“เซียวอวี้ ผู้ชนะในงานประชันบุปผา เรียนหนังสือเก่งมาก สหายอย่างเจ้าข้ากัวเซี่ยวคบแน่นอน” กัวเซี่ยวพูดเสียงดัง “แต่เจ้าจะแย่งคนงามกับข้าไม่ได้นะ”“คุณชายกัวระวังคำพูดด้วย” เซียวอวี้ยิ่งนอบน้อม พร้อมเอ่ยเตือนเสียงเข้มด้านหลังยังมีอีกสองประโยคไม่คิดยามนี้กลับต้องโศกาใช้พัดบังหน้า เฝ้ารอความรักจากราชาใต้เงาจันทร์ กัวเซี่ยวท่องกลอน ‘ความโศกาแห่งตำหนักตะวันตก’ ทำให้แคลงใจว่ากำลังหลอกล่อนางดั่งหญิงเปล่าเปลี่ยวในวัง เขาไม่อนุญาตให้ใครเกี้ยวเจียงเฟิ่งหัวต่อมา เขาหันไปยกมือคารวะเจียงเฟิ่งหัวเพื่อแสดงความเคารพ “ไม่ทราบว่าปีนี้คุณหนูสามก็มาร่วมงานชมบุปผาด้วย ข้านึกว่าหลังแต่งงานคุณหนูสามจะไม่ออกมาแล้ว คุณชายใหญ่เจียงดูเหมือนยังไม่กลับมา” เขาแอบดีใจ แม้จะเห็นนางเพียงแวบเดียวก็ยังดีใจ เพื่อปกปิดความในใจ เขายิ่งแสดงท่าทีนอบน้อมมีมารยาท“พี่ชายใหญ่ข้าไปเล่าเรียนที่แดนตะวันตก ตอนนี้ยังไม่กลับเมืองเซิ่งจิง แต่ก็น่าจะเร็วๆ นี้แล้ว” เจียงเฟิ่งหัวสีหน้าเรียบเฉย ไม่กลัวไม่เกรงเซียวอวี้กล่าวอีก “ปีที่ผ่านมาคุณชายใหญ่เจียงมางานชมบุปผาเป็นเพื่อนคุณหนูสาม ปีนี้เจ้ามาคนเดียว...”กัวเซี่ยวหันมองเซียวอวี้
เห็นเพียงเซี่ยซางขวางหน้านางกะทันหัน สายตาที่จ้องนางเยือกเย็นราวจะกินคน ไม่พูดกับนางสักคำหันหลังจากไปทันทีดวงตาเจียงเฟิ่งหัวไร้เดียงสา อยากพูดบางอย่างแต่สุดท้ายกลับไม่พูดสิ่งใดเห็นเพียงซูถิงหว่านรีบตามไปทันที “ท่านอ๋อง ท่านเสร็จธุระแล้ว! พวกเราไปท่องทะเลสาบกันดีกว่าเพคะ!”“อืม” เขาไม่หันหลัง สำหรับคำขอของซูถิงหว่านเขาล้วนรับปากทั้งสิ้น อีกทั้งไม่อยากกลับจวนเร็วขนาดนั้น พอดีเจียงเฟิ่งหัวอยู่ที่นี่ด้วยเดิมทีเขามีเรื่องบางอย่างอยากถามเจียงเฟิ่งหัว แต่เมื่อเห็นนางยักคิ้วหลิ่วตาให้ชายอื่น ทำให้เขาไม่อยากสนใจนาง เจียงเฟิ่งหัวไม่รู้ว่าตัวเองคือหญิงที่มีสามีแล้วหรือ?เจ้าคนแซ่เซียวนั่นมีสิทธิ์อะไรมายืนขวางนางแก้ปัญหาให้นาง เขารู้จักกับพี่ใหญ่ของนาง สนิทกับสกุลเจียงด้วยหรือไม่ พวกเขารู้จักกันแต่แรกแล้วหรือ...ขณะนี้ในหัวของเซี่ยซางเต็มไปด้วยคำถาม ซูถิงหว่านเดินมาขวงแขนเขา เขาก็ยังไม่รู้สึกตัวเมื่อเห็นพวกเขาเดินออกไปไกลขึ้นเรื่อยๆ ทันใดนั้นเจียงเฟิ่งหัวเดินย้อนไปอีกทาง ในไม่ช้านางหายไปท่ามกลางฝูงชนรอให้เซี่ยซางรู้สึกตัวหันกลับมาดูว่าเจียงเฟิ่งหัวตามไม่ทันก็สายไปเสียแล้วกำลังจะเอ่
