เมืองหลวงแทบจะเกิดแผ่นดินไหว พระชายาหลิ่วที่หายตัวไปหลายปี ตอนนี้กลับมาอย่างปลอดภัย แล้วฮองเฮาองค์ปัจจุบันจะทำเช่นไร?ตามกฎบรรพบุรุษ พระชายาหลิ่วเป็นชายาเอกโดยชอบธรรม และนางก็ไม่เคยกระทำผิด ดังนั้นบัดนี้เมื่อนางกลับมาแล้ว นางก็ควรได้รับตำแหน่งฮองเฮาอย่างถูกต้อง!สายตาของทุกคนต่างจับจ้องไปที่ตระกูลเฝิง ต่างกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ของรัชทายาทองค์ปัจจุบัน แต่เดิมทีฮงเฮาและรัชทายาทก็ไม่ได้รับความโปรดปรานอยู่แล้ว หากไม่ใช่เพราะมีพระราชนัดดาที่เก่งกาจ เกรงว่าตำแหน่งมกุฎราชกุมารคงรักษาไว้ไม่ได้ตั้งนานแล้วแต่ตอนนี้พระชายาหลิ่วกลับมาแล้ว เช่นนั้นทุกอย่างย่อมเปลี่ยนไปใครบ้างไม่รู้ว่าอดีตตอนที่ฮ่องเต้หย่งชางยังอยู่ที่ดินแดนศักดินา ทรงผ่านความลำบากมาด้วยกันกับพระชายาหลิ่ว ทั้งสองเป็นสามีภรรยาที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา?ขณะเดียวกัน ทุกคนก็อดไม่ได้ที่จะอิจฉาความโชคดีของตระกูลหลิ่วก่อนหน้านี้ตระกูลหลิ่วก็มีกุ้ยเฟยที่ได้รับความโปรดปรานอย่างสูง ถือเป็นเกียรติสูงสุดในช่วงหนึ่งและตอนนี้พระชายาหลิ่วก็กลับมาอีก มีแนวโน้มว่าจวนฉู่กั๋วกงอาจจะได้ฮองเฮาอีกองค์ นั่นหมายความว่าตระกูลหลิ่วจะมีทั้งฮ
เซียวอวิ๋นถิงตอบรับด้วยเสียงหนักแน่นฟ่านเหลียงตี้ยังไม่ทันให้รัชทายาทเอ่ยปาก ก็ยิ้มพลางถามว่า “ในเมื่อพระราชนัดดาองค์โตเสด็จไปยังตำหนักไท่จี๋แล้ว เช่นนั้นเรื่องคราวนี้คงไม่มีปัญหาอะไรแล้วสินะ?”หากเป็นเมื่อก่อน เซียวอวิ๋นถิง ค่อนข้างถนัดในการรับมือกับคำพูดอ้อมค้อมเหล่านี้ แต่ตอนนี้ เขากลับไม่อยากเสแสร้งอีกต่อไปเขาจ้องมองฟ่านเหลียงตี้ด้วยสายตาเรียบนิ่ง แล้วเอ่ยเสียงเบา “พูดถึงเรื่องนี้ เมื่อวานคนที่ต้องไปชมดอกเหมยที่วัดหวงเจวี๋ยพร้อมเสด็จพ่อ ควรเป็นฟ่านเหลียงตี้มิใช่หรือ? แต่เหตุใดจู่ๆ จึงเปลี่ยนเป็นหวังเหม่ยเหรอแทน?”ใบหน้าของฟ่านเหลียงตี้เปลี่ยนสีทันที นางฝืนยิ้มแล้วแก้ตัวอย่างไม่เป็นธรรมชาติ “นี่ แน่นอนว่าเพราะอาการปวดศีรษะเรื้อรังของหม่อมฉันกำเริบขึ้นมาน่ะเพคะ”“อย่างนั้นหรือ?” เซียวอวิ๋นถิง ไม่ได้แสดงท่าทีเชื่อหรือไม่เชื่อ แต่กลับหันไปมองรัชทายาทที่มีสีหน้าดุดัน“เสด็จพ่อ ควรไตร่ตรองให้ดีเถิด เรื่องบังเอิญเช่นนี้ ดูเหมือนจะเกิดขึ้นกับฟ่านเหลียงตี้ไม่ใช่เพียงครั้งเดียวใช่หรือไม่?”ฟ่านเหลียงตี้ตาแดงคลอเบ้า รีบลุกขึ้นแล้วคุกเข่าลงกับพื้น “รัชทายาทเพคะ…...”เซียวอวิ๋นถิงแค่
