แต่...จริงหรือ เสี้ยวหนึ่งของหัวใจเอ่ยถามขึ้น ทำให้อติกานต์ต้องย้อนคิดถึงคำพูดที่ยังคงดังก้องอยู่ในหัว‘ไม่ต้องกลัวฉันจะปล่อยให้เธออยู่กับคนเย็นชาไม่มีหัวใจนานหรอกนะเอแคลร์ แค่จำต้องปล่อยมือไปชั่วคราวเท่านั้นเอง แต่อีกไม่นานฉันจะไปรับเธอมาเป็นดาราที่ถูกสอยจนร่วงหล่นจากฟ้า มาแต้มบนปลายยอดใจไอ้จอมโจรขี้เหงาคนนี้...ฟูกที่นอนจะอบอุ่นจนร้อนด้วยเพลิงพิศวาสที่เราสองคนจะมอบให้แก่กัน’แม้จะพยายามไม่สนใจ ทว่าน้ำเสียงนุ่มทุ้มแทรกซึมไปถึงหัวใจที่กำลังเหนื่อยล้าและอ่อนแอ ทำให้คนที่หวาดวิตกกังวลอยู่ เหมือนได้กำลังใจให้ต่อสู้กับเรื่องราวเลวร้ายอย่างไม่หวั่นไหวและอุ่นวาบไปทั้งทรวง อติกานต์รีบสลัดความคิดหันมามองคนแปลกหน้า ที่ตอนนี้ได้กลายมาเป็นเพื่อนร่วมชะตากรรม “ถามทำไม มีอะไรหรือเปล่า” คิ้วโก่งได้รูปเลิกขึ้นเล็กน้อย ขณะเอนกายมองขอขวัญสายตาเต็มๆ ตา“เอ่อ...” ขอขวัญยิ้มอย่างเขินอาย ด้วยเรื่องของตัวเองแต่กลับทำให้คนอื่นเขาเดือดร้อน แต่ก็แหม...อย่างน้อยอติกานต์ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เธอมาติดแหง็กอยู่ในกระโจมกลางทะเลทรายนี่แล้วกัน“มีอะไรล่ะ...แปลกที่” ขอขวัญก็ไม่ใช่คนขวัญอ่อนอะไรหรอกนะ แต่ค่ำคืนนี้อากา
“เรื่องทุกอย่างในโลก ไม่ได้เป็นอย่างที่เราต้องการเสมอไปหรอกขวัญ อย่าคาดหวังอะไรให้สูงจนเกินไปนัก หากไม่ได้ดั่งใจหวัง เรานั่นแหละจะเป็นอึดอัดคับแค้นใจ เขวจนหาทางไปไม่เจอ”“แต่แหม...ต่อให้เกิดเรื่องร้ายแค่ไหน เราก็ไม่ควรจะท้อไม่ใช่หรือไง ฉันเชื่อนะ ยังไงเราก็จะต้องหาทางออกเจอจนได้นั่นแหละ แค่...อาจจะนานไปหน่อยเท่านั้นเอง” ปลายเสียงขอขวัญออกจะแผ่วเบาด้วยความไม่มั่นใจ“ทางออกหรือ...” อติกานต์เอ่ยคล้ายเสียงครางดังมาจากลำคอ ถ้ามันง่ายอย่างที่พูด เธอคงไม่ปวดหัวจนแทบจะระเบิดอยู่อย่างนี้หรอกนะ“ไม่รู้สินะ เราอาจมองเรื่องทุกอย่างเป็นเรื่องหิน อย่างจับเอาเรื่องโน้นมาผูกกับเรื่องนี้ จับเอาเรื่องนั้นมาโยงเพิ่มปมเข้าไปอีกที แทนที่จะแก้ไขปัญหาได้ กลับเพิ่มให้ยุ่งยากเสียมากกว่า มันคงจะง่ายกว่าไหม ถ้าหากเราจะนำเอากรรไกรมาตัดปมที่มีทิ้งไปเสีย แล้วค่อยๆ จัดการสานต่ออย่างช้าๆ ใหม่อีกครั้ง”“หือ...อะไรนะ ตัดปมทิ้งไปหรือ...ถ้าทำอย่างนั้นแล้วมันไปกระทบถึงคนอื่นล่ะ” อติกานต์ถามเสียงแผ่วเบาด้วยความกังวล เพราะท่ามกลางความมืดมิดก็เริ่มจะมีลำแสงสีทองทอดยาวมา“ขอบใจนะขวัญ” แม้สิ่งที่แวบเข้ามาในหัวเธอจะไม่ใช่สิ่งท