หงซิ่วกับเหลียนเย่รีบเข้าไปประคอง เมื่อเห็นแผ่นหลังอวิ๋นฟางวิ่งหนีอย่างลนลาน มุมปากนางยิ้มเย็น ปากของกลุ่มชายเมาเหล้าร้องตะโกนตลอด “คนงาม เจ้าหนีทำไมเล่า มาให้พวกพี่ชายเอ็นดูเจ้าดี ๆ สักทีเถอะ!”ทันใดนั้นเมื่อเห็นความงามของเจียงเฟิ่งหัวก็ไม่อยากตามหญิงคนเมื่อครู่ไปอีก กลุ่มชายเมาเหล้าหันไปพูดจาหยาบโลนกับเจียงเฟิ่งหัวแทน “เหล่าสหาย ที่นี่มีสาวงามอีกสามคน”แววตาเจียงเฟิ่งหัวมีแต่ความผวาและหวาดกลัว หงซิ่วและเหลียนเย่ปกป้องนางไว้ด้านหลังพร้อมตะโกน “พวกเจ้าหลีกไป อย่าเข้ามานะ คุณหนู รีบหนีเร็วเจ้าค่ะ”เสียงของพวกนางดึงดูดความสนใจของผู้คนรอบข้าง แต่ไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วย กลุ่มชายฉกรรจ์ที่ดื่มเหล้าเมามาย ใครก็ไม่อยากข้องเกี่ยว เพราะไม่มีใครอยากหาเรื่องใส่ตัวเจียงเฟิ่งหัวเองก็วิ่งไปทางทะเลสาบร้อยบุปผา เมื่อเห็นเซี่ยซางอยู่ด้านหน้า นางจึงล้มลงทันใด ดวงตาแดงก่ำมีน้ำตาไหลรินออกมาไม่หยุด ร่างกายหมอบลงกับพื้นและสั่นงก ๆ เซี่ยซางที่รีบมาเห็นภาพเจียงเฟิ่งหัวอ่อนแอบอบบางเข้าพอดี เขาโกรธแค้นมาก ดวงตาราวกับจะมีไฟลุกโชน เขารีบเดินดุ่มเข้าไปตรงหน้าเจียงเฟิ่งหัวพร้อมเรียกขานเสียงค่อย “หรวนหร่วน”
หลังขึ้นรถม้า ซูถิงหว่านกล่าวเสียงค่อย “พระชายางดงามเพียงนั้น หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกหมายปอง โชคดีที่ไม่เกิดเรื่องราวใหญ่โต หม่อมฉันกับท่านอ๋องเป็นห่วงแทบแย่ คราวหน้าพระชายาจะไปที่ใดต้องแจ้งพวกเราก่อน ท่านจากไปโดยพลการเช่นนี้อันตรายเกินไปเพคะ”ความหมายแฝงคือต้องโทษเจียงเฟิ่งหัวที่งดงามเกินไปจึงทำให้ผู้คนหวังผลจากนาง เตือนสติเซี่ยซางว่าเจียงเฟิ่งหัวมีความคลุมเครือกับชายอื่น นางหนีไปโดยพลการจึงพบกับชายเมาเหล้า ทุกอย่างล้วนเป็นความผิดของเจียงเฟิ่งหัวเจียงเฟิ่งหัวจ้องซูถิงหว่านกะทันหัน พร้อมสอบถาม “ความหมายของพระชายารองซูคือข้าผิดที่เกิดมางาม ทุกอย่างล้วนเป็นความผิดข้าหรือ”ซูถิงหว่านชะงักไป ก่อนจะรีบอธิบาย “หม่อมฉันไม่ได้หมายความเช่นนั้น พระชายาอย่าโกรธเคือง หม่อมฉันไม่ทันได้คิด ใจร้อนชั่วขณะจึงพูดออกไป ไม่ได้ตั้งใจ...”เจียงเฟิ่งหัวไล่ต้อนอย่างไม่ลดละ “พระชายารองซูช่างไร้เดียงสายิ่ง แค่คำว่าไม่ตั้งใจก็ทำให้ผู้อื่นตกสู่หุบเหวลึกไม่เห็นก้น พระชายารองซูเองก็เป็นสตรี เจ้าควรรู้ว่าชื่อเสียงสำคัญมากเพียงใดต่อสตรีคนหนึ่ง”“วันนี้ท่านอ๋องช่วยข้าไว้ ถือเป็นบุญของข้า แต่เหล่าหญิงสาวที่ถูกทำ
