“อืม...แต่ก่อนไปขอเคลียร์งานสักครู่สิ”“ไม่มีปัญหา” เจนนิสไหวไหล่รับ ก่อนจะเดินตามบรูคลินเข้าไปยังห้องทำงาน ซึ่งเธอเคยมาที่นี่บ่อยๆ เมื่อมาถึงเจนนิสก็หย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้รับรองแขก ในขณะที่เจ้าของห้องอย่างบรูคลินตรงไปยังโต๊ะทำงานปล่อยให้เลขาส่วนตัวยืนรอพูดอยู่หน้าห้องทำงานเก้อ เพราะไม่มีจังหวะได้บอกนั่นเอง“แล้วนี่นายกับคุณเพียงดาวเป็นยังไงบ้าง ปรับความเข้าใจกันหรือยัง”“ยัง...ที่สำคัญตอนนี้เธอหายไปจากชีวิตเราแล้ว”“จริง”“จริง...ไม่ติดต่อไม่อะไรกันมาจะหนึ่งอาทิตย์แล้วมั้ง”“แล้วทำไมถึงทิ้งช่วงขนาดนั้น ไหนบอกว่าชอบเธอมาก เราก็พิสูจน์ให้นายเห็นแล้วนี่ว่าคุณเพียงดาวเธอไม่ได้ชอบผู้หญิงด้วยกันล้านเปอร์เซ็นต์” เจนนิสถอนหายใจออกมาเบาๆ นั่นเพราะไม่คิดว่าบรูคลินจะถอดใจง่ายๆ ถึงเพียงนี้ โดยหารู้ไม่ว่าขณะที่ทั้งคู่กำลังคุยกันอยู่ เพียงดาวกำลังยืนฟังอย่างเงียบๆ ด้วยหัวใจที่คล้ายจะถู
ความโกลาหลกำลังเกิดขึ้นภายในห้องพักของโรงแรมชื่อดัง ซึ่งเวลานี้มีไว้สำหรับแต่งตัวเจ้าสาว แต่ทว่ากลับไม่มีใครเจอตัวเจ้าสาวของงานแม้แต่คนเดียวภายในห้องไม่มีการรื้อค้น ข้าวของ ทุกอย่างยังคงวางอยู่ที่เดิม โดยเฉพาะชุดแต่งงานแสนสวย ที่ถูกสั่งตัดมาเป็นพิเศษเพื่อวันที่แสนพิเศษเช่นวันนี้“มีใครเจอตัวเจ้าสาวหรือยัง”“ยังค่ะยัง” บรรดาญาติพี่น้องต่างเอ่ยถามและตอบกันไปมา นั่นเพราะทันทีที่รู้ข่าว พวกเขาก็พากันแยกย้ายเพื่อตามหาจนทั่วโรงแรม แต่กลับไม่เจอตัวญาติผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าสาวพากันเครียดจนเป็นลมล้มพับไปหลายคน โดยเฉพาะแม่เจ้าสาวที่ถึงขนาดต้องเรียกรถพยาบาลมาสแตนบาย เพราะไม่คิดว่าจู่ๆ ลูกสาวจะหนีหน้าหายไปเอาในวันแต่งงานเช่นนี้ ทั้งๆ ที่ตกลงกันไว้ดิบดีว่าจะเข้าพิธีแต่งงานกับเจ้าบ่าวที่ชื่อ...ปุณณ์เพราะตกลงกันไว้แล้ว เมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันจึงช็อคไปตามๆ กัน นั่นเพราะหากงานแต่งงานครั้งนี้เกิดอุปสรรค ถึงขั้นล่มขึ้นมา หนี้สินที่ทางครอบครัวมีก็คงยิ่งพอกพูน เพราะนี่คือการแต่งงานเพื่อปลดหนี้ของครอบครัวเธอนั่นเอง“เกิดเรื่องแล้วค่ะคุณป้า”“เรื่องอะไรกุ๊กไก่”“คือ...พี่ดาวหายตัวไปค่ะ” เพียงดาวเอ่ยบอกออกไป นั่
