กระทั่งเฉิงฮองเฮาหายใจคล่องขึ้นแล้ว นางกลับทอดสายตามองไปทางเจียงเฟิ่งหัว มองจากแววตาของนางมิได้เห็นท่าทีแดกดันและเย้ยหยัน กลับเป็นการให้กำลังใจกันมากกว่า คิดได้ว่าตัวนางเองก็เคยเป็นถึงบุตรสาวของฝู่กั๋วกง เรียนศิลปะสี่แขนงและประพันธ์ลำนำคำกลอนมาตั้งแต่เยาว์วัย ตัวนางเองก็เติบโตมาภายใต้การดูแลเอาใจใส่อย่างดีจากบุพการี ต่อมาในตอนที่อภิเษกสมรสกับฝ่าบาท ก็เป็นช่วงวัยที่งดงามสดใสดุจบุปผาเฉกเช่นเดียวกับพวกนาง สูญเวลาไปกว่าครึ่งชีวิตแล้ว สิ่งที่นางเดิมพันคือลมหายใจ จึงยืนหยัดมาได้จนถึงทุกวันนี้ นางมิอาจยอมให้บุตรชายถูกใครดูหมิ่นดูแคลนอย่างเด็ดขาด จะต้องให้ฝ่าบาทเห็นว่านางเฉิงหลางจิ่นเองก็เคยมีเกียรติยศอันสง่างามด้วยเหมือนกัน “สี่หมัวมัว จงไปนำพิณหยกงามของข้าออกมา” ฮองเฮาหันกลับไปมองฮ่องเต้ “หม่อมฉันมิได้ดีดพิณมาหลายปี ฝีมือบรรเลงคงจะระคายพระกรรณของฝ่าบาทแล้ว ขอฝ่าบาทโปรดให้อภัยด้วยเพคะ” ฮ่องเต้ทอดพระเนตรมาทางนาง ดวงเนตรส่องประกาย “ไม่เห็นเป็นไร มีฮองเฮาคอยเสริมความสนุกสนาน งานเลี้ยงฉลองนี้ก็สมบูรณ์แบบแล้ว” แววตาของฮองเฮาฉายประกายเย็นเยียบเล็กน้อย มุมปากยกยิ้มขึ้นบาง ๆ “ตราบใดที่ฝ่าบา
บทแทรกเล็ก ๆ ระหว่างกลางทำให้พวกนางรู้สึกเศร้ารันทดถึงที่สุด และเมื่อได้พบเจอฟ้าดินอันแสนกว้างขวางอีกครั้ง พวกนางได้ปล่อยวางหนทางข้างหน้าและอดีตที่ผ่านพ้นมาไปแล้ว ดรุณีที่สนิทสนมกันราวกับว่าถูกชะตากรรมดึงมาให้รวมตัวกันและแยกจากกันอีกครั้ง พวกนางเคยผ่านช่วงเวลาที่มีสายตาของผู้คนนับหมื่นจ้องมองในตอนที่ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด และตกลงมาอีกครั้งในหุบเหวลึกหมื่นจ้าง และสุดท้ายก็เหลือไว้เพียงเสียงสะท้อนอันก้องกังวาน วนเวียนไปไม่สิ้นสุด คล้ายกับพวกนางได้ผ่านสภาพการณ์อันรุ่งเรืองดั่งภาพร้อยวิหคชูคอคารวะหงส์ ดูราวกับว่าพวกนางกำลังสนทนาถึงความผันผวนของชีวิตคน รวมถึงสภาพสังคมอันยากลำบาก และนางก็เป็นดั่งพญาหงส์ที่โดดเด่นอยู่ท่านกลางฝูงวิหคที่กำลังร้องขับขานอย่างพร้อมเพรียง ราวกับว่าเฉิงฮองเฮาได้ดีดพิณถ่ายทอดเรื่องราวในชีวิตของนางออกมา และท่าร่ายรำของเจียงเฟิ่งหัวก็ยิ่งวิจิตรตระการตา ท่วงท่าของนางแสดงให้เห็นถึงความบริสุทธิ์ไร้เดียงสาของเด็กสาว ความโศกเศร้าโศกาของสตรีผู้ซึ่งออกเรือนแล้ว เรื่อยไปจนถึงการปล่อยวางได้อย่างถึงอกถึงใจ กระทั่งเพลงสังคีตจบลง ก็ทำให้คนต่างรู้สึกโศกเศร้าหวิวโหวงในช่องท้อง