เซี่ยซางไม่สนใจ ข้อมือของเจียงเฟิ่งหัวถูกเขาจับไว้แน่น แรงของเขาเยอะมาก คล้ายจะดึงจนข้อมือนางหลุด นางดิ้นไม่หลุด จึงเสียงดังใส่เขา “ท่านอ๋อง ท่านทำให้หม่อมฉันเจ็บนะเพคะ มือหม่อมฉันจะขาดอยู่แล้ว”เซี่ยซางไม่สนใจ ดึงนางเข้าไปในหอสุราที่อยู่ด้านข้างทันที “เสี่ยวเอ้อร์ เปิดห้องที่ดีที่สุดหนึ่งห้อง”หลินอวี่ยืนอยู่กลางห้องโถง มองดูทุกสิ่งจนอ้าปากค้าง สาวใช้สองคนก็ตามอยู่ด้านหลังโดยไม่รู้เรื่อง คืนนี้เหิงอ๋องกินยาใดผิดจึงได้บ้าบอเช่นนี้ พวกนางก็ไม่กล้าเข้าไปยุ่งวุ่นวาย จึงได้แต่ตามอยู่ด้านหลังอย่างนอบน้อมท่าทางบอบบางของพระชายาช่างน่าสงสาร เหตุใดท่านอ๋องจึงไม่รู้จักทะนุถนอมกันสักนิด พวกนางเองก็รู้ว่านายหญิงตัวเองมีแผนการ จึงได้แกล้งโง่ยืนอยู่ด้านข้างเห็นเพียงเจียงเฟิ่งหัวราวกับถูกฉุดกระชากขึ้นไปชั้นบน เสี่ยวเอ้อร์รีบตามขึ้นไปเช่นกัน จากนั้นพาพวกเขาไปยังห้องที่ดีและใหญ่ที่สุด “ท่านลูกค้ายังต้องการสิ่งใดหรือไม่ขอรับ?”“ไม่ต้องการ ไสหัวออกไป”เมื่อประตูปิดสนิท เซี่ยซางเกี่ยวตัวเจียงเฟิ่งหัวที่บอบบางขึ้นแล้วโยนไปบนเตียง จากนั้นคร่อมนางเอาไว้ แล้วจูบริมฝีปากนางอย่างบ้าคลั่ง เขาทำราวกับระบา
นางจัดแจงเสื้อผ้าจนเรียบร้อย พร้อมกล่าวเสียงอ่อนโยน “ก่อนกลับจวน หม่อมฉันมีเรื่องอยากถามท่านอ๋อง คืนนั้นที่บอกว่าจะตรึกตรองเรื่องชอบหม่อมฉันอย่างจริงจัง ยังเชื่อถือได้หรือไม่?”เซี่ยซางหันมองนาง วันนี้ตอนอยู่ในวังเมื่อเขารู้ว่าเจียงเฟิ่งหัวลงชื่อในหนังสือคำร้อง ใจเขารู้สึกตื้นตัน วินาทีนั้นเขาร้อนใจอยากพบนางเหลือเกินมีคนคนหนึ่งยืนสนับสนุนเขาอยู่ท่ามกลางฝูงชนเงียบ ๆ ในใจเขารู้สึกอบอุ่นกระนั้น เมื่อเขาเห็นนางถูกชายอื่นปกป้องอยู่ด้านหลังบนสะพาน ตัวเขาราวกับถูกราดด้วยน้ำเย็น ในใจเขาทั้งโกรธทั้งแค้น เจียงเฟิ่งหัวที่งดงามเพียงนั้นดึงดูดสายตาของชายอื่น ทำให้เขาริษยาจนแทบคลั่งเมื่อเห็นนางถูกชายเมาเหล้ารังแก เขาแทบอยากจะสังหารพวกมันทันที นางบอบบางน่าสงสาร เขาอยากปกป้องนางทุกปฏิกิริยาของเขาแสดงให้เห็นอย่างหนึ่งว่าเขาสนใจเจียงเฟิ่งหัว ไม่ใช่เพียงเพราะนางเป็นพระชายาของเขาจิตใจของเขาว้าวุ่น เขาเกิดความรู้สึกอื่นต่อนาง หนำซ้ำยังยากจะควบคุมเขาไม่อยากยอมรับว่าตัวเองเปลี่ยนใจแล้ว ไม่อยากยอมรับว่าตัวเองผิดต่อคำสาบานที่ให้ไว้กับซูถิงหว่าน ยามนั้นเขากล่าวอย่างฮึกเฮิมว่าจะชอบสตรีอย่างซูถิงหว่า
มือของซูถิงหว่านที่จู่ ๆ ก็ลูบคลำอยู่บนร่างของเขา ทำให้เขาแข็งทื่อทันใด แล้วพลิกตัวลุกขึ้นนั่งเขาเอ่ยกะทันหัน “หวานหว่าน...”แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยวาจา ซูถิงหว่านก็เป็นฝ่ายจูบริมฝีปากของเขา “ท่านอ๋อง หวานหว่านอยากเป็นของท่าน...”