เขามั่นใจว่าเธอเองก็ไม่ได้รักเขา เช่นเดียวกับที่เขานั้นก็ไม่ได้รักเธอ แต่เขาจะไปแคร์อะไรกับความรัก ในเมื่ออีกไม่นานเขาก็ต้องตายแล้ว ขอแค่ก่อนตายเขาสามารถเสกเด็กเข้าท้องผู้หญิงคนนั้นได้สักคนสองคน หวังว่าน้ำยาของเขามันจะไม่อ่อนแอจนเกินไป เพราะหลังจากเขาตายไปแล้ว แม่จะได้มีเพื่อนรวมถึงตระกูลเขาก็จะมีทายาทไว้สืบสกุลด้วย “วันนี้ลูกชายแม่หล่อมาก”“ขอบคุณครับ คุณแม่...ถ้าผมไม่อยู่แล้ว คุณแม่ต้องดูแลตัวเองให้ดีๆ นะ”“พูดยังกับปุณณ์จะไปไหนไกลแล้วไม่กลับมาอีกอย่างนั้นละ” ปรียาส่ายหน้าให้ลูกชาย โดยไม่ได้อะใจในคำพูดราวกับสั่งเสียนั่นแม้แต่น้อย “ก็หลังแต่งงานผมมีบินไปฮันนีมูนนี่ครับ”“แค่อาทิตย์เดียวไม่ใช่หรือไง พูดยังกับจะไปตลอดชีวิต ไม่เอาไม่พูด วันนี้วันดีแม่ไม่อยากเจอข่าวไม่ดีซ้ำอีก” “คุณแม่เจอข่าวไม่ดีอะไรมาเหรอครับ”“ไม่มีจ้ะ” ปรียาตอบปฏิเสธ นั่นเพราะยังไม่อยากให้ปุณณ์รู้เรื่องนี้นั่นเอง เพราะเธอเดาความคิดลูกชายออก ว่าหากรู้เรื่องเข้าคงล่มงานแต่งงานวันนี้เป็นแน่ ซึ่งเธอไม่อยากให้เป็นเช่นนั้นในขณะที่ทุกคนกำลังนั่งหน้าเครียดและคิดหาทางแก้ปัญหา จู่ๆ ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นมา ซึ่งก็ค
“หรือไม่ก็แก้ผ้าเอาหน้ารอด ด้วยการหาผู้หญิงสักคนมาเป็นเจ้าสาว” ขณะพูดเพียงดาวก็มองตรงมายังดรินทร์ โดยที่คนถูกมองนั้นไม่รู้ตัวสักนิด ว่าเพื่อนกำลังวางแผนอะไรอยู่ในใจ “บ้า...ผู้หญิงสติดีที่ไหนจะยอมแต่งงานกับใครง่ายๆ ขนาดนั้นกัน”“แกไง”“เราเนี่ยเหรอ”คราวนี้ดรินทร์ตกใจจนตาโตเป็นไข่นกกระจอกเทศ ก่อนจะชี้นิ้วมาที่ตัวเองแล้วทำตาปริบๆ มองมายังเพียงดาว ส่วนคนพูดนั้นกลับส่งยิ้มหวานมาให้ในเมื่อสถานการณ์มันบีบบังคับถึงขั้นนี้แล้ว บางทีสวรรค์อาจกำหนดให้ดรินทร์กับปุณณ์ได้แต่งงานกัน ทุกอย่างมันถึงได้ประจวบเหมาะ“ใช่” เพียงดาวพยักหน้ารับด้วยความหนักแน่น “ละ...แล้วทำไมต้องเป็นเราด้วยยะ” “ก็แกเหมาะที่จะสวมรอยเป็นเจ้าสาวของพี่ปุณณ์มากที่สุดแล้วยายลิน”“จะบ้าหรือไง”“ไม่บ้า” เพียงดาวรีบตอบเช่นกัน “แล้วเรื่องอะไรเราจะต้องยอมสวมรอยเป็นเจ้าสาว เพื่อไปแต่งงานกับพี่ชายแกด้วย ไม่เอา” ดรินทร์ส่ายหน้าปฏิเสธ แม้ใจหนึ่งจะแอบคิดว่าจะตอบตกลงก็ตาม ซึ่งคำพูดของเธอกำเอาคนเจ้าแผนการอย่างเพียงดาวเริ่มอ้ำๆ อึ้งๆ “ถือซะว่าช่วยเราหน่อยเถอะนะเพื่อนนะ อีกอย่างแกก็เคยชอบ พี่ปุณณ์ไม่ใช่เหรอ”“ยอมรับว่าเคย”“นั่นไง” คนฟังด
