แชร์

บทที่ 49

ผู้เขียน: ลูกพีชแสนสวย
หลังจากที่เฉินเยวี่ยพูดจบ ฉันก็ตกตะลึงไปสองวินาทีก่อนที่จะกลับมาได้สติอีกครั้ง

เธอเดินขึ้นมา จับมือของฉันแล้วถามฉันอย่างจริงใจ “ลั่วลั่ว เธอจะอวยพรให้กับฉันและอาโม่ใช่ไหม?"

ฉันมองดูท่าทางคาดหวังของเฉินเยวี่ย แล้วดึงมือของตัวเองกลับ

“ขอโทษทีนะ ฉันคิดว่าพวกเธอไม่ต้องการคำอวยพรจากฉันหรอก ยังไงพวกเธอก็ต้องมีชีวิตที่ดีมากอยู่แล้ว”

“แต่พวกเราไม่ใช่เพื่อนกันเหรอ?”

ฉันอยากจะหัวเราะเล็กน้อย เฉินเยวี่ยเห็นว่าฉันเป็นนางโง่รึไง?

ไม่ใช่ว่าฉันจะสัมผัสถึงการเปลี่ยนแปลงในพักนี้ของกู้จือโม่ไม่ได้ เพียงแต่ว่าถูกงูกัดครั้งหนึ่งกลัวเชือกไปสิบปี ฉันยังจดจำหลักการนี้ได้อย่างขึ้นใจ

ตอนนี้ฉันมีความฝันที่อยากจะทำมันให้สำเร็จแล้ว มีชีวิตที่อยากจะมี ห้วงทุกข์ในอดีต มีแต่จะเตือนฉันว่าให้อยู่ให้ห่างจากเขา

“เฉินเยวี่ย” ฉันมองเธออย่างเย็นชาและยิ้ม “สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ว่าเธอกำลังจะกลายเป็นหลานสะใภ้ของตระกูลกู้ และเป็นคู่หมั้นของกู้จือโม่ในเร็ว ๆ นี้หรอกเหรอ?”

“ทำไมฉันถึงมองเห็นความหวาดกลัวจากในสายตาของเธอกันล่ะ?”

ฉันเปิดโปงความคิดของเฉินเยวี่ยออกมาอย่างโจ่งแจ้ง ใบหน้าที่ไร้เดียงสานั้นฉับพลันจึงบิดเบี้ย
อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป
บทที่ถูกล็อก
ความคิดเห็น (2)
goodnovel comment avatar
อยากมีสามี สกุลหวัง
ต้องการแต่ความรักจากคนรอบข้างมากเกินไปจนไม่รักตัวเองถึงจะเสแสร้งว่ารักตัวเองอยู่ก็เถอะนะ
goodnovel comment avatar
Sweet P
งงอ่ะ บทที่ 1 บอกว่าแต่งงาน เพราะช่วยกิจการของครอบครัวกู้ตอนพระเอกไปเรียนต่างประเทศ บทนี้กลับพูดเรื่องแต่งงานเพราะท้อง น่าจะเขียนให้ตรงกันหน่อยน๊า
ดูความคิดเห็นทั้งหมด

บทที่เกี่ยวข้อง

  • หวนรักหนีลิขิต   บทที่ 50

    ฉันจับมือของเธอลงมาแล้วส่ายหัว "เปล่า วันนี้ฉันแค่เหนื่อยนิดหน่อยน่ะ"“แล้วพวกนั้นล่ะ?”“ไม่รู้สิ น่าจะใกล้กลับมาแล้วมั้ง พวกนั้นออกไปช้อปปิ้ง ฉันไม่ได้ไปด้วย แค่ไปเดินเล่นที่สนามกีฬาน่ะ”“โอเค งั้นฉันไปอาบน้ำก่อนนะ”“ไปเถอะ ถ้ารู้สึกไม่ดีก็รีบเก็บของและพักผ่อนซะนะ”หลังจากที่ฉันออกจากห้องน้ำ ทุกคนก็กลับมาแล้ว ฉันพูดหยอกล้อกับพวกเธออีกสักพัก แล้วจึงขึ้นเตียงนอนประมาณสี่ทุ่ม กู้จือโม่ก็ส่งข้อความมาบอกให้ฉันไปที่โรงพยาบาลในเช้าวันพรุ่งนี้ เพราะพยาบาลพิเศษติดธุระบางอย่างเลยจะไม่มาทำงานแล้วฉันมองดูตัวอักษรบนหน้าจอแต่ละแถว จู่ ๆ ก็รู้สึกว่ามันน่าหัวเราะเขากำลังจะหมั้นหมายกับเฉินเยวี่ย แต่ก็ยังมาเกาะแกะฉันอีก นี่เขาหมายความว่ายังไง?ฉันซุกโทรศัพท์ไว้ใต้หมอน หลับตาแล้วพยายามทำให้ตัวเองหลับไปอย่างรวดเร็วจนกระทั่งเที่ยงคืน ฉันก็หยิบโทรศัพท์ออกมาแล้วโอนเงินไปให้กู้จือโม่ก้อนหนึ่ง จากนั้นก็บล็อกวีแชทของเขาไปตลอดคืนไร้ซึ่งความฝันเนื่องจากเพิ่งจะเปิดเทอม ตารางเรียนของพวกเราจึงยังไม่ออกมาโดยส่วนใหญ่ทุกคนจึงว่างกันมากฉันเพิ่งจะมองหางานพาร์ทไทม์ที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบเสื้อผ้าผ่

