เจวี๋ยเทียนที่ได้ยินแบบนั้นก็เงยหน้าขึ้นมา แววตาเต็มไปด้วยความรู้สึกตกใจและสิ้นหวัง นั่นก็เพราะพลังที่น่าทึ่งของเย่เทียนหยู่ทำให้เขากลัวได้จริง ๆแต่เขากลับยังคงมีความหวังอยู่บ้างเพราะในใจของเขา ยังมีไพ่ตายสุดท้ายอยู่ใบหนึ่ง แม้ว่าพลังของเจ้าตำหนักหยู่คนนี้จะน่ากลัว หรือแข็งแกร่งมากแค่ไหน สุดท้ายก็ยังไม่ใช่ระดับเทพยดาแดนดินเทพยดาแดนดิน นั่นต่างหากถึงจะเป็นผู้ที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริงและสำนักเจวี๋ยฉิงของพวกเขา ก็มียอดฝีมือที่กำลังจะบรรลุสู่ระดับเทพยดาแดนดินอยู่หนึ่งคน ขอแค่มีบรรพจารย์เจวี๋ยฉิงอยู่ ทุกสิ่งก็ยังพอมีหวังที่จะสามารถพลิกกลับมาได้ส่วนเรื่องที่ว่าเย่เทียนหยู่จะอยู่ในระดับเทพยดาแดนดินหรือไม่นั้น ในตอนที่เขาเพิ่งจะร่วงลงถึงพื้นก็ครุ่นคิดถึงเรื่องนี้ด้วยเช่นกันแต่นั่นก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยเพราะแม้แต่บรรพจารย์เจวี๋ยฉิงเองก็เพิ่งจะสามารถทะลวงเข้าสู่ระดับเทพยดาแดนดินได้ ทั้งยังนำพาแรงกดดันที่น่ากลัวมาให้เขาอีกต่างหาก ไม่มีแม้แต่ความคิดที่จะต่อต้านเลยด้วยซ้ำเย่เทียนหยู่เก่งมากก็จริง แต่ก็ยังไม่ได้เก่งถึงขั้นนั้นเพราะไม่เช่นนั้น เขาคงไม่มีโอกาสลงมือได้เลยด้วยซ้ำขณะที
ถึงอย่างไร ตอนนี้สิ่งที่เขาทำก็เท่ากับทรยศสำนักเจวี๋ยฉิงไปแล้ว! แต่เขาเพียงแค่ไม่เข้าใจว่าเย่เทียนหยู่กำลังทำอะไรอยู่ จึงได้แต่หาข้ออ้างลงมือไปเท่านั้น“ตู๋เปียนฝู!”“แกนี่มันช่างไร้ยางอายเสียจริงเลยนะ!”“รอก่อนเถอะ แกจะต้องเสียใจแน่!”สายตาที่เยือกเย็นของเจวี๋ยเทียนจ้องมองไปยังตู๋เปียนฝูอย่างแน่วแน่ แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้ตอบกลับ ก็หันไปมองยังคนอื่น ๆ ก่อนจะหัวเราะและพูดเสียงดังขึ้นว่า “พวกแกทุกคน คิดจริง ๆ เหรอว่าแบบนี้เรียกว่าชนะแล้ว?”เมื่อคำนี้ถูกพูดออกมา โดยเฉพาะสายตาที่ดูมั่นใจของเจวี๋ยเทียน ซึ่งมันก็ทำให้ทุกคนรู้สึกตกตะลึงไปชั่วขณะ หรือเจวี๋ยเทียนจะยังมีไพ่ตายซ่อนเอาไว้อยู่จริง ๆแต่เจวี๋ยเทียนในตอนนี้ เห็นได้ชัดว่ากลายเป็นคนที่ไร้ประโยชน์ไปแล้ว แทบไม่มีแรงต่อสู้เหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย ส่วนเจวี๋ยซิน เมื่อกี้ก็เพิ่งจะถูกทำลายพลังไปแล้วเช่นกันแล้วสำนักเจวี๋ยฉิงจะยังมีไพ่ตายอะไรได้อีก?ระเบิดงั้นเหรอ หรือว่ายังมีอย่างอื่น?แต่พวกเขาเป็นถึงกลุ่มยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ขั้นสูงสุดเชียวนะ ต่อให้ที่นี่จะถูกระเบิดจนพังทลายลง ก็เกรงว่าคงเอาชีวิตพวกเขาไม่ได้อยู่ดี มิหนำซ้ำยังอาจจะน
