างจากแม่น้ำที่ไหลเชี่ยว "แม่นาง แม่นางทำใจดีๆ ไว้ ข้าจะช่วยท่านเอง" นั่นคือคำที่จูมี่เอินกล่าวกับนางในครั้งแรกที่เจอกัน กัวเจียงมิ่งคิดว่าตนจะตายอยู่ที่นั่นเสียแล้ว นางได้รับบาดเจ็บมีแผลหลายแห่งแล้วพลัดตกน้ำมาไกล อีกทั้งที่ซึ่งนางพยายามตะเกียกตะกายขึ้นมาจากแม่น้ำนั้นก็ห่างไกลไร้ผู้คน แถมทางด้านหน้าที่สตรีชุดแดงควบม้าผ่านมายังมีต้นไม้และหญ้าหนาทึบ ต่อให้มีคนผ่านมาก็ไม่น่ามองเห็นนาง ทว่าสตรีตัวเล็กผู้นี้มาจากไหนไม่รู้ ราวกับตั้งใจมาหานางโดยเฉพาะ คนตัวเล็กสั่งม้าให้นั่งลงแล้วยกนางที่ตัวใหญ่กว่าให้ขึ้นไ
"เพราะนางคือหัตถ์เซียน นามเดิมของอาจารย์คือกู่เฟยเซียน" จูมี่เอินได้รู้ความลับนี้ผ่านการมองเห็นของนางในช่วงจังหวะหนึ่งหลังจากที่ใช้ชีวิตอยู่กับอาจารย์มาสักพักแล้ว หลอมรวมกับที่เคยสังเกตการณ์ดูก็พบว่ากัวเจียงมิ่งนั้นสามารถทำให้คนเจ็บหายป่วยได้ในเร็ววันกว่าที่ตำราบอกไว้มากนัก "ตอนเด็กข้าเคยอ่านเจอเกี่ยวกับคนที่มีพลังวิเศษเหนือคนทั่วไป นั่นเป็นครั้งแรกที่ข้าได้สัมผัสความรู้สึกดีอย่างหนึ่งว่าตนเองไม่ใช่คนที่แตกต่างจากคนอื่น ยังมีอีกหลายคนที่คล้ายกันกับข้า คราแรกที่ได้อ่านข้าสะดุดชื่อของนางและความสามารถของนางเป็นที่สุด ตอนที่ได้เจอกันข้ายังไม่รู้ว่านางคือคนที่ข้าเคยอ่านเจอในตำรา แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งในนิมิตร ข้าเห็นคนเจ็บและคนผู้นั้นไม่รอด ข้าพยายามเปลี่ยนนิมิตร ต่อมาจึงเกิดนิมิตรใหม่ขึ้น ในนิมิตรที่สองข้าไปช่วยคนเจ็บไว้แล้วพามาให้นางรักษา คนที่ไม่น่ารอดก็สามารถรอดได้อย่างปาฏิหาริย์ แต่เรื่องเหล่านั้นก็ไม่ได้เกิดขึ้นจริง เพราะข้าหาของไปขวางทางไว้ก่อนที่คนผู้นั้นจะเดินทางผ่านถนนเส้นหนึ่งซึ่งจะมีต้นไม้โค่นลงมาใส่เขา ภายหลังพอจับสังเกตดูและแน่ใจแล้วก็ลองถามท่านอาจารย์ออกไป นางก็เลยเล่
...... วันต่อมาก็ได้เวลาเดินทางกลับวังหลวง รอบนี้มีอาจารย์และโม่โฉวติดตามกลับไปร่วมงานสถาปนาด้วย นอกเหนือจากนั้นแล้วยังมีคนเจ็บอีกคนที่ต้องพาเขากลับไปส่งบ้าน ซึ่งเป็นทางผ่านพอดี ที่รถม้าคันหน้า "กัวเจียงมิ่งท่านมายืนทำอะไรหน้ารถม้าผู้อื่น" เหรินโย่วหลุนเอามือพ่ายหลัง หันมองไปที่อื่น แสดงท่าทางวางอำนาจเต็มที่ แผ่รังสีความเป็นฮ่องเต้ที่มีมาแต่กำเนิดออกไปโดยรอบเพื่อกดดันสตรีชุดฟ้าหน้าไม่อายข้างกาย "สตรีก็ต้องนั่งไปกับสตรีด้วยกันสิ นู้น บุรุษไปขึ้นคันหลัง" กัวเจียงมิ่งเลียนแบบท่าทางเหรินโย่วหลุน นางหมุนตัวเอาหลังหันให้รถม้า ยืนเคียงข้างคนตัวสูงที่สูงเกือบเท่ากันแถมมือพ่ายหลังและหันหน้าไปทางเดียวกัน "สตรีหรือ? ท่านเหมือนสตรีตรงไหนกัน" รถม้าคันหลังนั้นมีคนเจ็บขึ้นไปก่อนแล้วและมีโม่โฉวเป็นคนคุมม้า ความจริงเขาก็ไม่ติดอะไรแม้รถม้าเก่ามากและจะต้องนั่งไปกับราษฎรของตนเอง แต่ที่นั่นไม่มีทั้งภรรยาไม่มีทั้งบุตรชาย เขาจึงไม่อยากไปนั่ง เขาห่างจากภรรยามาถึงสองปีแล้ว ได้อยู่ด้วยกันทั้งวันก็ยังคิดว่ายังไม่พออยู่ดี ยามนี้ยังต้องมานั่งแยกกันอีกเกือบสามวัน ยังไงเขาก็ไม่ยอม "เห
"เดี๋ยว! ท่านจะทำอันใด?" จูมี่เอินรีบเอาตัวไปยืนขวางโม่โฉวไว้ "เจ้าปกป้องเขา?" เหรินโย่วหลุนแทบไม่อยากเชื่อ "อย่าบอกนะว่าเขาเป็นพ่อของเด็กคนนั้น" ทั้งที่ได้ยินเต็มสองหูแล้ว แต่เขาก็ยังอยากจะถามย้ำให้แน่ใจอีกรอบ "ใช่...อย่า!" จูมี่เอินเห็นเหรินโย่วหลุนยกมือสั่งฟางอี้ให้เข้ามาทางโม่โฉวนางก็รีบเบี่ยงตัวปิดคนด้านหลังไว้มากกว่าเดิม "เขาเป็นพ่อบุญธรรม เป็นพ่อบุญธรรม!" ก่อนจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นนางรีบพูดต่อให้จบประโยค เพราะไม่คิดว่าก่อนหน้านี้เขาจะไม่เข้าใจจริงๆ ตอนนั้นฟางอี้ก็หยุดเท้าลงพอดี พร้อมกับเก็บมีดลับที่ดึงออกมาจากไหนไม่รู้กลับไป เพราะการเดินทางฮองเฮาบอกไม่ให้สะดุดตา จึงต้องเก็บดาบที่ใช้ประจำไว้ในรถม้า แต่เขาเป็นองครักษ์ส่วนพระองค์ย่อมไม่อาจปล่อยปะละเลยความปลอดภัยของฮ่องเต้ได้ จึงได้พกมีดสั้นที่ยาวจนถึงข้อศอกซ่อนไว้ในกายด้วย "?!" เหรินโย่วหลุนเลิกคิ้วขึ้นสูง ตอนที่ได้ยินจูมี่เอินบอกว่านั่นเป็นลูกนางเขาก็คาดเดาไปหลายอย่าง คิดว่าอาจเป็นลูกของเขาแต่เพราะท่าทางที่สนิทสนมของภรรยากับคนผู้นั้นดูไม่ปกติ แถมเด็กน้อยก็เรียกคนด้านหลังว่าท่านพ่อ แล้วภรรยาก็ดันมาบอกอีกว่
....... "เจ้าอยู่ที่นี่มาตลอดหรือ" "ใช่แล้ว" จูมี่เอินยกกาชามาวางที่โต๊ะน้ำชา นั่งลงแล้วรินชาให้สามีก่อนจะรินให้ตัวเองทีหลัง "นี่ก็เป็นชาที่ข้าดื่มตลอดสองปีเช่นกัน ไม่หอมมาก หากแต่เมื่อลองได้จิบทีละนิดและมองออกไปที่ป่าไผ่ ต่อจากนั้นค่อยๆ หลับตาฟังเสียงลมที่กระทบผ่านไป ก็พอที่จะทำให้ชารสชาติธรรมดาเช่นนี้พิเศษขึ้นมามากกว่าเดิม ชนิดที่ว่าต่อให้หาที่ไหนก็หาไม่ได้อีกแล้ว" จูมี่เอินยกจอกชาขึ้นมาจิบทำท่าหลับตาพลางพูดอธิบายไปด้วย "..." เหรินโย่วหลุนก็ลองทำตาม จิบชามองป่าไผ่ หลับตาและฟังเสียงลมที่กระทบกับใบของต้นไผ่ "สงบยิ่งนัก" แถมยังได้กลิ่นของธรรมชาติที่สดชื่นลอยมาตามลมด้วย จูมี่เอินเองสองปีกว่าที่ผ่านมา ทุกครั้งที่มีเวลาว่างมานั่งจิบชาและได้ใช้เวลาอยู่กับตนเอง เมื่อจิบชาไปด้วยแล้วได้มองป่าไผ่ ทั้งที่ทำให้รู้สึกสบายใจแต่กลับทำให้นางนึกถึงสามีทุกครั้ง หลังจากที่มานั่งจิบชาคนเดียวทีไรต่อมานางก็จะต้องหาอะไรทำเพื่อไม่ให้ตัวเองได้มีเวลาคิดถึงเขาอีก ช่างเป็นช่วงเวลาที่สงบสุขแต่ก็เศร้าใจในคราเดียว "เสียดายที่ไม่มีท่านอยู่ที่นี่" จูมี่เอินเอ่ยความรู้สึกออกมาจากใจจริง ลืมตาข