ในใจเซี่ยซางรู้สึกคลื่นไส้กะทันหัน จึงผลักนางออกไป “หวานหว่าน อย่าทำเช่นนี้”ซูถิงหว่านไม่ทันตั้งตัวกับการกระทำของเขา ในแววตาเต็มไปด้วยความสงสัย “อาซาง ท่านไม่รักข้าแล้วหรือ”ทันใดนั้นเซี่ยซางโผเข้าหานางราวกับคนบ้า เขาอยากจูบซูถิงหว่านโดยไม่สนใจสิ่งใด จูบนางโดยไม่ต้องรู้สึกถึงภาระทางใจ เขาอยากยืนยันว่าจะชอบนางเพียงคนเดียวแววตาซูถิงหว่านเต็มไปด้วยความปรารถนา นางนึกว่าสุดท้ายนางจะกลายเป็นคนของเขา กลายเป็นสตรีที่เหิงอ๋องรักมากที่สุด ทว่าจู่ ๆ ข้างหูกลับมีเสียงไร้เรี่ยวแรงของเซี่ยซางดังขึ้น “หวานหว่าน ขอโทษ ข้าทำไม่ได้”“อาซาง ท่านเป็นอะไร?” ในใจซูถิงหว่านรู้สึกถึงลางสังหรณ์ที่ไม่ดีบางอย่างเห็นเพียงเขาพลิกตัวลงจากเตียงกะทันหัน แล้วหาเสื้อผ้าตัวเองมาสวม ไม่รู้ทำไมเขาจึงไม่มีความปรารถนาในตัวซูถิงหว่านสักนิด เมื่อสัมผัสนาง ภายในหัวมีแต่ใบหน้าของเจียงเฟิ่งหัว
เซี่ยซางออกมาจากเรือนถานเซียงแล้วมุ่งหน้าไปที่หอหล่านเยว่ เมื่อเห็นแสงเทียนในห้องนางดับกะทันหัน เขาก็หยุดฝีเท้าทันทีเขายืนอยู่สักครู่แต่ไม่ได้เปิดประตูเข้าไป ต่อมาหันหลังไปหอทิงเสวี่ยภายในห้อง เจียงเฟิ่งหัวกำลังนั่งฝึกลมหายใจเข้าออกฝึกร่างกายอยู่บนเตียงเหลียนเย่มองเห็นเซี่ยซางจากไปผ่านหน้าต่างจึงกล่าว “ทั้งที่ท่านอ๋องกำลังจะเดินเข้ามา พระชายาท่านดับไฟทำไมเพคะ! นี่เป็นโอกาสเลยนะเพคะ!”“ทั้งที่เขาไปถึงเรือนถานเซียงแต่กลับไม่ค้างคืน เพราะอะไรกัน?” ดวงตาเจียงเฟิ่งหัวมีแววเจ้าเล่ห์แวบผ่าน“ท่านอ๋องไม่ชอบพระชายารองซูแล้วเพคะ”เจียงเฟิ่งหัวยิ้มอ่อน “คนเรามักจะลืมคนแรกที่ชอบได้ยากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง ความรักครั้งแรกมักจะดีงามที่สุดเสมอ ต่อให้เขาหลงรักคนอื่น แต่ในใจเขายังคงนึกถึงความดีงามของรักแรก ความรักเช่นนี้เกิดถ่านไฟเก่าได้ง่ายที่สุด”“ในเมื่อตอนนี้ในใจเซี่ยซางมีเงาของพระชายาอย่างข้าแล้ว ข้าจะเริ่มเป็นฝ่ายโจมตี ตอนนี้ต้องบีบให้ซูถิงหว่านลงมือ เขาจะได้เห็นความชั่วของนาง แล้วลืมความดีของนางซะ”เหลียนเย่เอ่ยถาม “พระชายามีคนแรกที่ชอบหรือไม่เพคะ อย่างเช่นคุณชายเซียว...”นา
นึกถึงชาติก่อนที่นางถูกเซี่ยอวี้หย่า มีจุดจบที่ไร้ทั้งทรัพย์สินและอำนาจ สุดท้ายยังต้องแบกรับชื่อเสียงเสียหายว่าไม่อาจตั้งครรภ์ ในช่วงสุดท้ายของชีวิตนางก็มิได้ตายในตำแหน่งพระชายาอวี้อ๋องดังที่ปรารถนาคนอย่างหลัวจื่อฉยงไม่มีทางฆ่าตัวตาย ผู้มีตำแหน่งเป็นถึงพระชายาหากกระทำอัตวินิบาตกรรมขึ้นมาถือเป็นความผิดมหันต์ หลังตายไม่เพียงไม่อาจสงบสุข ยังจะทำให้วงศ์ตระกูลต้องพลอยเดือดร้อนไปอีก จุดนี้หลัวจื่อฉยงได้ไตร่ตรองเป็นอย่างดีนางน่าจะมาถึงจุดที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก จะถอยก็ถอยไม่ได้ จะก้าวต่อไปก็ไร้หนทางแล้วแต่นางมิใช่พระโพธิสัตว์ ไม่คิดจะไปยุ่งเรื่องชาวบ้านของจวนอวี้อ๋อง