ตู๋เปียนฝูยิ่งรู้สึกสั่นสะท้านในใจ ความรู้สึกหวาดกลัวพลุ่งพล่านในใจจนไม่อาจอธิบายได้ ตกลงแล้วเขาคือใครกันแน่ เขาจึงพูดด้วยความโมโหออกไปว่า “ใครกัน รีบโผล่หัวออกมาเดี๋ยวนี้!”“ฮ่า ๆ.......”เสียงหัวเราะที่ดูชั่วร้ายก็ดังขึ้น ในช่วงเวลาสั้น ๆ ก็มีเงาเงาหนึ่งปรากฏขึ้นต่อหน้าตู๋เปียนฝู ราวกับว่าเงานั้นก่อตัวขึ้นมาจากอากาศที่ว่างเปล่าหลังจากนั้นไม่นานก็ปรากฏชายชราสวมผ้าคลุมสีดำคนหนึ่ง ซึ่งใบหน้าของเขาก็ดูเหมือนว่าจะมีหมอกสีดำคอยปกคลุมเอาไว้อยู่ ทำให้ไม่สามารถมองเห็นรูปร่างของเขาได้อย่างชัดเจนหลังจากที่ชายชราในชุดดำปรากฏตัวขึ้น พลังอันชั่วร้ายที่น่าสะพรึงกลัวก็พวยพุ่งออกมา ก่อนจะยื่นมือขวาออกไป และบีบเข้าไปที่ต้นคอของตู๋เปียนฝูเอาไว้แน่นน่าสมเพชตู๋เปียนฝูที่เอาแต่หลงตัวเองว่าตนอยู่ในระดับปรมาจารย์ขั้นสูงสุด และคิดว่าตัวเองเก่งกาจมากแต่เมื่ออีกฝ่ายมาปรากฏตัวต่อหน้าจริง ก็กลับพบว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่สู้ได้หรือไม่ได้ แต่มันเป็นเพราะว่าร่างกายของเขาถูกกักขังอยู่ ซึ่งไม่สามารถขยับเขยื้อนไปไหนได้เลยทำได้เพียงปล่อยให้อีกฝ่ายบีบคอตัวเองเอาไว้เท่านั้น!ในเวลานี้ ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความร
หลังจากที่ตำหนิเจวี๋ยเทียนเสร็จ บรรพจารย์เจวี๋ยฉิงก็ถึงจะหันไปหาเย่เทียนหยู่ พร้อมกับพูดออกไปว่า “เจ้าหนู คิดไม่ถึงเลยจริง ๆ ว่าอายุยังน้อยอยู่แท้ ๆ แต่กลับมีพลังที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้ แต่น่าเสียดาย ที่วันนี้แกดันมาเจอกับฉันเสียก่อน ชะตากรรมของแกคงต้องจบลงที่นี่แล้วล่ะ”“พูดได้ไม่อายปากเลยจริง ๆ!”“คิดจะจัดการเจ้านาย งั้นก็ข้ามศพฉันไปก่อน!”ในขณะเดียวกันนั้นเอง หยางผั่วจวินก็ได้กระโจนออกมาอย่างกะทันหัน และตรงขึ้นไปยังลานประลองโดยตรง ก่อนจะเผชิญหน้ากับบรรพจารย์เจวี๋ยฉิงในทันทีไม่ว่าอีกฝ่ายจะแข็งแกร่งมากแค่ไหน ก็ไม่มีสิทธิ์ทำร้ายคุณชายได้ทั้งนั้นอันที่จริงคนตรงหน้าคนนี้น่ากลัวมากจริง ๆ เพราะอีกฝ่ายสามารถทำให้เขาสัมผัสได้ถึงอันตราย แต่ยิ่งเป็นแบบนั้น เขาก็ยิ่งต้องเข้าไปรับมือก่อน แบบนี้ถึงจะทำให้คุณชายเข้าใจพลังของอีกฝ่ายได้ และพร้อมที่จะต่อสู้กับอีกฝ่ายจริง ๆเห็นได้ชัดว่าการต่อสู้ครั้งนี้ทำให้หยางผั่วจวินรู้สึกตรึงเครียดอย่างมาก ถึงอย่างไร หากอิงตามวิธีการลงมือของเขาเมื่อครู่นี้แล้ว พลังของคนผู้นี้ดูเหมือนว่าจะแข็งแกร่งกว่าตนมากจริง ๆเป็นอย่างที่คิด สีหน้าของบรรพจารย์เจวี๋ยฉิ
