ชายร่างสูงกำยำสองคนตรงเข้ามาช่วยกันแก้ผ้าที่ผูกติดสองร่างออกและปลดมือของหยางฮูหยินที่คล้องอยู่ยังลำคอของผู้เป็นนายออก เพียงพริบตาเดียวเท่านั้น หลิวเจินเจินก็นอนอยู่ในรถม้าที่ปูรองด้วยขนสัตว์หนานุ่ม“นอนพักเถอะเจ้าค่ะ ท่านจะปลอดภัย ข้าให้สัญญา” ดวงตากลมโตมีแววอ่อนโยนต่างจากท่าทางของนางยิ่งนัก ทุกทวงท่ามันดูองอาจมิเหมือนสตรี แต่เมื่อพิศใบหน้าที่ถูกเช็ดล้างด้วยผ้าเปียก มันช่างราวกับเทพธิดาจำแลงกายมาก็มิปาน ความงามที่มิแพ้โม่ไป๋หลาน สะใภ้รักของนาง เพียงแต่หญิงสาวมีสีผิวที่เข้มกว่ามาก ถึงอย่างนั้นผิวสีน้ำผึ้งนี่กลับดึงดูดสายตาของผู้พบเห็นให้ตะลึงงันได้มิยากเลยทีเดียว“ท่านเมี่ยวจ้าน…เราใกล้จะถึงประตูเมืองแล้วขอรับ” เสียงรายงานจากคนขับรถม้า“อืม! ทุกคนมากันครบหรือยัง”“ครบแล้วขอรับ”ไม่มีการสนทนาใดอีก ทุกอย่างตกอยู่ภายใต้ความเงียบอีกครั้งเมี่ยวจ้านยังคงนั่งนิ่งต่อไปเพราะภายในใจของนางกำลังลิงโลดยิ่งกว่าได้ของล้ำค่ามาไว้ในครอบครองเพราะคนที่นอนอยู่ตรงหน้านางในตอนนี้มีค่ายิ่งกว่าสิ่งใด และไม่มีอะไรมาทดแทนได้เช่นกัน ตอนนี้ พวกนางยังอยู่ในเขตเมืองหลวง ยังมิอาจวางใจอะไรได้ทั้งนั้นจนกว่าจะออกพ้นป
จวนแม่ทัพหยางซานซินปัง! เสียงทุบโต๊ะน้ำชากลางห้องจนแตกออกเป็นสองส่วน ใบหน้าของคนที่ลงมือดุดันราวปีศาจ หยางซานซินกวาดมองทหารและบ่าวไพร่ภายในจวนด้วยความกรุ่นโกรธเป็นที่สุดเพียงแค่ก้าวพ้นประตูจวนเข้ามาก็ได้รับรายงานว่าฮูหยินของตนได้หายตัวไปพร้อมสาวใช้นางหนึ่งที่เป็นผู้รับช่วงดูแลนายหญิงของบ้าน ตัวเขาเองก็ติดพันเรื่องงานที่อยู่ก็เกิดเรื่องภายในกรมจนเขาต้องเข้าร่วมแก้ไข จนล่วงเลยมาเสียมืดค่ำ มือหนากำหมัดแน่น ใครกันที่กล้าต่อกรกับเขา เพียงสาวใช้ตัวเล็ก ๆ หรือที่จะลักพาตัวภรรยาของเขาหนีออกไปได้อย่างง่ายดายเช่นนี้ หรือเจ้าเฒ่าหลิวไห่กันที่ส่งคนมาชิงตัวลูกสาวกลับไปสิ่งสำคัญคือมีจดหมายลับหายไป รวมทั้งหัวหน้าพ่อบ้านที่ไม่กลับมาที่จวนอีกเลยนับตั้งแต่ไปส่งอาหารยังจวนอ๋องน้อย จนบัดนี้ก็ไม่มีใครพบเห็นพ่อบ้านของจวนเขาอีกเลย แม้จะส่งคนออกสืบหาแต่ก็ยังไร้วี่แวว คนของเขาที่แฝงอยู่ในจวนอ๋องน้อยแจ้งเพียงว่าพ่อบ้านเกากลับออกไปหลังจากนำอาหารเข้าไปมอบแด่ท่านอ๋องน้อยเพียงไม่นาน‘คิดท้าทายข้าอย่างนั้นใช่ไหม ความตายคือคำตอบที่ข้ามีให้’คำสั่งจากใครบางคนให้กำจัดหลิวเจินเจินก่อนที่นางจะนำความลับของพวกเขาไปสู่