  • หวนรักหนีลิขิต   บทที่ 51

    ฉันกำหมัดไว้ข้างหลังตัวเอง ในขณะที่น้ำเสียงเย็นชา “ก็อย่างที่นายเห็นนั่นแหละ”“เธอบล็อกฉันเหรอ?”กู้จือโม่ถามด้วยสีหน้าที่เข้มขึ้นฉันมองเขาแล้วยิ้ม “ก็เห็น ๆ กันอยู่นี่ไง”สีหน้าของกู้จือโม่จากหม่นหมองกลายเป็นเคร่งเครียด ดวงตาของเขาจ้องมาที่ฉันเหมือนจะเผาฉันให้เป็นจุณ มือที่ห้อยอยู่ข้างลำตัวกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดขึ้นมาฉันเริ่มรู้สึกกลัวโดยสัญชาตญาณ จึงถอยหลังไปหนึ่งก้าวแต่ในทันทีนั้นเอง มือใหญ่มาก็วางลงบนบ่าของฉันฉันหันกลับไปมอง ก็พบลั่วอี้ฝานยืนอยู่ เขามองฉันด้วยดวงตาแฝงไปด้วยความสนุกสนาน“อรุณสวัสดิ์นะ ที่รักของฉัน”ฉันเงียบ “...”ฉันแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินคำเรียกของลั่วอี้ฝาน แล้วส่งสายตาให้เขาปล่อยมือจากไหล่ฉันแต่เขากลับเลิกคิ้วขึ้น เหมือนจงใจไม่ยอมปล่อยการที่ฉันกับลั่วอี้ฝานเงียบกันแบบนี้ ในสายตาของกู้จือโม่คงดูเหมือนว่าเรากำลังหยอกล้อกันกู้จือโม่ใช้มือข้างที่ไม่ได้ใส่เฝือกจับข้อมือของฉัน ในขณะเดียวกันลั่วอี้ฝานก็เหมือนจะรู้ทัน เขาก็จับข้อมือของฉันอีกข้างไว้เช่นกันทั้งสองจ้องหน้ากันอย่างแรงราวกับอยากจะฆ่าอีกฝ่ายให้ตายตอนนี้เป็นเวลาประมาณเก้าโมงเช้า นักศึกษาท

  • หวนรักหนีลิขิต   บทที่ 52

    ฉันเดินใต้ร่มไม้ไปสักพัก กลิ่นหอมของต้นไม้และใบไม้รอบตัวทำให้จิตใจของฉันสงบขึ้น“วันนี้เธอมีเรียนไหม?” ลั่วอี้ฝานวิ่งตามมาจากข้างหลัง “ฉันจะพาเธอไปกินของอร่อย”ในช่วงนี้ความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับลั่วอี้ฝานเริ่มซับซ้อนขึ้น มันไม่ใช่ทั้งเพื่อนและก็ไม่ใช่แค่คนรู้จักฉันยังจำความเจ็บปวดที่เขานำมาให้ฉันในชาติก่อนได้ชัดเจน แต่ในชาตินี้ฉันก็เห็นว่าเขากำลังช่วยฉันหลายอย่าง“ฉันไม่อยากไปกินกับนาย” ฉันหยุดเดินและรอให้เขาเดินมาถึง “อีกอย่าง ฉันไม่ได้ชอบกู้จือโม่และยิ่งไม่ได้ชอบนายด้วย ดังนั้นถ้ามีปัญหาอะไรก็แค่ทำเป็นไม่รู้จักฉันก็พอ”ฉันพูดจบแล้วก็ไม่สนใจสีหน้าของลั่วอี้ฝาน ก่อนจะเดินจากไปทันทีการเรียนในสาขาออกแบบเสื้อผ้าไม่เข้มงวดมาก ส่วนใหญ่ไม่ต้องเรียนในห้องเรียนช่วงเช้าเราต้องไปดูขั้นตอนการผลิตผ้าที่โรงงาน จนถึงเที่ยงถึงได้กลับมาพอกลับมาถึงมหาวิทยาลัย โรงอาหารก็หมดเวลาอาหารกลางวันไปแล้วฉันไม่ค่อยหิวเท่าไหร่ จึงตัดสินใจไม่ทานอาหารกลางวัน และกลับห้องพักทันทีระหว่างทางฉันได้รับสายจากเฉิงเฉิงเฉิงเฉิงต้องฝึกทหารนานกว่าเรา ช่วงนี้เธอยังอยู่ในการฝึกเดินแถวอยู่เลยเธอโทรมาหาฉันระหว่าง

