หัวใจดวงน้อย ๆ ของพระพายสั่นไหวราวกับอาฟเตอร์ช็อกวินาทีที่มือหนาเคลื่อนลงไปถลกกระโปรงทำงานทรงเอของเธอขึ้นมากองบนเอวคอด กำปั้นเล็กรัวทุบอกแกร่งพัลวันเพื่อให้เขาหยุดการกระทำ แต่แรงเพียงน้อยนิดของเธอไม่ได้ทำให้คนด้านบนสะเทือนสักนิด หนำซ้ำเขายังรุกรานเธอหนักขึ้นเรื่อย ๆ ปากเขาจูบช่วงชิงลมหายใจเธออย่างหนักหน่วง มือลูบวนบนเนินสามเหลี่ยมอวบอูมที่มีแพนตี้ตัวบางปกปิดซ้ำ ๆ"อื้อ" ร่างบอบบางสะดุ้งเฮือกสั่นส่ายหน้าน้อย ๆ วินาทีที่มือหนาแหวกแพนตี้ไปไว้ด้านข้างแล้วใช้นิ้วกรีดลึกลงในร่องนุ่ม ถึงแม้จะเป็นแค่นิ้วแต่ก็สร้างความเจ็บให้เธอได้เหมือนกัน มือที่พยายามทุบตีอกแกร่งรีบเลื่อนลงไปจับมือหนาไว้หวังให้เขาหยุดการกระทำ แต่นอกจากอีกคนจะไม่หยุดแล้วยังขยับนิ้วเข้าออกช้า และรัวเร็วขึ้นในเวลาต่อมาน้ำสีใสพลันเอ่อคลอดวงตากลมโตอย่างกลั้นไม่อยู่ร่างบอบบางสั่นเกร็งทุกครั้งยามที่นิ้วเรียวขยับเข้าออกในร่องสวาทแห้งฝืดมันสร้างเจ็บให้เธอเป็นอย่างมาก อลันรับรู้แต่ไม่คิดจะหยุดรัวนิ้วเข้าใสร่องคับแคบซ้ำ ๆ เนินนานหลายนาทีจึงดึงนิ้วออกแล้วจัดการปลดเข็มขัดและกระดุมกางเกงควักท่อนเนื้อออกมา"อื้อ ๆ!" พระพายดิ้นพล่านด้วยคว
ถึงเวลาเลิกงานเธอก็ขับรถกลับบ้านในทันทีเพื่อทำอะไรบางอย่างยังไงวันนี้เธอจะต้องเอาโทรศัพท์ผู้ชายใจร้ายมาดูให้ได้ว่าพอจะมีข้อมูลอะไรบ้างที่ทำให้เธอหาตัวคนชื่อแพรเจอเรื่องราวทุกอย่างจะได้กระจ่างเธอจะได้หลุดพ้นจากเรื่องอัปยศนี้สักทีตอนนี้เธอไม่กลัวอะไรและไม่มีอะไรจะให้เสียอีกแล้วเพราะสุดท้ายแล้วไม่ว่าจะทำยังไงเธอก็ถูกคนใจทรามข่มแหงอยู่ดี เมื่อถึงบ้านเธอก็เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วลงมาทำอาหารเย็นเตรียมไว้ให้ผู้ชายใจร้ายอย่างกระตือรื้อรน ผิดจากทุก ๆ วันบรืนน!หลังจากลงมือทำอาหารได้สักพักใหญ่เสียงรถอันคุ้นเคยก็แล่นเข้ามาจอดซึ่งจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากเขา "พระพาย!" ร่างบอบบางถึงกับสะดุ้งเฮือกยกมือขึ้นทาบอกด้วยความตกใจในตอนที่เสียงทุ้มตะโกนเรียกชื่อเธอดังลั่นทำเอาใจหายใจคว่ำหมด เธอพ่นลมหายใจออกมาเบา ๆ แล้วจัดการเช็ดไม้เช็ดมือเดินออกไปหาเจ้าของเสียงเรียกด้วยหัวใจที่ลุ้นระทึกไม่รู้ว่ามีเรื่องอะไรอีกถึงได้ตะโกนเรียกลั่นบ้านขนาดนี้"ไม่รู้เหรอว่าเวลาผัวกลับมาจากทำงานต้องมารอรับ" ทันทีที่เธอเดินไปถึงคนที่ยืนหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ในห้องโถงก็เปล่งเสียงพูดทันที เธออยากจะสวนกลับไปเหลือเกินว่าเธอไม่รู้เพราะไม่