ลับหลังเมี่ยวจ้านแค่เสี้ยวเวลา เสียงม้าจำนวนมากก็โผล่พ้นโค้งด้านหลังมิไกลนัก ทำให้คนที่เหลือจัดการทุกอย่างเพื่อถ่วงเวลาให้ผู้เป็นนายหนีรอดไปได้ พวกเขาไม่มั่นใจนักว่ากลุ่มผู้มาใหม่จะทันเห็นเส้นทางหลบหนีของเจ้านายตนหรือไม่ฮี้ ๆ ม้าหลายตัวยกขาขึ้นสูงด้วยความตกใจที่อยู่ ๆ ถูกดึงบังเหียนอย่างกะทันหัน แสงจันทร์ที่ส่องรำไรทำให้เห็นว่ามีรถม้าจอดขวางทางอยู่พร้อมกลุ่มคนราวสามสี่คนกำลังพากันทำบางสิ่งกันอยู่ เสียงนกกลางคืนดังขึ้นเป็นระยะ ทำให้ชายหนุ่มทั้งสี่ที่แสร้งรถม้าพังและพากันซ่อมแซมต่างพากันเริ่มระวังตัวเมื่อสัญญาณที่ได้รับจากเพื่อนซึ่งแอบซุ่มอยู่ในป่าข้างทางทางด้านหยางซานซินเองก็รับรู้ได้ว่าไม่ได้มีแค่ชายชาวบ้านที่อยู่ข้างรถม้า แต่ยังมีบางส่วนแอบซ่อนอยู่ ตอนนี้ ม้าสงบลงแล้วและความเยียบเย็นเข้ามาแทนที่ ทั้งสองฝ่ายต่างหยั่งเชิงกันระหว่างนักรบผู้กรำสงครามกับขุนพลวัยหนุ่มจากต่างแคว้นต่างพากันนิ่งเงียบ เป็นการประเมินฝีมือกันอยู่นั้นเอง จนในที่สุด…“พวกเจ้าเป็นใคร ไยดึกดื่นแล้วมาอยู่กลางป่าเช่นนี้” คนของแม่ทัพใหญ่เอ่ยถามออกมาด้วยความฉุนเฉียวที่มีคนมาขวางทาง ซ้ำอีกฝ่ายยังไม่ยอมพูดจา เอาแต่ก้ม
เมี่ยวจ้านมิคิดหันกลับไปมอง หญิงสาวแก้ผ้าที่ผูกติดกับหลิวเจินเจินออก ก่อนจะกระชิบบอกให้คนด้านหน้าระวังตัวจากการปะทะที่กำลังจะเกิดขึ้น มือบางนำแส้ทองออกมากำไว้ในมือข้างที่มิได้จับบังเหียน ความองอาจเยี่ยงบุรุษของคนที่โอบนางอยู่ทำให้หลิวเจินเจินสะเทือนใจยิ่งนัก นางเคยคุ้มครองผู้อื่นมาตลอด แต่มาวันนี้ กลับเสมือนคนไร้ค่าที่ต้องรอคอยการปกป้องจากผู้อื่น หยางซานซินทำให้นางกลายเป็นเพียงคนป่วยใกล้ตายเท่านั้นในเวลานี้“หมอบลงท่านแม่ อย่าทำให้ข้าต้องกำพร้าอีก”หลิวเจินเจินขนลุกซู่ไปทั้งร่างกับเสียงกระซิบเบา ๆ จากคนด้านหลังที่เวลานี้ได้เอาบังเหียนม้าใส่ไว้ในมือนางอย่างแผ่วเบาก่อนความรู้สึกโหวงเหวงในหัวใจจะเข้ามาครอบงำ เนื่องจากคนที่โอบนางเอาไว้ได้หายไปจากหลังม้าเสียแล้วเมี่ยวจ้านเหินตัวลงจากหลังม้าพร้อมผู้ติดตาม มือบางยื่นออกไปรับคันธนูจากชายหนุ่มด้านข้างก่อนจะยกคันศรขึ้นน้าวจนสุดแขน ระยะที่ชายใจอำมหิตกำลังตามมานั้นยังไกลอยู่มาก หากนางยังหนีต่อไป ไม่นานม้าย่อมหมดแรง นั่นถือเป็นภัยกับหยางฮูหยินและนางจะไม่มีวันยอมให้เกิดขึ้นเป็นอันขาด นางจะขอเผชิญหน้ากับเขาสักครั้ง‘ท่านเคยคิดสังหารข้ามาแล้วครั้ง
หลิวเจินเจินพยายามกัดฟันควบม้าตรงไปด้านหน้าด้วยหัวใจที่เรียกว่าแทบสลายเลยทีเดียว เมื่อคำว่า ‘แม่’ ก้องอยู่ในหูมิจางหาย แม้อยากกลับไปช่วยแต่ร่างกายนั้นไร้เรี่ยวแรง หากนางย้อนไปก็เท่ากับนางกลายเป็นตัวถ่วงของเมี่ยวจ้าน ชื่อนี้นางมิอาจลืมเลือนแม้ต้องสิ้นลมไปตอนนี้ คำว่าแม่ที่ตราตรึงอยู่ในหัวใจมันสร้างรอยเจ็บลึกมิต่างจากการดิ่งลงเหวที่ไร้ก้นเปลวไฟที่มองเห็นอยู่มิไกลทำให้นางเริ่มตื่นกลัวขึ้นมาอยู่บ้าง ซึ่งถ้าหากเป็นคนดีก็แล้วกันไป แต่ถ้าไม่ นางก็คงมิอาจรักษาชีวิตเอาไว้ได้ด้วยสภาพร่างกายที่พร้อมจะสิ้นลมได้ทุกเมื่อเช่นนี้ คงยากที่จะปกป้องตนเองให้รอดพ้นจากอันตรายเบื้องหน้าได้หากเป็นเมื่อก่อนนางจะมิกังวลเลยสักนิด แต่เวลานี้คงได้แต่ยอมรับในชะตากรรมของตนเอนเท่านั้น ดวงตาเริ่มปรือลงทุกขณะจนแทบจะลืมไม่ขึ้น แต่หลิวเจินเจินคงยังกัดฟันเร่งความเร็วม้าให้เลยกลุ่มคน ซึ่งนางมิรู้ว่าเป็นผู้ใดให้ได้เสียก่อน สตรีเดินทางเพียงลำพังมิอาจปลอดภัยได้ แต่ก็ไม่เป็นดั่งที่คาดหวังเสียแล้วเมื่อม้าควบผ่านเลยจุดพักแรมของนักเดินทางไปได้เพียงเล็กน้อย ร่างบางกลับร่วงลงจากหลังม้าด้วยอาการของพิษที่กำเริบเสียจนไม่อาจฝืนทนต่อ
เสียงเข่าข้างหนึ่งกระแทกกับพื้นดิน หยางซานซินถึงกับเหงื่อผุดขึ้นเต็มใบหน้าเมื่อรับรู้ถึงความเจ็บปวดของตนเอง แต่เขาไม่อาจให้ศัตรูรู้ถึงมันได้เป็นอันขาด เพราะขนาดบาดเจ็บเจียนตาย หญิงสาวผู้นี้ยังมีพิษสงหลงเหลืออยู่อีก‘ข้าประมาทเจ้าไม่ได้เลยสินะ’หยางซานซินจึงได้ซัดฝ่ามือเข้ากลางอกของชายหนุ่ม พร้อมปล่อยมือที่บีบลำคอแกร่งออกจนร่างของชายหนุ่มที่บอบช้ำไปทั้งร่างกระเด็นออกไปไกลพอสมควร หยางซานซินรวบจับแส้ที่พันรอบข้อเท้าเอาไว้แล้วออกแรงดึงจนร่างบางกลิ้งหลุน