พ่ายแพ้อย่างราบคาบ!พ่ายแพ้อย่างราบคาบแล้วจริง ๆ!กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ความแข็งแกร่งทางร่างกายของหยางผั่วจวินนั้นค่อนข้างสมบูรณ์แบบ ซึ่งเกินกว่าที่จินตนาการเอาไว่เสียอีก เพราะไม่เช่นนั้น หากเป็นคนธรรมดาก็คงตายไปไม่รู้กี่หนแล้ว“เจ้าหนู ต้องบอกเลยว่า ร่างกายของแกนั้นแข็งแกร่งมากจริง ๆ ถึงขั้นสามารถทนต่อการโจมตีของฉันได้ตั้งหลายครั้ง แม้ว่าฉันจะใช้พลังไปเพียงห้าส่วนก็ตาม”สายตาของบรรพจารย์ฉายแววของความรู้สึกประหลาดใจออกมา แต่คำพูดนี้ของเขา กลับทำให้ผู้คนต่างสั่นสะท้านไปตาม ๆ กัน สีหน้าของแต่ละคนแตกต่างกันออกไป“บรรพจารย์ผู้ยิ่งใหญ่!”“บรรพจารย์เก่งกาจไร้คู่ต่อกร!”เจวี๋ยเทียนเองก็อดไม่ได้ที่จะยกมือขวาขึ้นกำหมัดแน่น และคำรามออกมาอย่างเกรี้ยวกราดตั้งแต่การต่อสู้ครั้งแรก พวกเขาก็รู้สึกเจ็บใจ และเป็นทุกข์อย่างมากพวกเขาแพ้ครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่งมาถึงตอนนี้ ความรู้สึกหงุดหงิดทั้งหมดที่มีถึงได้หายไปเพราะในสายตาของพวกเขา เมื่อกี้หยางผั่วจวินอโสโอหังอย่างมาก และเขาก็แข็งแกร่งจนไม่อาจเอาชนะได้ง่าย ๆ อีกด้วย แต่ตอนนี้ต่อให้เขาจะทำการเพิ่มพลังมากแค่ไหน เขาก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของบรรพ
พลังปรานที่แข็งแกร่งนี้ แทบไม่ได้ด้อยไปกว่าตอนก่อนที่เขาจะได้รับบาดเจ็บเลยด้วยซ้ำ แถมพลังยังมีการพัฒนาอีกต่างหาก ให้ความรู้สึกเหมือนกับนักล่าสังหารที่เอาแต่พรุ่งตรงไปข้างหน้าเท่านั้น“พูดได้ดี ต่อให้หยุดไม่ได้ก็ยังจะทำ เช่นนั้นก็เพิ่มฉันด้วยอีกคน”ในตอนนั้นเอง จู่ ๆ ก็มีเงาร่างหนึ่งกระโจนออกมา ไม่นานก็มาหยุดอยู่ข้าง ๆ หยางผั่วจวิน ร่างกายปะทุพลังปรานออกมาอย่างบ้าคลั่งแม้ว่าระดับของเขาจะอยู่แค่ปรมาจารย์ขั้นกลาง แต่ท่าทีก็ดูองอาจอย่างมาก เขาพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นออกไปว่า “เจ้าตำหนัก ท่านไปเถอะ ที่ผ่านมาผมต้องขอบคุณท่านเจ้าตำหนัก ที่ทำให้ผม หลินเจวี๋ยคนนี้สามารถมีชีวิตอยู่ต่อได้อีกหลายปี หากวันนี้จะต้องสละชีวิตเพื่อเจ้าตำหนัก ก็นับเป็นเกียรติของผมมากแล้ว!”“หากชาติหน้ามีจริง ผมก็ขอให้ได้เป็นลูกน้องของท่านอีก!”“พวกเราเองก็เช่นกัน!”ในขณะเดียวกันนั้นเอง ราชาสวรรค์สองคนจากตำหนักซิวหลัวก็กระโจนตามเข้ามาด้วย แม้ว่าพวกเขาจะรู้ดีว่าตนอาจจะเป็นได้แค่เกราะกำบัง แต่เพื่อท่านเจ้าตำหนักแล้ว พวกเขาก็เต็มใจที่จะทำ“ผมเองก็ด้วย!”ทันใดนั้นเสียงของชายอีกคนก็ดังขึ้น คนผู้นั้นคือถังวั่นหลี่ ทันท
ศิษย์สำนักเจวี๋ยฉิงทุกคนต่างก็อ้าปากค้างไปตาม ๆ กัน แทบไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่เห็นเลยแม้แต่น้อยหยางผั่วจวินเรียกเย่เทียนหยู่ว่าเจ้านาย หลินเจวี๋ยเองก็เป็นรองประมุขตำหนักซิวหลัว ดังนั้นการที่พวกเขายอมสละชีวิตเพื่อปกป้องเจ้านายก็เป็นเรื่องที่พอจะเข้าใจได้ ส่วนสำนักอื่น ๆ อย่างสำนักเงา และสำนักดอกไม้ต่างเป็นอะไรกันไปหมดชีวิตของพวกคุณไม่มีค่าขนาดนั้นเลยเหรอ เพียงเพื่อปกป้องคนนอกคนเดียวเนี่ยนะ?