“นะแก...อีกแค่ไม่ถึงสิบนาที งานก็จะเริ่มแล้ว” เพียงดาวกุมมือของดรินทร์ไว้ สีหน้าแววตานั้นร้องขอความช่วยเหลือ ถึงขนาดที่ดรินทร์เกือบใจอ่อน ก่อนจะกัดฟันปฏิเสธออกไป “ไม่”“ลิน...เพื่อนรัก เราขอร้อง” ‘หัวเด็ดตีนขาดเราก็ไม่ยอมเป็นเจ้าสาวสวมรอยพี่ปุณณ์เด็ดขาด...ไม่มีทาง’ นี่คือประโยคที่ดรินทร์ควรจะตอบเพียงดาว แต่ทว่าสุดท้ายแล้วเธอกลับเลือกที่จะตอบอีกอย่าง “ก็ได้”“จริงๆ นะ” เพียงดาวถามย้ำ เพราะกลัวตัวเองหูฟาดไป “อืม...เพราะถ้าไม่ใช่แกขอร้อง อย่าหวังว่าเราจะยอม” และอีกหนึ่งเหตุผลคือถ้าเจ้าบ่าวไม่ใช่ปุณณ์เธอก็คงไม่ตอบตกลงเช่นกัน “ขอบใจมากนะลิน เรารักแกที่สุด” เพียงดาวดึงดรินทร์เข้ามากอด จากนั้นก็รีบลากเพื่อนรักไปแต่งหน้าแต่งตัว ซึ่งทันทีที่เธอปรากฎตัวขึ้น บรรดาช่างแต่งหน้าทำผมต่างเข้ามารุมล้อมชนิดที่ดรินทร์นั้นแทบหายใจไม่ออก“พอดีเป๊ะเลยค่ะคุณน้อง” ช่างทำผมคนหนึ่งเอ่ยชมขึ้น เมื่อเห็นว่าดรินทร์นั้นสามารถใส่ชุดเจ้าสาวของดาวจรัสได้อย่างพอดิบพอดี เรียกได้ว่าโชคเข้าข้างสุดๆระหว่างนั้นเพียงดาวก็รีบวิ่งไปหาปรียาที่ห้องพัก ก่อนจะขอเวลาคุยด้วยเป็นการส่วนตัว ซึ่งเธอก็เล่าความจริงทุกอย่างให้ปรีย
“ลิน” ปุณณ์อุทานชื่อของดรินทร์ออกมาเมื่อเห็นเธอสวมชุดเจ้าสาวแล้วเดินเข้ามาหาตนเอง นั่นเพราะไม่คิดว่าจะเป็นเธอ นอกจากตกใจแล้วยังเต็มไปด้วยความสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้น ดาวจรัสหายไปไหนแต่ปุณณ์กลับไม่มีจังหวะได้ถามเอาความจริง นั่นเพราะทันทีที่เจ้าสาวมาถึงห้องจัดงาน ช่างภาพก็ไล่ถ่ายภาพประจวบเหมาะกับพิธีการบนเวทีก็ใกล้จะเริ่ม ทุกอย่างจึงต้องดำเนินไปตามกำหนดเวลา แม้แขกบางคนจะสังเกตเห็นความผิดปกติ และตั้งคำถามถึงเจ้าสาวที่ตัวจริงกับในรูปก่อนหน้านี้ไม่เหมือนกันบ้างก็ตาม“กุมมือน้องไว้ตลอดเวลาด้วยนะปุณณ์ ถ้าสงสัยอะไรรอให้พ้นงานแต่งงานตอนนี้ไปก่อน แม่จะเล่าให้ฟังเอง” ปรียาเอ่ยบอกลูกชาย ก่อนจะคว้ามือของปุณณ์มากุมมือของดรินทร์ไว้ ซึ่งเวลานี้มือบางนั้นเย็นเฉียบด้วยอาการประหม่าแต่ทว่าทันทีที่ได้รับความอบอุ่นจากมือของปุณณ์ ความอบอุ่นนั้นก็ช่วยให้ดรินทร์ดีขึ้นพอสมควร มีบางจังหวะที่เธอแอบมองชายหนุ่มด้วยแววตาชื่นชม เพราะวันนี้ปุณณ์หล่อเหลาเป็นพิเศษด้วยชุดสูทที่สั่งตัดมาแบบพอดีตัวชายหนุ่ม ส่วนเธอก็ไดเอทมาประหนึ่งรู้ล่วงหน้าว่าต้องมาใส่ชุดเจ้าสาวของดาวจรัส แต่ก็ยอมรับรสนิยมการเลือกชุดของเจ้าสาวตัวจริง เพ