ในชาติก่อนท้ายที่สุดแล้วเพราะองค์รัชทายาทเสียมารยาทในพิธีรับเสด็จ จึงเป็นเหตุให้ถูกฮ่องเต้หย่งชางทอดทิ้ง กอปรกับอ๋องฉีในตอนนั้นยิ่งได้รับความโปรดปรานเพิ่มขึ้นทุกขณะ ฮ่องเต้หย่งชางทรงมีดำริจะปลดรัชทายาทหลายครั้ง ครั้งหนึ่งฮ่องเต้หย่งชางเคยถึงขั้นตั้งคำถามกับฉู่ป๋อราชเลขาธิการสำนักขุนนางหลวงในตอนนั้น โดยถามว่าหากเขาปลดรัชทายาท ควรจะแต่งตั้งผู้ใดเป็นรัชทายาทแทน? ตัวฉู่ป๋อเองแม้ยึดมั่นในระบบสืบทอดราชวงศ์ แต่กระนั้นก็ทราบดีว่าฮ่องเต้หย่งชางในขณะนั้นกำลังพิโรธถึงที่สุด ก็ใช้ไหวพริบ ตอบกลับไปว่า: “นับแต่โบราณกาลแต่งตั้งมกุฎราชกุมารนั้นหากมิใช่แต่งตั้งโอรสพระองค์โตแล้ว ก็ต้องแต่งตั้งโอรสสายตรงพ่ะย่ะค่ะ หากว่าฝ่าบาทมีพระประสงค์จะปลดรัชทายาทและแต่งตั้งวังบูรพาอีกพระองค์ขึ้นดำรงตำแหน่งแทนแล้ว กระหม่อมเห็นควรว่าต้องหาตัวพระชายาหลิ่วให้พบ และแต่งตั้งโอรสพระองค์โตที่เกิดจากพระชายาเอกขึ้นเป็นรัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ!” เมื่อถ้อยคำนี้ถูกเอ่ยออกมา แม้แต่คนที่สนับสนุนฝ่ายรัชทายาทเองก็ยังส่งเสริมแนวคิดนี้ กราบทูลให้ฮ่องเต้หย่งชางทรงมีราชโองการตามหาตัวพระชายาหลิ่วและโอรสพระองค์โตให้พบ ฮ่องเต้หย่งชางเดิม
ช่างโหดเหี้ยมเสียจริง เสือถึงร้ายยังไม่กินลูกตัวเอง ฉู่กั๋วกงเพื่อเกียรติยศและความมั่งคั่งร่ำรวยของตนเองแล้ว กล้าใจแข็งสังหารพระชายาหลิ่วไปแล้วหนึ่งครั้ง บัดนี้ยังมีใจโหดเหี้ยมพอจะปลิดชีวิตนางทิ้งอีกเป็นครั้งที่สอง และยังมีฮ่องเต้หย่งชางด้วยอีกคน เขาอาจจะสนใจพระชายาหลิ่วจริง และอาจจะคิดถึงพระชายาหลิ่วจริง หรืออาจจะถึงขั้นไม่สนใจพื้นเพชีวิตของพระชายาหลิ่วจริง ทว่า พระชายาหลิ่วจะยังเทียบกับเสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยที่เขารักและทะนุถนอมมานานหลายปีคนนั้นได้จริงหรือ? และเซียวโม่ที่สติปัญญาโง่เขลาจะเทียบกับธิดาที่ฉลาดเฉียบแหลมได้หรือ? ชีหยวนหยุดที่หน้าประตูเรือนสกุลเจียงอย่างเย็นชา ครั้นมองเห็นกับตาว่าขันทีในวังมาถึงเรือนสกุลเจียงพร้อมกับพานายท่านใหญ่ของสกุลเจียงมาด้วยกัน ซึ่งนั่นก็คือลุงแท้ ๆ ของพระชายาหลิ่ว ก็เลิกคิ้วขึ้นอย่างอดไม่ได้ จริงดังที่คาด นางเดาไว้ไม่ผิดเลย นางสีหน้าไม่สื่ออารมณ์ ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นนานครู่ใหญ่ ก่อนจะหมุนตัวและเดินออกไปโดยไม่พูดอะไร เมื่อนางกลับมาถึงเรือนสกุลชี โหวผู้เฒ่าชีก็ถามนางด้วยความสงสัยเล็กน้อย: “ท่านอ๋องยังไม่มาพบเจ้าอีกหรือ?” ท่านอ๋อง? ชีห