ๆ เข้ามาอยู่แทบเท้าแม่ทัพใหญ่ได้ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงก่อนยกเท้าวางไปบนหน้าอกของหญิงสาว เมี่ยวจ้านจับรวบข้อเท้าของอีกฝ่ายไว้แน่น‘ข้ายอมตาย…หากแม่ของข้ารอดพ้นจากคนเช่นเจ้า หยางซานซิน’รอยยิ้มงดงามปรากฏบนใบหน้าที่เขียวช้ำพร้อมดวงตาหงส์หลับลงช้า ๆ นางคอยเฝ้ามองมารดาอยู่ห่าง ๆ มานานหลายปีในฐานะสาวใช้หน้าตาอัปลักษณ์ วันนี้แค่ได้โอบกอดผู้ให้กำเนิดเพียงชั่วเวลาสั้น ๆ ก็สุขใจมากแล้ว ถึงแม้ว่านางจะเก่งกาจเพียงใด นางก็ยังเป็นสตรี และประสบการณ์มิมากพอที่จะต่อการกับคนเจ้าเล่ห์เช่นคนผู้นี้ ชายผู้ทำให้นางมีชีวิตและเป็นชายที่สั่งปลิดชีวิตนางเช่นกัน หาก
บ้านหมอหญิงจูซือเหนียงหลายวันมานี้ ทุกคนเอาแต่คอยจ้องมองโม่ไป๋หลานมิวางตาหลังจากพาพ่อแม่ของนางมาพบพร้อมด้วยชายหนุ่มรูปร่างหน้าตาขี้ริ้ว ในความคิดของหมิงจงเป่า ถงเหยียนเจี๋ยถูกพิษที่ไม่มียารักษา กับหมาตัวเท่าหมีมาด้วย ใบหน้าของผู้เป็นอาจารย์บ่งบอกชัดเจนว่าไม่ชอบใจชายหนุ่มเท่าใดนัก ต่างกับคนอื่น ๆ ที่รู้สึกกระอักกระอ่วนในการรักษาถงเหยียนเจี๋ยที่หมอหญิงจูได้บอกแก่พวกเขาหลายวันก่อนตอนที่โม่ไป๋หลานกำลังลุกเดินออกกำลังเพื่อให้ไม่เกิดอาการอ่อนแรงอยู่นั้น เสียงบ่นของอาจารย์ก็ดังเข้ามาก่อนตัวเสียอีก ตอนที่ทุกคนได้พากันเข้ามาในตัวเรือนนางยังสับสนว่าผู้มาใหม่เป็นใคร ไยหรู่อี้ถึงได้วิ่งไปคุกเข่าร้องไห้อยู่ต่อหน้าชายหญิงคู่นั้น เมื่อจับใจความได้จึงรู้ว่าทั้งสองคือบิดามารดาของโม่ไป๋หลาน หญิงสาวจึงได้ค่อย ๆ เผยตัวออกไปยืนเผชิญหน้าผู้เป็นพ่อและแม่อ๋องเจ็ดและพระชายาถึงกับยืนนิ่งเสมือนถูกแช่แข็งไปอยู่พักหนึ่งก่อนที่พระชายาจะวิ่งตรงเข้าสวมกอดธิดาเพียงคนเดียวด้วยความดีใจที่ไป๋หลานยังมีชีวิตอยู่ มันเหมือนความฝันที่ไม่อยากตื่นสำหรับคนเป็นแม่จากนั้นก็ได้เกิดความชลมุนและโต้เถียงกันอย่างเอาเป็นเอาตายระหว