“เสด็จแม่ไม่เคยทำเรื่องอันใดที่ไม่ให้เกียรติเสด็จพ่อ” เซี่ยซางกล่าวออกไปอย่างกล้าหาญ “เสด็จพ่อควรจะเสด็จไปทอดพระเนตรให้เห็นกับตา ว่าคืนวันในตำหนักคุนหนิงเสด็จแม่ต้องผ่านพ้นไปอย่างไรบ้าง เมื่อคราที่ลูกยังเยาว์วัยก็เคยได้ยินเสด็จแม่ร่ำไห้อยู่บ่อยครั้ง ร้องไห้ติดต่อกันทุกคืน ร้องแล้วจากนั้นก็หัวเราะออกมา ขณะที่ท่านไปอยู่กับซูกุ้ยเฟย แม้กระทั่งเยี่ยนเฟย หวังเหม่ยเหริน หย่าเฟย หรือนางกำนัลคนอื่นในวัง ทว่านางกลับต้องเฝ้ารออยู่ในที่แห่งนั้นตามลำพัง เฝ้ารอมานานยี่สิบกว่าปี ไม่ว่านางจะเคยมีความผิดอะไร เสด็จพ่อก็ควรจะไปดูแลนางบ้าง” พูดถึงฮองเฮา ฮ่องเต้พลันนึกถึงภาพนางขณะดีดบรรเลงเพลงพิณเมื่อครู่ขึ้นมา เมื่อสามสิบปีก่อนนางก็เคยงดงามเจิดจรัสดั่งเช่นตอนนั้นเหมือนกัน เขาเองก็เคยรู้สึกเพลิดเพลินใจไปกับนาง เคยถูกนางดึงดูดมาก่อน “ซางเอ๋อร์ เจ้าเองก็โกรธแค้นเราเหมือนกันหรือ” ฮ่องเต้คล้ายกับอ่อนล้าทั้งกายใจ เพียงเสี้ยวพริบตาก็ดูแก่ชราลงไปมาก เซี่ยซางชะงักไป ครู่เดียวก็เอ่ยขึ้นอย่างฝืนใจตนเอง “กระหม่อมมิได้โกรธแค้นพ่ะย่ะค่ะ” ฮ่องเต้คร้านจะเล่นปริศนาคำทายกับเขาแล้ว ตลอดหลายปีที่ผ่านมาฮองเฮาพยาย
ซูชิงชิงโกรธจนเจ็บแปลบที่หน้าอก “เจ้าเพิ่งมารู้สึกตัวเอาตอนนี้ว่าตกหลุมพรางของคนอื่น ตอนนั้นมัวทำอะไรอยู่ น่าโมโหเสียจริง” “ท่านป้าแต่บัดนี้ข้าก็รู้ตัวแล้วนี่เจ้าคะ” นางก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในจวนอ๋องให้ฟังอีกครั้ง ซูกุ้ยเฟยก็กล่าวขึ้น “อวิ๋นฟางบอกให้เจ้าทำเช่นนั้นหรือ? นังแพศยา ข้ายังเผลอคิดไปว่านางพอช่วยเจ้าได้ ที่ไหนได้นางกลับได้เสวยสุข ปล่อยเคราะห์กรรมให้เจ้ารับผิดชอบคนเดียว” “ไม่เกี่ยวกับอวิ๋นฟางกูกูเจ้าค่ะ นางช่วยเหลือข้ามาตลอด เป็นเจียงเฟิ่งหัวต่างหาก นางจงใจล่อลวงข้า ตอนนั้นข้าหุนหันพลันแล่นไปด้วยอารมณ์ชั่ววูบก็เลยสวมรอยใช้ชื่อของนางไปจับจ่ายซื้อของมาเล็กน้อย” ซูถิงหว่านยังเชื่อใจอวิ๋นฟางมาก ถึงอย่างไรอวิ๋นฟางก็คอยช่วยนางเล่นงานเจียงเฟิ่งหัวมาตลอด มิหนำซ้ำยังสอนนางอีกว่าควรผูกมัดใจเซี่ยซางอย่างไร “ของที่เจ้าซื้อมามีเพียงของเจ้าคนเดียวหรือ อาภรณ์แพรพรรณเครื่องประดับใด ๆ เป็นของเจ้าคนเดียวหรือ แล้วทุกครั้งที่เจ้าไปที่โรงเตี๊ยม ลำพังตัวเจ้าคนเดียวจะกินเข้าไปได้สักเท่าใดกันเชียว” ซูถิงหว่านเพิ่งจะฉุกคิดขึ้นมาได้ “อวิ๋นฟางเองก็เพราะว่าถูกใจ ฉะนั้น…นางก็เลยซื้อด้วยเหมือนกั