‘ช่วยฉันด้วยนะขอขวัญ ช่วยพา...ออกไปจากที่นี่ที’ ความกลัวไม่เพียงแค่จะส่งผลต่อจิตใจ แต่ยังส่งผลไปถึงพฤติกรรมที่ทำให้ขอขวัญก้มหน้าก้มตา พลางสองมือป่ายปัดผลักไสแสงสว่างที่วูบไหวไปมา ชวนให้ปวดศีรษะอย่างลนลาน ในลำคอแห้งผากจนเสียงร้องขอความช่วยเหลือจากใครก็ได้ที่อยู่ใกล้ๆ แทบไม่หลุดออกมาจากปาก“ได้โปรด...ช่วยเขา”“ไม่...ไปนะ ไปให้ไกลๆ นะยายผีบ้า อยากจะช่วยใครก็หาทางเองสิ มาดึงคนไม่เกี่ยวข้องให้ติดร่างแหด้วยทำไม” พ่อแก้วแม่แก้วช่วยลูกด้วย...“เธอต้องทำตามที่ฉันขอ! ช่วยเตือนเขา” จากเสียงหวานใสกลับกลายเป็นเข้มและเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด แสงสีขาวที่รายล้อมรอบกายเปลี่ยนเป็นสีส้มเรืองรอง บ่งบอกให้รู้ถึงเพลิงโทสะที่ทวีสูงขึ้น“ไม่โว้ย!” ขอขวัญบอกปัดอย่างไม่คิดทบทวน หากทำอย่างที่อีกฝ่ายต้องการ เธออาจจะได้ชีวิตปกติสุขกลับคืนมา “เธอนั่นแหละ ต้องช่วยฉัน ต้องบอกให้เขาระวังตัว บอกให้เขาหยุดเพียงแค่นี้”ยิ่งใกล้ถึงวันนั้น...ก็ยิ่งน่ากลัว เขาจะต้องออกไล่ล่าตาหาผู้ชายคนนั้นอีก ดูตอนนี้สิ...ยังกล้าทำอะไรเสี่ยงๆ โดยไม่สนใจว่าตัวเองนั่นแหละที่จะตกเป็นเหยื่อ ถูกศัตรูที่ดาหน้ากันเข้ามาทำร้ายเอา“ก็บอกแล้วไงว่
ดวงตาเข้มเปล่งประกายเจิดจ้าคล้ายเปลวเพลิงไฟลุกเรืองรองกวาดหาทิศทางที่มาของเสียงเยาะเย้ยและท้าทาย คงคิดว่าเขาจะกลัวไอ้พวกหมาหมู่ที่ดีแต่ใช้คนจำนวนมากรุมคนเพียงคนเดียว ขอให้ดาหน้ากันเข้ามาเถอะ จะจัดการให้สลบเหมือดคาเท้าเลยเชียวเมื่อพอจะจับทิศทางคนพูดได้ อันเดซาอีก็เร่งรุดสาวเท้าไปยังจุดหมาย แต่เหมือนกับโดนกลั่นแกล้ง กระแสลมที่สงบนิ่งโหมพัดแรงจนฝุ่นปลิวกระจาย จนต้องรีบยกมือบังไม่ให้ละอองทรายเข้าตา ไหนจะเมฆหมอกสีดำทะมึนที่ลอยมาบดบังดวงจันทร์จนมืดไปชั่วขณะหนึ่ง เหมือนจะเปิดโอกาสให้พวกที่แอบซุ่มซ่อนตัวอยู่เคลื่อนกายไปหลบซ่อนที่อื่น“บ้าชะมัด!” อันเดซาอีสบถด้วยความเกรี้ยวกราด อย่างหนึ่งที่ทำให้เขารีบเดินทางในค่ำคืนนี้ เพราะจันทราส่องสว่างมากพอรับมือไอ้ตัวร้ายได้ อีกหนึ่งคือ...โอกาสดีที่ไม่ได้ลอยมาสู่อุ้งมือง่ายๆ ถึงจะเสี่ยงยังไงก็ยอมที่จะรับอย่างไม่หวั่นเกรงภัยอันตรายใดๆการควานหาคนในความทรงจำที่ทำให้เขาต้องอยู่กับความเจ็บปวด ยอกแสยงใจทุกคราที่หายใจเข้าออกไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย ไหนจะคำร่ำลือเรื่องความโหดเหี้ยม ร้ายกาจและเลือดเย็นของขุนโจรที่แผ่กระจายไปทั่ว ทำให้ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากพูดสิ่งใดที