บางทีอาจเพราะบรรยากาศมันน่าตื่นตาตื่นใจเกินไปหน่อย คำพูดที่จูเก่อหลิวหลีกระซิบกับเย่เทียนหยู่จึงทำให้คนอื่น ๆ ไม่ทันได้สังเกตเห็น เพราะไม่เช่นนั้นป่านนี้คนอื่น ๆ อาจจะเดาความสัมพันธ์ของทั้งคู่ออกไปแล้วอย่าว่าแต่พวกเขาเลย แม้แต่เย่เทียนหยู่เองก็คิดไม่ถึงเหมือนกันว่าเรื่องจะเดินมาทิศทางนี้ได้เย่เทียนหยู่เองก็พอจะมองออก ว่าคนเหล่านี้เต็มใจที่จะปกป้องเขาจริง ๆ แม้จะต้องเสี่ยงชีวิต พวกเขาก็ต้องทำให้ตนมีชีวิตรอดออกไปให้ได้นี่จึงทำให้เขารู้สึกซาบซึ้งใจมากอย่างมากแม้แต่บรรพจารย์เจวี๋ยฉิงที่มีชีวิตอยู่มานานกว่าร้อยห้าสิบปีเองก็ยังรู้สึกตกตะลึงด้วยเช่นกัน เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นในวันนี้ มันเกินกว่
“......”แต่ละคนต่างก็พูดเร่งเร้าเขาไม่หยุดเจวี๋ยเทียนและศิษย์สำนักคนอื่น ๆ จากสำนักเจวี๋ยฉิงต่างก็รู้สึกอึ้งไปตาม ๆ กัน พวกเขาไม่สามารถจินตนาการได้เลยว่า เย่เทียนหยู่สามารถทำให้เกิดฉากเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นได้ยังไงรู้สึกเหมือนกับว่าเขาเอายาสั่งให้ทุกคนกินยังไงอย่างงั้น เพราะไม่งั้นจะมาถึงขั้นนี้ได้อย่างไรนี่มันลูกรักเทพเจ้าชัด ๆ!“ฮ่า ๆ......”“น่าสนใจมาก น่าสนใจมากจริง ๆ!”“คิดไม่ถึงเลยจริง ๆ ว่าเด็กอย่างแกจะมีเสน่ห์ดึงดูดคนรอบข้างได้มากขนาดนี้”บรรพจารย์เจวี๋ยฉิงหัวเราะอย่างเย็นชา พร้อมกับพูดเยาะเย้ยออกไปว่า “แต่น่าเสียดาย ด้วยความสามารถของพวกแก แทบจะขวางฉันไม่ได้เลยด้วยซ้ำ”ทันทีที่เขาพูดจบ คลื่นพลังเวทอาคมอันน่าสะพรึงกลัวก็พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า แรงกดดันมหาศาลที่น่าตกใจก็กำลังบีบอัดเข้ามาโดยตรงทุกคนสัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่น่ากลัวนั้นกำลังพุ่งตรงเข้ามา ซึ่งมันก็ทำให้ร่างกายพวกเขาสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ สีหน้าเปลี่ยนไปอย่างมาก ทุกคนต่างก็พยายามใช้พลังที่มีของตนกันอย่างเต็มที่ภายใต้การร่วมมือกัน พวกเขาได้ทำการรวมพลังให้เป็นหนึ่งเดียว เพื่อใช้ต่อต้านแรงกดดันที่น่าสะพ
คุณนายไป๋ที่ได้ยินคำพูดของหัวหน้าใหญ่ เธอก็ตระหนักได้ว่าตนน่าจะพูดสิ่งที่ไม่ควรพูดออกไป เธอจึงรีบอธิบายออกไปทันทีว่า “นายท่านทั้งสอง ฉันต้องขอโทษด้วยนะคะ ที่เมื่อกี้ฉันพูดอะไรออกไปโดยไม่คิด อย่าสนใจสิ่งที่ฉันพูดเลยนะคะ”หัวหน้าใหญ่ไป๋คิดว่า แค่ภรรยาของเขาปิดปากเงียบอย่างเชื่อฟัง ไม่พูดอะไรอีกก็เพียงพอแล้วแต่คิดไม่ถึงเลยว่า เธอยังจะพูดประโยคพวกนี้ออกมาอีกนี่มันเท่ากับกำลังปกปิดความผิดตัวเองแบบหน้าด้าน ๆ เลยไม่ใช่รึไง?