เซี่ยซางสั่งให้นางกำนัลไปนำตัวซูถิงหว่านมา จากนั้นเขาก็หันไปเอ่ยกับเจียงเฟิ่งหัว “ส่วนเรื่องซูถิงหว่าน แม้นางจะทำความผิด แต่ถึงอย่างไรก็ต้องกลับจวนไปพร้อมกับข้า” อย่างไรเสียนางก็เป็นพระชายารองของเหิงอ๋อง ฮองเฮาจะตบตีหรือจะลงโทษก็เป็นเรื่องของฮองเฮา เฉิงฮองเฮาเพียงเห็นนางแล้วก็ขุ่นเคืองพระทัยขึ้นมาแล้ว และไม่เคยคิดอยากจะรั้งให้นางอยู่ข้างกายให้เกะกะรำคาญตา สุดท้ายซูถิงหว่านก็ต้องกลับจวนเหิงอ๋อง เจียงเฟิ่งหัวก็ไม่มีเหตุผลจะต้องคัดค้าน กระทั่งได้พบซูถิงหว่าน นางทำให้ทั้งร่างกายของตนเองเต็มไปด้วยบาดแผล ท่าทางน่าสงสารจับใจ ทว่านั่นกลับทำให้เจียงเฟิ่งหัวได้เห็นโลกกว้างขึ้น แค่ไปพบซูกุ้ยเฟยเพียงครั้งเดียวสมองถึงกับตื่นรู้เลยหรือ ก็เห็นนางคุกเข่าลงต่อเบื้องหน้าเซี่ยซางและเจียงเฟิ่งหัวอย่างนอบน้อมยำเกรงและเอ่ยว่า “หม่อมฉันคารวะท่านอ๋อง คารวะพระชายา” เซี่ยซางตัวแข็งทื่อไปนัยน์ตาสะท้อนประกายเวทนาสงสารออกมา ทว่าเมื่อหวนคิดถึงเรื่องเลวร้ายที่นางทำลงไป เขาก็พยายามทำเย็นชากับนาง “ลุกขึ้นมาเถิด! กลับจวนกับข้า กลับถึงจวนแล้วจะต้องรู้สำรวมกิริยาวาจา” “หม่อมฉันทราบแล้วเพคะ หลังจากนี้จะเชื่อฟั
หลังจากเซี่ยซางออกไปแล้ว เจียงเฟิ่งหัวก็ได้ตรวจสอบสมุดบัญชีของจวนอ๋อง ผ่านไปหนึ่งวันเต็มแล้ว นางก็ยังตรวจสอบไม่หมด พอได้เข้าใจถึงจำนวนอันมากมายมหาศาลของทรัพย์สินส่วนตัวในจวนเหิงอ๋องแล้วคร่าว ๆ ทำให้นางถึงกับตะลึงงันตาค้าง แม้ว่านางจะวางแผนสิบปี หาทรัพย์สินเงินทองให้สกุลเจียงมาแล้วไม่น้อย จนเรียกว่าร่ำรวยได้แล้วก็ตาม ทว่ามันก็ยังเทียบไม่ได้แม้แต่หนึ่งในหมื่นส่วนของจวนเหิงอ๋องด้วยซ้ำ สมบัติของสกุลเจียงในตอนนี้เป็นสิ่งที่พวกเขาใช้สองมือสองเท้าของตัวเองหามาด้วยความยากลำบาก ขณะที่ทรัพย์สมบัติของเซี่ยซางกลับเป็นสิ่งที่ราชสำนักจัดสรรให้มาอย่างง่ายดาย บางคนเกิดมาก็คาบช้อนเงินช้อนทองอยู่ในปากแล้ว ไม่เหมือนกับนางแม้จะมีชีวิตอีกกี่สิบปีก็เรียกได้แค่ว่าพอร่ำรวยบ้างเท่านั้น เพราะฉะนั้นการเกิดมามีต้นทุนถึงได้สำคัญมาก นางพลิกดูสมุดบัญชีเล่มก่อนหน้าของจวนอ๋องอีกครั้ง ก็พบว่าเซี่ยซางเคยใช้เงินไปไม่น้อยกับซูถิงหว่านจริง ๆ นางพึมพำกับตนเอง “ซูถิงหว่านรักเซี่ยซางจริงหรือเปล่านะ? หากว่าเขามิได้ใช้จ่ายเงินจำนวนมากขนาดนี้เพื่อนางแล้ว หรือหากว่าเขาเป็นแค่ปัญญาชนยากจนคนหนึ่ง ซูถิงหว่านยังจะรักเขาเหมื
เซี่ยซางเอ่ยขึ้น “โชคดียิ่งนักที่มีเจ้า มิเช่นนั้นข้าก็ไม่รู้จริง ๆ ว่าจะจัดการกับบาดแผลนี้อย่างไรดี เจ้าก็รู้ ว่าเรื่องที่ข้าได้รับบาดเจ็บจะให้วังหมัวมัวและพ่อบ้านเฉิงรู้ไม่ได้เด็ดขาด มิเช่นนั้นแล้วเรื่องต้องไปถึงหูเสด็จแม่แน่” มิใช่ว่ายังมีหลินเฟิงอีกคนที่ช่วยเขาทายาได้หรอกหรือ? ที่เซี่ยซางจะขอบคุณคงมิใช่แค่เรื่องนี้หรอกกระมัง ดูท่าเขายังเหลือช่องว่างให้ตนเองอยู่อย่างนั้นสินะ! นางจึงกล่าวว่า “หม่อมฉันเป็นภรรยาของท่านอ๋อง เรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องในความรับผิดชอบของหม่อมฉันอยู่แล้วเพคะ” เจียงเฟิ่งหัวอาบน้ำให้เขาอย่างละเอียดลออ เลี่ยงบริเวณที่เป็นแผล ส่วนอื่นที่เหลือให้นางจัดการจนเรียบร้อยทั้งหมด นางอยากจะพูดออกไปเหลือเกินว่า เจ้าบาดเจ็บแค่บริเวณแผ่นหลัง ใช่ว่ามือจะได้รับบาดเจ็บอะไร ส่วนล่างของตนเองก็น่าจะจัดการเองได้มิใช่หรือ! เซี่ยซางเห็นนางหน้าแดงไปถึงใบหู มองเห็นความกระอักกระอ่วนของนางจึงเอ่ยว่า “นานเพียงนี้แล้ว เจ้ายังหน้าแดงอีกหรือ ใช่ว่าไม่เคยเห็นมาก่อน” นางเอ่ยสวนทันควัน “วิญญูชนพึงแต่งกายให้เรียบร้อย แววตาน่าเกรงขาม ผู้คนมองแล้วจึงรู้สึกเคารพยำเกรง…” “เจ้าคาดหวัง
“เสด็จพ่อพระราชทานสมรสแล้ว เจ้ายังจุกจิกเรื่องความประพฤติของข้าอีกหรือ” เจียงเฟิ่งหัวรีบยกมือปิดปาก รู้ตัวว่าเผลอพลั้งปากพูดสิ่งที่มิควรออกไปแล้ว จึงพูดตะกุกตะกักออกมา “หม่อมฉันมิบังอาจเพคะ” เซี่ยซางกลับมิได้ถือสานาง ถึงอย่างไรราชครูเจียงก็เป็นอาจารย์ผู้ซึ่งมีหน้าที่ให้ความรู้อบรมคนอยู่แล้ว สกุลเจียงก็เป็นตระกูลที่สูงส่งด้วยคุณธรรมและความบริสุทธิ์ แม้ฮ่องเต้จะพระราชทานพิธีสมรสให้แล้ว ก็ใช่ว่าเจียงหวยจะไม่จำเป็นต้องพินิจพิจารณาแล้วว่าว่าที่บุตรเขยของตนเป็นคนอย่างไร คุณธรรมความประพฤติเป็นอย่างไร นั่นคือเรื่องปกติของคนทั่วไปอยู่แล้ว เขาจงใจหยอกเย้านางมากกว่า “หากข้าคุณธรรมความประพฤติไม่ดีขึ้นมา เจ้าจะทำเช่นไรหรือ?” เจียงเฟิ่งหัวไม่หลงกลคำพูดของเขา จึงถามกลับว่า “ไฉนคุณธรรมความประพฤติของท่านอ๋องจึงไม่ดีเพคะ?” เซี่ยซางถูกนางถามก็สะอึกไป คุณธรรมความประพฤติจะดีหรือไม่ดีนั้นขอบเขตเป็นเช่นไรหรือ เขาไม่กล้าบอกว่าตนเองเป็นคนดี แต่ก็ไม่ถึงกับเป็นคนชั่วร้ายหรอกกระมัง “ภายในใจของหม่อมฉัน ท่านอ๋องมีคุณธรรมและความประพฤติเป็นเลิศ เป็นขุนนางที่ซื่อสัตย์ของประชาชน ท่านพ่อบอกเสมอว่าคนที่สามารถ
นางไม่อยากพิเคราะห์ซูถิงหว่าน อีกอย่างตอนนี้ก็กำลังรอให้ฮ่องเต้มีบัญชาเข้าเฝ้า ผ่านไปครึ่งเดือนแล้ว ทว่าทางฝ่าบาทกลับไร้ซึ่งความเคลื่อนไหวใด ๆ ทั้งที่ความคืบหน้าของการเดินทัพควรจะมาถึงพระหัตถ์ของฝ่าบาทได้แล้ว! เจียงเฟิ่งหัวไม่อยากพึ่งพิงเฉิงฮองเฮาไปตลอด เมื่อชาติก่อนเฉิงฮองเฮาเองก็ทำให้นางอับอายไม่น้อย ครึ่งชีวิตแรกนางถูกซูชิงชิงกดขี่ ส่วนอีกครึ่งชีวิตหลังก็ยังต้องถูกนางกดขี่ ในตอนนั้นเอง อู๋ซินกงกงมาถึงตำหนักคุนหนิงก็ค้อมกายทำความเคารพต่อฮองเฮาก่อนจะกล่าวว่า “ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะฮองเฮา ขอฮองเฮาทรงพระเจริญ” ฮองเฮาทรงโปรดปรานขันทีน้อยคนนี้มาก ทั้งปากหวานเอาใจเก่งรู้สถานการณ์ ที่ฮ่องเต้กลับมาคืนดีกับนางอีกครั้ง