“ไอย่า!” อันเดซาอีร้องเรียกคนที่ใจเฝ้าภาวนาให้มีปาฏิหาริย์อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน...ว่าเธอคนนั้นยังอยู่เคียงข้างกายไม่รู้เพราะบรรยากาศเป็นใจร่วม หรือหัวใจเขาห่วงหาถึงแต่เธอ เลยทำให้หูฝาดไป คิดว่ามีเสียงกระซิบดังลอยมากับสายลมเหมือนกับจะเตือนให้ต้องระวังตัวให้ดี เรื่องร้ายอาจจะมีมาอย่างไม่คาดฝัน“ไม่ต้องห่วงไอย่า ฉันไม่ยอมเป็นอะไร จนกว่าจะได้แก้แค้นไอ้คนที่พรากเธอไปจากฉันแน่!” ฟันกรามขบกัดจนแก้มตอบนูนขึ้นสัน ดวงตาเป็นประกายแข็งกร้าว เพราะเสียงแผ่วเบาคล้ายคนกำลังรำพึงรำพัน สลับหนักหน่วงคล้ายท้องฟ้าคำรามดังมาอย่างต่อเนื่อง เสมือนเกลียวเชือกผูกรัดรอบกายแกร่งและดึงเอาความรู้สึกที่ซุกซ่อนอยู่ในส่วนลึกของจิตใจอันเดซาอีออกมาฟ้าคงกลั่นแกล้งให้เขาต้องปวดใจ ตอกย้ำความรู้สึกผิดที่ฝังอยู่ในส่วนลึกทุกครั้งที่มีสติ...ว่าเขาปกป้องคนที่รักเอาไว้ไม่ได้ แล้วยังจะส่งคนที่หน้าเหมือนกับคนรักเก่าเข้ามาในชีวิต บังคับให้ต้องทำหน้าที่ผู้พิทักษ์ให้เธอปลอดภัยอันเดซาอีสบถเสียงขุ่น แม้อยากอยู่เผชิญหน้ากับศัตรูที่ต้องกำลังเดินมาตามคำท้าทาย แต่ก็จำต้องปล่อยหน้าที่ให้กับผู้คุ้มกันนับสิบชีวิตที่เลือกสรรให้มาช่วยคุ้มครอ
“ตื่นมาก็ดีแล้ว ดูเพื่อนเธอหน่อยละกัน ฉันจะออกไปดูข้างนอก”“มีอะไรหรือเปล่าคุณ” อติกานต์ถามด้วยน้ำเสียงหวาดหวั่น การเดินทางย่อมที่จะมีอันตรายรอบด้าน ยิ่งต่างถิ่นแปลกที่อย่างนี้ก็ยิ่งต้องระมัดระวังตัวเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า ไหนจะศัตรูของอันเดซาอีอีกเล่า มีหรือที่จะปล่อยโอกาสดีๆ นี้ให้หลุดลอยไปน่ะ มีแต่จะรีบหาทางเล่นงานละไม่ว่า“นี่คุณ...พูดอะไรบ้างสิ” อติกานต์แผดเสียงด้วยความหงุดหงิด เมื่อไม่ได้รับคำตอบใดๆ แถมคนที่ถูกถามยังจะเดินหนีไปเสียด้วย“เรื่องข้างนอก ฉันจัดการเอง ส่วนเธอ...” อันเดซาอีหลุบสายตาลงมองคนที่ตอนนี้ยังนอนกระสับกระส่ายด้วยความเป็นห่วง“จัดการเรียกขอขวัญและเตรียมพร้อมเดินทางให้อย่างเร็วที่สุดจะดีกว่า”“เดี๋ยวสิคุณ” อติกานต์ร้องเรียกและถลาจะไปดึงแขนคนที่เดินลิ่วๆ ไม่เหลียวหลังให้หันกลับมาคุยกันให้รู้เรื่องก่อน แต่กลับต้องหยุดเพราะเสียงร้องจากคนที่นอนกระสับกระส่ายให้ต้องรีบกลับไปดูแล“เฮ้ย! นั่นมัน...” แม้จะมืดและอยู่ไกล แถมอีกฝ่ายก็ยังมีผ้าปกปิดใบหน้าเสียจนมิดชิด แต่สำหรับฮามีดแล้ว ต่อให้คนตรงหน้าถูกเหยี่ยวจิกกินเนื้อจนหมดสิ้นเหลือเพียงแค่เถ้ากระดูก เขาก็ยังจำไอ้ตัวร้าย...วา
“ไม่จริงหรอกนะ” เอ่ยแทรกเสียงหวานละมุน อย่างต้องการเป็นเช่นน้ำเย็นราดรดลงบนเพลิงไฟให้มลายหายสิ้นในเร็วพลัน มือนุ่มนิ่มลูบไล้ใบหน้ากลมป้อม ดวงตากลมใสมีน้ำตาเอ่อล้นฉายแววอึดอัดคับแค้นใจ “ต้นเหตุที่ทำให้...”