เจวี๋ยซินพูดอะไรไม่ออก นี่พวกมันสองผัวเมียคิดว่าพวกตนโง่มากรึไง พวกตนดูไม่มีสมองมากขนาดนั้นเลยงั้นเหรอ?ผู้อาวุโสหูเองก็หมดคำจะพูด เขาได้แต่จ้องตาเขม็งไปยังหัวหน้าใหญ่ไป๋ ก่อนจะพูดด้วยความโกรธออกไปว่า “ไป๋เฉิน แกบังอาจมากนะ ทั้ง ๆ ที่รู้ตัวตนของอีกฝ่าย แต่แกกลับกล้าปิดบังพวกเรา”“ผมถูกใส่ร้ายครับ!”หัวหน้าใหญ่ไป๋รีบคิดข้อแก้ตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพูดออกไปว่า “กระผมถูกใส่ร้ายจริง ๆ นะครับ ตอนแรกที่ผมรายงานไป ผมแทบไม่รู้เรื่องอะไรเลย มาวันนี้ผมเองก็เพิ่งจะได้รู้ที่มาของอีกฝ่าย ว่าที่แท้ก็เป็นถึงราชามังกรแห่งพรรมังกร”ผู้อาวุโสหูที่ได้ยินดังนั้น เขาก็รู้สึกว่าม
แม้ว่าจะเป็นรองเจ้าสำนัก แต่ที่ทุกคนต้องเรียกแบบนั้น ก็เพราะนั่นคือความต้องการของเจวี๋ยเทียนพอเห็นท่าทีของหัวหน้าใหญ่ไป๋ ในที่สุดคุณนายไป๋ก็ได้สติ เมื่อนึกถึงคำพูดที่หัวหน้าใหญ่ไป๋เคยพูดเอาไว้ก่อนหน้านี้ขึ้นมา เธอก็เพิ่งจะตระหนักได้ ว่าสองคนที่อยู่ตรงหน้าคืนผู้แข็งแกร่งที่พวกตนรอคอยอยู่ แถมเธอก็เพิ่งจะด่าทออีกฝ่ายไป กระทั่งยังเผลอไปพูดจาอวดดีใส่จนถูกตบอีกด้วยใช่ว่าเธอจะไม่รู้ถึงความน่ากลัวและความแข็งแกร่งของสำนักเจวี๋ยฉิง ยังไงซะเธอก็ได้ยินหัวหน้าใหญ่ไป๋พูดถึงอยู่บ่อยครั้งแม้ว่าตระกูลไป๋จะดูแข็งแกร่งในสายตาของคนทั่วไป แต่ในสายตาของสำนักเจวี๋ยฉิง แทบไม่มีค่าให้เอ่ยถึงเลยแม้แต่น้อย พริบตาเดียวอีกฝ่ายก็สามารถทำให้พวกเขาหายไปจากโลกนี้ได้แล้วที่เธอพูดไม่คิดออกมาแบบนั้นก็เพราะเห็นว่าอีกฝ่ายยังไม่มา เธอแค่ต้องการระบายอารมณ์นิดหน่อยก็เท่านั้นเธอจะรู้ได้อย่างไร ว่าจู่ ๆ อีกฝ่ายจะปรากฏตัวกะทันหันแบบนี้ คนใหญ่คนโตโดยทั่วไปแล้ว ควรจะเดินเข้ามาทางประตู จากนั้นก็มีการต้อนรับอย่างเป็นทางการไม่ใช่รึไงมีที่ไหนกันที่จู่ ๆ ก็โผล่มาแบบนี้ เธอแทบไม่มีเวลาให้ป้องกันตัวเลยด้วยซ้ำ!เมื่อคุณนายไ
บางทีอาจจะเป็นเพราะรอนานจนเกินไป คุณนายไป๋จึงเริ่มรู้สึกหมดความอดทนขึ้นมา เธอจึงพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจออกไปว่า “พี่เฉินคะ คนของสำนักเจวี๋ยฉิงนี่มันยังไงกันแน่”“เป็นถึงรองเจ้าสำนักแท้ ๆ แต่กลับไม่รู้จักมาให้ตรงเวลา แถมยังทำให้คนอื่นต้องรอนานขนาดนี้อีก”“หุบปาก หยุดพูดจาไร้สาระได้แล้ว!”หัวหน้าใหญ่ไป๋ที่ได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกตกใจ คนอื่นอาจจะไม่รู้ แต่เขานั้นกลับรู้ดี สำนักเจวี๋ยฉิงเป็นสำนักที่ขึ้นชื่อว่าโหดเหี้ยมมากที่สุด ศิษย์ในสำนักแต่ละคนร้ายกาจกันทั้งนั้น กล้าพูดออกมาแบบนี้ได้ยังไงยิ่งไปกว่านั้น คนที่เธอด่าก็เป็นถึงรองเจ้าสำนักเจวี๋ยฉิง เป็นผู้แข็งแกร่งที่ไม่มีใครเทียบได้เชียวนะ เกิดเขามาได้ยินเข้า เกรงว่าคงไม่ได้ตายดีแน่พี่เฉินแทบจะไม่เคยด่าเธอเลยสักครั้ง แต่ครั้งนี้เขากลับด่าเธอเพียงเพราะเธอพูดประโยคนี้ออกมานี่จึงทำให้คุณนายไป๋รู้สึกไม่พอใจอย่างมาก ก่อนจะบ่นออกไปว่า “ฉันพูดไร้สาระที่ไหน เห็น ๆ อยู่ว่ารองเจ้าสำนักคนนี้ทำตัวไม่มีเหตุผล เขาคิดว่าเขาเป็นใครกัน!”