เพราะมีอู๋ซินช่วยเอาไว้มาก ฮองเฮาตรัสว่า “ไม่ต้องมากพิธี ฝ่าบาทมีรับสั่งเรียกข้าเข้าเฝ้าหรือ” “ฝ่าบาททรงกังวลพระทัยตลอดว่าพระพลานามัยของฮองเฮาจะแข็งแรงขึ้นบ้างหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ หลายวันมานี้ฝ่าบาททรงยุ่งอยู่กับการศึกชายแดนที่ห้องทรงพระอักษรตลอด ด้วยเหตุผลนี้จึงมิได้เสด็จมาเยี่ยมฮองเฮาพ่ะย่ะค่ะ พระองค์ยังกำชับว่าให้ฮองเฮารักษาพระวรกายให้ดีด้วยพ่ะย่ะค่ะ” แน่นอนว่าอู๋ซินย่อมแต่งเ
“ขอบพระทัยเพคะฮองเฮา” นางหาที่นั่งและทิ้งบั้นท้ายนั่งลงทันที สันหลังตั้งตรง ท่าทีมองลงมาจากที่สูง นางยังคงติดตรึงในห้วงความฝันท่าทางของนางที่เปี่ยมล้นด้วยเกียรติยศและอำนาจ สมจริงถึงเพียงนี้เชียว คล้ายกับว่านั่นคืออีกครึ่งชีวิตหลังจากนี้ที่นางจะได้สัมผัสมันในวันข้างหน้า ซูถิงหว่านก็เหลือบสายตามองท้องของเจียงเฟิ่งหัว ในความฝันของนางเด็กสองคนที่เกิดจากเจียงเฟิ่งหัวจะทรมานเจียงเฟิ่งหัว จะทำให้นางเป็นทุกข์เหมือนตายทั้งเป็น ซูถิงหว่านยินดีเป็นอย่างยิ่ง นางจึงเอ่ยว่า “ได้ยินหมอหลวงเหมยกล่าวว่าพระชายาตั้งครรภ์ลูกแฝด พระชายาช่างมีโชควาสนาจริง ๆ เพคะ ตั้งครรภ์คราเดียวได้ถึงสองพระองค์” เพราะนางเอ่ยว่าเซี่ยซางได้รับชัยในสงครามแล้ว สีพระพักตร์ของฮองเฮาจึงมิได้ย่ำแย่ลง แต่กลับรับคำพูดนั้นต่ออย่างราบรื่น “ซางเอ๋อร์มีวาสนาดี ได้อภิเษกสมรสกับพระชายาผู้งดงามเพียบพร้อมด้วยคุณธรรมอย่างหรวนหร่วนคนนี้ หรวนหร่วนเองก็มีความพยายาม ตั้งครรภ์คราเดียวก็ได้เจ้าตัวน้อยถึงสองพระองค์ ผิดกับบางคนที่ตลอดทั้งชีวิตก็ยังตั้งครรภ์ไม่ได้เลยด้วยซ้ำไป” อันที่จริงบางคนที่นางผู้ถึงก็คือซูถิงหว่าน เอ่ยถึงเรื่องนี้ขึ้นมา ซู
ถือสิทธิ์อะไร? หากความฝันเป็นความจริงได้ก็คงดี นางได้เป็นฮองเฮาผู้สูงส่งไร้ใดเปรียบ ส่วนเด็กสองคนที่เจียงเฟิ่งหัวให้กำเนิดกลับต้องเรียกนางว่าเสด็จแม่ การเลี้ยงดูพวกเขาให้เสียผู้เสียคนคือเรื่องที่ทำให้นางสะใจที่สุดแล้ว ในตอนนี้เอง สี่หมัวมัวก็พาคนเข้ามาพร้อมหอบเครื่องภูษากองหนึ่งบุกเข้ามาด้วย เห็นนางยังนอนอยู่บนเตียง สี่หมัวมัวก็เริ่มเอ่ยวาจาหาเรื่องทันที “เครื่องภูษาของฮองเฮากองนี้ยังไม่ได้ทำความสะอาด แต่พระชายารองซูกลับเกียจคร้านซ่อนตัวอยู่ในห้อง” ซูถิงหว่านลุกขึ้นจากเตียง ก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงเย็นเยียบว่า “เครื่องภูษาของฮองเฮายังต้องให้ข้าทำความสะอาด เช่นนั้นจะเลี้ยงบ่าวชั้นต่ำอย่างพวกเจ้าเอาไว้เพื่ออะไร” นางคิดถึงภาพอันน่าสังเวชของเฉิงฮองเฮาที่ต้องใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างเดียวดายในความฝันขึ้นมา นางก็เกือบจะหัวเราะออกมา ไม่รู้เหตุใดเซี่ยซางจึงไม่โปรดปรานเสด็จแม่ของเขา แม้ว่าจะยอมให้นางได้เป็นไทเฮา ทว่านางก็เป็นไทเฮาแค่ในนาม อำนาจในมือล้วนอยู่ที่ท่านป้าของนางหมด สี่หมัวมัวเห็นเช่นนี้ก็เอ่ยว่า “ก่อนท่านอ๋องจะเสด็จออกไปได้มีคำสั่ง ให้พระชายารองซูอยู่ที่วังหลวงคอยดูแลปรนนิบัติฮองเฮา