  • หวนรักหนีลิขิต   บทที่ 53

    เมื่อคืนฉันฝันร้ายตลอดทั้งคืนเมื่อตื่นขึ้นในตอนเช้าก็เลยรู้สึกปวดหัวและเวียนหัว สมองมึนงงไปหมด สภาพโดยรวมไม่ค่อยดีนักฉันทำทุกอย่างด้วยความงุนงง ล้างหน้า แปรงฟัน เปลี่ยนเสื้อผ้า จากนั้นหยิบกระเป๋าเตรียมไปเรียนจู่ ๆ เจี่ยนซินที่นั่งอยู่บนเตียงก็เรียกฉันไว้ “ลั่วลั่ว เธอจะไปไหนเหรอ?”“ฉันจะไปเรียน” ฉันหันกลับไปมองพวกเธอ เห็นว่าเจี่ยนซินและหลี่เสี่ยวอวี่ยังใส่ชุดนอนอยู่ จึงรู้สึกแปลกใจ “จะเก้าโมงแล้วนะ ทำไมพวกเธอยังไม่ลุกกันล่ะ ไม่กลัวสายเหรอ?”หลี่เสี่ยวอวี่กับเจี่ยนซินหันมามองหน้ากันแล้วหัวเราะเจี่ยนซินสวมรองเท้าแตะแล้วรีบเดินมาหาฉัน เธอยื่นมือมาจับหน้าผากฉัน “เด็กคนนี้ก็ไม่ได้เป็นไข้นี่นา”หลี่เสี่ยวอวี่พูดขึ้น “ซิงลั่ว วันนี้วันเสาร์นะ”ฉันนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าวันนี้เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ฉันแขวนกระเป๋าไปที่ตะขอ แล้ววิ่งไปกระโดดขึ้นเตียงอย่างรวดเร็ว “เยี่ยมไปเลย งั้นฉันจะนอนต่ออีกหน่อย”ครั้งนี้ฉันหลับลงอย่างรวดเร็ว และไม่มีฝันร้ายอีกแล้วฉันตื่นขึ้นเพราะถูกเสียงโทรศัพท์ปลุกหัวหน้าชมรมโทรมาบอกว่าเย็นนี้จะมีงานเลี้ยงต้อนรับน้องใหม่หัวหน้าชมรมพูดต่อไป ฉันคิ

  • หวนรักหนีลิขิต   บทที่ 54

    ทันใดนั้น ฉันได้ยินเสียงเย็น ๆ แต่แฝงความอ่อนโยนของกู้จือโม่ดังขึ้น “ดื่มได้ไหม?”เฉินเยวี่ยเม้มริมฝีปากและเงยหน้ามองกู้จือโม่ ใบหน้าเต็มไปด้วยความสุขที่ปิดไม่มิด “ดื่มได้นิดหน่อย”หลังจากนั้นเฉินเยวี่ยก็ยกแก้วขึ้นชนกับทุกคนเมื่อถึงตาฉัน เฉินเยวี่ยยิ้มให้ฉันด้วยแววตาที่ดูเหมือนจะมีความภูมิใจ “ซิงลั่ว”ฉันมองเธอด้วยความไม่อยากเล่นเกมนี้ แต่ด้วยคนรอบข้างที่มากเกินไป ทำให้ฉันไม่สามารถปะทะกับเธอได้ในที่สาธารณะฉันยืนขึ้น ยกขวดนมเปรี้ยวขึ้นมาชนแก้วกับเธอแบบไม่จริงจังนัก แล้วดื่มพอเป็นพิธีเมื่อเลิกงานแล้วก็เกือบสามทุ่ม ด้วยความที่เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ นักเรียนบางคนก็กลับบ้าน ส่วนบางคนก็กำลังวางแผนไปเล่นเกมที่ร้านอินเทอร์เน็ตสุดท้ายเหลือแค่ฉัน กู้จือโม่ เฉินเยวี่ย และช่างภาพจากฝ่ายวางแผนอีกคนฉันหยิบโทรศัพท์ออกมา เฉินเยวี่ยถามฉันด้วยท่าทีเสแสร้งว่า “ซิงลั่ว อยากไปกับพวกเราไหม?”ในขณะที่เฉินเยวี่ยพูด กู้จือโม่ก็ขับรถมาถึงข้างเธอแล้วรถสปอร์ตมาเซราติสีดำคันนั้นมีแค่สองที่นั่งฉันไม่แน่ใจว่าเฉินเยวี่ยยังเสแสร้งอีกนานแค่ไหน ฉันจึงยิ้มออกมาพร้อมตอบกลับไปว่า “ได้สิ งั้นฉันนั่งข้างหน้า

  • หวนรักหนีลิขิต   บทที่ 55

    วันถัดมาหลังเลิกเรียน เฉียวเจี้ยนกั๋วก็โทรหาฉันตั้งแต่เปิดเทอมมาเป็นเดือน ๆ นอกจากหลี่เหม่ยอิงที่ส่งเงินค่าใช้จ่ายมาให้ตามปกติแล้ว ฉันก็แทบไม่ได้ติดต่อกับพวกเขาเลยฉันมองดูชื่อที่ขึ้นบนหน้าจอโทรศัพท์ โดยไม่แน่ใจถึงจุดประสงค์ของโทรศัพท์สายนี้หลังจากหยุดไปสักครู่ ฉันก็ตัดสินใจรับสายเสียงของเฉียวเจี้ยนกั๋วดังมาจากปลายสาย ไม่มีการถามไถ่สุขทุกข์ใด ๆ เขาเข้าประเด็นทันที "วันชาตินี้จะกลับบ้านไหม?"ฉันถือหนังสือไว้ในมือ ขณะกำลังเดินกลับหอพัก "มีงานเยอะ ไม่กลับค่ะ"“ดีเลย” เฉียวเจี้ยนกั๋วพูดต่อ เหมือนเขากำลังดื่มชาอยู่ เพราะฉันได้ยินเสียงแก้วกระทบโต๊ะ “พอดีมีลูกชายเพื่อนพ่ออยู่ที่ปักกิ่งเหมือนกัน วันชาติถ้าไม่กลับบ้าน ก็ไปเจอกับเขาหน่อยสิ”ฉันรู้สึกทั้งตลกและโกรธไปพร้อมกันฉันเพิ่งเข้าเรียนมหาวิทยาลัยปีแรกแท้ ๆ แต่เขากลับเริ่มรีบร้อนแนะนำผู้ชายให้ฉันเสียแล้วถ้าฉันไม่ได้กลับมามีชีวิตใหม่ และเตรียมตัวรับมือไว้ล่วงหน้า ฉันอาจจะถูกเขาขายให้คนอื่นก่อนจบมหาวิทยาลัยเสียด้วยซ้ำฉันหยุดยืนอยู่ตรงจุดที่เงียบสงบไม่ไกลจากหอพักมากนัก “หนูไม่ไป”"ว่าอะไรนะ?" เฉียวเจี้ยนกั๋วพูดด้วยน้ำเสียงดัง

  • หวนรักหนีลิขิต   บทที่ 56

    ฉันยืนคิดอยู่สักพัก ก่อนจะตัดสินใจเข้าไปสอบถามฉันมีใบรับรองการเล่นเปียโนระดับแปด พอหัวหน้าเห็นก็ให้ฉันเล่นโชว์ครึ่งชั่วโมงทันที แล้วถามว่าฉันสามารถมาทำงานวันพุธ วันเสาร์ และวันอาทิตย์ได้ไหม ซึ่งเวลาทำงานคือช่วงสองทุ่มถึงเที่ยงคืน และเขาจะให้ค่าจ้างฉันชั่วโมงละห้าร้อยบาทหนึ่งคืนฉันจะได้สองพันบาท สัปดาห์ละสามวันก็ตกเป็นเงินกว่าห้าพันบาท เดือนหนึ่งฉันจะมีเงินเหลือเก็บไว้บ้างฉันดีใจมาก จึงตอบตกลงทันทีระหว่างทางกลับหอพัก ฉันแวะร้านชานมและไก่ทอด แล้วสั่งใส่กล่องกลับไปฝากเพื่อน ๆ ด้วยขณะที่กำลังรออยู่ในร้านชานม โทรศัพท์ของฉันก็ดังขึ้นฉันกดรับสาย และเสียงเฉิงเฉิงที่เต็มไปด้วยความน้อยใจและเสียงสะอื้นดังมาจากปลายสาย “ลั่วลั่ว เธอพอจะมารับฉันที่สถานีตำรวจได้ไหม?”สถานีตำรวจ!สองคำนี้ระเบิดในหัวของฉัน ฉันรีบหันหลังกลับแล้วยกมือเรียกแท็กซี่นิสัยของเฉิงเฉิงไม่มีทางก่อเรื่องแน่ ๆ เธอเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยไห่เฉิง แล้วใครกันที่รังแกเธอ?ฉันกระโดดขึ้นแท็กซี่ “ไม่ต้องห่วง อย่ากลัวนะ ฉันกำลังจะไปสนามบินเดี๋ยวนี้ ฉันจะซื้อตั๋วเครื่องบินเที่ยวที่เร็วที่สุด แล้วจะไปเดี๋ยวนี้”“เฉิงเฉิง ไม่

  • หวนรักหนีลิขิต   บทที่ 57

    ความตั้งใจของกู้จือโม่ชัดเจนมาก เขายังคงปกป้องเฉินเยวี่ยเหมือนเคย ไม่ว่ายังไงก็ตาม แม้ว่าเฉินเยวี่ยจะเป็นฝ่ายผิด เขาก็ไม่อยากให้ฉันทำให้เธอลำบากแต่ทำไมฉันต้องยอมด้วย?เฉินเยวี่ยก่อเรื่องมาหลายครั้งแล้ว ฉันไม่อยากยุ่งเกี่ยว แต่ไม่ได้แปลว่าฉันจะยอมให้เธอรังแกไปตลอดฉันจ้องมองกู้จือโม่โดยไม่พูดอะไร ความเงียบครอบงำเราชั่วขณะหนึ่ง ก่อนที่เขาจะเดินเข้ามาหาฉัน “เรามาคุยกันหน่อย”เขาคงตั้งใจว่าจะปกป้องเฉินเยวี่ย และฉันก็ไม่มีทางปล่อยให้เฉิงเฉิงต้องโดนรังแกฉันไม่รู้ว่าเขาต้องการคุยอะไร และก็ไม่มีความสนใจที่จะฟัง แต่ก่อนที่ฉันจะปฏิเสธ เขาก็จับข้อมือฉันแล้วดึงออกไปด้านนอกทันทีเฉินเยวี่ยรีบลุกขึ้น “อาโม่!”กู้จือโม่ไม่หันกลับไป “เธออยู่ตรงนั้นแหละ เดี๋ยวฉันรีบกลับมา”ฉันถูกบังคับให้เดินตามเขา ความโกรธพลุ่งพล่านในใจฉันพยายามดิ้นและสะบัดมือ แต่ไม่ว่าอย่างไรฉันก็ไม่สามารถดึงมือออกจากการจับกุมของเขาได้เลยฉันโกรธจัดจนเผลอจะก้มลงกัดมือของกู้จือโม่ แต่เขากลับหยุดเดิน พร้อมกับยิ้มเยาะ “มีแต่ลูกหมาเท่านั้นที่กัดคน”เมื่อได้ยินดังนั้น ฉันก็หยุดการกระทำของตัวเองฉันเงยหน้ามองเขาและพูดด้วยน้ำ