....... การเดินทางด้วยรถม้าเพื่อมาที่หมู่บ้านตงนั้นใช้เวลาเกือบสามวันเพราะมีแวะพักบ้าง ไม่เหมือนกับตอนแรกที่เหรินโย่วหลุนเร่งเดินทางอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อแบกภรรยากลับวังในตอนนั้น แต่ก็ใช้เวลาไม่นานเกินที่คาดการณ์ไว้พวกเขาก็มาถึง หน้าโรงหมอกัว หมู่บ้านตง "แปลกจัง..." จูมี่เอินที่ถูกเหรินโย่วหลุนประคองลงรถม้ามาก็มองไปที่รั้วไม้ไผ่ของโรงหมอซึ่งถูกเปิดแง้มไว้ "มีอะไรผิดปกติหรือ?" เหรินโย่วหลุนถามพลางยกมือขึ้นในระดับหัว เตรียมจะส่งสัญญาณให้องครักษ์เงาของตนที่แอบอยู่รอบตัวบุกเข้าไปด้านใน "เดี๋ยว!" ดีที่จูมี่เอินสังเกตทัน รีบยกมือดึงแขนของเขาลงทันที พอห้ามคนสั่งการได้แล้วนางก็ผ่อนลมหายใจออกมาแผ่วเบา เกือบเป็นเรื่องไปเสียแล้ว "ข้าแค่แปลกใจเล็กน้อย อาจารย์ปกติมักจะเอาแต่นั่งดื่มชามองต้นไผ่อยู่ที่โต๊ะน้ำชาตรงนั้นและไม่ค่อยเปิดรั้วทิ้งไว้ แต่บางทีนางอาจไปพักด้านในแล้วก็ได้" "อ่อ..." เหรินโย่วหลุนลากเสียงยาว ที่แท้นอกจากปากเสียแล้วก็ไม่ทำอะไรนอกจากจิบชาสินะ เป็นคนที่ขี้เกียจเสียจริง จูมี่เอินเปิดประตูเข้าไปด้วยความเคยชินและออกตัวเดินนำไปก่อน เมื่อได้กลับมา
....... รถม้าเดินทางออกจากวังแล้ว จูมี่เอินเลือกรถม้าที่ดูธรรมดาที่สุดแต่ก็ยังถือว่าค่อนข้างเตะตาไม่น้อย การเดินทางรอบนี้มีเพียงฟางอี้ที่เป็นคนขับรถม้าตามมาด้วยเท่านั้น เพราะจูมี่เอินไม่อยากให้สะดุดตา แต่นางก็รู้ว่าสามีได้เตรียมองครักษ์เงาให้ตามอยู่ห่างๆ แล้ว "ข้างนอกคึกคักยิ่งนัก" จูมี่เอินเลิกม่านมองดูเมืองหลวงที่ตนไม่ได้กลับมานานถึงสองปี ตื่นเต้นจนถึงขั้นเกาะขอบหน้าต่างดูเหมือนเด็กน้อยที่ไม่เคยออกจากบ้าน "อดีตผู้สำเร็จราชการแทนทำงานได้ดี" เหรินโย่วหลุนยามนี้ใส่ชุดสีเขียวอ่อนกำลังนั่งกอดอกพิงพนักที่นั่งและมองดูด้านนอกรถม้าเช่นกัน ตอนนี้คือยามอู่[1] ผู้คนเลยสัญจรไปมาค่อนข้างมาก ของขายข้างทางก็มีไม่น้อย เหรินโย่วหลุนเองก็รู้สึกแปลกตาเช่นกัน แต่ก็รักษาท่าทีสุขุมไว้ ([1] ยามอู่ 11.00 น. -12.59 น.) "..." จูมี่เอินนิ่งไปสักพักเมื่อเห็นสตรีงดงามผู้หนึ่งเดินเคียงมากับบุรุษที่เหมือนจะคุ้นหน้าก็ขมวดคิ้วมอง "อาหลุน คนนั้นไม่ใช่...ฟู่เจาหยางกระมัง" "..."เหรินโย่วหลุนทันทีที่ได้ยินชื่อบุรุษอื่นออกจากปากของภรรยาก็หรี่ตาลงด้วยความไม่สบอารมณ์ ขยับเอนตัวไปมองผ่านศีรษะขอ