เสียงหวานใสกลับเลือนหายไป เพราะเสียงแข็งกระด้างและดุกร้าวที่สอดแทรกขึ้นมา ตอนแรกๆ ก็คิดว่าเป็นเหตุบังเอิญ แต่ก็ต้องคิดใหม่ ด้วยเมื่อใดที่พี่สาวคนสวยจะบอกอะไรกับเขา ก็มักจะมีคนหรือเหตุการณ์ต่างๆ มาขัดจังหวะเสียทุกครั้งไป จวบจนตอนจากไปก็ยังทิ้งปมไว้ให้ต้องค้นหา พร้อมกับความลับที่ยังไม่ถูกเปิดเผยให้รู้แว่วเสียงถามของฮามีดถามซ้ำอีกครั้งดังเข้ามาในหู “เอายังไงดีล่ะลูกพี่” ทำให้นึกขึ้นมาได้ว่าอยู่ที่ใดและสิ่งสำคัญที่ต้องทำ คือแก้ไขเหตุการณ์เบื้องหน้าให้ลุล่วงไปด้วยดี ไม่ได้เป็นห่วงอันเดซาอีหรอกนะ เชื่อว่าต่อให้เจอเข้ากับคนมีฝีมือ แถมยังจะมีความชำนาญในพื้นที่ ก็สามารถหลบหลีกโจมตีอย่างรวดเร็วและโหดเหี้ยม มันทำให้เขาวิตกกังวลห่วงไปถึงอีกคนที่อาจจะเป็นอันตรายเพียงแค่คิด...ยามแขนกลมกลึงถูกจับแล้วกระชาก ผิวกายนวลเนียนนุ่มถูกจับต้องอย่างรุนแรงจนเป็นรอยแดง เพียงแค่คิด...เธออาจถูกทำร้ายจากพวกใจโฉ
“คงกลัว ถ้าความจริงเปิดเผย คุณเอแคลร์จะโกรธเอาน่ะสิ” ขอขวัญเอ่ยทะลุขึ้นมากลางปล้อง ด้วยไม่ชอบใจบรรยากาศที่คุกรุ่นราวกับจะกำลังมีพายุฝนฟ้าคะนอง“คนมันกลัว บังคับไปก็แค่นั้น ยังไงเขาก็ไม่กล้าพูดหรอก” อันเดซาอีเสริมท้ายด้วยความอยากเห็นใบหน้าแท้จริงของฝ่ายตรงข้าม ที่จะว่าไปก็คุ้นตา...ใจเขามิใช่น้อยถึงยังไงเขาก็ต้องเปิดเผยตัวเองให้อติกานต์ได้รู้ จะตอนนี้หรือตอนไหนก็ไม่แตกต่างกัน “ได้สิ...คนอย่างโมฮาหมัดไม่เคยกลัวอะไรอยู่แล้ว”แค่ได้ยินชื่ออติกานต์ก็สะดุ้ง ยิ่งเมื่อได้เห็นใบหน้าคมเข้มนั้นชัดเจน คิดว่าใบหน้าคงจะเผือดขาวซีด ไม่แพ้มือและเท้าที่เย็นยะเยือก“คุณ...โมฮาหมัด” เสียงครางหลุดออกจากลำคอระหง พร้อมกับความอายและเพลิงโทสะที่แล่นลิ่วขึ้นมาราวกับปรอทถูกไฟ “ผู้ชายเฮงซวย!” อติกานต์กัดฟันพูดเสียงลอดไรฟัน ดวงตากลมโตทอแสงวาวเจิดจ้าดั่งแสงตะวันส่องทรายยามเที่ยงวัน“สนุกมากใช่ไหมที่หลอกผู้หญิงคนหนึ่งให้หัวปั่น” หมื่นแสนคำพูดที่อัดอั้นตันใจ อติกานต์อยากจะจัดหนักใส่หน้าพ่อคนใจร้ายที่ยังคงยิ้มอย่างไม่รับรู้ความรู้สึกของเธอที่สุด “โกรธอะไรหนักหนาล่ะเอแคลร์ ฉันไม่ได้คิดจะหลอกลวงอะไรเธอเลยนะ แค่เข้ามา
“ว้าย! ทำอะไรนะคะคุณซีกัลป์” แขนกลมกลึงรีบยกขึ้นโอบรัดรอบแผงคอแกร่ง เมื่ออยู่ดีๆ อันเดซาอีก็ช้อนร่างเธอมานอนราบบนเตียงนอนผ้าขนสัตว์เนื้อนุ่ม “ปล่อยฉันก่อน...นะคะ” ขอขวัญยกสองมือยันแผงอกกว้าง กลืนน้ำลายคงคออย่างฝืดเคืองเมื่อเจอกับสายตาร้อนแรงแฝงไว้ด้วยความปรารถนาที่ปกปิดเอาไว้ไม่มิด “ไอย่าค่อนข้างจะขี้อาย แค่ถูกฉันจับมือนิดหน่อยก็อายจนหน้าแดงปลั่งแล้ว ผิดกับเธอที่...” ปลายนิ้วยาวตวัดลากไล้ไปบนผิวเนื้อนวลเนียนนุ่ม“เหมือนจะอ่อนหวาน อ่อนโยน แต่เอาเข้าจริงก็ร้อนแรงประหนึ่งน้ำมันราดลงไปบนกองไฟ”อยากจะบอกว่า...