บทล่าสุด

  • หวนรักหนีลิขิต   บทที่ 370

    “อย่าให้เธอหนีไปได้!”เสียงคำรามของหัวหน้าชายดังมาจากด้านหลัง น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยอำนาจที่ไม่อาจปฏิเสธได้ และแฝงความเร่งรีบอย่างชัดเจนแต่ฉันรู้ดีว่า นี่คือโอกาสสุดท้ายของฉันฉันพุ่งเข้าไปในห้องนอนโดยไม่ลังเล โถมตัวเข้าหาหน้าต่างทันที ใช้แรงทั้งหมดที่มีผลักเปิดบานหน้าต่างที่หนักและเก่าไปสุดแรงสายลมเย็นพัดกระทบใบหน้า พร้อมกับกลิ่นอายของค่ำคืน ทำให้ฉันลืมความหวาดกลัวและความเหนื่อยล้าไปชั่วขณะฉันลังเลอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะหันตัวเตรียมหนีไป แต่ทันใดนั้นเอง ปลายเสื้อของฉันก็ถูกกระชากเอาไว้!“ปล่อยฉันนะ!”ฉันอุทานออกมาด้วยความตกใจ พยายามดิ้นรนสุดแรง แต่แรงที่จับฉันไว้นั้นแข็งแกร่งอย่างน่ากลัว ราวกับจะดึงฉันกลับเข้าไปในห้องอย่างไม่ปรานีในช่วงเวลาที่คับขันที่สุด ฉันเหวี่ยงมีดปอกผลไม้ในมือออกไปอย่างสุดแรง แม้ว่าจะไม่ได้แทงเข้าเป้าตรง ๆ แต่คมมีดก็เฉือนเข้าที่แขนของเขา ทิ้งรอยแผลลึกไว้พร้อมกับเลือดที่ไหลซึมออกมา!ความเจ็บปวดทำให้เขาเผลอคลายมือโดยไม่รู้ตัว ฉันฉวยโอกาสนี้สะบัดตัวหลุดจากการควบคุม แล้วกระโจนออกไปทันที ร่างของฉันลอยอยู่กลางอากาศ แขวนตัวอยู่เหนือพื้นด้านล่าง!‘กระโดดเร็ว!’ฉันตะโกน

  • หวนรักหนีลิขิต   บทที่ 369

    ในตอนนั้นเอง ความคิดหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัวของฉันอย่างกะทันหันฉันต้องการหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อพิสูจน์ตัวตนของพวกเขา หรืออย่างน้อยก็ถ่วงเวลาไว้ เพื่อรอโอกาสที่อาจเปลี่ยนสถานการณ์ได้แต่ฉันก็นึกถึงความเป็นไปได้อีกอย่างหนึ่ง นั่นคือพวกเขากำลังทดสอบขีดจำกัดของฉันฉันเป็นผู้หญิงที่อาศัยอยู่ตามลำพัง ไร้ที่พึ่งพาเผชิญกับสถานการณ์ฉุกเฉินเช่นนี้ ฉันรู้ดีว่าตัวเองไม่สามารถทำอะไรบุ่มบ่ามได้ จำเป็นต้องรักษาความสงบและใช้สติปัญญาอย่างถึงที่สุดฉันกวาดตามองชายเหล่านั้นอย่างเงียบ ๆ โดยประมาณแล้วดูเหมือนว่าจะมีเพียงสามคนฉันคำนวณในใจเงียบ ๆ หากจำเป็นต้องลงมือ อย่างน้อยฉันต้องพยายามเบี่ยงเบนความสนใจของพวกเขาเสียก่อนดังนั้น ฉันจึงจงใจเพิ่มระดับเสียง ทำท่าเหมือนกำลังหาโทรศัพท์ไปด้วย ขณะเดียวกันก็ใช้หางตาสังเกตปฏิกิริยาของพวกเขาอย่างระมัดระวัง“ขอโทษค่ะ ดูเหมือนว่าโทรศัพท์ของฉันจะอยู่ในห้องนั่งเล่น รอสักครู่ค่ะ เดี๋ยวฉันกลับมา”พูดจบ ฉันค่อย ๆ หมุนตัวทำท่าเหมือนจะเดินกลับเข้าไปในห้อง แต่แท้จริงแล้ว ฉันใช้ปลายเท้าเกี่ยวเข้ากับกระถางต้นไม้ที่วางอยู่ตรงขอบประตู กระถางนั้นเป็นเพียงของตกแต่งในชีวิตประจ