หลายปีที่ผ่านมา องค์หญิงใหญ่ไม่เคยเชื่อว่าราชบุตรเขยลู่จะเสียชีวิตไปแล้ว สกุลลู่ในตอนนั้นปรารถนาจะตั้งป้ายวิญญาณให้กับลู่หมิงอัน และต้องการสร้างแผ่นศิลาจารึกให้กับลู่จิ่นถางบุตรของพวกนาง ทว่าทั้งหมดล้วนถูกองค์หญิงใหญ่คัดค้านอย่างเด็ดขาด นางไม่ยอมรับว่าลู่หมิงอันและลู่จิ่นถางตายไปแล้ว และยืนกรานปฏิเสธเรื่องนี้ด้วยท่าทีแข็งกร้าวมาตลอด ด้วยท่าทีแข็งกร้าวไม่ยอมท้อถอย กอปรกับความรู้สึกผิดอย่างจริงใจของฮ่องเต้หย่งชางที่มีต่อพระกนิษฐา ทำให้เรื่องนี้ถูกปล่อยให้ค้างคาและไม่มีข้อสรุปมาโดยตลอด ทว่าแม้นางจะมีท่าทีแข็งกร้าวไม่ยอมพ่ายแพ้ ทว่าเมื่อกาลเวลาผ่านพ้นไปทีละเล็กทีละน้อย แม้นางจะยังคงแสดงท่าทีแข็งกร้าวออกมาเหมือนเก่า ทว่าภายในใจกลับสูญสิ้นความหวังไปนานแล้ว เนิ่นนานเพียงนี้ หากว่าลู่หมิงอันยังไม่ตายจริง ๆ ต่อให้คลานก็ควรจะคลานกลับมาถึงเมืองหลวงได้แล้ว กลับคิดไม่ถึงเลยว่า บัดนี้ในตอนที่นางสูญสิ้นความหวังไปนานแล้ว กลับกลายเป็นว่าลู่หมิงอันได้กลับมาอย่างปลอดภัยจริง ๆ! ลูกประคำในมือของนางพลันขาดสะบั้น เม็ดลูกประคำร่วงกระจัดกระจายบนพื้น ทันใดนั้น นางลุกพรวดขึ้นมาในทันที ความคิดในศี
เซียวอวิ๋นถิงขมวดคิ้วแน่น: “หากว่าจวนฉู่กั๋วกงมีแผนการเช่นนี้จริง เรื่องก็ยิ่งยุ่งยากแล้ว บัดนี้ฮูหยินฉู่กั๋วกงคนเดิมสิ้นชีวิตไปแล้ว มิหนำซ้ำยังตายโดยไร้หลักฐาน สกุลเจียงเองก็เลือกยืนข้างจวนฉู่กั๋วกงเพื่อผลประโยชน์ ย่อมทำตามทุกสิ่งที่ฉู่กั๋วกงว่า” องค์หญิงใหญ่แค้นสกุลหลิ่วเข้ากระดูกดำ นางกัดฟันกรอดพลางแค่นหัวเราะเสียงเย็นเยียบ: “ช่างลุ่มหลงในความรักเสียจริง เพื่ออนุภรรยานอกเรือนคนนั้น เขาถึงกับสังหารภรรยาและบุตรีสายตรง บัดนี้ยังคิดจะป้ายสีบุตรีสายตรงอีก แม้แต่บุตรีแท้ ๆ ของตนเองยังไม่รู้จัก เดรัจฉานสิ้นดี!” หากเก่งนักก็ไม่ต้องแต่งงานกับนางเจียงตั้งแต่แรกสิ เหตุที่สมรสกับนางเจียง ในตอนนั้นก็เป็นเพราะเห็นแก่อำนาจและบารมีของสกุลเจียง ต่อมาเมื่อสกุลเจียงตกอับ ก็ปฏิบัติกับภรรยาเอกเช่นนี้ ช่างเลวทรามสิ้นดี! แต่นอกจากด่ากราดแล้ว นางก็ไม่รู้ว่าควรจะทำอะไรดี ทว่าชีหยวนกลับเคาะโต๊ะพลางเอ่ยด้วยเสียงขรึมว่า: “พวกเขาพูดว่าอะไรก็ต้องเป็นเช่นนั้นหรือ? หากข้าบอกว่าข้าเป็นเง็กเซียนฮ่องเต้ พวกเขาก็ต้องก้มกราบสักการะข้าแล้วสิ?” ..... พูดกันอยู่ดี ๆ ชีหยวนพลันโพล่งประโยคแบบนี้ออกมา ทำใ
ภายในวังหลวง พระชายาหลิ่วเกร็งไปทั้งตัว ทั่วร่างกายสั่นเทิ้มไม่หยุด สวรรค์ย่อมรู้ว่าหลายปีที่ผ่านมานางต้องอดทนอย่างไรบ้าง ขณะที่ถูกไล่ล่า นางต้องอุ้มท้องโต ๆ วิ่งหนีตายกลางฤดูหนาวซ่อนตัวอยู่ในไหดองสุราของคนอื่น เปียกชุ่มโชกไปทั้งร่างกาย จนเกือบแข็งตาย ต่อมาท่ามกลางหิมะตกโปรยปรายภายใต้การคุ้มกันของคนสนิท นางได้ให้กำเนิดบุตรชายในเรือนของชาวบ้านกลางหุบเขา และยังต้องซ่อนตัวหลบหนีจากการไล่ล่าที่ไม่หยุดพัก ท้ายที่สุด พวกเขาก็หลบหนีไปจนถึงสถานที่แห่งหนึ่งในเมืองเจียงซีอันไกลโพ้น ซ่อนตัวโดยการปกปิดชื่อแซ่ แต่กระนั้นก็ยังเกือบถูกจับได้หลายครั้ง