นอกจากนี้นางก็ไม่มีสิทธิ์จะเข้าไปยุ่งและเซี่ยซางก็ไม่อยากให้นางยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้นางคิดว่า ชาติก่อนแม้หลัวจื่อฉยงถูกหย่าอย่างน้อยก็ยังเหลือชีวิต ในชาตินี้หวังว่าชะตาชีวิตของนางอย่าได้แย่กว่าชาติที่แล้วเลยนางเพิ่งเข้าไปในตำหนักคุนหนิง ก็เห็นซูถิงหว่านเดินมาที่เบื้องหน้าของนางพร้อมกับดวงตาที่จ้องเขม็งมาที่นางอย่างดุเดือด ทว่าในไม่ช้า นางก็เก็บงำความโกรธในก้นบึ้งดวงตาแล้วเดินเข้ามาใกล้เจียงเฟิ่งหัวเมื
เจียงเฟิ่งหัวเหยียดหลังตรง เดินผ่านหน้าซูถิงหว่านไปอย่างสง่างาม ทำให้ซูถิงหว่านโมโหแทบตายแต่ก็ไม่กล้าแสดงออกนางคร้านจะสนใจสีหน้าซีดเผือดราวเถ้ากระดูกคนตายของนาง ไปส่งทุกคนถึงหน้าประตูตำหนักคุนหนิงด้วยตนเองในเวลานั้นเอง จู่ๆ เจียงเฟิ่งหัวก็รั้งพระชายาองค์ชายรองไว้ ดึงนางไปกระซิบถามที่ด้านข้างว่า “คอของพี่สะใภ้รองเป็นอะไรไป? ได้รับบาดเจ็บหรือ?”พระชายาขององค์ชายรองสวมเสื้อปกสูง ทั้งยังสวมเสื้อคลุมตัวใหญ่อีก นางพยายามลดการคงอยู่ของตนลงมากที่สุดแล้ว แต่ก็ยังคงถูกเจียงเฟิ่งหัวค้นพบเข้าได้นางจึงเผยบาดแผลที่แขนออกมาให้เจียงเฟิ่งหัวดู จากนั้นก็เลิกคอเสื้อให้นางดูอีก รอยแผลถูกเชือกรัดออกมา นางเกือบขาดอากาศหายใจตายไปแล้ว นางจากบริเวณพวกนี้ บนมือ ขา เอว และแผ่นหลังของนางล้วนเต็มไปด้วยบาดแผล ทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของเซี่ยอวี้ทั้งสิ้น เขาคิดจะซ้อมนางให้ตายจริงๆหลังเจียงเฟิ่งหัวได้เห็นก็รู้สึกสะทกสะท้อนใจ กล่าวเสียงเบาว่า “แผลพวกนี้เป็นอวี้อ๋องตีอย่างนั้นหรือ?”พระชายาอวี้อ๋องหัวเราะเยาะตนเองทีหนึ่ง “นอกจากเขาแล้วยังจะมีผู้ใดกล้าลงมือกับข้าอีกเล่า”เจียงเฟิ่งหัวกล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า “ท่านก็
โดยไม่รู้ว่า แผนการเล็กๆ ของนางกำลังจะพังทลายลงแล้วเมื่อเข้ามาในตำหนักคุนหนิง ซูถิงหว่านจึงได้พบว่าพระชายาทุกท่านล้วนอยู่ที่นี่ ด้านนอกหนาวจนคนฟันกระทบกัน แต่นางมีเสื้อคลุมตัวใหม่ที่แสนอบอุ่น ด้านคุณภาพมันถูกทำขึ้นจากขนมิงค์ ส่วนด้านรูปลักษณ์นี่เป็นแบบล่าสุดในตอนนี้ ในมือของนางยังถือเตาพกไว้ นอกจากปลายจมูกที่ถูกความเย็นทำให้แดงก่ำแล้ว นางก็ไม่รู้สึกหนาวเลยสักนิด ดูไปแล้วน่ารักเป็นอย่างมากสายตาของทุกคนล้วนจับจ้องไปที่ตัวนาง นางติดตามอยู่ที่ด้านหลังของเซี่ยซางอย่างสงบเสงี่ยมรู้ธรรมเนียม ทว่าภายในใจกลับกำลังกระหยิ่มยิ้มย่อง ความรู้สึกที่ถูกผู้อื่นจับจ้องช่างดีจริงๆ ทว่า ทุกคนกลับรู้สึกว่าชายารองซูแต่งกายอย่างโอ้อวดเกินไปหรือไม่ เพราะถึงอย่างไรฮองเฮาก็ถือเป็นแม่สามีของนาง นางเพิ่งมาถึงตอนนี้เดิมก็ไม่ผิดธรรมเนียมแล้ว เห็นแก่ที่นางเป็นเพียงชายารองมิใช่ชายาเอก จึงไม่มีผู้ใดตำหนินาง แต่การแต่งกายประดับประดาอย่างฉูดฉาดเย้ายวนยิ่งกว่าพระชายาเช่นนี้สถานการณ์แบบใดควรแต่งกายเช่นใด นางควรจะแยกแยะให้ออกสิ!