  • หวนรักหนีลิขิต   บทที่ 368

    ชายคนหนึ่งเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสุภาพ แต่ยังคงแฝงไปด้วยความหนักแน่นฉันพยักหน้า พยายามทำให้เสียงของตัวเองฟังดูนิ่งสงบที่สุด“ใช่ค่ะ ไม่ทราบว่ามีเรื่องอะไรเหรอคะ?”“พวกเราเป็นทีมปฏิบัติการพิเศษของตำรวจ เกี่ยวกับเหตุการณ์ปล้นในช่วงเช้าวันนี้ เรามีบางเรื่องที่ต้องสอบถามคุณเพิ่มเติม”ชายที่เป็นผู้นำยื่นบัตรประจำตัวให้ดู น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความจริงจังที่ไม่อาจมองข้ามได้ฉันชะงักไปเล็กน้อย คาดไม่ถึงว่าเหตุปล้นที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องธรรมดา จะโยงมาถึงตัวฉันได้อย่างรวดเร็วขนาดนี้แม้ในใจจะเต็มไปด้วยความสงสัย แต่ฉันก็พยายามทำตัวให้สงบที่สุด ก่อนจะขยับตัวหลบไปด้านข้าง เตรียมให้พวกเขาเข้ามาในบ้านแต่ฉันฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า ดึกขนาดนี้ ตำรวจจะมาหาฉันถึงบ้านได้อย่างไรกัน?ฉันหยุดเดินทันที ความระแวงพุ่งขึ้นสุดขีด สายตากวาดมองไปมาระหว่างชายเหล่านั้น พยายามจับพิรุธจากแววตาของพวกเขาในตอนนั้นเอง เบาะแสเล็กน้อยบางอย่างก็สะดุดตาฉันชายที่เป็นหัวหน้าถึงแม้จะแสดงบัตรออกมา แต่ในสายตาที่พร่ามัวของฉัน บัตรใบนั้นดูเหมือนจะมีแสงสะท้อนที่ผิดปกติ ไม่เหมือนกับวัสดุพลาสติกทั่วไปที่ควรจะเป็นเมื่ออยู่ใต้แสงไฟ

  • หวนรักหนีลิขิต   บทที่ 367

    สำหรับกู้จือโม่ ความรักของเขามีหรือไม่มี ก็ไม่สำคัญสำหรับฉันอีกต่อไปบางที สักวันหนึ่ง เขาอาจยอมทิ้งฉันเพื่อครอบครัวของเขาก็เป็นได้คิดมาถึงตรงนี้ ฉันเผลอแสดงรอยยิ้มขมขื่นออกมาโดยไม่รู้ตัว แต่ในรอยยิ้มนั้นกลับแฝงไปด้วยความปล่อยวางเช้าวันรุ่งขึ้น ฉันเก็บข้าวของเสร็จล่วงหน้าแล้วและออกเดินไปตามทางแสงแดดลอดผ่านกลุ่มเมฆบางเบา โปรยเป็นลวดลายลงบนพื้น เติมความอบอุ่นให้กับเช้าวันนี้ที่เงียบเหงาขึ้นมาเล็กน้อยฉันสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าไปลึก ๆ พยายามปล่อยความหม่นหมองของเมื่อคืนออกไปทั้งหมด และเตรียมตัวต้อนรับวันใหม่บนท้องถนน ผู้คนเริ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ทุกคนต่างก้าวเดินอย่างเร่งรีบและวุ่นวายกับชีวิตของตัวเองฉันเดินไปอย่างไร้จุดหมาย แต่ในใจกลับมีทิศทางที่ชัดเจน ฉันจะมุ่งมั่นกับชีวิตและหน้าที่ของตัวเองให้มากขึ้น และจะไม่ให้ความรู้สึกมาผูกมัดฉันอีกต่อไปขณะที่ฉันกำลังจมอยู่ในความคิดของตัวเอง เสียงฝีเท้าที่เร่งรีบก็ดังขึ้น ทำลายความเงียบสงบรอบตัวฉันหันกลับไปมอง เห็นชายคนหนึ่งวิ่งตรงมาหาฉันด้วยท่าทางตื่นตระหนก ขณะที่ด้านหลังของเขามีกลุ่มชายฉกรรจ์สีหน้าดุดันไล่ตามมาอย่างกระชั้นชิด เห็นได้ชัดว