หัวหน้าใหญ่ไป๋ทั้งโกรธทั้งรน เขาอย่ากที่จะด่าเธอกลับแต่ในขณะเดียวกันนั้นเอง เสียงที่ค่อนข้างเย็นชาก็ดังขึ้นมาพร้อ
นอกจากนี้ ผลตอบแทนที่พวกเขาเสนอมาก็สูงมากเช่นกัน ไม่เพียงแต่จะได้รับค่าเซ็นสัญญาจำนวนสิบล้านบาทเท่านั้น ในอนาคตเธอยังจะได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าตอนที่เธอทำงานให้กับหลินซื่อกรุ๊ปอีกด้วยสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นก็มาจากค่านิยมอันล้นหลามของเครื่องสำอางแบรนด์ปัวเรต์ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ บวกกับผลงานอันยอดเยี่ยมที่ผ่านมาของหลิวเหวิน นั่นจึงทำให้เธอกลายเป็นที่จับตามองของหลาย ๆ บริษัทแต่เธอกลับไม่มีอารมณ์ที่จะทำมัน ดังนั้นเธอจึงเลือกที่จะปฏิเสธมันไปทั้งหมด!“บริษัทจัดหางาน ติดต่อหาคุณเร็วขนาดนี้เลยเหรอ?” เย่เทียนหยู่ถามด้วยรอยยิ้ม“ฉันเองก็คิดไม่ถึงเหมือนกันค่ะ แต่ไม่ว่ายังไงก็ต้องยกความดีความชอบให้กับประธานเย่นะคะ ไม่มีคุณ ฉันก็คงไม่มีชื่อเสียงแบบทุกวันนี้” หลิวเหวินตอบกลับ“ก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก ทุกอย่างมันมาจากความสามารถของคุณเองทั้งนั้น เป็นไงบ้าง ตัดสินใจรึยังว่าจะไปทำงานที่ไหน?”“ยังเลยค่ะ!”“อันที่จริง ในใจของฉันยังรู้สึกเสียใจ แล้วก็ยังรู้สึกปล่อยวางไม่ได้อยู่น่ะค่ะ” หลิวเหวินพยักหน้า หลังจากที่เธอเรียนจบ เธอก็เข้ามาทำงานที่หลินซื่อกรุ๊ปทันที ทำงานอยู่ที่นี่มานานหลายปี
หลังจากที่เธอได้รับเงินสี่หมื่นหน้าพันล้านที่หัวหน้าใหญ่ไป๋รวบรวมมาอย่างยากลำบากแล้ว เธอกลับไม่อยากมอบมันออกไปเลยแม้แต่น้อยอันที่จริงเรื่องนี้ไม่ควรที่จะปล่อยให้มันยืดเยื้อ แต่นี่ระยะเวลาหนึ่งวันก็ได้ผ่านไปแล้ว แถมตอนนี้ หัวหน้าใหญ่ไป๋ก็ได้ทำการติดต่อกับสำนักเจวี๋ยฉิง ทั้งยังรายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฟังแล้วด้วยด้วยเหตุนี้เธอจึงอยากที่จะลองเสี่ยงดวงดูสักครั้ง ดังนั้นเธอจึงเลือกที่จะไม่มอบเงินก้อนนี้ออกไป!แต่ต่อให้เธอจะไม่โอนให้อีกฝ่าย ก็ไม่ควรจะเก็บเงินเอาไว้กับตัว จะต้องโอนเงินก้อนนี้ออกจากบัญชีของตัวเอง ไม่อย่างนั้นอาจจะทำให้หัวหน้าใหญ่ไป๋รู้เรื่องนี้เข้าก็ได้เพราะเหตุนี้ ความคิดที่ยอดเยี่ยมจึงผุดขึ้นมาในหัวของเธอเธอจะต้องเอาเงินก้อนนี้ไปฝากไว้ที่วังเถี่ย น้องชายของเธอที่อยู่บ้านเกิดเสียก่อนวังเถี่ยที่เห็นตัวเลขมหาศาลขนาดนี้ก็รู้สึกตกใจ เขารับประกันว่าจะดูแลเงินก้อนนี้ให้ดีคุณนายไป๋ไม่มีความรู้สึกกังวลเลยแม้แต่น้อยว่าน้องชายจะคืนเงินก้อนนี้ให้เธอหรือไม่ ถึงอย่างไรเขาก็เป็นน้องชายของเธอ แล้วอีกอย่าง นี่ก็เป็นเงินของตระกูลไป๋ วังเถี่ยไม่กล้าสร้างเรื่องวุ่นวายแน่นอนเป