เมื่อมาถึงเบื้องหน้าของฮองเฮา เซี่ยซางก็กล่าวว่า “เสด็จแม่ทรงประชวรแล้ว เจ้ามีฐานะเป็น
“แม้จะกล่าวเช่นนั้น แต่หรวนหร่วน ตอนนี้เจ้ากำลังตั้งครรภ์ สุขภาพของแม่ไม่สำคัญ การปกป้องหลานของข้าให้ดีจึงจะเป็นภารกิจที่สำคัญที่สุดของเจ้า แค่กๆ…”ฮองเฮาปิดปาก “อย่าเข้ามาใกล้แม่เช่นนี้ อยู่ห่างออกไปสักหน่อย แม่จะได้ไม่ทำให้เจ้าติดโรคจนทำร้ายเด็กไปด้วย ซางเอ๋อร์ลูกดูแลหรวนหร่วนให้ดีก็พอ แม่ไม่เป็นไร แค่กๆ…”เจียงเฟิ่งหัวชื่นชมทักษะการแสดงของเฉิงฮองเฮาเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อนางได้ยินเสียงไอพวกนี้ นางยังรู้สึกสงสารและกังวลขึ้นมาในใจเลยต่อหน้าทุกคน เซี่ยซางไม่กล้าให้เจียงเฟิ่งหัวนั่งแล้ว ไม่เช่นนั้นหากถูกคนอื่นวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นมา ที่ได้รับผลกระทบก็คือชื่อเสียงของนาง อีกทั้งนางทำดีมากแล้ว ยิ่งไม่อาจให้คนครอบชื่อเสียงอกตัญญูให้นางอย่างไร้เหตุผลแม้เสด็จแม่มีเขาเป็นลูกชายเพียงคนเดียว แต่ในจวนอ๋องของเขามีผู้หญิงอยู่สองคน บัดนี้ คนหนึ่งมาคอยปรนนิบัติดูแลอย่างตั้งใจอยู่ที่นี่ อีกคนกลับไม่ถามไถ่ มิน่าเสด็จแม่จึงไม่เคยชอบซูถิงหว่านเลยตอนนั้น หากเขาแต่งซูถิงหว่านมาเป็นพระชายาเหิงอ๋องจริง ไม่รู้ว่าเสด็จแม่จะทรงเสียใจและเป็นทุกข์เพียงใดเมื่อเปรียบเทียบกันเช่นนี้ ราชครูเจียงและเจียงฮูหยินน
แต่หากฮองเฮาทำให้เขาโมโห เขาก็สามารถทอดทิ้งนาง ทรมานนางได้เช่นกันเพราะเขาคือฮ่องเต้ที่สูงส่งเหนือผู้ใด เคยชินกับการมีสตรีคอยเอาอกเอาใจและเชื่อฟังมานานแล้ว ก็แค่นั้นเอง ดังนั้นฮ่องเต้และฮองเฮาจะมีความผูกพันฉันสามีภรรยาได้สักเท่าไรนางรับรู้ได้ถึงความเย็นชาไร้น้ำใจของฮ่องเต้มีเพียงใช้ชีวิตอย่างไร้ใจไร้ไมตรีเท่านั้นจึงจะไม่เจ็บปวดนางคาดการณ์ไว้นานแล้วว่าเส้นทางที่นางต้องเดินก็คือทางสายเก่าของฮองเฮา แต่เส้นทางของนางกับฮองเฮาก็แตกต่างกันไปอย่างสิ้นเชิง เพราะนางจะกุมหัวใจของเซี่ยซางไว้ให้มั่น แล้วเหยียบซูถิงหว่านกับสกุลซูทั้งตระกูลขึ้นสู่ตำแหน่งหากมีวันหนึ่ง พวกมันได้รู้ว่า ความร่ำรวยหรูหรายศถาบรรดาศักดิ์ที่พวกมันเคยได้เพลิดเพลินในชาติก่อน ถูกตัวนางในชาตินี้ทำลาย ไม่รู้ว่าพวกมันจะสำนึกเสียใจต่อทุกสิ่งที่เคยทำร้ายนางหรือไม่เส้นทางนี้ทั้งยาวนานและยากลำบากอย่างยิ่ง ทว่าขอเพียงนางค่อยๆ วางแผนไปทีละก้าว ก็ไม่มีอุปสรรคใดที่ไม่อาจเอาชนะ นางมีความตั้งใจอันแน่วแน่ที่จะได้เห็นฉากที่พวกมันก้มกราบศิโรราบอยู่บนพื้นทางด้านนี้ เหล่าองค์ชายกำลังพยายามอย่างเต็มที่ในการแสดงออกถึงความกตัญญูของตน แ