กริ่ง! กริ่ง!เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นเบา ๆ ข้าง ๆ หูร่างบอบบางที่นอนหลับอยู่ปลุกให้เธอรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาในช่วงเช้ามืดของวันใหม่ คิ้วสวยพลันขมวดเป็นปมเมื่อตื่นขึ้นมาพบว่าตัวเองนั้นนอนอยู่ในอ้อมกอดของผู้ชายใจโดยเขานอนซ้อนหลังโอบกอดรอบเอวเธออยู่ก่อนหลับเธอจำได้ว่าตัวเองนอนชิดริมเตียงฝั่งขวา ส่วนชายหนุ่มนอนริมเตียงฝั่งซ้ายแต่ไหง่พอตื่นมาเธอกับเขาถึงได้นอนกอดกันกลางเตียง เธอนอนหลับแล้วขยับมาเองหรือเป็นเพราะฝีมือีกคนกันแน่ยิ่งคิดยิ่งงงจึงสลัดความคิดออกค่อย ๆ ยกแขนแกร่งออกจากเอวคอดพาตัวเองลงจากเตียงอย่างแผ่วเบาเพราะกลัวเขาจะตื่น จากนั้นก็ล้างหน้าล้างตาแล้วเดินลงไปทำอาหารเมื่อเสร็จเรียบร้อยก็เดินกลับขึ้นห้องนอนเพื่ออาบน้ำแต่งตัวไปทำงาน ทว่าเธอก็ต้องชะงักเล็กน้อยเมื่อเปิดประตูเข้ามาพบกับร่างสูงที่กำลังยืนเปลือยอกอยู่หน้าตู้เสื้อผ้า ส่วนท่อนล่างสวมกางเกงแสล็คสีดำเรียบร้อยแล้ว เท้าเล็กก้าวถอยหลังช้า ๆ เตรียมจะหมุนตัวเดินออกจากห้องไปเพราะรู้สึกอึดอัดขึ้นมาดื้อ ๆ "มานี่สิ" แต่ไม่ทันจะได้เดินออกไปก็ถูกร่างสูงเรียกเอาไว้ให้ตายสิจะมาเรียกอะไรตอนนี้กัน เธอลอบกลืนน้ำลายลงลำคออึกใหญ่ก่อนจะรวบรวมความ
วันเวลาหมุนเวียนดำเนินไปเรื่อย ๆ ตอนนี้ก็ผ่านมาสามเเดือนกว่าแล้วที่พระพายต้องตกอยู่ในขุมนรกที่มีอลันเป็นยมทูตคอยลงโทษเธอซ้ำ ๆ ความทรมานที่ได้รับทุกวันมันหล่อหลอมให้เธอค่อย ๆ กลายเป็นคนไร้ความรู้สึก และเข้มแข็งมากขึ้นไม่ได้อ่อนแอเหมือนในเมื่อก่อนแล้ว ส่วนเรื่องผู้หญิงชื่อแพรจนถึงตอนนี้ก็ยังไร้วี่แววว่าจะเจอจนความหวังที่มีเพียงน้อยนิดเริ่มลดน้อยถอยลงทุกทีครืด! ครืด!โทรศัพท์เครื่องหรูแผดเสียงดังขึ้นทำให้ร่างบอบบางที่นั่งเอนกายพักผ่อนสายตาบนเก้าอี้ในห้องทำงานลืมตาขึ้นมา ก่อนจะยื่นมือไปหยิบโทรศัพท์บนโต๊ะมาดู ลมหายใจหนัก ๆ ถูกพ่นออกจากจมูกโด่งด้วยความเหนื่อยหน่ายเมื่อเห็นว่าเป็นเบอร์ผู้ชายเลวทรามเธอเลือกจะปล่อยให้มันแผดเสียงอยู่อย่างนั้นไม่คิดรับสาย แต่อีกคนก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดโทรสายตัดไปเขาก็โทรมาอีก โทรซ้ำ ๆ จนเธอรำคาญในที่สุดก็ต้องหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดรับสาย(ทำอะไรอยู่ห๊ะทำไมไม่คิดรับสาย) ทันทีที่เธอกดรับน้ำเสียงเกรี้ยวกราดก็ดังมาตามสายทำเอาแก้วหูเธอแทบแตกต้องรีบพาหูออกห่างโทรศัพท์ด้วยความเร็ว"เมื่อกี้ฉันประชุมอยู่คุณมีอะไรหรือเปล่า" มือเรียวกำหมัดแน่นพยายามข่มความไม่พอใจเอาไว้แล้วพ