  • หวนรักหนีลิขิต   บทที่ 366

    เมื่อหลินเฉี่ยนได้ยินดังนั้น ดวงตาของเธอแดงก่ำ แต่เธอพยายามกลั้นน้ำตาไว้ไม่ให้ไหลออกมาการอยู่ที่นี่ต่อไปจะยิ่งทำให้สถานการณ์น่าอึดอัดขึ้น ฉันหยิบกระเป๋าของตัวเองขึ้นมาแล้วเดินออกไปทันทีเดินอยู่บนถนนอันเงียบสงัด ฉันรู้สึกว่าทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เด็กหนุ่มที่เคยอ่อนโยนและน่ารักในวันวาน กลับมาทะเลาะกันเพราะเรื่องของความรู้สึกในตอนนี้ดูเหมือนจะสามารถสืบทอดกิจการของครอบครัวได้ แต่กลับสูญเสียอิสรภาพในการเลือกความรักของตัวเองไม่รู้ว่าเดินมาได้นานแค่ไหน ฉันก็พบว่าตัวเองมาถึงริมแม่น้ำแล้ว ตอนนี้เป็นช่วงพลบค่ำพอดีสายลมยามค่ำคืนพัดผ่านเบา ๆ นำพาความเย็นเล็กน้อย แต่ก็ดูเหมือนจะช่วยพัดพาความหงุดหงิดในใจให้จางหายไปด้วยฉันเดินทอดน่องเพียงลำพังบนถนนที่มีแสงไฟสลัว ในหัวยังคงฉายภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในร้านกาแฟซ้ำแล้วซ้ำเล่าความรัก ความรับผิดชอบ ผลประโยชน์ของครอบครัว... คำเหล่านี้สานกันเป็นใยซับซ้อนในความคิดของฉัน ทำให้ยากที่จะหลุดพ้นบางเรื่องฉันเคยผ่านมันมาแล้ว แต่บางเรื่องกลับทำให้ฉันเจ็บปวดเหลือเกิน แม้ว่าจะมีโอกาสเริ่มต้นใหม่ ฉันก็ยังไม่ได้คำตอบที่ต้องการอยู่ดีฉันหยุดเดิน เ

  • หวนรักหนีลิขิต   บทที่ 365

    สีหน้าของลู่เฉินเต็มไปด้วยความสับสน เขามองฉันแวบหนึ่งก่อนจะรีบหลบสายตากลับไป ราวกับกำลังชั่งใจและตัดสินใจบางอย่างในใจฉันรับรู้ได้ถึงความสับสนและความเจ็บปวดในใจของเขา ไม่ใช่แค่เพราะหลินเฉี่ยนที่อยู่ตรงหน้า แต่ยังเป็นเพราะทางเลือกที่เขาเคยทำ รวมถึงความไม่แน่นอนต่ออนาคตของตัวเอง“หลินเฉี่ยน เธอใจเย็น ๆ ก่อนนะ”น้ำเสียงของลู่เฉินพยายามรักษาความสงบ แต่ความเหนื่อยล้าและความสิ้นหวังที่ซ่อนอยู่กลับไม่อาจปกปิดได้“ที่นี่ไม่ใช่ที่สำหรับคุยเรื่องนี้ เราหาเวลาคุยกันให้ดีอีกทีได้ไหม?”เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของหลินเฉี่ยนไม่ได้ดีขึ้นมากนัก แต่เธอดูเหมือนจะตระหนักได้ว่าสถานการณ์ตรงนี้ไม่เหมาะสมสำหรับการพูดคุยเรื่องนี้ เธอจึงสูดลมหายใจลึก พยายามระงับอารมณ์ของตัวเอง“ก็ได้ แต่ฉันต้องการคำตอบที่ชัดเจนจากคุณตอนนี้เลย เกี่ยวกับการหมั้นของเรา คุณคิดยังไงกันแน่?”ลู่เฉินนิ่งเงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยปากพูดอย่างช้า ๆ ในที่สุด“หลินเฉี่ยน ผมรู้ว่าฉันติดค้างคำอธิบายกับคุณ เกี่ยวกับการหมั้น ผมไม่เคยคิดจะหนี เพียงแต่... ผมต้องใช้เวลาเพื่อจัดการความคิดของตัวเอง ธุรกิจของครอบครัว อนาคตของเราสักหน่อย เร

  • หวนรักหนีลิขิต   บทที่ 364

    ในคำพูดของเขา มีทั้งความจำใจต่อสถานการณ์ปัจจุบัน ความคิดถึงอดีต และความสับสนต่ออนาคตที่ไม่แน่นอนฉันตระหนักได้ว่าหนทางชีวิตของแต่ละคนล้วนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เราต่างก็ใช้วิธีของตัวเองในการประนีประนอมกับโลกใบนี้ และพูดคุยกับตัวเองภายในใจฉันแตะหลังมือของเขาเบา ๆ อย่างแผ่วเบา มอบกำลังใจให้เขาโดยไม่ต้องเอ่ยคำพูดใด ๆ“จริง ๆ แล้ว ทุกเส้นทางชีวิตล้วนมีคุณค่าและความหมายในแบบของตัวเอง การที่นายรับช่วงต่อธุรกิจของครอบครัว นั่นก็เป็นความรับผิดชอบและความกล้าหาญในอีกรูปแบบหนึ่ง ส่วนเรื่องการแต่งงาน แม้ว่าตอนแรกอาจจะรู้สึกไม่คุ้นเคย แต่ชีวิตเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง ใครจะรู้ได้ล่ะว่า คู่ชีวิตในอนาคตอาจกลายเป็นคนที่สำคัญที่สุดในชีวิตของนายก็ได้?”เมื่อได้ยินเช่นนั้น แววตาของเขาฉายแววคลายกังวลขึ้นเล็กน้อย ริมฝีปากค่อย ๆ ปรากฏรอยยิ้มบาง ๆ อย่างไม่รู้ตัว“เธอพูดถูกนะ เฉียวเฉียว บางทีฉันอาจจะมองโลกในแง่ร้ายเกินไป”ท่ามกลางบทสนทนา กลิ่นหอมของกาแฟอบอวลไปทั่วอากาศ ราวกับพาเราย้อนกลับไปสู่ช่วงเวลามัธยมที่ไร้กังวลอีกครั้ง“จริง ๆ แล้ว นายอาจรู้สึกว่าชีวิตตอนนี้เหมือนกรงขัง แต่พวกเราที่ดิ้นรนต่อสู้อยู่