ตอนพิเศษ 1 หนึ่งอาทิตย์ผ่านไป เหรินโย่วหลุนเห็นถิงถิงวิ่งเข้ามาขอเข้าเฝ้าหน้าตื่นก็ลางสังหรณ์ไม่ดีขึ้นมา ด้วยวางใจว่าตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมา ภรรยาดูท่าตกลงปลงใจจะอยู่กับเขาไม่หนีไปไหนอีก เขาจึงกลับมาทำงานดังเดิม แต่ท่าทางของถิงถิงก็ทำกังวลขึ้นมา เหรินโย่วหลุนไม่แม้แต่จะรอเรื่องที่ถิงถิงได้รายงานก็รีบวิ่งออกจากห้องทรงงานของตนไปแล้ว เป็นดังคาด เมื่อเข้ามาถึงที่ห้องก็พบว่าภรรยากำลังเก็บเสื้อผ้าอยู่ "มี่เอิน เจ้าจะไปไหน!!!" เหรินโย่วหลุนตะโกนลั่นตำหนัก ดังไปไกลหลายจั้ง[1] ทำเอาคนที่กำลังหันหลังจัดห่อผ้าอยู่สะดุ้งเฮือก "อาหลุน..." คนตัวเล็กหันมาเรียกหาเขาเสียงเบา ตอนแรกยังยกยิ้มตาหยีส่งไปเพื่อระงับโทสะของอีกฝ่าย หากแต่เมื่อเห็นสามีเดินหน้าตั้งเข้ามาหาด้วยใบหน้าโกรธขึงนางก็หุบยิ้มลง หมุนกายรีบปีนหนีขึ้นเตียงไป ด้วยความตัวเล็กท่าทางตอนหนีเลยดูเหมือนกระต่ายน้อยกำลังกระโดดไปมา "ท่าน ท่าน! ใจเย็นก่อน" นางร้องเสียงหลง ไต่ตัวเข้าไปด้านในสุดของเตียง แต่พบว่าตนเองตัดสินใจผิดเสียแล้ว นอกจากทางที่เพิ่งขึ้นมาเมื่อครู่ รอบด้านก็ไม่มีทางให้หลบหนีอีก "จะหนีไปไหนอีก" เ
จูมี่เอินยืนนิ่ง จ้องมองบานประตูตำหนักของเหรินเยว่เทียนเพราะเพิ่งโดนไล่ออกมา ก่อนจะหันมองคนที่ยืนอยู่ด้านหลังของตน เอาเถอะ แม้แต่ฮ่องเต้ก็ยังโดนไล่ออกมา นางเองก็ควรปล่อยให้เหรินเยว่เทียนได้พักผ่อน จูมี่เอินจึงคิดจะกลับตำหนักของตนเอง "จะไปที่ใด?" เหรินโย่วหลุนเพียงแค่เห็นภรรยาขยับกายก็เอ่ยปากถามอีกรอบ วันนี้เขาพูดประโยคนี้ไปกี่ครั้งแล้วก็ไม่อาจนับได้ครบ "กลับตำหนัก" ความจริงแล้วเหรินโย่วหลุนไม่น่าถาม ที่ที่จูมี่เอินจะไปก็มีแค่ตำหนักของตนเองเท่านั้น หรือในตอนนี้ก็คือตำหนักบรรทมของฮ่องเต้นั่นเอง เพราะเขาไม่ยอมให้นางย้ายไปอยู่ที่ตำหนักในวังหลังเหมือนเมื่อก่อน กฏวังหลังถูกเขาเมินไปเสียแล้ว ครั้นพอได้นึกถึงก็คิดว่าที่แห่งนั้นยามนี้ต่อให้ไม่เหมือนในนิมิตรที่ถูกรื้อจนไม่เหลือเค้าเดิม แต่ก็คงเงียบเหงาไม่ต่างกัน พอคนตัวเล็กเดินนำ เหรินโย่วหลุนก็เดินตาม "..." ระหว่างทางเขาก็มองท้องฟ้า ยังไม่มืด หันมองภรรยาที่ร่างกายยังไม่หายดีจากรอยช้ำที่เขาทำไว้ก็ได้แต่ถอนหายใจเบาๆ หากรู้ว่าเรื่องจะมาถึงยามที่เขาและนางสามารถกลับมาอยู่ด้วยกันได้ปกติโดยที่นางไม่คิดหนีไปอีก หลายวันที่