“มะ…มีลูก เจ้าคิดจะให้ศิษย์หลานของข้าเกิดมาอัปลักษณ์ ไม่ ข้ามิยอม” พูดจบร่างสูงก็เดินตึง ๆ ออกจากห้องไปโดยมิวายหันไปทำหน้าตาดุดันใส่ชายหนุ่มที่เอนกายอยู่บนเตียง“ฮา ๆ ๆ” เสียงหัวเราะประสานขึ้นไล่หลังหมิงจงเป่าไปติด ๆ โดยเฉพาะจูซือเหนียงที่ดูจะพอใจเป็นพิเศษ“ทำดีมากไป๋หลาน คนเช่นอาจารย์เจ้าต้องมีคนขัดบ้างถึงจะดี” จูซือเหนียงเอ่ยขึ้นในที่สุดหลังจากหยุดหัวเราะได้แล้ว“ซือเหนียง…อย่านึกว่าข้าไม่รู้นะว่าเจ้ากำลังใช้เจ้าขี้ริ้วนั่นเป็นหนูทดลองยาของเจ้า” มิวายยังมีเสียงจากคนด้านนอกดังเข้ามาอยู่นั่นเองทุกสายตาหันมองที่หมอหญิงเป็นตาเดียวกันเมื่อสิ้นคำพูดของหมิงจงเป่า“อย่ากังวลไปเลย ข้ามั่นใจว่ายาถอนพิษที่ข้าปรุงขึ้นจะช่วยเร่งการขับพิษของคุณชายถงได้แน่นอน แต่ยานี้ยังไม่สามารถบอกได้ว่าถอนพิษได้หมดก่อนเจ็ดวัน ดังนั้นจึงต้องอาศัยเจ้าไป๋หลาน ตำราที่มาของพิษวิวาห์สลายของนางมารไร้ใจอยู่ในห้องหนังสือ เผื่อเจ้าอยากรู้ที่มา”จูซือเหนียงหมุนกายออกจากห้องไปด้วยใบหน้าหม่นหมองกว่าที่เคย จึงทำให้ทุกคนมิคิดเอ่ยปากรั้งนางเอาไว้ วันต่อมา…เพื่อรักษาเกียรติของโม่ไป๋หลาน จูซือเหนียงจึงได้เสนอให้ทั้งคู่ยกน้ำช
ภายในจวนสกุลเชี่ยดูจะสงบเงียบกว่าที่เคย แต่ถึงกระนั้นก็มิใช่เรื่องที่คนภายนอกจะรับรู้ได้ เจ้าของบ้านสองสามีภรรยากำลังดื่มด่ำกับการจิบชาชั้นยอด พร้อมการสนทนากันตามประสา ซึ่งทำให้แขกผู้มาเยือนถึงกับส่ายหน้าด้วยความเอือมระอากับลีลาการเฝ้ารอศัตรูของคนสกุลใหญ่ หากนางปรากฏกายต่อหน้าทั้งสองคนนั้น เพียงครู่คงมีทหารในจวนโผล่ออกมาล้อมรอบ‘หึ ๆ’ นางมีดีกว่านั้น“ข้าเปลี่ยนใจแล้ว เงียบ ๆ มันดูมิตื่นเต้นเท่าใดนัก พวกเจ้าช่วยปลุกพวกเขาให้ตื่นกันเลยจะดีกว่า”จบคำพูดจากการแฝงตัวในเงามืด เพื่อเฝ้ารอเวลาลงมือ กลับเปลี่ยนเป็นการลงมืออย่างโจ่งแจ้ง ซ้ำวางกำลังไว้อีกชั้นเพื่อการเก็บกวาด“อ๊ากก!”เพียงครึ่งก้านธูป เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดก็เกิดขึ้น ทหารในจวนแท้จริงคือนักฆ่ารับจ้าง ทว่า จอมโจรผู้บุกรุกก็คือกลุ่มมือสังหารชั้นยอดเช่นกัน การมาปล้นในครั้งนี้ ผู้นำมิคิดที่จะนำคนมาเพียงหยิบมือเสียเมื่อไหร่กัน การจบหมากกระดานเล็กให้สิ้นซากก็คือทุบกระดานหมากให้แหลกคามือเท่านั้น“มิต้องเชิญข้า ใต้เท้าเชี่ย ฮูหยินเชี่ย ข้าดื่มกินมาอิ่มหนำสำราญมาจากบ้านแล้ว”“กำแหงนัก กล้าบุกรุกบ้านขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ช่างรนหาที่ตายโดยแท