  • หวนรักหนีลิขิต   บทที่ 363

    ในตอนนั้น หัวใจของฉันเจ็บปวดราวกับถูกฉีกออกเป็นชิ้น ๆ แต่ยังต้องฝืนยิ้มต่อหน้าผู้คน และเล่นตามบทบาทในพิธีศพอันแสนไร้สาระทุกครั้งที่ฉันมองแผ่นหลังของไอ้สารเลวนั่น ความโกรธและความเศร้าที่ไม่อาจบรรยายได้ก็เอ่อล้นขึ้นมาในใจคนที่ควรจะเป็นที่พึ่งพาที่มั่นคงที่สุดของฉัน กลับเลือกที่จะใช้การจากไปของคุณย่าเพื่อตอบสนองความต้องการเห็นแก่ตัวของตัวเอง ในช่วงเวลาที่ฉันต้องการความเข้าใจและการสนับสนุนมากที่สุดหลังจากพิธีศพจบลง ฉันเดินวนเวียนอยู่เพียงลำพังในสวนหลังบ้าน แสงจันทร์สาดส่องลงมา ทำให้บรรยากาศยิ่งเย็นเยียบและเงียบเหงาเป็นพิเศษฉันหวนคิดถึงทุกช่วงเวลาที่แสนอบอุ่นที่เคยใช้ร่วมกับคุณย่า รอยยิ้มของเธอ คำสอนของย่า ราวกับยังคงก้องอยู่ข้างหูน้ำตาไหลรินอย่างเงียบงันในช่วงเวลานี้ ความคับแค้น ความโกรธ และความไม่ยอมรับทุกอย่าง ถูกปลดปล่อยออกมาในที่สุดแต่ตอนนี้ คนที่เจ็บปวดจริง ๆ คือเฉิงเฉิง ฉันรู้สึกทรมานใจเหลือเกินเห็นเพื่อนที่ดีที่สุดของฉันกลายเป็นคนหมดอาลัยตายอยากหลังจากการจากไปของคุณย่า ฉันเองก็รู้สึกไม่สบายใจเช่นกันฉันสูดลมหายใจลึก พยายามทำให้ตัวเองสงบลง แล้วหันไปมองเฉิงเฉิงด้วยความต

  • หวนรักหนีลิขิต   บทที่ 362

    “ฉันเข้าใจความรู้สึกของเธอ เฉียวเฉียว การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักเป็นความเจ็บปวดที่ยากจะลืมเลือน แต่เช่นเดียวกับที่เธอกล่าวไว้ เราทุกคนจำเป็นต้องหาหนทางที่จะก้าวออกจากความเศร้าและกลับมาใช้ชีวิตอีกครั้ง คุณทำได้ และฉันเชื่อว่าฉันก็ทำได้เช่นกัน”เสียงของเฉิงเฉิงเต็มไปด้วยความหนักแน่นมากขึ้น แม้ว่าดวงตาจะยังคงแดงก่ำ แต่ความปรารถนาที่จะใช้ชีวิตก็ได้ปรากฏขึ้นอย่างเงียบ ๆ“ฉันจำได้ว่า คุณย่าเคยบอกฉันว่า ชีวิตก็เหมือนการเดินทาง เราจะได้พบเจอผู้คนมากมาย และก็ต้องลาจากกับหลายคนเช่นกัน การจากไปของแต่ละคนมีไว้เพื่อให้เราซาบซึ้งกับคนที่ยังอยู่เคียงข้างเรามากขึ้น และให้เห็นคุณค่าของเส้นทางชีวิตข้างหน้าของตัวเอง ฉันคิดว่า ตอนนี้ย่าคงอยู่ที่ไหนสักแห่ง มองฉันด้วยความอ่อนโยน และหวังให้ฉันเข้มแข็งก้าวต่อไป”ฉันจับมือเธอเบา ๆ มอบกำลังใจให้เธอโดยไม่ต้องเอ่ยคำพูดใด ๆ“เฉิงเฉิง คำพูดของย่าเธอถูกต้องแล้ว เราต้องก้าวต่อไปโดยมีความรักของเธออยู่กับเรา พรุ่งนี้เราจะเผชิญกับพิธีศพด้วยกัน แม้ว่ามันจะยาก แต่ก็นับเป็นการอำลาย่าของเธอ และเป็นก้าวสำคัญของการเติบโตของเราเอง”คืนนั้น เราคุยกันมากมาย ตั้งแต่ความทรง

สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status