“แล้วไม่ดีใจหรือไงที่ได้แต่งงานกับหนูลิน”“เฉยๆ ครับ” แม้จะรู้สึกบ้างแต่ปุณณ์หรือจะบอก เพราะเขานั้นเป็นคนปากแข็งยังกับหิน พูดทุกเรื่องยุดเว้นเรื่องความรู้สึกที่เกี่ยวกับความรัก ถืออคติทำให้เห็นมากกว่าจะมานั่งพร่ำเพ้อว่ารัก “เฉยๆ เหรอ ผิดกับแม่ที่ดีใจ”“อะไรกันครับ ทั้งๆ ที่เจ้าสาวของผมควรจะเป็นดาวเขาไม่ใช่เหรอ”“นั่นมันเมื่อก่อน เพราะตอนนี้เวลานี้สะใภ้ของแม่มีแค่คนเดียวคือหนูลินจ้ะ” ปรียายิ้มกว้างออกมา อย่างน้อยการเปลี่ยนตัวเจ้าสาวก็ไม่ได้แย่เกินไป “เดี๋ยวแม่จะออกไปตามน้องมาให้ ยังไงคืนนี้ทั้งคู่ก็ห้ามออกไปนอกห้องหอเด็ดขาด เข้าใจไหม”“ทั้งๆ ที่นี่มันก็แค่งานแต่งงานแบบขอไปทีไม่ใช่เหรอครับแม่ จะซีเรียสอะไร”“ใครบอกว่าแค่งานแต่งงานแบบขอไปที”“ก็ลินเขาเป็นแค่เจ้าสาวแก้ขัดให้ผม จบงานแล้วต่างคนก็ต่างแยกย้าย มันก็ถูกแล้วนี่ครับ”“ใครบอกว่าทุกอย่างจะเป็นแบบนั้น งานแต่งงานครั้งนี้คือความถูกต้อง จะไม่มีคำว่าโมฆะใดๆ”“แล้วลินเขายอมหรือครับคุณแม่” นี่คือสิ่งที่ปุณณ์อยากถาม แต่หาจังหวะถามก่อนหน้านี้ไม่ได้นั่นเอง “ยอม”“คุณแม่จ่ายให้ลินไปเท่าไหร่ เธอถึงยอมมาแต่งงานกับผม”“แม่ไม่ได้จ่ายสักบาท” ปร
“ไม่มีอะไรค่ะ ลินแค่จำอะไรผิดนิดหน่อย” ดรินทร์รีบบ่ายเบี่ยง เพราะเท่าที่สังเกตดูเหมือนปุณณ์นั้นอาจจะยังไม่รู้ถึงอาการป่วยของปรียาก็เป็นได้ รอให้ปรียาเป็นคนพูดเรื่องนี้เองน่าจะดีกว่า“แล้วนี่ลินทำงานอยู่ที่ไหน” แม้อยากจะถามว่าเพราะอะไร ดรินทร์ถึงยอมแต่งงานกับเขา แต่สุดท้ายปุณณ์กลับเลือกที่จะไม่ถาม เพราะก่อนหน้านี้เขาได้บอกตัวเองไว้แล้วว่าแต่งงานกับใครก็คงไม่สำคัญ ไม่อย่างนั้นเขาจะยอมแต่งงานแบบคลุมถุงชนกับดาวจรัส ทั้งๆ ที่ไม่ได้รักเธออย่างนั้นหรือ“ปากช่องค่ะ พอดีเมื่อปีก่อนคุณพ่อลินเสีย ลินเลยกลับไปดูแลธุรกิจของครอบครัวแทนท่าน”“พี่เสียใจด้วยนะครับ” เพราะขาดการติดต่อกันไปหลายปี ทำให้ปุณณ์แทบไม่รู้ข่าวคราวของดรินทร์ จะได้ยินจากเพียงดาวบ้าง แต่ทว่าเพราะอะไรกันตอนนั้นเขาถึงไม่ได้เก็บเรื่องราวของดรินทร์มาใส่ใจเท่าไหร่ แม้บ่อยครั้งที่เขาเองก็คิดถึงเธอ คิดถึงรอยยิ้มสดใสนั่น “ขอบคุณค่ะ” “ดึกแล้วลินไปอาบน้ำเถอะ” พอปุณณ์บอกให้ดรินทร์ไปอาบน้ำ สีหน้าคนฟังก็ตื่นตระหนกเสียจนคนพูดอย่างปุณณ์อดที่จะขำไม่ได้ “ทำไมทำหน้าตกใจแบบนั้น”“กะ...ก็พี่ปุณณ์ให้ลินไปอาบน้ำ”“ใช่ครับพี่ให้ลินไปอาบน้ำ จะได้เข้า
“อืม...แต่ก่อนไปขอเคลียร์งานสักครู่สิ”“ไม่มีปัญหา” เจนนิสไหวไหล่รับ ก่อนจะเดินตามบรูคลินเข้าไปยังห้องทำงาน ซึ่งเธอเคยมาที่นี่บ่อยๆ เมื่อมาถึงเจนนิสก็หย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้รับรองแขก ในขณะที่เจ้าของห้องอย่างบรูคลินตรงไปยังโต๊ะทำงานปล่อยให้เลขาส่วนตัวยืนรอพูดอยู่หน้าห้องทำงานเก้อ เพราะไม่มีจังหวะได้บอกนั่นเอง“แล้วนี่นายกับคุณเพียงดาวเป็นยังไงบ้าง ปรับความเข้าใจกันหรือยัง”“ยัง...