“นางคือเสด็จแม่ และนางก็เป็นฮองเฮา เป็นเสด็จแม่ของพวกข้า” องค์ชายน้อยตะโกนออกมาด้วยความโกรธ “มีเพียงฮองเฮาที่รักพวกข้ามากที่สุด นางให้ข้ากิน ให้พวกข้าสวมอาภรณ์ชุดใหม่ แต่ท่านกลับทำได้เพียงเย็บอาภรณ์เก่า ๆ เหล่านี้ให้พวกข้า มิหนำซ้ำยังปล่อยให้พวกข้าอดอยาก พวกข้าเกลียดท่านที่สุด” เจียงเฟิ่งหัวเจ็บปวดเหมือนมีดกรีดแทงหัวใจ นางร่ำไห้น้ำตานองราวกับห่าฝน รู้สึกอึดอัดเสียใจจนพูดไม่ออก ซูถิงหว่านหรี่ตามองอย่างเยือกเย็น ก่อนจะสั่งให้คนไปนำอาหารและเสื้อผ้าดี ๆ มาให้เด็กน้อยไร้เดียงสาสองคน และให้คนพาพวกเขาทั้งสองคนกลับตำหนักคุนหนิงเพื่อจะได้ดูแลอย่างเต็มที่ หากนางรู้สึกไม่ได้ดั่งใจ ก็จะพาพวกเขากลับมาเผชิญความลำบากอีกครั้ง ทำแบบนี้ซ้ำไปซ้ำมา ซ้ำแล้วซ้ำเล่า พวกเขาก็จะจงเกลียดจงชังมารดาผู้ให้กำเนิดของเขาแล้ว นางยิ้มเยาะพลางกล่าวว่า “เจียงเฟิ่งหัว ต่อให้เจ้าเป็นชายาเอกของฝ่าบาทแล้วอย่างไร แม้จะถูกเจ้าแย่งชิงตำแหน่งพระชายารัชทายาทไปแล้วอย่างไร บัดนี้ข้าเป็นถึงฮองเฮาผู้เป็นมารดาแห่งใต้หล้าแล้ว ดูสิ! แม้แต่บุตรสองคนที่เจ้าให้กำเนิดยังไม่ยอมรับเจ้าเลยด้วยซ้ำ พวกเขาเกลียดเจ้าอย่างกับอะไรดี” เจียง
กลับมาถึงตำหนักครั้นนางผลักประตูห้องออกก็รับรู้ได้ถึงกระแสอากาศเย็นเยียบระลอกหนึ่งพัดเข้ามาจนนางหนาวสั่นไปทั้งร่างกาย หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ไม่ต้องรอให้เซี่ยซางกลับมา นางคงถูกฮองเฮาทรมานจนตายไปก่อนแล้ว ฮองเฮาและเจียงเฟิ่งหัวเกลียดนางเข้ากระดูกดำ คนอย่างพวกนางไม่มีทางปล่อยนางไปแน่ ไม่รู้ว่าสงครามนี้จะยืดเยื้อไปอีกนานเท่าใด แต่นางต้องหาหนทางหลบหลีกเอาตัวรอดจากการทรมานของพวกนางให้ได้ บัดนี้ท่านป้าสูญเสียความโปรดปรานจากฝ่าบาทไปแล้ว มิหนำซ้ำยังคลุ้มคลั่งจนสติวิปลาสไปแล้ว หวังให้นางช่วยเหลือก็คงเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว ซูถิงหว่านเพิ่งออกมาจากห้องเครื่องเล็ก นางกินอิ่มแล้ว บัดนี้ความง่วงงุนเริ่มครอบงำ จึงตัดสินใจว่าจะงีบบนเตียงสักตื่นหนึ่งก่อนแล้วเรื่องอื่นค่อยว่ากัน ต่อให้จะหนีออกจากวังหลวงกลับไปที่ด่านชายแดน ก็ต้องวางแผนอย่างรอบคอบ ไม่นานนัก ซูถิงหว่านก็ค่อย ๆ เข้าสู่ห้วงนิทรา ในความฝันนางเห็นเจียงเฟิ่งหัวสวมอาภรณ์เนื้อหยาบสีเรียบกำลังเย็บปะเสื้อผ้า มือของนางเต็มไปด้วยบาดแผลและรอยช้ำจากความหนาวเย็น ข้างกายของนางมีเด็กชายหนึ่งคนและเด็กหญิงอีกหนึ่งคน เสื้อผ้าที่สวมอยู่บนตัวดูเก่าคร่ำคร่า แม้
กาลเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วดุจอาชาขาววิ่งผ่านช่องแคบ เพียงพริบตาเดียว กองทัพใหญ่ก็ออกจากเมืองเซิ่งจิงมานานกว่าครึ่งเดือนแล้ว เจียงเฟิ่งหัวและซูถิงหว่านเองก็อยู่ในวังหลวงมาได้ครึ่งเดือนแล้ว ซูถิงหว่านตื่นนอนตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างก็ไปที่ห้องเครื่องเล็กแล้ว ครั้นต้มโจ๊กขาวถ้วยหนึ่งเรียบร้อย ซูถิงหว่านก็อาศัยช่วงที่นางข้าหลวงไม่อยู่ ถ่มน้ำลายลงไปในถ้วยหลายครั้ง ถึงกินแล้วไม่ตายแต่เจ้าได้ขยะแขยงไปจนตายแน่ อาหารโอชารสตั้งมากมายเพียงนั้นไม่รู้จักกิน กลับอยากกินโจ๊กข้าวขาวไร้เกลือไร้รสชาติ ยิ่งไปกว่านั้นโจ๊กข้าวขาวนี้ก็ต้มยากเป็นที่สุด แค่ครึ่งเดือนนางไม่รู้เลยว่าทำหม้อพังไปกี่ใบแล้วถึงจะเคี่ยวจนได้โจ๊กที่ขาวและเหนียวข้นเช่นนี้ออกมา ในตอนนี้เองสี่หมัวมัวก็เดินอุ้ยอ้ายเข้ามา พร้อมกล่าวอย่างวางมาด “พระชายารองซูลำบากแล้วเพคะ” “พระกระยาหารเช้าของฮองเฮาเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วนะเพคะ!” สี่หมัวมัวกล่าวต่อ “เตรียมเรียบร้อยแล้ว” ซูถิงหว่านเกลียดสี่หมัวมัวเข้าไส้ สักวันนางจะต้องเอาคืนความอัปยศทั้งหมดที่นางเคยได้รับจากยายปีศาจเฒ่าคนนี้ให้ได้แน่ แต่กระนั้นนางก็ไม่กล้าล่วงเกินสี่หมัวมัว มิเช่นนั้นสิ่ง
เขาเป็นฝ่ายอธิบายกับเฉิงหมิงและเฉิงยางก่อนเอง “น้องหญิงสามของข้าน้อยสมรสกับเหิงอ๋อง เคราะห์ดีที่เมื่อตอนนั้นได้ท่านทั้งสองช่วยข้าเตรียมของขวัญแต่งงานให้น้องหญิงสาม นางปลาบปลื้มใจเป็นอย่างยิ่ง” “พี่จิ่นเหยียนน้องหญิงสามคนที่ท่านคอยพูดถึงไม่ขาดปาก น้องหญิงสามคนที่มีสติปัญญาฉลาดปราดเปรื่องเป็นที่สุดได้อภิเษกสมรสกับท่านเหิงอ๋องเองหรอกหรือ ช่างมีวาสนาต่อกันจริงๆ!” นัยน์ตาของทั้งสองคนล้วนฉายประกายเสียดายออกมา พวกเขายังนึกอยากประลองหมากกระดานกับคุณหนูสามสกุลเจียงอยู่เลย เซี่ยซางได้ยินถนัด เห็นอยู่ชัดเต็มตา ก็รู้สึกว่าเจียงจิ่นเหยียนในยามที่เอ่ยถึงน้องหญิงคนนี้ต่อหน้าคนอื่นจะต้องรู้สึกภาคภูมิใจมากเป็นแน่แท้ บัดนี้เจียงเฟิ่งหัวเป็นภรรยาของเขาแล้ว ได้สมรสภรรยาเป็นสตรีมีความรู้มากความสามารถคนหนึ่ง เขาเองก็พลอยรู้สึกภาคภูมิใจไปด้วยเช่นกัน ตอนที่ออกจากวังนางยังโกรธกรุ่น เขาคิดเอาไว้ว่ารอให้เวลาผ่านไปก่อนนางจะต้องเข้าใจเขาแน่ เซี่ยซางรู้ว่าคนสกุลเฉิงมีเด็กหนุ่มหลายท่านกำลังเตรียมตัวสอบเคอจวี่เพื่อสร้างผลงานและชื่อเสียง กอบกู้สกุลเฉิงกลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง ท่ามกลางคนเหล่านั้นก็มีเฉิงหมิง