“เธอน่ะ ระวังตัวเอาไว้ให้ดีก็แล้วกัน!”หลี่ซินเยว่รู้สึกสั่นเล็กน้อย เกี่ยวกับเรื่องนี้ แม้ว่าเธอเพิ่งจะมาที่นี่ได้ไม่กี่วัน แต่ก็เคยได้ยินคนอื่น ๆ พูดถึงอยู่บ้าง ว่ากันว่าเบื้องหลังของไป๋เฉิงกรุ๊ปนั้นน่ากลัวมากตระกูลไป๋ไม่เพียงแต่เป็นถึงหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ของเมืองตะวันออกในปัจจุบันเท่านั้น เบื้องหลังของพวกเขาก็น่ากลัวไม่แพ้กัน พวกเขาเคยถูกขนานนามว่าเป็นจักรพรรดิใต้ดินอีกด้วยเธอรีบเดินออกไปจากตรงนี้ทันที หลังจากกลับไปแล้ว หลี่ซินเยว่ก็รีบเรียกหลิวซือซือให้มาหา แล้วบอกเรื่องนี้ให้เธอฟัง หลิวซือซือที่ได้ฟังก็รู้สึกโกรธขึ้นมาทันที พร้อมทั้งแสดงท่าทีไม่ยินยอมออกมาอันที่จริงหลี่ซินเยว่ก็พอจะเดาได้แต่แรกแล้วว่าผลจะออกมาเป็นแบบนี้ เพียงแต่ก่อนหน้านี้เธอไม่ได้บอกหลิวซือซือก็เท่านั้นในเมื่อหลิวซือซือกับเธอมีความคิดที่เหมือนกัน ดังนั้นพวกเธอจึงเลือกที่จะออกจากบริษัทแห่งนี้ อย่างไรก็ตาม พวกเธอก็ไม่คิดที่จะบอกอีกฝ่ายให้รู้ตัวก่อน เพราะพวกเธอเตรียมตัวที่จะจากไปในทันที ถึงอย่างไรก็ไม่มีใครรู้เลยว่า คนพวกนี้จะแอบซ่อนแผนการชั่วร้ายอะไรเอาไว้รึเปล่าพวกเธอเองก็เคยคิดอยู่เหมือนกัน ว่าควรจะขอใ
“เธอไม่ชอบผู้ชายงั้นเหรอ?”ตงซู่ชะงักไปครู่หนึ่ง วันวันเห็นเธออยู่แต่กับหลิวซือซือ คงไม่ใช่คู่ขากันหรอกนะ เป็นไปไม่ได้ ตัวเองจะต้องคิดมากไปแน่ ๆ เขาจึงพูดด้วยเสียงฮึดฮัดออกไปว่า “เธอเห็นฉันเป็นคนโง่อยู่รึไง?”“ไม่ใช่แบบนั้นนะคะ!” หลี่ซินเยว่ปฏิเสธตงซู่ส่งเสียง เฮอะ ออกมา พร้อมพูดขึ้นว่า “งั้นฉันก็ขอพูดกับเธอตามตรงเลยนะ ตำแหน่งของฉันอีกเดี๋ยวก็จะได้รับการเลื่อนขั้นแล้ว ขอแค่เธอยินยอมที่จะติดตามฉัน ตำแหน่งผู้จัดการก็จะเป็นของเธอทันที พอถึงตอนนั้น เธอจะมีทั้งเงินทอง และฐานะอย่างแน่นอน”“แต่ว่าฉันไม่ชอบผู้ชายจริง ๆ นะคะ!”“เธอแน่ใจนะ อย่าลืมเสียล่ะ ว่าเธอคือคนที่ฉันรับเข้ามา เพราะงั้นฉันก็มีวิธีที่จะให้เธอถูกไล่ออกได้ทุกเมื่อเช่นกัน” ตงซู่พูดข่มขู่ด้วยความโกรธสีหน้าหลี่ซินเยว่เปลี่ยนไปเล็กน้อย เพราะที่บ้านยังต้องพึ่งพาเธออยู่ ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่รีบหางานทำแบบนี้ เธอต่างจากหลิวซือซือ เธอต้องการที่จะทำงานจริง ๆแต่เรื่องแบบนี้ ไม่ว่ายังไงเธอก็ไม่อาจยอมรับได้ เธอจึงส่ายหัว และพูดออกไปว่า “ต้องขออภัยด้วยค่ะ ฉันมั่นใจแล้วค่ะ!”ตงซู่โกรธจัด แต่จู่ ๆ ก็นึกถึงเรื่องสำคัญอีกเรื่องขึ้นมาได