ที่สำคัญตอนนี้เธอหายไปจากชีวิตเราแล้ว”“จริง”“จริง...ไม่ติดต่อไม่อะไรกันมาจะหนึ่งอาทิตย์แล้วมั้ง”“แล้วทำไมถึงทิ้งช่วงขนาดนั้น ไหนบอกว่าชอบเธอมาก เราก็พิสูจน์ให้นายเห็นแล้วนี่ว่าคุณเพียงดาวเธอไม่ได้ชอบผู้หญิงด้วยกันล้านเปอร์เซ็นต์” เจนนิสถอนหายใจออกมาเบาๆ นั่นเพราะไม่คิดว่าบรูคลินจะถอดใจง่ายๆ ถึงเพียงนี้ โดยหารู้ไม่ว่าขณะที่ทั้งคู่กำลังคุยกันอยู่ เพียงดาวกำลังยืนฟังอย่างเงียบๆ ด้วยหัวใจที่คล้ายจะถู
“ลินเคยบอกครับ” จู่ๆ ปุณณ์ก็เอ่ยถึงดรินทร์ขึ้นมาแบบดื้อๆ นั่นทำเอาเธอหน้าเหวอเล็กๆ“ป้าแก่แล้วก็จะเข้าหาแต่สิ่งที่ทำแล้วสบายใจ นี่ถ้าลินแต่งงานมีครอบครัว มีคนดีๆ มาคอยดูแล ป้าก็คงหมดห่วง ตอนนั้นก็ตั้งใจจะโกนผมบวชชีไม่สึก”“แม่...พูดแบบนี้อีกแล้ว” ดรินทร์เอ่ยขึ้นบ้าง นั่นเพราะไม่คิดว่าผู้เป็นแม่จะพูดอะไรแบบนี้ต่อหน้าปุณณ์“แต่ลูกสาวป้าคงขึ้นคานแน่ๆ แล้วละ เพราะอายุก็ป่านนี้แล้วยังไม่คบหาใครเสียที”“แม่ก็” คำแซวของแม่ทำเอาคนฟังหน้างอเล็กๆ ส่วนคนฟังอีกคนอย่างปุณณ์กลับยิ้มชอบใจอยู่เงียบๆ น่าแปลกที่เทียนแขกับปุณณ์นั้นเข้ากันได้ดีอย่างเหลือเชื่อ อาจเพราะเทียนแขกับปรียาแม่ของปุณณ์อายุไล่ๆ กัน ปุณณ์จึงพอจะรู้ว่าควรจะหยิบเรื่องไหนมาคุย ยิ่งรู้ว่าเทียนแขชอบเรื่องธรรมมะก็ยิ่งเข้าทางเพราะปุณณ์ก็บวชเรียนมาแล้วเช่นกันก่อนที่เทียนแขจะวกมาถามเรื่องที่ให้ดรินทร์ไปงานแต่งงานของดาวจรัส นั่นทำเอาเจ้าบ่าวถึงกับรีบหยิบน้ำขึ้นมาจิบแก้กระหาย
“ไว้เจอกันครับ” เอ่ยจบชายหนุ่มก็เดินตรงไปยังรถที่จอดอยู่ โดยมีดรินทร์เดินมาส่ง กระทั่งรถของปุณณ์เคลื่อนตัวออกไปแล้วเธอจึงหมุนตัวกลับการมาของปุณณ์ทำให้ดรินทร์หวั่นไหว ยิ่งเขาพูดหรือทำดีด้วยแม้จะเพียงเล็กน้อย กลับยิ่งทำให้เธอรู้สึกประหม่าและใจสั่นอยู่เสมอขณะขับรถกลับเข้ากรุงเทพฯ ปุณณ์เองก็พยายามใช้เวลากับตัวเอง เพื่อคิดและไตร่ตรองกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ว่าเขานั้นเห็นแก่ตัวเกินไปหรือเปล่าที่จะรักดรินทร์ เพราะเวลาของเขามันน้อยลงไปทุกที เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ก็ทำให้ปุณณ์เกิดความลังเลเพราะคิดไม่ตกต่างฝ่ายต่างปล่อยให้เวลาเป็นตัวพิสูจน์ กระทั่งผ่านมาเกือบหนึ่งอาทิตย์ที่ดรินทร์ไม่ได้ติดต่อหาปุณณ์ ทั้งคู่ไม่แม้แต่จะส่งไลน์หากันเลยด้วยซ้ำ แต่ความคิดถึงที่มีให้อีกฝ่ายนั้นกลับทวีคูณมากขึ้นตามวันและเวลาที่ห่างกัน จึงส่งผลให้ใครบางคนมาปรากฏตัวขึ้นที่หน้าห้องทำงานของดรินทร์ที่ปากช่องแบบไม่มีปี่ไม่ขลุ่ยมาก่อน“พี่ปุณณ์” ดรินทร์อุทานออกมาอย่างตกใจ ก่อนจะรีบเดินออกมาหาชายหนุ่ม เธอรู้สึกแปลกๆ ที่เห็นเขาตอนน
การถูกปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใยจากเพียงดาว ทำให้บรูคลินกลับมาคิดทบทวนว่าเขาจริงจังกับความรู้สึกครั้งนี้มากแค่ไหน เขาพร้อมจะปล่อยเพียงดาวไปหรือหยุดทุกอย่างไว้เพียงแค่นี้และคำตอบที่บรูคบินได้คือไปต่อ แต่เพราะงานที่กำลังทำอยู่ยุ่งแสนยุ่ง เนื่องจากกำลังมีโปรเจคที่ร่วมทุนกับลูกค้าต่างชาติ เขาจึงยังไม่มีเวลาปลีกตัวไปจัดการเรื่องนี้ แม้ทุกอย่างมันจะคอยกวนใจมากก็ตามส่วนเพียงดาวก็กล้าๆ กลัวๆ ที่จะง้องอนชายหนุ่ม จึงทิ้งระยะเวลาเพื่อทดสอบความรู้สึกของตัวเองเช่นกัน ว่าหากผ่านไปสักหนึ่งอาทิตย์หรือมากกว่านี้ เธอจะยังคงอยากตามง้อบรูคลินอยู่อีกไหม“ถ้าใช่ต่อให้นานแค่ไหนมันก็ใช่นั่นแหละ” เพียงดาวเอ่ยบอกตัวเอง เธอเหมือนเจ้าสาวที่กลัวฝนไม่มีผิด อยากมีความรักแต่อีกใจก็กลัว จึงเกิดความสับสนอย่างเห็นได้ชัดส่วนดรินทร์เองก็กำลังสับสน แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังใจแข็ง เพราะไม่ต้องการให้อีกฝ่ายผิดสังเกต โดยดรินทร์บอกกับทุกคนว่าเธอจะกลับบ้านที่ปากช่อง แม้จะอยากรั้งตัวเธอให้อยู่ที่นี่ด้วยกันทุกวัน แต่สุดท้ายปรียาก็ทำไม่ลง นั่นเพราะไม่อาจเห
“เป็นอะไร นั่งเหม่อเชียว”“มีเรื่องในใจให้คิดนิดหน่อย”“เรื่องอะไร เล่าได้นะ เราพร้อมรับฟัง”“คือ...” เพียงดาวอ้ำอึ้งนิดหน่อย เพราะไม่รู้จะเริ่มเล่าจากจุดไหนก่อนดี แต่สุดท้ายก็เริ่มพูดเริ่มระบายความรู้สึกของตัวเธอเองออกมา โดยหลักๆ คือเธอไม่เข้าใจว่าทำไมถึงทั้งชอบและไม่ชอบบรูคลิน เขาดูเจ้าชู้ไก่แจ้ แต่มองอีกทีก็มีเสน่ห์ ถ้าเธอชอบเขา เขาคงได้หลงตัวเองอีกแน่ๆ ว่ามีผู้หญิงมาชอบที่สำคัญคือเธอยังไม่อยากมีแฟน ยังอยากทำงานเก็บเงินสร้างเนื้อสร้างตัวให้ฐานะมั่นคงกว่านี้อีกสักหน่อย ค่อยคิดเรื่องอื่น “อะไรคือนิยามความมั่นคงของแก” ดรินทร์เอ่ยถามถึงนิยามความมั่นคงในชีวิตของเพียงดาว“ก็มีบ้าน มีรถ มีเงินสดในบัญชีเยอะหน่อย”“แกก็มีครบหมดแล้วนี่ แถมยังมีบริษัทเป็นของตัวเองด้วย มั่นคงกว่านี้ก็ตอหม้อทางรถไฟแล้วมั้ง”“แต่เราว่า...” ยังไม่ทันที่เพียงดาวจะได้เอ่ยอะไรออกมา ดรินทร์ก็แทรกขึ้นเพราะอยากพูดให้เพื่อนได้คิด“บางครั้งความรักก็ไม่จำเป็นต้องรอจนพร้อมเพอร์เฟคไปเสียทุกสิ่งอย่างก็ได้แก ขืนรอถึงขนาดนั้นมดลูกแกได้ฝ่อกันหมดพอดีสิ หรือไม่ผู้ชายที่หมายตาก็พากันหายจ้อยไปมีลูกมีเมียกันหมดแล้ว แกจะเอาแบบนั้นเ