ไม่จำเป็นต้องทำอย่างนี้ก็ได้ นี่มันยังกลางวันอยู่เลย อีกอย่างให้เวลานับจากนี้พิสูจน์คำพูดของเขา ทว่าเพียงใบหน้าคร้ามแกร่งโน้มลงมา สัมผัสแผ่วเบาที่แนบหน้าผากกว้าง ไต่ลงมาเรื่อย ๆ จนถึงกลีบปากอิ่มนุ่ม ค่อย ๆ บดคลึงลงไปอย่างนุ่มนวลและอ่อนโยน“ฉันอยากให้ทั้งตัวเองและเธอมั่นใจ คนที่อยู่ด้วยคือแม่ของขวัญที่เดินทางมากับนกเหล็ก มาเพื่อให้ฉันแกะกล่องด้วยความเสน่หา ที่ฉันจะบอกทุก ๆ วัน ย้ำให้เธอแน่ใจในทุก ๆ สัมผัส”ปากหนาเม้มกัดสลับบดคลึง พลางสอดแทรกเรียวลิ้นอุ่นชื้นเข้าไปกระหวัดกวาดไล้ดื่มด่ำ
ทั้งที่อยากจะถามตรงๆ ทว่าเห็นดวงตาที่ฉายแววตัดพ้อก็ทำให้เกิดพูดไม่ออกขึ้นมาฉับพลัน อีกทั้งถึงจะใช่คนเดียวกัน แต่ตอนนี้ต่างภพต่างความทรงจำ ต่างคนต่างก็มีวิถีชีวิตที่แตกต่างกันไปแล้ว ย่อมที่จะไม่ใช่คนเดียวกัน!ขอขวัญพยักหน้ารับ “ค่ะ ฉันพอจะจำเรื่องราวที่คุณเจอกับคุณไอซาย่าในตลาดได้ สาวน้อยที่อยู่ดีๆ ก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นโจร ช่วงเวลาที่คุณสองคนอยู่ด้วยกัน รอบกายอบอวนไปด้วยความรักและความสุข แม้กระทั่งวันที่คุณบอกรัก”เจ็บแปลบในทุกคำที่เอื้อนเอ่ยออกมา เหมือนกับหัวใจถูกกรีดเป็นชิ้นๆ “และ...ขอแต่งงาน” เสียงของเขายังดังสะท้อนก้องอยู่ในหูเธอ เสมือนจะตอกย้ำความรักของอันเดซาอีและไอซาย่าให้เธอถึงระลึกเอาไว้ อย่าริอ่านทำตัวเป็นมารสอดแทรกกึ่งกลาง“แต่ที่ฉันไม่รู้คือเรื่องราวของอดีต การข้ามภพข้ามชาติมาจุติใหม่ ฉันจะใช่คุณไอซาย่ากลับมาเกิด เพื่อจะชดเชยวันเวลาที่คนซึ่งรักกันถูกพรากให้ห่างกัน ได้รักและให้คุณรักหรือเปล่า” แต่สิ่งหนึ่งที่รู้ ณ ห้วงเวลานี้ ทั้งตัวเธอเองและไอซายาต่างก็ปรารถนาในสิ่งเดียวกัน! ทำให้อันเดซาอีมีความสุขที่สุด ได้พบเจอแต่สิ่งดีๆ ตราบนานเท่านาน แม้เธอจะต้องเจ็บปวดก็ยอมจะให้เขาคิดอ
“ว่าแต่...มันเรื่องอะไรกันล่ะ” ปลายนิ้วยาวลากไล้บนพวงแก้มนุ่มซับสีเลือดฝาดอย่างอ่อนโยน “เธอจะยอมบอกความจริงกับฉันได้หรือยัง มีเหตุผลกลใดที่ชักนำให้เธอตัดสินใจเดินทางมาที่นี่...ขอขวัญ”ชายหนุ่มจับคางมนให้แหงนขึ้น ปลายนิ้วยาวลูบไล้บนกลีบปากนุ่มแผ่วเบา “มาเป็นของขวัญให้กับผู้ชายที่จมอยู่กับห้วงแห่งความทุกข์ใจ โหยหาใครสักคนมาเติมความรู้สึกที่ขาดหาย พร้อมอยู่เคียงข้างกันตลอดไป”แม้จะผ่านเรื่องราวมามากมาย แต่พอจะให้เอ่ยปากบอกถึงเหตุผลที่ทำให้ตัวเองต้องมาที่นี่ ที่บางครั้งเธอรู้สึกเหมือนกับว่าเรื่องลี้ลับที่เกิดขึ้นเป็นเพียงแค่เรื่องเหลวไหล ฝันก็คือฝันมิอาจนำมาพิสูจน์ความจริงและอ้างเป็นหลักฐาน ทำให้คนอื่นเชื่อไม่ได้ด้วย“ทำไมล่ะ หรือเธอยังไม่ไว้ใจฉัน”ขอขวัญผ่อนลมหายใจออกจากปอด คิดว่าอันเดซาอีคงจะสัมผัสได้ถึงความหวาดกลัวที่ยังคงมียามถูกเขาแตะเนื้อต้องตัว หรือไม่ก็ออกมาทางความฝันที่ทำให้เธอสะดุ้งตื่นมาพร้อมหยาดน้ำตาที่เอ่อไหลอาบแก้ม“ไม่ใช่ค่ะ เพียงแค่ฉัน...ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟังคุณยังไงดี” ขอขวัญเอ่ยด้วยความงุนงงกับสิ่งที่พานพบมา ถึงตอนนี้เธอสับสนด้วยแยกไม่ค่อยออก สิ่
ขอขวัญทำเสียงขลุกขลักในลำคอ ก่อนจะตวัดค้อนใส่พ่อจอมวางแผนวงโต ถ้าไม่ติดว่าอยากให้เพื่อนมีความความสุขด้วยละก็นะ...เธอจะภาวนาให้อติกานต์ใจแข็ง ไม่ยอมยกโทษให้ง่ายๆ“อ้าว...ไหนว่าสงสาร อยากให้เอแคลร์มีความสุขไง ทำไมถึงได้หน้าตายุ่งเหยิงแบบนี้ล่ะ”“มันก็ใช่อยู่หรอก แต่เล่นมาหลอกลวงกันอย่างนี้ใช้ได้ที่ไหน คนเดียวกันแท้ๆ แต่กลับทำเป็นไม่รู้เรื่องตอนคุณเอแคลร์เอ่ยทัก แถมยังจะปฏิเสธหน้าตายอีก”“ฮัลด์ก็มีเหตุผลในส่วนของเขาที่ต้องทำอย่างนั้น ซึ่งเราสองคนที่คนนอกไม่ล่วงรู้ แต่เมื่อเรื่องทุกอย่างคลี่คลายไปในทางที่ดีแล้ว เราก็ควรที่จะอวยพรให้ชีวิตคู่ของเขาสองคนมีความสุขตลอดไป...ใช่ไหม”ขอขวัญพยักหน้ารับ เอนกายอรชรแนบชิดอกกว้าง “ใช่ค่ะ...ทุกคนมีความสุขกันแล้วสินะ” หญิงสาวเอ่ยเสียงเบาหวิวยามคิดถึงเหล่าผู้คนที่อยู่รอบกายกับหนทางที่เขาเหล่านั้นได้เลือกแล้ว ฮารินะเพื่อแก้แค้นให้กับพ่อแม่ แม้รู้ว่าอันตรายก็ไม่หวาดหวั่น เข้าต่อกรกับโจรร้ายจนตัวเองแพ้พ่าย แต่ก็มีความสุข เมื่อได้กลับไปซบอกอุ่นท่องเที่ยวไปทั่วพื้นทรายที่รัก แม่โซไรยากับโอซามุที่ก็ผ่านเรื่องร้ายๆ มามากมาย กลายเป็นเพื่อนสนิทที่เข้าใจกันอติกา
“บ้า! ใครรักคุณกันล่ะยะ เปล่าสักหน่อย”“อืม...นั่นสิ ฉันยังไม่ได้ยินคำบอกรักเลยนี่นา อย่างนี้คงต้องขอเบิ้นอีกสักรอบ เอ๊ะ...หลายรอบๆ ดีกว่า จะได้มั่นใจไอ้ที่ได้ยินเมียจ๋าบอกเมื่อกี้มันแว่วๆ สงสัยจะหูฝาดไปจริงๆ นั่นแหละ”“ไม่! ฉันบอกแล้ว...บอกแล้ว” อติกานต์รีบพูดจนลิ้นพัวพันกัน มือหนึ่งยกขึ้นดันใบหน้าคร้ามแกร่งที่ก้มลงมาหา อีกมือก็รีบตะครุบมือหนาที่โอบอุ้มทรวงอกกลมกลึง ค่อยๆ นวดคลึงทำให้เธอวาบหวามเสียวซ่าน ลมหายใจเริ่มจะขาดเป็นห้วงๆ“ถ้าไม่รัก ฉันคงไม่ยอมปล่อยให้เรื่องเมื่อกี้เกิดขึ้นหรอก” ดวงตากลมโตหลุบมองลอนกล้ามเนื้อบึกบึน พลางกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคืองเพราะกายแกร่งที่แนบชิด“ฉันเป็นเพียงแค่ผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่มาจากต่างบ้านต่างเมือง หัวเดียวกระเทียมลีบ คุณกรุณาปรานีผู้หญิงคนนี้ที่เผลอรักคุณไป ทั้งก่อนหน้านั้นคุณเป็นจอมโจรร้ายอยู่เลย อุ๊ย!” อติกานต์หลุดเสียงอุทานออกมา เมื่อกายสาวอันตรธานลอยไปพำนักบนลำตัวแข็งแกร่ง ใบหน้านวลผ่องร้อนผ่าวและคิดว่าคงจะแดงปลั่งจรดลำคอระหง ยามนิ้วยาวลูบไล้นวดคลึงแผ่นหลังบอบบางอย่างช้าๆ“คุณ...ฮัลด์ หยุดก่อนสิคะ” อติกานต์เว้าวอนขอเสียงแหบพร่า เมื่อปทุมถันกลมก