นางคิดว่าชีวิตมันเลวร้ายพอแล้ว ทว่าต่อมา ตอนที่บุตรชายวัยได้หนึ่งขวบกว่าเกิดอาการตัวร้อนไข้ขึ้นสูงไม่หยุด เพราะไม่สามารถหาหมอที่ดีมารักษาได้ จึงถูกพิษไข้เล่นงานอย่างสาหัสจนกลายเป็นเด็กสติปัญญาบกพร่องไป หลายปีที่ผ่านมา นางอาศัยเพียงแค่ลมหายใจประคองชีวิตให้รอดต่อไปได้ นางอยากจะถามกลับ ถามต่อหน้าฉู่กั๋วกง แม้แต่พยัคฆาดุร้ายยังไม่กินลูกของมัน แล้วเหตุใดเขาถึงได้เลวทรามต่ำช้าจิตใจโหดเหี้ยมอำมหิตเพียงนี้? นางอยากจะถามสักคำ ว่าเหตุใดต้องทำกับนาง
เขาแสดงท่าทางเวทนา: “เดิมข้าก็คิดว่าจะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับไว้กับตัวจนเข้าโลง ถือว่าเห็นแก่ความผูกพันฉันพ่อลูกของพวกเรา แต่ใครเล่าจะทราบ ใครเล่าจะทราบว่าบัดนี้ท่านกลับฟื้นฝอยสืบเรื่องที่ข้ามีอนุนอกเรือนและให้กำเนิดบุตรธิดา ข้าก็ได้แต่จำใจต้องพูดความจริงออกมา” เขาเอ่ยพลางคุกเข่าลงกับพื้นเช่นกัน: “ฝ่าบาท เรื่องราวก็เป็นเช่นนี้พ่ะย่ะค่ะ นางเจียงในตอนนั้นก็ทราบเรื่องนี้ ดังนั้นนางถึงได้เต็มใจรับทั้งจิงหงและหว่านชิวมาเลี้ยงดูสั่งสอนภายใต้ชื่อของนาง…” คำพูดของเขาหนักแน่นมั่นใจราวกับเป็นเรื่องจริงไม่ผิดเพี้ยน พระชายาหลิ่วโกรธจนแทบกระอักเลือด สองคนนี้ คนหนึ่งเป็นบิดาผู้ให้กำเนิดนางอีกคนก็เป็นลุงสายเลือดเดียวกับนาง บัดนี้กลับรวมหัวกันชี้กวางเป็นม้าบิดเบือนความจริง กลั่นแกล้งสตรีผู้อ่อนแออย่างนาง ข่มเหงรังแกเกินไปแล้วจริง ๆ! นางผินศีรษะมองไปทางฮ่องเต้หย่งชาง: “ฝ่าบาทเพคะ พระองค์เชื่อพวกเขาหรือเพคะ?” ฮ่องเต้หย่งชางอึดอัดหนักใจยิ่งนัก แม้ว่าเขาจะมีความผูกพันลึกซึ้งกับพระชายาหลิ่ว และสงสารที่พระชายาหลิ่วต้องทนทุกข์ยากลำบากมานานหลายปีเพียงนี้ ทว่าขณะเดียวกัน เขาเองก็มีความสัมพันธ์อั
ท่านโหวผู้เฒ่าชีบีบแขนของชีเจิ้นแน่น หัวใจของเขาเหมือนจะหยุดเต้นชีหยวนถวายบังคมด้วยความคล่องแคล่ว เอ่ยอย่างไม่ถ่อมตนและไม่อวดดี “หม่อมฉัน ชีหยวนแห่งจวนหย่งผิงโหว”......ชีเจิ้นรีบกอดต้นไม้ข้าง ๆ ไว้ ไม่เช่นนั้นเขาคงเป็นลมไปแล้วองค์หญิงเป่าหรงแค่นหัวเราะเย็นชาในใจนางกำลังคิดอยู่เลยว่าจะให้นางแพศยาชีหยวนตายอย่างไรดี ไม่คิดเลยว่าโอกาสจะถูกส่งมาให้ถึงที่ดี ดีมากนางจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าหมอเทวดาเซวียถูกจวนตระกูลหลิ่วกักตัวไว้ตั้งแต่เริ่มมีชื่อเสียง?ชีหยวนคงเรียนวิชาแพทย์จากหมอเทวดาเซวียในความฝันกระมังนางสะอื้นเบา ๆ พลางลูบเส้นผมของเสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยแล้วฉวยโอกาสนี้กระซิบอย่างรวดเร็ว “เสด็จแม่ อย่าฟื้นขึ้นมาเด็ดขาด ต้องไม่ฟื้น ต่อให้ฟื้นก็ต้องร้องว่าปวดหัว ต้องบอกว่าปวดมาก เข้าใจไหมเพคะ?”เสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยบีบข้อมือขององค์หญิงเป่าหรงเบา ๆเซียวอวิ๋นถิงรู้สึกว่าหัวใจของเขาแทบจะกระเด็นออกจากอกเขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะมีเหตุการณ์ใดที่ทำให้เขาหวาดกลัวได้ถึงเพียงนี้เขามองชีหยวนค่อย ๆ ก้าวไปข้างหน้า ก่อนจะหลับตาลงชีหยวนนั่งยอง ๆ ลง เห็นว่าองค์หญิงเป่าหรงคุกเข่าอยู่ข้าง ๆ จึ
ราชบุตรเขยลู่เองก็อดไม่ได้ที่จะดึงแขนเสื้อองค์หญิงใหญ่ “คราวนี้จะจัดการอย่างไร?”หากพระชายาหลิ่วเล่นงานแค่เสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยก็คงไม่เป็นปัญหา แต่ปัญหาคือนางด่าฮ่องเต้หย่งชางไปด้วย!ดูจากท่าทางแล้วก่อนหน้านี้ที่อยู่ในวัง พระชายาหลิ่วยังคงมีความหวังกับฮ่องเต้หย่งชางอยู่บ้างจึงยังให้เกียรติพระองค์ไม่เช่นนั้น เหตุการณ์เช่นนี้คงเกิดขึ้นในวัง ไม่จำเป็นต้องรอให้ไล่ตามกันออกมาแล้วค่อยตบหน้ากันที่นี่องค์หญิงใหญ่ก็เริ่มตื่นตระหนกขึ้นมาเช่นกันฮ่องเต้ก็คือฮ่องเต้ ต่อให้ใต้หล้ากว้างเพียงใด ฮ่องเต้ก็ยิ่งใหญ่ที่สุด หากพระองค์กริ้วขึ้นมาจริง ๆ อย่าว่าแต่น้องสาวแท้ ๆ เช่นนางเลย ต่อให้ไทเฮาเสด็จมาก็คงช่วยอะไรไม่ได้นางรีบวิ่งเข้าไปหาฮ่องเต้หย่งชาง ลืมไปเลยว่าก่อนหน้านี้ทำสงครามเย็นกับฮ่องเต้หย่งชางอยู่ นางกลืนน้ำลายลงคอก่อนจะอธิบาย “เสด็จพี่ ท่าน ท่านโปรดเห็นแก่พระชายาที่ต้องทุกข์ทรมานมาตลอดหลายปี...”องค์หญิงเป่าหรงพลันร้องไห้ขึ้นมา “เสด็จแม่! เสด็จแม่!”ในใจของนางเต็มไปด้วยโทสะพระชายาหลิ่วนางแพศยานี่ ถึงกับกล้าด่านางไปด้วย กล้าเรียกนางว่าลูกนางแพศยา!ตั้งแต่เด็กจนโต ด้วยพรสวรรค์อันโดดเด่น
ชีหยวนยืนมองอยู่ข้าง ๆ อย่างไร้ความรู้สึกท่านโหวผู้เฒ่าชีกับชีเจิ้นแอบอยู่หลังต้นไทร สั่นเทิ้มไปทั้งร่างขอให้สวรรค์คุ้มครอง ขอให้สวรรค์คุ้มครอง ฮ่องเต้กับพระชายาทะเลาะกัน พระชายากับเสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยถึงกับลงไม้ลงมือกัน พวกเขาไม่ได้ตั้งใจมาดูเรื่องสนุกเลยสักนิด!พวกเขาไม่อยากเห็นเลยจริง ๆ!!ขณะนั้น เซียวอวิ๋นถิงสะกิดเรียกชีหยวน แล้วลดเสียงเอ่ยถามนาง “รู้สึกอย่างไร?”รู้สึกอย่างไร?ชีหยวนถึงกับครุ่นคิดอย่างจริงจังจากนั้นนางจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “การเสียสละตนเองและอุทิศทุกสิ่งเพื่อความรักเป็นเรื่องโง่เสมอ คำสัญญาของบุรุษจะใช้ได้ก็ต่อเมื่อยังมีรักเท่านั้น”พอหมดรักแล้ว ก็ไม่มีค่าอะไรอีกต่อไปเซียวอวิ๋นถิงถึงกับตะลึงงันเขาไม่เข้าใจ เหตุใดหญิงสาวที่อายุเพียงสิบกว่าปีที่แทบจะไม่มีประสบการณ์ได้ใกล้ชิดกับบุรุษมาก่อน เมื่อต้องเผชิญกับความเป็นความตาย การพลัดพราก และความแค้นที่ซับซ้อนเช่นนี้ กลับสามารถมองทะลุปรุโปร่ง และกล่าวคำพูดเช่นนี้ออกมาได้เขาอดไม่ได้ที่จะแย้งขึ้นมา “แต่ แต่ว่าคนที่รักกัน ยอมทุ่มเททุกอย่างเพื่อกันและกัน มันไม่ใช่เรื่องที่ควรทำหรอกหรือ?”ชีหยวนหันไปมองเ