เมื่ออาการป่วยเพราะอาหารเป็นพิษดีขึ้นมากแล้ว คู่ฮันนีมูนแบบมัดมือชกอย่างปุณณ์และดรินทร์ก็เดินทางกลับกรุงเทพฯ อย่างสวัสดิภาพ ทันทีที่มาถึงบ้าน ปรียาก็ตรงเข้าไปถามไถ่อาการของดรินทร์ด้วยความเป็นห่วง แวบหนึ่งเธอแอบสังเกตเห็นแววตาเอื้ออาทรที่ลูกชายส่งมาให้ดรินทร์ก็รู้สึกดีอย่างที่สุด แม้จะผิดหวังและเสียหน้าเพราะดาวจรัส แต่อย่างน้อยสวรรค์ก็ส่งดรินทร์มาให้“เป็นยังไงบ้างปุณณ์”“เป็นยังไงบ้างคืออะไรครับคุณแม่” ลูกชายคนเดียวของปรียาถามกลับมาอย่างไม่เข้าใจ “เอ้า! ก็ไปฮันนีมูนกับน้องมาทั้งที ไม่มีอะไรกลับมาฝากแม่บ้างเลยเหรอ”“อ๋อ...ถ้าของฝากอยู่ในรถครับ เดี๋ยวผมไปหยิบมาให้”“แม่ไม่ได้หมายถึงของ แม่หมายถึงหลาน” ในที่สุดปรียาก็ต้องเฉลยออกไป ว่าของฝากที่พูดถึงนั้นคืออะไรกันแน่ “คุณแม่ครับ ผมกับลินเราก็แค่แต่งงานกันแค่ในนามเท่านั้นเอง ผมจะไปฝืนใจทำเรื่องแบบนั้นกับลินได้ยังไง” พูดไปแล้วก็ทำให้ปุณณ์นึกขึ้นได้ว่าไม่ควรพูดประโยคอะไรแบบนี้ออกไป เพราะอาจขัดใจผู้เป็นแม่จนโรคหัวใจกำเริบ แต่เพราะปรียาลืมตัวว่ากำลังเล่นบทคนป่วยหนักอยู่ เธอจึงไม่ได้แสดงอาการอะไรออกมา “โถ่พ่อลูกชายคนดีของแม่ เอาเถอะๆ วันพระ
“ฮะ”“ฉันรู้สึกไม่โอเคสักเท่าไหร่กับการที่คุณทำแบบนี้” เวลานี้ต่อให้ต้องเสียลูกค้าเพียงดาวก็ยอม และเธอยังทิ้งระยะห่างออกไปด้วยการใช้สรรพนามแทนตัวเองว่าฉัน เพื่อบ่งบอกว่ากำลังไม่ปลื้มกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น “แบบไหนคะ” แม้จะรู้แต่เจนนิสก็แกล้งทำเป็นไม่รู้ ลึกๆ ก็สงสารเพียงดาวไม่น้อย เพราะเธอคงอึดอัดใจแย่“คุณก็น่าจะรู้ว่าแบบไหน”“คุณเพียงดาวรู้แล้วอย่างนั้นเหรอคะ ว่าเจนคิดยังไงกับคุณ”“ค่ะ...ฉันว่าฉันพอจะรู้”“ดีจัง...แล้วแบบนี้คุณเพียงดาวพอจะเปิดใจให้เจนได้ไหมคะ เราจะได้ทำความรู้จักกันได้มากขึ้น” แทนที่จะถอยเพราะเพียงดาวไม่เล่นด้วย เจนนิสกลับตื้อต่อก็เพื่อต้องการฆ่าเวลาให้บรูคลินมาถึงร้านนั่นเอง “ต้องขอโทษด้วยนะคะ พอดีฉันมีแฟนแล้ว”“เจนไม่เชื่อฮะ”“ไม่เชื่อก็ต้องเชี่อค่ะ เพราะคนรักของฉันเดินมานั่นแล้ว” เพียงดาวส่งยิ้มให้เจนนิส ก่อนจะโบกไม้โบกมือไปยังบรูคลิน ซึ่งชายหนุ่มเองก็ตั้งใจเดินเข้ามาในร้านอาหารตั้งแต่แรกแล้ว นั่นเพราะ เจนนิสรายงานตลอดว่าตอนนี้กำลังทำอะไรอยู่“ที่รักคะ ทางนี้ค่ะ” เอ่ยเรียกแบบหวานหยดเสร็จ เพียงดาวกลับไม่รอให้บรูคลินเดินตรงมาหา เพราะเธอลุกขึ้นแล้วเดินเข้าไปหาเข