ครั้นออกจากวัง เซี่ยซางก็พาเจียงจิ่นเหยียนไปที่เรือนสกุลเฉิงอย่างลับ ๆ จากหน้าประตูใหญ่ของจวนสกุลเฉิงก็สามารถมองเห็นความเงียบเหงาเสื่อมโทรมของตระกูลเฉิงได้อย่างชัดเจน เจียงจิ่นเหยียนเอ่ย “กระหม่อมเคยได้ยินถึงวีรกรรมอันเฟื่องฟูของแม่ทัพใหญ่เฉิงในปีก่อนนั้น ทั้งที่เขาเองก็เป็นแม่ทัพใหญ่ผู้เกรียงไกรสร้างผลงานไว้มากมายคนหนึ่ง ไม่รู้ว่าเหตุใด แม่ทัพใหญ่เฉิงถึงได้เงียบหายไปอย่างกะทันหัน สกุลเฉิงถึงขั้นตกต่ำจนแทบไม่ต่างจากตระกูลสามัญชนคนทั่วไป” ที่แห่งนี้ยิ่งดูไม่เหมือนสกุลมารดาของฮองเฮาผู้ยิ่งใหญ่เลยด้วยซ้ำไป! ต่อให้ฮองเฮาจะมิได้รับความโปรดปราน แต่ถึงอย่างไรพระนางก็เป็นฮองเฮา และไม่สมควรมีใครกล้าหยามเกียรติดูแคลนสกุลเฉิง แต่ว่า… เซี่ยซางย่อมรู้เหตุผลดี จวนสกุลเฉิงเปลี่ยนไปเช่นนี้ล้วนมีความเกี่ยวข้องอย่างใหญ่หลวงกับเสด็จแม่ของเขา มองดูความเงียบเหงาของสกุลเฉิงแล้ว ภายในใจของเซี่ยซางพลันเกิดความรู้สึกที่ไม่เคยมีมาก่อนขึ้น หากว่าไม่มีเหตุการณ์เมื่อปีก่อนนั้น หากว่าสกุลเฉิงไม่ช่วยเสด็จแม่ พวกเขาก็คงไม่ต้องถูกเสด็จพ่อพลอยรังเกียจเดียดฉันท์ไปด้วยกัน เพราะความเข้าใจผิดเพียงครั้งเดียว ทำใ
เขาคิดว่า ระหว่างราชวงศ์กับขุนนางมักมีความเกี่ยวข้องที่ซับซ้อนร้อยแปดพันเก้า สุดท้ายก็เป็นเพราะเขายังไม่แข็งแกร่งพอ จึงได้ถูกผู้อื่นควบคุมเหตุใดเสด็จพ่อจึงมอบความโปรดปรานให้กับซูกุ้ยเฟย ก็มิใช่เพราะสกุลซูเช่นกันหรือ? เสด็จพ่อถึงกับรู้ว่าสกุลซูยักยอกสวัสดิการกองทัพ แต่ก็ไม่อาจลงโทษได้ นั่นก็เป็นเพราะสกุลซูตรากตรำทำงานหนัก ปกปักชายแดน สร้างผลงานยิ่งใหญ่เมื่อเขาขบคิดเข้าใจก็ตรงไปที่ห้องทรงอักษรทันทีรอจนเซี่ยซางจากไป เจียงเฟิ่งหัวก็เช็ดน้ำตาที่หางตา แล้วกล่าวกับเหลียนเย่ว่า “ในช่วงนี้จนกระทั่งท่านอ๋องรบชนะกลับมา ข้าจะอาศัยอยู่ในวังตลอด เจ้าไปเตรียมการสักหน่อยเถิด” นางต้องแจ้งต่ออู๋ซินเช่นกัน ให้เขาช่วยคอยประสาน สกุลเจียงจะได้รับความสำคัญจากฮ่องเต้หรือไม่ อำนาจการตัดสินใจขั้นสุดท้ายยังคงเป็นของฮ่องเต้เมื่อเซี่ยซางไปถึงห้องทรงอักษร ก็คุกเข่าลงเบื้องหน้าฮ่องเต้ทันที แล้วกล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า “ลูกขอให้เสด็จพ่อทรงมีราชโองการโดยเร็ว ลูกตรวจสอบพบแล้วว่า ผู้ที่เป็นแกนนำในการโจมตีต้าโจวของเราครั้งนี้ คือผู้บัญชาการของเผ่าหู ฮูเหยียนซิวหลัว ลูกเดาว่าที่เขายกทัพมาในครั้งนี้ ก็เพื่อแก้แค้นเมื