วันต่อมา..แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านม่านหน้าต่างเข้ามากระทบเปลือกตาของร่างสูงที่นอนหลับอยู่บนเตียงปลุกให้เขารู้สึกตัวตื่นขึ้นมา มือหนายกขึ้นขยี้ตาเบา ๆ ไล่อาการงัวเงีย แล้วก้มมองร่างบอบบางที่นอนหลับไหลอยู่ในอ้อมกอดนิ่ง ๆ ซึ่งมันเป็นเรื่องปกติไปแล้วที่ทุกเช้าตื่นขึ้นมาก็จะพบว่าเธอนอนอยู่ในอ้อมกอดเขาเสมอตลอดระยะเวลาสามเดือนกว่าที่ผ่านมาที่เขานอนกอดเธอทุกคืนไม่ใช่เพราะพิศวาสอะไรหรอกแต่เพราะเวลานอนกอดเธอมันทำให้เขาไม่ฝันร้าย อีกทั้งอาการทรมานจากการนอนหลับไม่สนิทก็หายเป็นปลิดทิ้ง ซึ่งตอนแรกเขาก็ไม่เชื่อหรอกว่ามันจะเกี่ยวกันเคยลองจ้างผู้หญิงคนอื่นมานอนกอดเพื่อพิสูจน์ผลปรากฏว่าเขาก็ฝันร้ายแบบเดิมแต่พอนอนกอดเธอกลับไม่ฝัน เขาพิสูจน์ซ้ำ ๆ ไม่รู้กี่ครั้งจนมั่นใจว่ามันเกี่ยวข้องกันจริง ๆ ไม่สามารถหาสาเหตุได้เหมือนกันว่าทำไมการนอนกอดเธอถึงทำให้เขาไม่ฝันร้ายทั้งที่เธอเป็นคนที่เขาโกรธแค้นเกลียดชัง และเป็นคนเดียวกันที่ทำให้เขาต้องพบเจอกับฝันร้ายนี้ แล้วทำไมต้องเป็นเธอที่ทำให้เขาหายจากฝันร้ายมันเป็นคำถามที่ติดค้างในใจมาตลอดครืด! ครืด!เขาคล้ายวงแขนออกจากร่างบอบบางลุกขึ้นนั่งเมื่อโทรศัพท์เครื่องหรูแผ
หลังจากทั้งสองจอดรถได้ไม่นานก็เห็นรถของนิกกี้ขับผ่านไป เธอรีบย่อตัวลงหลบในรถเพราะกลัวนนิกกี้จะเห็น ส่วนนนท์ยังคงนั่งอยู่ดังเดิมเพราะทั้งนิกกี้และชายหนุ่มไม่รู้จักเขา"รถใครเหรอครับ" นนท์เอ่ยถามอย่างสงสัยกับท่าทางของรุ่นน้องสาว"นั่นรถคุณนิกกี้ค่ะ""อ๋อ" นนท์พยักหน้ารับอย่างเข้าใจเพราะรุ่นน้องสาวเคยเล่าให้ฟังว่าเป็นคนสำคัญของอลันอีกคนหนึ่งซึ่งบอกตามตรงนะว่าเขาโคตรไม่เข้าใจเลยว่าความสัมพันธ์ระหว่างคนชื่อแพร คนชื่อนิกกี้และอลันมันเป็นยังไงกันแน่ทำไมมันดูซับซ้อนจังเลย"คุณอลันขับรถออกไปแล้วค่ะพี่นนท์" พระพายรีบบอกกล่าวรุ่นพี่หนุ่มเมื่อเห็นรถหรูของชายหนุ่มแล่นออกไปจากบ้านซึ่งนนท์ก็ค่อย ๆ ออกรถแล้วขับตามไปห่าง ๆ อย่างรู้งาน เว้นระยะพอสมควรเพื่อไม่ให้เป็นที่น่าสงสัยขับตามไปกว่าห้าสิบกิโลรถหรูของชายหนุ่มก็เลี้ยวเข้าวัดแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่แถบ ๆ ชานเมืองทั้งสองจึงหยุดรอให้เขาเข้าไปได้สักครู่แล้วจึงเลี้ยวตามเข้าไป"น้องนั่งรอในรถก่อนพี่จะตามพวกเขาไปเองยังไงสองคนนั้นก็ไม่รู้จักพี่น่าจะสะดวกกว่า ได้เรื่องยังไงพี่จะกลับมาบอก" นนท์ออกความคิดเห็นหลังจากจอดรถเรียบร้อยแล้ว"ก็ได้ค่ะ" พระพายพยักหน้าเห
หลังจากที่อลันกับนิกกี้ถูกผู้ชายคนนั้นไล่ตะเพิดกลับไปแล้วพระพายกับนนท์ก็เดินเข้าไปหาผู้ชายคนนั้นทันทีเพื่อถามไถ่เรื่องราวว่ามันเป็นมายังไงกันแน่"สวัสดีค่ะ" "สวัสดีครับ" พระพายกับนนท์ยกมือขึ้นไหว้ทักทายผู้ชายตรงหน้าอย่างนอบน้อม ซึ่งเขาก็พยักหน้ารับแล้วถามไถ่ด้วยน้ำเสียงเรียบไม่ได้มีท่าทางเกรี้ยวกราดเหมือนก่อนหน้านี้สักนิด "ครับ คุณสองคนมีอะไรหรือเปล่า""ดิฉันขออนุญาตถามหน่อยได้ไหมคะว่าคุณเป็นอะไรกับคุณแพรเหรอคะ" พระพายสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วรวบรวมความกล้าถามไปด้วยหัวใจที่ลุ้นระทึกเพราะกลัวว่าเขาจะโกรธที่เธอถามแบบนี้"ผมชื่อสินเป็นพี่ชายแพรครับ คุณถามทำไม" สินมองหน้าถามกลับด้วยความสงสัยที่เขายอมตอบไปก็เพราะเห็นว่าหน้าตาท่าทางของทั้งสองดูเป็นมิตรและไม่มีเล่ห์เหลี่ยมอะไร"คือ.." พระพายอยากจะบอกออกไปว่าเธอคือพระพายคนที่พวกเขาเอ่ยถึงเมื่อครู่นี้แต่ก็ไม่กล้าพอเหมือนมีอะไรติดอยู่ในลำคอ อีกทั้งยังรู้สึกหวั่นใจเกิดบอกไปแล้วเขาตะบั้นหน้าเธอโดยไม่ฟังเหตุผลจะทำยังไง นนท์เหมือนจะรู้ว่ารุ่นน้องสาวคิดและรู้สึกอย่างไรจึงเอื้อมมือไปกอบกุมมือเธอไว้แล้วพยักหน้าเชิงบอกให้เธอพูดมันออกไปเพราะไม่ว่าจะเกิด
สินเดินนำทั้งสองคนไปยังห้องควบคุมกล้องวงจรปิดของคอนโดก่อนจะบอกให้ทั้งสองรออยู่หน้าห้องส่วนเขาก็เข้าไปสอบถาม เมื่อสอบถามจนได้เรื่องว่าไฟล์ภาพยังมีอยู่เข้าจึงขอให้เจ้าหน้าที่บันทึกใส่แฟลชไดร์ให้ แล้วออกมาบอกกล่าวกับคนทั้งสอง "โชคดีที่ไฟล์ยังอยู่ครับ""เรารีบไปดูกันดีกว่าครับ" นนท์เอ่ยอย่างใจร้อน"งั้นขึ้นไปห้องผมกันดีกว่าครับ" ว่าจบสินก็เดินนำทั้งสองไปยังห้องของตัวเองทันที "นี่คือห้องที่คุณเคยอยู่กับน้องสาวเมื่อก่อนเหรอคะ" พระพายเอ่ยถามพลางกวาดสายตามองไปรอบห้อง"ใช่ครับผมอยู่ที่นี่กับน้อง แต่ส่วนมากแพรจะไปอยู่ที่คอนโดอลันมากกว่า กลับมานาน ๆ ที" "ฉันเสียใจด้วยนะคะไม่น่าเกิดเรื่องแบบนี้กับคุณแพรเลย" พระพายรู้สึกเศร้าใจไม่น้อยขนาดเธอเป็นคนนอกยังรู้สึกหดหู่ใจเลยแล้วคนเป็นพี่ชายจะใจแตกสลายแค่ไหนกัน ส่วนผู้ชายใจร้ายนั้นเธอไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่กันแน่เขาดูเหมือนเสียใจและเจ็บปวดแต่ทำไมถึงมีความสัมพันธ์กับนิกกี้ได้"นี่ครับผู้หญิงคนนี้ที่แอบอ้างว่าเป็นคุณ" เสียงของสินดังขึ้นทำให้เธอหลุดออกจากห้วงความคิดรีบเดินเข้าไปนั่งใกล้ ๆ นนท์ที่นั่งติดกับสินแล้วชะโงกหน้าดูภาพบนหน้าจอโน็ตบุ๊ค"ทำไมพี่คุ้น
1 ปีต่อมา.."คุณพ่อพักผ่อนบ้างนะครับน้องพีร์กับคุณแม่เป็นห่วงครับ" น้ำเสียงเล็กหวานหูดังขึ้นทำให้อลันที่นั่งเอนกายพักผ่อนสายตาอยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่นระบายยิ้มออกมาบาง ๆ พร้อมกับปรือตาขึ้นมองเจ้าของเสียง ซึ่งไม่ใช่บุตรชายแต่เป็นเมียสาวที่ทำน้ำเสียงเลียนแบบบุตรชายต่างหากคงเพราะเห็นเขาเครียดกับการตามหาน้องสาวฝาแฝดอย่างอลินดาจึงอยากทำให้ยิ้มได้ และมันก็ได้ผลบุตรชายกับเมียสาวก็เหมือนที่ชาตพลังชั้นดีของเขา"งั้นพ่อขอเติมพลังจากน้องพีร์กับคุณแม่หน่อยได้ไหมครับ" มือหนาเอื้อมไปรั้งร่างบอบบางที่ยืนอุ้มลูกน้อยอยู่ตรงหน้าให้นั่งลงบนตักกอดเธอไว้หลวม ๆ ก่อนจะโน้มหน้าลงหอมแก้มซ้ายขวาบุตรชายฟอดใหญ่แล้วกดจูบลงบนไหล่มนของเมียสาวต่อ ขณะที่พระพายนั้นใช้แขนโอบไหล่กว้างข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างอุ้มบุตรชายไว้บนตัก"ได้ข่าวอะไรเกี่ยวกับพี่อลินไหมคะ" ดวงตากลมโตมองใบหน้าหล่อเหลาอย่างเห็นใจ ตั้งแต่น้องสาวฝาแฝดหนีไปในวันแต่งงานคนเป็นสามีก็ดูจะเครียดมากเพราะงานแต่งถูกจัดอย่างใหญ่โตเชิญแขกมาไม่รู้กี่พันคน คนที่ต้องรับผิดชอบทุกอย่างคือพ่อแม่ท่านทั้งสองเครียดมาก แม่บุญธรรมเป็นลมไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ ผลที่ตามมาจากการก
เสียงเนื้อกระทบเคล้าเสียงครางหอบของคนทั้งสองดังระงมทั่วรูฟท็อปโชคดีที่อลันบอกให้พนักงานทุกคนกลับไปหมดแล้วที่นี่จึงเหลือเพียงเขากับเธอสองคน บทรักดำเนินไปอย่างนุ่มนวลภายใต้แสงดาว แสงเทียน และแสงสีของเมือง บรรยากาศรอบ ๆ บริเวณอบอวลไปด้วยแรงสวาทของทั้งสองสายลมที่ว่าเย็นก็ไม่สามารถดับความร้อนรุ่มนี้ได้"ผมรักคุณนะ" ริมฝีปากร้อนผละจูบเอื้อนเอ่ยชิดกลีบปากอวบเสียงอ่อนเสียงหวานพร้อมกับตระกองกอดร่างบอบบางแนบแน่นจนทรวงอกเต่งตึงบดเบียดกับมัดกล้ามเนื้อ ขณะที่สะโพกสอบก็ตอกตรึงฝากฝังตัวตนอย่างหนักหน่วง ร่างบอบบางเสียวซ่านจนเกินจะบรรยายหลับตาพริ้มส่งเสียงครางไม่เป็นภาษา ช่องทางรักบีบรัดท่อนเนื้อที่สอดใส่เข้าออกรัวเร็วถี่ ๆอลันขบกรามกรอดด้วยความเสียวซ่านพร้อมกับผละตัวออกจับร่างบอบบางนอนตะแคง จากนั้นจึงนอนซ้อนหลังสอดแขนเข้าไปใต้ศีรษะทุยประคองใบหน้าเรียวให้หันมารับจูบแสนดูดดื่มพลางเสือกไสท่อนเนื้อเข้าสู่ร่องอ่อนนุ่มอีกครั้งเขายกขาเรียวขึ้นพาดแขนแล้วกระหน่ำแทงจนร่างบอบบางสั่นคลอน ทรวงอกเต่งตึงกระเพื่อมสั่นไหวราวกับยั่วยวนจนเขาอดไม่ได้ต้องตะปบแล้วบีบขยำแรง ๆ ใบหน้าก็ซุกไซ้คลอเคลียใบหูเล็ก ขบเม้มติ่งหูเ
หลังจากทานอาหารเสร็จสองหนุ่มสาวก็นั่งจิบไวน์ต่อ ดื่มด่ำกับบรรยากาศภายใต้ท้องฟ้าอันปลอดโปร่งมีดวงดาวน้อยใหญ่พราวระยับท่ามกลางความสลัวที่มีเพียงแสงไฟจากเทียนรอบบริเวณรูฟท็อป และแสงสียามค่ำคืนของเมืองกรุงให้ความสว่างร่างบอบบางที่อยู่ในอาการเมากรึ่มวางแก้วไวน์ลงบนโต๊ะแล้วลุกไปยืนชิดระเบียงกระจกทอดสายตาหวานฉ่ำมองแสงสียามค่ำคืน ใบหน้าแดงซ่านจากฤทธิ์แอลกอฮอล์เคลือบด้วยรอยยิ้มบาง ๆ สายลมเย็นพัดเอื่อย ๆ เคล้าด้วยกลิ่นหอมหวานจากเทียนหอมมีเสียงเพลงบรรเลงคลอเบา ๆ ทำให้รู้สึกผ่อนคลายอารมณ์ยิ่งนัก"ขโมยกอดพายอีกแล้วนะคะ" เธอสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อถูกสวมกอดจากด้านหลังเอียงหน้าเอ่ยอย่างไม่จริงจังมากนักพลางระบายยิ้มบาง