ฮ่องเต้หย่งชางรู้สึกหนักอึ้งในใจ ก่อนหน้านี้ที่ตำหนิเซียวอวิ๋นถิงไปสองสามประโยค ก็เพียงเพื่อหาข้ออ้างให้สามารถพูดกับพระชายาหลิ่วได้เขาพูดเบา ๆ ว่า “หว่านหยิน วันนี้เป็นวันส่งท้ายปีเก่า เรามารับเจ้ากลับไปอยู่พร้อมหน้ากับครอบครัว”พระชายาหลิ่วเหลือบมองเสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยที่ดูบอบบางอ่อนแออย่างเย้ยหยัน แต่ครั้งนี้ไม่ได้แสดงความเกรงใจอีกต่อไปมีบางเรื่องที่ไม่อาจปล่อยผ่านได้ และไม่อาจใช้คำพูดคลุมเครือเพื่อให้จบไปนางเอ่ยถามอย่างเสียดสี “ครอบครัวพร้อมหน้าหรือ ให้ข้ากลับวังไปอยู่พร้อมหน้ากับสนมรักของท่านที่เป็นศัตรูฆ่ามารดาข้าอย่างนั้นหรือ?”คำพูดนี้กล่าวหนักเกินไปเสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยถูกองค์หญิงเป่าหรงบีบมือเบา ๆ นางก็เข้าใจทันทีว่าลูกสาวต้องการให้ทำอะไร จึงรีบก้าวไปข้างหน้าสองสามก้าว แล้วคุกเข่าลงต่อหน้าพระชายาหลิ่วพื้นดินบนภูเขาแข็งกระด้างและขรุขระนางคุกเข่าลงเช่นนี้ คนรอบข้างถึงกับเผลอสูดลมหายใจเข้าด้วยความเจ็บแทนแต่เสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยไม่ได้แสดงอาการลังเลเลยแม้แต่น้อย นางเงยหน้ามองพระชายาหลิ่ว น้ำเสียงขมขื่นและเต็มไปด้วยความคับข้องใจ “พี่หญิง! ข้ารู้ว่าท่านเกลียดข้า ท่านเกลียดข้า
ฮ่องเต้หย่งชางเข้าใจทุกอย่างกระจ่างแล้ว ทรงโบกพระหัตถ์ให้ไล่เฉิงหลงออกไปจากนั้นจึงสูดลมหายใจเข้าลึกเสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยไม่ได้ข่มตาหลับตลอดทั้งคืนบาดแผลบนหน้าผากของนางถูกพันด้วยผ้าพันแผลอย่างดี แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีเลือดซึมออกมาเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าครั้งนี้กระแทกอย่างแรงจริง ๆเมื่อเห็นองค์หญิงเป่าหรงถูกนางกำนัลประคองเข้ามา นางก็ราวกับเห็นที่พึ่งและทางรอด รีบปรี่เข้าไปกุมมือลูกสาวแน่น “เป่าหรง! เจ้าว่า เจ้าว่าควรทำอย่างไรดี?”เสียงของนางสั่นเครือจนแทบร้องไห้เพียงแค่คิดถึงบิดาที่ตายอย่างน่าเวทนา และมารดาที่โกรธแค้นจนสิ้นลมครอบครัวที่เคยสมบูรณ์พลันพังพินาศ สามีภรรยาพรากจาก บ้านแตกสาแหรกขาด ใจของนางเจ็บราวกับถูกมีดกรีดยิ่งไปกว่านั้น ขาของบุตรชายก็พิการนางกำมือองค์หญิงเป่าหรง บุตรสาวคนนี้เป็นหวังเดียวที่เหลืออยู่ของนางเมื่อนางเพิ่งเข้าวังยังมิได้เป็นที่โปรดปรานถึงเพียงนี้ ทุกอย่างล้วนเป็นเพราะการกำเนิดของเป่าหรง เป่าหรงนำพาความโปรดปรานอันยาวนานหลายสิบปีมาให้แก่นางองค์หญิงเป่าหรงค่อย ๆ กอบกุมมือของมารดากลับ ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ และกล่าวด้วยความมั่นใจ “วางใจเถิดเพคะ มีลูกอยู