เซี่ยซางได้ยินนางกล่าวเช่นนั้นจึงไม่บังคับนางอีก ต้าโจวให้ความสำคัญกับจริยธรรมที่สุด การที่นางกตัญญูต่อเสด็จแม่ทำให้เขารู้สึกภูมิใจยิ่งเพื่อให้เจียงเฟิ่งหัวสบายขึ้นหน่อย เซี่ยซางสั่งให้คนนำเก้าอี้เล็กๆ มาไว้ข้างเตียง ท้องของนางไม่ใหญ่มาก ประกอบกับนั่งอยู่บนเก้าอี้ทำให้ไม่เหนื่อย อ้าวเสวี่ยและเหลียนเย่ล้วนรออยู่ข้างนอก เขาได้สั่งให้คนไปรับคนทั้งสองมาเช่นกัน บัดนี้นางอยู่ในสถานการณ์พิเศษ ข้างกายไม่อาจไร้คนดูแลกฎระเบียบภายในวังพวกนี้ เขาย่อมไปทูลขอให้เสด็จพ่อทรงอนุโลมเองเขาเห็นทั้งหมดว่า เจียงเฟิ่งหัวดูแลเสด็จแม่อย่างใส่ใจเพียงใด และก็รู้สึกภาคภูมิใจยิ่งที่ได้แต่งกับภรรยาทั้งงามสง่าและมีคุณธรรมเช่นนี้หมอหลวงหวังไปเขียนใบรายการยาและต้มยาด้วยตนเองอีกครั้งรอจนคนจากไป สี่หมัวมัวก็ก้าวออกมาเบื้องหน้าอย่างกะทันหัน จากนั้นก็คุกเข่าลงตรงหน้าเซี่ยซางเพื่อขอรับโทษ“ล้วนต้องโทษบ่าวที่ไม่ได้ดูแลฮองเฮาให้ดี บ่าวมีความผิดเพคะ บ่าวก็เคยเกลี้ยกล่อมให้ฮองเฮาทรงคลายพระทัยแล้ว แต่พระนางตรัสว่ามักทรงรู้สึกผิด…”แววตาของนางดูร้อนใจคล้ายมีคำพูดที่อยากจะกล่าว แต่ก็ราวกับไม่กล้าเล่าสิ่งใดทั้งสิ้น เซี
เฉิงฮองเฮาลืมตาขึ้นเล็กน้อย ราวกับสติไม่แจ่มใสนัก น้ำเสียงของนางแหบพร่าและอ่อนแรง “ซางเอ๋อร์มาแล้วหรือ แค่กๆ…แม่ไม่เป็นไร ไม่ต้องกังวลหรอก” กล่าวจบนางก็หลับตาลงอีกครั้ง ราวกับเหน็ดเหนื่อยและอ่อนล้าเหลือเกิน และคล้ายกลับหมดสติไปอีกครั้งแล้วดวงตาของเซี่ยซางแดงระเรื่อ เขาคุกเข่าลงข้างเตียง “เป็นลูกอกตัญญู เสด็จแม่ทรงป่วยหนักถึงเพียงนี้ ลูกกลับไม่รู้เลย เสด็จแม่ทรงไม่สบายที่ใดพ่ะย่ะค่ะ ให้หมอหลวงตรวจดูสักหน่อยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”ฮองเฮาส่ายหน้า หางตามีหยดน้ำตาซึมออกมา ในขณะที่สะลึมสะลือนางก็ร้องไม่หยุดว่า “เจ็บ”นางยิ่งเป็นเช่นนี้เซี่ยซางก็ยิ่งปวดใจ ถามว่านางเจ็บที่ใดนางก็บอกได้ไม่ชัดเจนเซี่ยซางสัมผัสหน้าผากของนาง ดวงตาเต็มไปด้วยความร้อนใจ “เหตุใดจึงได้ร้อนเช่นนี้”เขารีบให้คนตักน้ำมา บิดผ้าเช็ดหน้าวางลงบนหน้าผากของนาง แล้วตวาดใส่นางกำนัลด้วยความโมโหทีหนึ่งว่า “พวกเจ้าดูแลเสด็จแม่อย่างไรกัน”นางกำนัลตกใจจนคุกเข่าลงกับพื้น “หม่อมฉันผิดไปแล้วเพคะ”เจียงเฟิ่งหัวกล่าวว่า “ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือจะทำให้เสด็จแม่ทรงดีขึ้นได้อย่างไร หม่อมฉันได้ยินเสด็จแม่ร้องว่าเจ็บ เหตุใดจึงทรงเจ็บ แล้วเจ็