“อือ...” อติกานต์ร้องประท้วงเล็กน้อย เมื่อฝ่ามือหนาครอบครองทรวงอกอิ่มและนวดเฟ้นอย่างหนักหน่วงจะว่าไปเขาเคยเพียงแค่สัมผัสไม่เคยยลบัวตูมเต่งตึงของอติกานต์ชัดๆ สักครั้ง ชายหนุ่มจึงไม่รอช้า รีบถอนจูบและลากริมฝีปากไต่ลงไปตามแนวคาง ขบเม้มลำคอขาวผ่องแผ่วเบา ก่อนจะเคลื่อนไปหาทรวงอกกลมกลึงที่ไหวกระเพื่อม ที่เพียงแค่ได้เห็น...มิคาอิลก็หลุดเสียงคำรามออกมาพร้อมกับความกระหายราวกับเลือดในกายเดือดพล่านสองมือหนาสอดช้อนปทุมถันกลมกลึงขึ้นมา ปลายนิ้วยาวลากไล้ไปบนผิวเนื้อนุ่มๆ ใบหน้าคร้ามแกร่งเปื้อนยิ้ม ดวงตาเข้มเปล่งประกายด้วยปรารถนาขณะเหลือบขึ้นมองสบกับดวงตากลมโต“ฉันคิดไว้ไม่ผิด ไม่แค่นุ่มแต่ยัง...”เนื้อตัวอติกานต์สั่นสะท้าน วาบหวามเสียวซ่านจนเผลอหลุดเสียงร้องครางออกมา เมื่อมือหนานวดเคล้นสลับปลายนิ้วยาวลากไล้บนปลายยอดถันหดเกร็ง ปากอุ่นยังจะเลาะเล็มไปทั่วก้อนเนื้อนุ่มหยุ่นอย่างเย็นใจ เพียงปลายลิ้นร้อนตวัดไล้วนไปทั่วป้านบัวสีหวานและขบเม้มดึงเข้าสู่อุ้งปาก เธอก็เปล่งเสียงหวานพร่าด้วยวาบหวามจนท้องไส้ปั่นป่วน สองขาเรียวยาวสั่นระริก ปลายเล็บมนจิกลงบนแผ่นหลังกว้าง พลางเคลื่อนไหวไต่ขึ้นไปพัวพันกับเส้นผมหนา
“จะโกรธกันลงจริงๆ หรือเอแคลร์ ฉันรักเธอจริงๆ นะ ที่ทำทุกอย่างลงไปก็เพราะรัก เพราะอยากจะรู้ความจริงในใจของเธอนั่นแหละ คนอะไรไม่รู้ ทำเป็นเย็นชาเฉยเมยเสียจริงๆ จนฉันอดสงสัยไม่ได้ ว่าไอ้เสน่ห์ที่มีนี่ใช้กับเธอไม่ได้เลยหรือไง”“ตอนนี้ก็ได้รู้แล้วไง ฉันรักโมฮาหมัด ไม่เคยรักคุณ หรือถึงฉันจะเคย...รัก! แต่เล่นมาหลอกลวงกัน เห็นเป็นตัวตลกอย่างนี้ ฉันก็เลิกรักได้เหมือนกัน”มิคาอิลยิ้มกว้าง “สายไปเสียแล้วล่ะจ้ะเมียจ๋า ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าเมียทั้งรักและห่วงแค่ไหน เรื่องอะไรจะยอมปล่อยไปง่ายๆ ล่ะ น่า...นะ รับรักฉันนะจ๊ะ...ที่รักจ๋า”“ไม่!” เรื่องอะไรจะยอมรับรักและให้อภัยกันง่ายๆ ล่ะ กลั่นแกล้งทำให้เธออารมณ์เสียตั้งมากมาย หากำไรทำให้เธอหวั่นไหวไปตั้งเยอะ มันต้องเอาคืนหนักๆ หน่อยสิ“อีกอย่าง...ฉันแต่งงานกับโมฮาหมัดนะ ไม่ได้แต่งกับมิคาอิล ฮัลด์ อามูร์ สักหน่อย ยังถือว่าไม่ได้เป็นภรรยาของคุณนะคะคุณมิคาอิล ฮัลด์ อามูร์” อติกานต์พูดกลั้วหัวเราะลงคอบ้าง ดวงตากลมโตกลอกไปมา ใบหน้านวลผ่องแย้มยิ้มรื่นเริง“ถอยออกไปได้แล้ว ไม่ใช่เด็กๆ นะ ทับลงมาได้ หนักจะตาย อ้อ...ถ้ารักกันจริง ก็ต้องรอกันได้ ใช่ไหมล่ะ” สองมือเล