ๆ ไม่คิดจะผลักไสร่างสูงออกเพราะกำลังรู้สึกหนาวพอดีได้ไออุ่นจากร่างกำยำก็ค่อยคลายความหนาวลงหน่อย"งั้นขออนุญาตนะครับ" อลันหยอกล้อกลับด้วยใบหน้าเคลือบรอยยิ้มพลางกระชับกอดร่างบอบบางแน่นขึ้นราวกับกลัวว่าเธอจะหายไป ริมฝีปากหนากดจูบขมับอย่างรักใคร่ ก่อนผละกอดออกจับไหล่มนหมุนให้ร่างบางหันมาสบสายตาสื่อความในใจสองสายตามองสบประสานอย่างลึกซึ้งเนิ่นนานหลายนาทีเหมือนมีแรงดึงดูดมิอาจละสายตาจากกันได้ ก
วันนี้เป็นวันหยุดของอลันเขาจึงพาลูกเมียไปหาพ่อแม่ที่บ้านนั่งคุยกับพวกท่านจนเริ่มบ่ายคล้อยจึงพาลูกน้อยมานั่งเล่นที่สวนสาธรณะต่อเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง เมื่อมาถึงสวนสาธรณะเขาก็เดินหาทำเลเหมาะ ๆ สำหรับปูเสื่อนั่งชมบรรยากาศโดยมีพระพายอุ้มลูกน้อยเดินเคียงข้างไป"ตรงนี้แหละ" เขามองหาบริเวณที่คนไม่พลุกพล่านและมีต้นไม้ให้ความร่มรื่นพอได้ดั่งต้องการก็หันไปบอกกล่าวกับร่างบอบบางข้าง ๆ พร้อมกับวางตระกร้าใส่สัมภาระลูกลง แล้วเอาเสื่อที่เตรียมมาปูบนพื้นหญ้าสีเขียวชะอุ่มที่ถูกตัดจนเรียบไปกับผืนดินจากนั้นก็พากันนั่งลง"มาหาพ่อครับน้องพีร์" เขาเอี้ยวตัวไปยกลูกน้อยจากตักของคนเป็นแม่มายืนบนตักเพราะอยากให้เธอได้นั่งสบาย ๆ ซึ่งพระพายก็ไม่ได้ขัดอะไรจ้องมองเขาก้มหน้าพูดคุยกันลูกบนตักพลางระบายยิ้มออกมาบาง ๆ พ่อก็ชวนลูกคุยเก่งส่วนลูกก็คุยเก่งไม่แพ้กันส่งเสียงอ้อแอ้ตลอดเวลา พอโดนคนเป็นพ่อหยอกเย้าหน่อยก็หัวเราะออกมาจนเธอเองก็พลอยหัวเราะตามไปด้วย"ผมพาลูกเดินเล่นหน่อยดีกว่า" ผ่านไปสักพักอลันก็ลุกพาลูกเดินชมนกชมไม้รับลมเย็นโดยมีพระพายมองตามไม่คาดสายตาใบหน้าของเธอเคลือบด้วยรอยยิ้มตลอดเวลากระทั่งสองคนพ่อลูกเดินกลับ
จากนั้นทั้งสองก็พากันเดินไปยังโต๊ะอาหาร"กินเยอะ ๆ ครับคุณแม่" ระหว่างทานอาหารอลันก็คอยตักนู่นตักนี้ใส่จานให้หญิงสาวตลอด อีกคนเพียงยกยิ้มมุมปากเล็กน้อยก่อนยกกับข้าวที่เขาตักให้ใส่ปากอย่างไม่รังเกียจ ทุกครั้งที่ทานข้าวด้วยกันเขามักทำแบบนี้เสมอจนมันเป็นเรื่องปกติไปแล้ว"เริ่มหลงรักผมขึ้นบ้างหรือยัง" แค่ก ๆ! ทว่าเธอก็ต้องสำลักข้าวในวินาทีต่อมาเมื่อเจอกับประโยคจากริมฝีปากหนาทำเอาเจ้าของคำถามต้องรีบลุกจากเก้าอี้วิ่งมาลูบหลังแผ่นหลังบางด้วยความเป็นห่วง "มันใช่เวลาพูดไหมเนี่ยคุณอลัน" เมื่อเริ่มรู้สึกดีขึ้นพระพายก็หันมองร่างสูงที่ยืนข้าง ๆ เขม็งพร้อมกับใช้มือหยิกหน้าท้องแกร่งเบา ๆ ด้วยความรู้สึกหมั่นไส้ เขาพูดตอนทานข้าวไม่พอยังพูดต่อหน้าแม่บ้านสองคนที่ยืนอยู่ด้วยมันใช่เวลาพูดเสียที่ไหนเธอทั้งอายทั้งนึกโมโหเขาจริง ๆ "ผมเจ็บนะ" คนถูกหยิกร้องโอยพลางกลั้วหัวเราะออกมาอย่างนึกขำ พวงแก้มที่ขึ้นสีแดงระเรื่อนั้นไม่รู้ว่าเพราะโกรธหรือเขินกันแน่ มือหนาอดไม่ได้จะยื่นไปบีบด้วยความรู้สึกมันเขี้ยว "เอามือออกไปเลยนะ" ยิ่งทำให้คุณแม่ลูกหนึ่งรู้สึกอายและนึกโกรธเข้าไปอีกแหวใส่คนตัวโตเสียงดังลั่นพร้อมกับยื่