“พวกเจ้ามันปีศาจ คนสกุลโม่ช่างไร้ความเมตตา ข้ามิทัน...อัก!”พูดได้เพียงเท่านั้น ลำคอกลับมีเลือดพุ่งออกมามากมาย โดยมิได้ถูกตัวหยวนฟางสักนิด ความเร็วดุจสายลมทำให้ร่างสูงออกมายืนอยู่ห่างพอสมควรโดยในมือมีบางสิ่งติดมาด้วย ก่อนที่ชายหนุ่มจะกางมือออก สิ่งนั้นจึงร่วงลงสู่พื้นดิน“คิดจะกลืนกินคนของข้า มิเจียมตน สกุลโม่หรือไร้เมตตา หึ! ไม่คิดบ้างหรือว่ากว่าจะทำให้แผ่นดินนี้เป็นปึกแผ่นได้ คนสกุลโม่ต้องแลกมาด้วยสิ่งใดบ้าง เพื่อรักษาชีวิตของประชาชนทั้งแคว้นเอาไว้ ปู่ข้าต้องตายเพื่อปกป้องขอทานเพียงคนเดียว เพราะนั่นคือประชาชนของพระองค์ แล้วพวกเจ้าตายเพื่อปกป้องใครบ้าง”หนึ่งในคนร้ายถึงกับตาค้าง เพราะสิ่งที่ร่วงจากมือของโม่หยวนฟาง มันคือหลอดลมของชายชุดดำ คนร้ายที่ยังมีลมหายใจอยู่เพียงหนึ่งถึงกับตัวสั่นงันงก ด้วยความหวาดกลัว คนแรกว่าอำมหิตแล้ว แต่อ๋องน้อยผู้นี้มันปีศาจชัด ๆ ชายชุดดำขยับตัวหวังจะหลบหนีฉึก! ร่างสูงของคนร้ายทรุดลงกับพื้นก่อนจะทันได้ก้าวขา“คิดจะแทงข้างหลัง! คนเช่นโม่หยวนฟาง เจ้าควรคิดให้ดีก่อน”หากมีผู้ใดมาได้ยินคำพูดของโม่หยวนฟางคงอยากตายไปสักพันครั้ง คนร้ายคิดหนี แต่ท่านอ๋องน้อยกลับกล
“จะบุรุษหรือสตรี หากรู้จักการพลิกแพลงสถานการณ์ มิใช่เรื่องยากที่จะคว้าชัยในสนามรบ อ๊ะ!”โม่ฟางเล่อหมุนกายออกห่างจากคู่ต่อสู้ เมื่อรับรู้ถึงการจู่โจมจากทางด้านหลัง แม้จะเพียงเฉียดผ่าน ทว่ากระบี่ของศัตรูก็ได้ดื่มเลือดของนางเสียแล้ว โม่ฟางเล่อกลับมิได้สนใจบาดแผล หญิงสาวรีบล้วงขวดหยกใบเล็กออกมาจากอก ก่อนจะรีบกลืนสิ่งที่อยู่ในขวดลงไปอย่างรวดเร็ว นางยังไม่เชี่ยวชาญเรื่องพิษ แต่การป้องกันเอาไว้ก่อนเป็นเรื่องที่ผู้เป็นอาจารย์คอยกำชับและย้ำเตือนนางอยู่บ่อยครั้ง“การที่มั่นใจเกินไป มันก็มิใช่สิ่งที่ควรทำ ไม่ใช่รึท่านหญิงโม่ ฮา ๆ”“สุนัขก็ยังเป็นสุนัขอยู่วันยังค่ำ ต่อให้พยายามทำตัวดั่งราชสีห์ เจ้าก็มิอาจเป็นได้ดั่งใจหมาย”จากรอยยิ้มกลับกลายเป็นใบหน้าบึ้งตึงด้วยความขุ่นเคืองใจกับคำพูดของหญิงสาว“หลีกไป ข้าจะจัดการนางด้วยตนเอง”เชี่ยหยาโถวคว้าแขนของผู้คุ้มกันออกจากการบังเขาจากหญิงสาวตรงหน้า เขาถูกสตรีอ่อนแอหยามเกียรติจนไม่เหลือชิ้นดี อย่างไรเสียวันนี้ เขาจะพิสูจน์ให้นางได้เห็นว่าคำพูดพล่อย ๆ ของสตรีเช่นนางนั้นมิใช่ความจริง“มาจบเรื่องกันเถอะ คุณชาย อย่าถ่วงเวลาพวกข้าให้มากไปกว่านี้อีกเลย”มือบางใช