คิดตามคำพูดที่ฟังดูแปลกๆ ของมิคาอิลแล้วอติกานต์อดขมวดคิ้วเข้าหากันไม่ได้ “คุณอยากจะพูดอะไรกันแน่คุณมิคาอิล ช่วยพูดตรงๆ ดีกว่า เพราะฉันตามไม่ทัน”“หลายปีมาแล้วที่บ้านหลังนี้เกิดโศกนาศกรรมขึ้น ผู้คนมากมายที่มาร่วมงาน ถ้าไม่ล้มตายก็ถูกทำร้าย ไม่เว้นแม้กระทั่งน้าซีกัลป์ที่เจ็บหนักมากจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด คนรักก็ถูกโจรร้ายแย่งเอาตัวไป ระหว่างเดินทางกลับชุมโจรก็ได้เจอกับหนูน้อยมิคาอิล ฮัลด์ อามูร์ ซึ่งบาดเจ็บที่ศีรษะเดินโซซัดโซเซอยู่เลยช่วยเหลือเอาไว้ ก็รู้ๆ กันอยู่ว่าพวกโจรนั้นโหดเหี้ยมขนาดไหน เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกทำร้ายซ้ำอีก พี่ไอซาย่าเลยบอกว่าฉันเป็นญาติห่างๆ จำได้ลางๆ ว่าตอนถูกถามชื่อ เหมือนฉันจะหลุดปากเรียกชื่อพ่อออกไป ทุกคนเลยเรียกฉัน...โมฮาหมัด!”อติกานต์ถึงกับอ้าปากค้าง หมอกที่ปกคลุมใจอยู่ถูกไขจนกระจ่างแจ้งในบัดดล ความเชื่อของเธอไม่ผิดแม้แต่น้อย เพราะอย่างนี้เธอถึงได้สะดุด จากใบหน้าเปื้อนยิ้มที่ละม้ายเหมือนกันราวกับพิมพ์เดียวกัน มาถึงท่วงท่าการเดินเหิน น้ำเสียงยามพูดคุยและหัวเราะ ดวงตาเข้มเปล่งประกายพร่างพราวระยับที่ซุกซ่อนความเจ้าเล่ห์เอาไว้ไม่มิด“คุณ...อย่ามาพูดพล่อยๆ แบบนี้นะ เ
“โดยเฉพาะกับการหาเรื่องเอารัดเอาเปรียบผู้หญิงใช่ไหมล่ะ” อติกานต์ย่นจมูกใส่คนหน้าเป็นอย่างอ่อนอกอ่อนใจ ในเมื่อทำทุกทาง...หยิกข่วนและตีจนเจ็บมือแล้วแต่อีกฝ่ายกลับไม่สนใจสักนิด ยังจะจับมือนุ่มนิ่มมาจับและบีบกระชับสลับนวดคลึงหลังมือนุ่มนิ่มทำให้เธอใจสั่นไหวระรัว“ตอนนี้ฉันไม่หนีแล้วไง ปล่อยได้แล้ว กอดรัดมาได้ กระดูกกระเดี้ยวจะหักแล้ว รู้บ้างไหม”เห็นท่าทางกระเง้ากระงอดตวัดค้อนขวับๆ ของหญิงสาวแล้วเขาอดใจไม่ไหว ก้มหน้าลงไปจรดจมูกโด่งลงไปบนแก้มนุ่มแรงๆ ไปสองสามครั้ง กำลังขยับไถลไปหวังจะจูบปากอิ่มนุ่มช่างจำนรรจาอติกานต์เผอิญรู้เท่าทันเสียก่อน จึงเบี่ยงหน้าหนีและหยิบเอาหนังหนาขึ้นมาบิดเต็มแรง จนเขาต้องยอมแพ้ แต่ก็ทำเสียงฮ่ำๆ ฮึ่มๆ อย่างต้องการจะบอกเธอว่า...‘ฝากไว้ก่อนเถอะ ถึงเวลาเอาคืนเมื่อไหร่ จะคิดดอกทบต้นชนิดไม่ให้ขาดสักนิดเดียวเชียว’“ไม่ต้องมาทำตาวาวใส่ฉันเลยนะตาบ้า ถ้ามาเพื่อรังแกกันแบบนี้ก็ออกจากห้องฉันไปเลยนะ ฉันเหนื่อยใจกับคุณจริงๆ มือไม้นี่ให้มันอยู่นิ่งบ้างได้ไหมฮึ!”มิคาอิลยิ้มกว้าง “ถ้าไม่รังแกก็อยู่ได้ใช่ไหมล่ะ” เอ่ยถามน้ำเสียงนุ่มทุ้ม ดวงตาพร่างพราวระยับ อติกานต์กลอกตาไปมาด้วย