หลี่ซินเยว่รู้สึกไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่ เธอเหลือบมองดูเวลา ก่อนจะพูดขึ้นว่า “ซือซือ ใกล้เวลาเข้างานแล้ว พวกเราต้องรีบไปกันแล้วนะ ไม่งั้นพวกเราจะสายเอาได้”“อ๋อ โอเค”หลิวซือซือรู้สึกตัว อันที่จริงเธอไม่อยากไปเลยสักนิด แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เธอจึงพูดขึ้นว่า “พี่เย่คะ งั้นพวกเราขอตัวก่อนนะคะ ครั้งหน้า พวกเราขอมาหาพี่อีกได้ไหมคะ?”“ได้แน่นอน!”“ถ้าเจอปัญหาอะไร ก็โทรมาหาฉันได้ตลอดเลยนะ!”พอเย่เทียนหยู่นึกขึ้นได้ว่าไป๋เฉินกรุ๊ปเป็นบริษัทของหัวหน้าใหญ่ไป ก็เห็นได้ชัดว่าเรื่องนี้จะต้องไม่ธรรมดา ถึงยังไงก็เคยประมือกันมาแล้ว หากพวกเธอเกิดปัญหาขึ้นมาจริง ๆ อย่างน้อยพวกเธอก็ยังโทรมาขอความช่วยเหลือจากเขาได้“ได้ค่ะ ขอบคุณมากนะคะพี่เย่!”“งั้น ฉันเองก็ต้องขอบพี่เย่เหมือนกันนะคะ? !” หลี่ซินเยว่ยิ้ม เธอพูดออกไปด้วยความกล้า ตอนนี้เธอก็ไม่ได้อยู่ในบริษัทนั้นอีกต่อไปแล้ว พอเห็นหลิวซือซือเรียก เธอก็รู้สึกอิจฉา เธอเองก็อยากเรียกว่าพี่เย่เหมือนกันเย่เทียนหยู่ชะงักไปชั่วขณะ แต่มันก็แค่ชื่อเรียกเท่านั้น เขาจึงไม่ใส่ใจมากนัก ก่อนจะพยักหน้าให้ทั้งสองเดินจากไป ดูจากท่าทางยิ้มแย้มที่ปรากฏบนใบหน้าของพวกเธ
“ก็ใช่น่ะสิคะ เห็นได้ชัดเลยว่าจัดการกันแบบมั่ว ๆ ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป บริษัทมีหวังล่มจมแน่ ๆ” หลี่ซินเยว่บ่นเสียงดัง“นั่นสิ พี่เย่คะ ไม่งั้นพี่ก็พูดกับประธานหลินให้หน่อยเถอะนะคะ บอกเธอช่วยพูดเกลี้ยกล่อมให้พวกเราที ไม่เช่นนั้น หากปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป บริษัทได้จบเห่จริง ๆ แน่” หลิวซือซือเองก็รีบพูดขึ้นมาด้วยเช่นกัน“เกลี้ยกล่อมอะไรกัน ให้ล้มละลายไปนั่นแหละดีแล้ว เพราะไม่อย่างนั้น นางแม่มดนั่นก็คงไม่รู้ว่าตัวเองทำผิดไปมากแค่ไหน”“แต่ว่า ถึงยังไงบริษัทนี้ก็เป็นความตั้งใจของประธานหลินเลยนะคะ” หลิวซือซือกล่าวเมื่อได้ยินแบบนั้น หลี่ซินเยว่ก็ไม่ได้พูดอะไร หากเธอรู้แต่แรกก็คงไม่พูดออกไป ด้วยความสามารถของประธานเย่ เขาสามารถช่วยบริษัทได้อย่างเต็มที่เดิมที เธอเองก็หวังว่าอยากให้บริษัทรีบล้มละลายเร็ว ๆ เหมือนกัน เธออยากจะเห็นจริง ๆ ว่านางแม่มดนั่นจะเสียใจมากแค่ไหนแต่ในขณะเดียวกันนั้นเอง เย่เทียนหยู่ก็พูดพร้อมรอยยิ้มออกมาว่า “หว่านหรูได้ออกมาจากบริษัทนั้นแล้ว อีกอย่าง หุ้นสักเปอร์เซ็นต์เดียวก็ไม่มี เธอแทบไม่มีอำนาจในการควบคุมบริษัทเลยด้วยซ้ำ”“หา......”สองสาวนิ่งไปชั่วขณะ แม้ว่าข่าวลือ