คล้อยหลังโม่หยวนฟางไปเพียงครู่เดียว ร่างสูงของชายหนุ่มในชุดสีขาวได้ปรากฏขึ้นตรงหน้าของคนที่กำลังสั่นระริกไปทั้งร่างด้วยความรู้สึกอันหลากหลายที่ถาโถมเข้ามา เขาพ่ายแพ้ได้อย่างน่าอับอายเป็นที่สุด การต่อสู้เพียงแค่เวลาสั้น ๆ เขากลับกลายเป็นคนพิการ และรอเพียงเวลาถูกลงทัณฑ์จากผู้เป็นนายที่แท้จริง“หึ ๆ คนเก่งของท่านพ่อ ไยตอนนี้ถึงกลายมาเป็นเพียงคนไร้ค่าเช่นนี้ เจ้าก็ดีแต่ปาก หลงเป่า”“คนที่ดีแต่ปาก ข้าว่าน่าจะเป็นเจ้ามากกว่า หึ ๆ นึกว่าผู้ใดกัน แท้จริงก็เป็นคุณชายขี้โรคจากสกุลเชี่ยนี่เอง เชี่ยหยาโถว”ขวับ! ชายหนุ่มในชุดสีขาว หันกลับไปตามเสียงในทันที ทว่ากลับไร้วี่แววของเจ้าของเสียง ก่อนจะหันกลับมายังร่างของหลงเป่าที่ตอนนี้ถูกจับตัวเอาไว้โดยโม่หยวนฟาง“เมื่อเรื่องมาถึงขนาดนี้แล้ว เห็นทีคงมิอาจปล่อยท่านอ๋องน้อยให้มีลมหายใจต่อไปไม่ได้แล้วสินะ”“ฮา ๆ ปล่อยให้ข้ามีลมหายใจรึ ช่างกล้าพูดนะ คุณชายเชี่ย เจ้าไม่ใช่ตั้งใจจะกำจัดข้าอยู่ก่อนแล้วหรืออย่างไรกัน คนที่ขี้ขลาดแท้จริงคือตัวเจ้า อย่าได้โทษใครอื่นอีกเลย”“อย่าพูดให้มากความท่านอ๋องน้อย ข้ามาถึงขนาดนี้ย่อมต้องมีของพิเศษรอต้อนรับท่านอ๋องอยู่ก่อนแล
คนชุดดำไถลตัวลงมาจากต้นไม้อย่างรวดเร็ว พร้อมกระบี่ยาวชี้ตรงสู่กลางศีรษะของเมี่ยวจ้าน แม้จะสวมหมวกเอาไว้ แต่ทว่า ประสาทสัมผัสของนางนั้นเป็นเลิศมิแพ้ฝีมือเลยแม้แต่น้อย แส้ทองถูกสะบัดฟาด ไปด้านบนศีรษะด้วยกำลังภายในอันมหาศาลร่างของชายชุดดำที่กำลังคิดจะปลิดชีวิตของหญิงสาว มิอาจหลบได้ทัน ด้วยความเร็วที่ไม่ทันได้คาดคิดว่าจะถูกตอบโต้อย่างกะทันหันเช่นนี้ สำหรับเมี่ยวจ้านแล้ว นางไม่จำเป็นต้องมองขึ้นไปเลยด้วยซ้ำตุบ! ร่างของคนร้ายตกกระแทกพื้น โดยที่ศีรษะตกกลิ้งหลุน ๆ ไปอีกทาง ตอนนี้ธนูถูกวางลง อาวุธประจำกายถูกนำออกมาใช้แทน ทุกอย่างต้องทำให้เร็ว ด้วยจำนวนคนของฝ่ายนางมีน้อยกว่า ดังนั้นจำต้องจบทุกอย่างให้เร็ว หากยืดเยื้อมากไปกว่านี้รังแต่จะเสียเปรียบมากกว่าจะคว้าชัยมาอย่างปลอดภัย“ท่านเมี่ยวจ้าน”“อย่าแตกตื่นไป ท่านพี่ม่อตู เมี่ยวจ้านมิใช่เด็กน้อยแล้วนะ”ฟึบ!