หลายเดือนต่อมา..อลันที่เพิ่งกลับมาจากทำงานระบายยิ้มออกมาบาง ๆ เมื่อเดินเข้ามาในบ้านแล้วเห็นพระพายกำลังนั่งชมลูกน้อยอยู่ในห้องโถง จากที่รู้สึกเหนื่อยล้ามาจากการทำงานก็หายเป็นปลิดทิ้ง นี่ก็เข้าสามเดือนแล้วที่เขา เธอและลูกกลับมาอยู่ที่บ้านด้วยกันนับตั้งแต่วันออกจากโรงพยาบาล ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเธอเริ่มดีขึ้นตามลำดับเพราะมีลูกน้อยเป็นตัวเชื่อม "กลับมาแล้วครับ" เขาเดินเข้าไปหย่อนก้นนั่งข้างร่างบอบบาง ก่อนจะโน้มใบหน้าลงหอมแก้มลูกน้อยที่นอนอยู่บนตักเธอฟอดใหญ่จากนั้นก็ผงกหน้าขึ้นเอื้อนเอ่ยกับลูกน้อยที่นอนตาใสแป๋วส่งเสียงอ้อแอ้ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "วันนี้น้องพีร์กวนคุณแม่รึเปล่าครับ" พระพายก้มมองคนที่กำลังหยอกล้อบุตรชายอยู่บนตักด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มสิ่งที่เขาทำอยู่มันเป็นเรื่องปกติไปแล้วเพราะทุกวันก่อนไปทำงานเขาจะหอมแก้มซ้ายแก้มขวาบุตรชายก่อนเสมอ พอกลับมาตอนเย็นสิ่งแรกที่เขาจะทำก็คือเข้ามาหอมมาเล่นกับลูกเช่นกัน "เหนื่อยไหม" เมื่อหยอกล้อบุตรชายจนพอใจอลันก็ถามไถ่คนเป็นแม่ต่อพร้อมวางมือลงบนไหล่มนด้วยความเอ็นดู เขารู้ว่าการเลี้ยงลูกมันเหนื่อยแค่ไหน "ไม่เลยค่ะ" ใบหน้าเรียวยิ้มตอบเธอจะเ
อลันรับซองสีน้ำตาลจากมือผู้เป็นพ่อมาเปิดด้วยความสงสัย ก่อนจะต้องรีบช้อนสายตาขึ้นมองหน้าพ่อแม่ด้วยความตกใจเมื่อเห็นเอกสารด้านในไม่คิดว่าท่านจะเล่นใหญ่ขนาดนี้ภาคินกับเอวาเพียงระบายยิ้มให้บุตรชายบาง ๆ ก่อนจะก้มหน้าชื่นชมหลานต่อสองชั่วโมงต่อมาพระพายที่ผล็อยหลับไปด้วยฤทธิ์ของยาแก้ปวดก็รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาเพราะเสียงร้องของลูกน้อย "โอ๋ ๆ ไม่ร้องนะครับคนเก่ง ไม่ร้องนะครับ โอ๋ ๆ" ทันทีที่ลืมตาขึ้นมาเธอก็ต้องอมยิ้มกับภาพที่อลันกำลังอุ้มลูกพร้อมทั้งโอ๋ทั้งกล่อมด้วยสีหน้าแตกตื่น ในขณะเดียวกันก็อดแปลกใจไม่ได้เขาไปเรียนรู้วิธีการอุ้มลูกมาจากไหนกันดูท่าทางคล่องปรือเชียว "ลูกคงหิวนม" เธอได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้แล้วเปล่งเสียงพูดไปเพราะไม่อยากปล่อยให้ลูกร้องนาน ๆ "คุณตื่นแล้วเหรอ" อลันที่กำลังยืนโยกบุตรชายหยุดชะงักการกระทำ แล้วรีบพาลูกไปวางลงบนเตียงทันที"คุณเอาลูกมาวางฝั่งนี้ดีกว่า" พระพายรีบบอกกล่าวก่อนที่ชายหนุ่มจะได้วางลูกลงบนเตียงข้างขวาทำให้อลันถึงกับชะงัก แต่ก็ยอมอุ้มลูกไปวางบนเตียงอีกฝั่งในใจก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมเธอต้องให้เขาวางลูกฝั่งซ้ายทั้งที่ใั่งขวาน่าจะถนัดกว่าเมื่อวางลูกลงบนเตียงแล