ฮ่องเต้หย่งชางยืนอยู่ที่เดิมโดยไม่ได้ขยับ พระพักตร์เย็นชาองค์รัชทายาทคลำไปคลำมาก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ รีบกระชากผ้าปิดตาออก แล้วสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาก็คือพระพักตร์ที่โกรธจัดของฮ่องเต้หย่งชางเขาตกใจจนวิญญาณแทบหลุดลอยออกไป ร่างอ้วนใหญ่ทรุดลงไปนั่งคุกเข่ากับพื้นเสียงดังโครมจนราวว่าพื้นรอบ ๆ สั่นสะเทือนขันทีเซี่ยรีบเบือนหน้าหนีทันทีคนอื่น ๆ ก็ไม่กล้ามองเช่นกันคนทั้งสองนี้ คนหนึ่งคือฮ่องเต้ อีกคนคือองค์รัชทายาทฮ่องเต้ทรงตำหนิรัชทายาทเป็นเรื่องที่สมควรอยู่แล้วแต่ในอนาคต หากรัชทายาทนึกถึงเหตุการณ์นี้ เขาย่อมไม่กล้าไปเอาเรื่องฮ่องเต้ ก็คงต้องมาผูกใจเจ็บกับพวกเขาที่ได้เห็นความอับอายของเขาในวันนี้ อยู่ห่างออกไปหน่อยจะดีกว่ารัชทายาทได้สติ รีบคลานเข้าไปข้างหน้าฮ่องเต้หย่งชาง คุกเข่าลงแล้วปล่อยโฮออกมาร้องไห้พลางกล่าวยอมรับผิด“เสด็จพ่อ เป็นความผิดของลูกเอง ลูกจะไม่กล้าทำเช่นนี้อีกแล้ว”“ลูกจะไล่พวกตัวกาลกิณีพวกนี้ออกไปให้หมด ไล่ไปให้หมดเลยพ่ะย่ะค่ะ!”ความรู้สึกของฮ่องเต้หย่งชางพลันซับซ้อนขึ้นมาชั่วขณะก่อนเสด็จมา เขาเชื่อจริง ๆ ว่ารัชทายาทอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้แ
ท่านโหวผู้เฒ่าชีตบมือหัวเราะลั่นดี!ดี! ดี!เขาชมอยู่สามคำติดต่อกันส่วนพระชายาหลิ่ว ราชบุตรเขยลู่ และองค์หญิงใหญ่ ทั้งสามคนมองไปที่ชีหยวน ต่างพากันตะลึงโดยเฉพาะราชบุตรเขยลู่ เขาเคยเห็นฝีมือการฆ่าคนของชีหยวนมาก่อน หากสามารถสังหารได้ในดาบเดียว นางจะไม่มีวันฟันซ้ำเป็นครั้งที่สองความแข็งแกร่งและความศรัทธาของเด็กสาวผู้นี้ เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยพบเจอมาก่อนในชีวิตเขาตามความคิดและการกระทำของคนหนุ่มสาวรุ่นนี้ไม่ทันเสียแล้วเซียวอวิ๋นถิงยืนกอดอกยิ้มมองชีหยวนแม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่ทันสังเกต ว่ารอยยิ้มนั้นเจิดจ้าราวดวงดารา สาดส่องไปทั่วทุกหนแห่งเขาไม่เคยพบสตรีเช่นนี้มาก่อนทะนงในศักดิ์ศรี เคารพตนเอง แข็งแกร่งและพึ่งพาตัวเองนางไม่ต้องรอให้ใครมาช่วยเหลือ เพราะตัวนางคือผู้ช่วยเหลือตนเองกลีบเหมยที่ร่วงโรยปลิวขึ้นกลางอากาศ ก่อนจะโปรยปรายลงบนศีรษะและอาภรณ์ของทุกคน ชั่วขณะนั้น เซียวอวิ๋นถิงรู้สึกปวดศีรษะขึ้นมาเล็กน้อย คล้ายกับว่าเคยเห็นภาพเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อนในความฝันยามสนธยาแต่ความคิดนี้ก็เพียงแค่แวบเข้ามาแล้วก็จางหายไปชีเจิ้นถอนหายใจอย่างจนปัญญาแล้วเอ่ยว่า “แล้วเรื่องตรงหน้านี้จะ