“เช้าวันนี้ตอนที่หม่อมฉันจะเข้าวัง ได้ยินพ่อบ้านเฉิงพูดว่าจะจัดเตรียมชุดกันหนาวให้ชายารองซู ดูเหมือนชายารองซูจะเดินทางไกลนะเพคะ” เจียงเฟิ่งหัวกล่าวขึ้นมาอีก“นางจะไปที่ใดกัน ทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าแล้วนางยังคิดจะไปที่ใดอีก” เฉิงฮองเฮากล่าวเสียงหนัก“แม่ทัพน้อยสกุลซูกลับเมืองหลวงแล้ว ชายารองซูน่าจะไปที่จวนสกุลซูเพราะฮูหยินผู้เฒ่าซูยังพักอยู่ที่นั่นเพคะ”“นางเฒ่านั่นจะกลับชายแดนแล้ว ได้กราบทูลต่อฝ่าบาททราบแล้ว”เจียงเฟิ่งหัวกล่าวว่า “ชายารองซูคงมิได้คิดจะกลับไปกับฮูหยินผู้เฒ่าซูกระมังเพคะ!”“นางจะไปก็ไปเถอะ ทางที่ดีที่สุดอย่าได้กลับมาอีกตลอดกาลเลย…”นางเพิ่งกล่าวคำพูดนี้จบ เจียงเฟิ่งหัวก็เอ่ยเตือนว่า “ท่านอ๋องก็จะไปชายแดนแล้วเช่นกันเพคะ ชาวหูมีเจตนาจะก่อสงคราม ท่านอ๋องได้ถวายฎีกาขอออกศึกแล้วเพคะ รอได้รับราชโองการก็จะออกเดินทาง” พวกนี้ล้วนเป็นสิ่งที่เซี่ยซางบอกนาง นางมิได้โป้ปด ส่วนที่เหลือก็รอให้ฮองเฮาไปคาดเดาเอาเอง“ซูถิงหว่านคิดจะตามกองทัพไปทำศึกด้วย ราชสำนักต้าโจวไม่มีธรรมเนียมให้แม่ทัพพาสตรีในครอบครัวไปออกรบด้วยมาก่อน หากซางเอ๋อร์รับราชโองการแล้วนางคอยติดตามอยู่ด้านข้างจริงๆ นางคิ
เจียงเฟิ่งหัวรู้ถึงสถานการณ์ของสกุลเฉิง ชาติที่แล้วก็เป็นเช่นนี้ ชีวิตของเฉิงฮองเฮาไม่ดี วันเวลาของสกุลเฉิงก็ไม่ดีไปด้วยแม้นางจะเป็นภรรยาเอกของเซี่ยซาง แต่ก็ทำให้สกุลเจียงทั้งตระกูลพลอยเดือดร้อนมีชีวิตอย่างยากลำบากเช่นกัน ดังนั้นนางจึงเข้าใจเฉิงฮองเฮาเป็นอย่างดีแต่เมื่อได้ฟังเฉิงฮองเฮากล่าวกับนางด้วยตนเองเช่นนี้ ความรู้สึกก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว อย่างน้อยที่สุด เฉิงฮองเฮาก็เห็นนางสะใภ้ผู้นี้เป็นคนกันเองแล้วหากเฉิงฮองเฮาเต็มใจช่วยนางจัดการกับซูถิงหว่าน นางก็ไม่รังเกียจจะช่วยพูดให้สกุลเฉิงต่อหน้าเซี่ยซางสักประโยคสองประโยคขอเพียงแม่ทัพเฉิงสามารถคว้าโอกาสไว้ได้ การที่พวกเขาคิดจะไต่เต้ายิ่งขึ้นไป ก็มิได้เป็นอุปสรรคต่อความก้าวหน้าของสกุลเจียงแต่อย่างใดศัตรูที่พวกเขามีร่วมกันล้วนเป็นสกุลซู เรื่องดีๆ เช่นนี้เหตุใดนางจะไม่ทำเล่าเจียงเฟิ่งหัวยิ้มบางๆ ว่า “ความหมายของเสด็จแม่คือ หากท่านอ๋องจะออกศึก ทรงหวังให้พระองค์นำชนรุ่นหลังของจวนแม่ทัพเฉิงไปด้วยใช่ไหมเพคะ” ได้แต่ช่วยดันคนรุ่นหลังก่อน เพราะในชาติก่อน แม่ทัพเฉิงก็คว้าโอกาสนี้ไว้ไม่ได้ หากเขาไปขอราชโองการอย่างบุ่มบ่าม เกรงว่าจะทำให้ฮ่องเ