หลังจากผ่าคลอดเสร็จพระพายก็ถูกนำตัวกลับมายังห้องพัก ส่วนลูกน้อยยังคงอยู่กับพยาบาลตลอดการคลอดพระพายรับรู้และมีสติดีทุกอย่างเพราะหมอใช้วิธีฉีดยาชาเข้าสู่บริเวณไขสันหลังไม่ได้วางยาสลบตอนผ่าคลอดเธอทั้งรู้สึกกลัวและตื่นเต้นจนเนื้อตัวสั่นไปหมด แต่วินาทีแรกที่ได้ยินเสียงลูกร้องอาการเหล่านั้นก็มลายหายไปสิ้นกลายเป็นน้ำตาแห่งความสุขที่เอ่อล้น และรอยยิ้มแห่งความปิติยินดีมาแทนที่ ยิ่งเมื่อได้เห็นหน้าของลูกน้อยที่รอคอยมันตื้นตันจนยากที่จะเอื้อนเอ่ยออกมาเป็นคำพูดได้ มันเป็นความเจ็บปวดที่งดงามมาก ๆ"เอ๊ะ!" เธอขมวดคิ้วเป็นปมด้วยความแปลกใจในตอนที่เข้ามายังห้องพักแล้วพบว่าห้องถูกตกแต่งด้วยลูกโป่งมากมาย บนผนังหัวเตียงมีลูกโป่งตัวอักษรสีฟ้าขาวเรียงกันเป็นคำว่า 'Welcome Baby boy peerawit'และยังมีลูกโป่งรูปหน้าเด็กประดับอยู่ทั้งด้านหน้าและด้านหลังข้อความ ข้าง ๆ หัวเตียงก็มีลูกโป่งน้อยใหญ่ประดับประดาอยู่ทำให้เธออดยิ้มไม่ได้ทั้งที่กำลัวรู้สึกเจ็บแผลผ่าคลอดไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นฝีมือของทุกคนในห้องนี้แน่นอนเพราะแต่ละคนออกอาการเห่อหลานเอามาก ๆ คนเป็นแม่อย่างเธอก็พลอยปลื้มใจแทนลูกไปด้วยที่มีคนรักเขามากมายเ
และแล้วเวลาก็ดำเนินมาถึงวันที่พระพายถึงกำหนดคลอด เธอมานอนเตรียมตัวผ่าคลอดที่โรงพยาบาลตั้งแต่เมื่อวานโดยมีอลันเป็นคนเฝ้า และเขาก็ดูจะตื่นเต้นกว่าคนคลอดอย่างเธอเสียอีก หลังจากลองเปิดใจตามคำพูดของแม่บุญธรรมที่ท่านพูดให้เธอฟังในคืนวันแรกที่กลับมาจากเชียงคานก็ทำให้เธอได้เห็นด้านดี ๆ ของเขามากขึ้นแม่บุญธรรมเล่าให้เธอฟังว่าเมื่อก่อนท่านกับพ่อบุญธรรมก็มีจุดเริ่มต้นเหมือนกับเธอ คือถูกเข้าใจผิดจนนำมาสู่เรื่องราวอันเลวร้ายต่าง ๆ ตอนนั้นท่านก็เกลียดพ่อบุญธรรมมาก แต่พอเวลาผ่านไปท่านก็ได้เรียนรู้ว่าการอาฆาตแค้น และเกลียดชังมีแต่บั่นทอนจิตใจ และทำลายความสุขของตัวเองท่านจึงยอมปล่อยวาง ตอนนั้นพ่อบุญธรรมก็เหมือนอลัน ถูกความโกรธแค้นเข้าครอบงำจนหูตาพร่าเบลอไม่ฟังอะไรทั้งสิ้น แต่เมื่อรู้ความจริงพ่อบุญธรรมก็ยอมหยุดการแก้แค้น แล้วตามง้อและพิสูจน์ตัวเองกับท่านนานอยู่เหมือนกันกว่าท่านจะยอมให้อภัยและได้รักกันจวบจนทุกวันนี้และอย่างที่เห็นหลังจากท่านให้โอกาสและเริ่มต้นใหม่พ่อบุญธรรมก็ไม่เคยทำท่านเสียใจอีกเลย รักและดูแลท่านเสมอต้นเสมอปลายวันแรกเป็นยังไงวันนี้ก็ยังคงเป็นอย่างนั้นเธอเก็บคำพูดของแม่บุญธรรมมาคิ