ชีเจิ้นรู้สึกว่าช่วงนี้ดวงของตนคงตกต่ำอย่างถึงที่สุดไม่สิ แต่เดิมดวงของเขาก็คงไม่ดีอยู่แล้วมิฉะนั้น เหตุใดในช่วงเวลาอันสั้นนี้ เขาถึงได้พบกับสตรีที่น่าสะพรึงกลัวถึงสองคน และแต่ละคนก็น่ากลัวไม่แพ้กัน!ชีหยวนก็ไม่ต้องพูดถึง เขาเห็นกับตาตัวเองว่านางบิดคอคนเหมือนบิดผ้า วิธีฆ่าของนางก็แปลกประหลาด วิธีที่ใช้บ่อยที่สุดคือปาดคอหรือแทงเข้าหัวใจ คนที่ถูกฆ่าล้วนไม่มีโอกาสได้เอ่ยคำพูดสุดท้ายส่วนองค์หญิงเป่าหรง ฟังดูก็ไม่ใช่คนที่จะยุ่งด้วยได้ง่าย ๆตั้งแต่ยังเด็ก นางก็อ้างว่าตัวเองถูกสาป ทำให้พระภิกษุ นักพรต และชาวบ้านล้มตายไปไม่รู้เท่าไรสองคนนี้คิดจะแข่งกันว่าใครฆ่าคนได้มากกว่ากันหรือ?ถ้าหากต้องแข่งกันจริง ๆ แม้ว่าชีหยวนจะเป็นลูกสาวแท้ ๆ ของเขา และตัวเขาเองก็อยู่ข้างชีหยวน แต่เขาต้องบอกไว้ก่อน หากต้องเดิมพันแพ้ชนะ เขาก็ยังต้องลงเดิมพันให้กับองค์หญิงเป่าหรงอยู่ดีชีวิตคนเราไม่เคยยุติธรรม สิ่งที่เจ้าต้องใช้ความพยายามมหาศาลเพื่อให้ได้มา บางคนกลับสามารถยกนิ้วกวักมือเรียกแล้วแย่งไปได้ง่าย ๆ เพียงเพราะเกิดมาต่างชนชั้น นี่แหละคือชะตากรรมที่ถูกกำหนดมาแล้วสีหน้าของเขาดูแปลกประหลาดไปชั่วขณะ ไ
ทว่าในขณะเดียวกันก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ สวรรค์ยุติธรรมเสมอ ในโลกปัจจุบันนางคือคุณหนูใหญ่ที่ใครต่างก็จับตามอง ทะลุมิติมาอยู่ในร่างนี้ ก็ยังเป็นองค์หญิงที่ได้รับความโปรดปรานที่สุดในต้าโจว เห็นไหมล่ะคนชั้นสูงอยู่ที่ไหนก็เป็นคนชั้นสูงอยู่วันยังค่ำ บิดาของนางเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ส่วนมารดาของนางก็เป็นอาจารย์ชั้นพิเศษ นางเคยชินกับการมีแค่พี่เลี้ยงและเงินทองอยู่เป็นเพื่อนมาตั้งแต่ยังเล็กแล้ว จึงเรียนรู้ที่จะพูดแบบคนเมื่ออยู่ต่อหน้าคน และพูดแบบผีเมื่ออยู่ต่อหน้าผีมาตั้งแต่ยังเด็ก ไม่มีใครจะปิดบังความรู้สึกของตนเองได้เก่งไปมากกว่านางแล้ว ในโลกยุคปัจจุบันนางยังสามารถกลั่นแกล้งพวกปรสิตชั้นต่ำที่ไร้ประโยชน์พวกนั้นให้ตายไปทีละคนได้เลย แล้วนับประสาอะไรกับโลกยุคโบราณ? นางเป็นถึงองค์หญิงเชียวนะ นางฆ่าคนก็ไม่อะไรต่างจากฆ่ามดปลวกให้ตาย และตอนนี้ก็ถึงคราวของชีหยวนเจ้ามดปลวกตัวนี้แล้ว นางเดาะลิ้น ในดวงตาเต็มไปด้วยความรังเกียจ ดูสิ ทั้งที่ได้กลับชาติมาเกิดใหม่เหมือนกัน อ๋องฉีกลับไม่เอาไหนถึงเพียงนี้ ทว่ากลับกันคนอย่างชีหยวนยังสามารถก่อเมฆลมปลุกปั่นสถานการณ์ได้เลย แต่ว่า ถึงจะเป็นเช