“ใช่ค่ะ พอดีเจนรู้มาจากเพื่อนๆ ว่าบริษัทของคุณเพียงดาวจัดงานออแกไนซ์ได้เยี่ยมมาก เจนเลยเจาะจงมาที่นี่เพื่อขอใช้บริการโดยเฉพาะ”“ขอบคุณมากค่ะ ที่เล็งเห็นว่าออแกไนซ์เล็กๆ ของเพียงดาวมีคุณภาพพอที่จะรับใช้ได้” เพียงดาวยิ้มรับคำชมนั้นอย่างจริงใจเช่นกัน เพราะทุกคำชมมันคือผลตอบรับว่าเธอและลูกน้องทุกคนเต็มที่กับงานทุกอย่างเสมอ ไม่ว่าจะเป็นงานเล็กๆ หรืองานใหญ่ระดับชาติ “อีกอย่างที่เจนประทับใจคือเจ้าของบริษัทที่สวยด้วยฮะ”“อ๋อค่ะ...แล้วคุณเจนอยากให้ทางเราจัดงานวันไหนคะ” แม้จะถูกชมซึ่งหน้าแต่เพียงดาวก็ยังคงไม่เสียสมาธิ เพราะพร้อมจะคุยเรื่องงานได้ทันทีเช่นกัน “วันที่ยี่สิบนี้ค่ะ”“ยี่สิบนี่เหรอคะ” ถามย้ำเสร็จก็หันไปมองปฏิทิน เพราะนับดูแล้วจากวันนี้ไปจนถึงวันที่ยี่สิบก็เหลือเวลาอีกแค่หกวันก็เท่านั้นเอง “ทำไมฮะ เวลากระชั้นชิดไปอย่างนั้นเหรอ”“มากค่ะ เพียงดาวเกรงว่าทางเราจะเตรียมงานไม่ทัน” เพียงดาวเอ่ยบอกไปตามตรง นั่นเพราะไม่อยากตั้งความหวังให้ลูกค้าว่าต้องได้ “งั้นไม่เป็นไร เจนขยับวันออกไปให้คุณเพียงดาวได้ คุณเพียงดาวสะดวกวันไหนบอกเจนมาได้เลยค่ะ”“เอ่อ...รบกวนคุณเจนระบุวันมาดีกว่านะคะ”“อืม...ข
“ครับ” เสียงทุ้มเอ่ยรับ ก่อนจะกลับไปนั่งจิบกาแฟต่อ ซึ่งเป็นจังหวะที่แม่บ้านเข็นอาหารเช้ามาเสิร์ฟให้ดรินทร์พอดี กับข้าวคนป่วยก็จะดูจืดๆ เหมือนโรงพยาบาลทั่วๆ ไป นั่นจึงทำให้ดรินทร์ไม่ค่อยเจริญอาหารสักเท่าไหร่“กินแค่นี้จะหายได้ยังไง”“ไม่อร่อยนี่คะ”“ไหนพี่ชิมหน่อย” “อุ๊ย!” ดรินทร์อุทานออกมา เมื่อจู่ๆ ปุณณ์ก็คว้าช้อนไปจากมือเธอ แล้วตักอาหารบนถาดเข้าปากเพื่อชิมรสชาติ ก่อนจะนิ่วหน้าบ่งบอกถึงความไม่ถูกปากอีกคนแต่สิ่งที่ทำให้ดรินทร์หน้าแดงก่ำขึ้นมาคือการที่ปุณณ์ใช้ช้อนคันเดียวกับเธอ มันทำให้เธอรู้สึกแปลกๆ ที่เขาไม่รังเกียจมัน แถมยังรู้สึกเหมือนถูกเขา...จูบ“ไม่อร่อยจริงด้วย งั้นเดี๋ยวพี่ลงไปสั่งข้าวต้มปลาที่ร้านอาหารข้างล่างโรงพยาบาลให้” เอ่ยจบปุณณ์ก็ออกไปทันที ไม่เปิดโอกาสให้ ดรินทร์ได้แย้งแต่อย่างใด“คนอะไร เดาอารมณ์ยากจริง” แม้จะบ่นออกไปแบบนั้น แต่ ดรินทร์กลับไม่ได้รู้สึกอึดอัดกับการได้อยู่ใกล้ชิดกับปุณณ์อย่างในตอนแรกๆ เธอยังคงจำความรู้สึกตอนที่เขาอุ้มเธอมาส่งโรงพยาบาลได้ว่าเธอนั้นอบอุ่นมากแค่ไหน ใบหน้าที่ปุณณ์แสดงออกว่ากำลังเป็นห่วงเธอยังติดอยู่ในความรู้สึกของดรินทร์เขาดูอ่อนโยนกว่า