ม่อตูสะบัดผ้าคลุมกันอาวุธลับเพื่อมิให้ต้องกายผู้เป็นนาย ชายหนุ่มได้แต่ส่ายหน้ากับความดื้อรั้นของนายสาวของตนเอง สำหรับเขาแล้ว องค์หญิงเมี่ยวจ้านคือน้องสาวตัวน้อยที่เขาเฝ้าปกป้องมานับตั้งแต่พบเจอกัน เมื่อนางยังเป็นเพียงทารกจนเติบโตขึ้นมาเป็นผู้
‘โดยเฉพาะเจ้า โม่หยวนฟาง ข้าจะต้องทำให้เจ้าก้มหัวแทบเท้าข้าให้จงได้’โม่หยวนฟางซึ่งเบนหัวม้าให้ตนเองถอยกับมารั้งท้ายทุกคน โดยมีคนสนิทเคียงข้างกายอยู่เพียงสองคน ทั้งสามไม่เอ่ยวาจาใด ๆ ต่อกันแม้แต่ครึ่งคำ ทว่าแค่เพียงสบตาพวกเขาก็รู้ดีว่าต้องทำสิ่งใดชายหนุ่มมั่นใจในตัวของสหายรักว่าจะปกป้องน้องสาวของเขาได้เป็นอย่างดี โม่ฟางเล่อเล่อทำสิ่งที่ควรได้อย่างดีเยี่ยม แม้จะพลาดพลั้งก็แค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น นั่นคือการระวังหลังซึ่งเขามั่นใจว่าสองสาวคงต้องการให้เป็นเขาที่ทำหน้าที่นี้แทนโม่หยวนฟางแอบชำเลืองมองไปยังคนรักของตนที่อยู่อีกฝั่งของถนน โดยมีองครักษ์คู่ใจของนางคอยประกอบข้างมิห่างกาย ชายหนุ่มทั้งห้าผู้มาจากจิ้งหนาน ซึ่งมีหัวหน้าองครักษ์ม่อตูเป็นผู้เอ่ยปากขอติดตามนายของตนมา มิเช่นนั้นจำต้องใช้อำนาจที่มีนำตัวหญิงสาวกลับสู่แคว้นในทันทีแต่ทว่าเวลาเช่นนี้ เขากลับรู้สึกอุ่นใจอย่างไรไม่รู้ที่มีคนคอยปกป้องนางเมื่อยามต้องเจอศึกที่มิอาจคาดเดาได้ว่าจะมีโอกาสรอดมากน้อยเพียงใด“ข้าอีกแล้ว ไยต้องมาลงที่ชายหนุ่มผู้น่ารักเช่นข้าตลอดเลย”เสมือนว่าคำพูดของโม่หยวนฟางเป็นการเปิดศึกในครั้งนี้ก็มิปาน เพียงจบคำพ
ส่วนด้านนอกรถม้า สองแม่ทัพสกุลหยางแทบไร้การพูดคุยกันเช่นในอดีต หยางซานซินยังคงทำตัวเป็นปกติ ทว่า สิ่งที่แตกต่างก็ฉายชัดออกมาอยู่นั่นเอง เมื่อเขาดูจะไม่ใยดีบุตรชายซึ่งอยู่บนหลังอาชาเคียงข้างเขาอยู่ในขณะนี้ฝั่งหยางซานหลางก็ไม่แตกต่างกันเลยแม้แต่น้อย จากคนที่นิ่งขรึมมาตลอด บัดนี้เรียกได้ว่าตลอดทั้งร่างของชายหนุ่มนั้นปลดปล่อยแต่เพียงรังสีแห่งการฆ่าฟัน ซึ่งแตกต่างจากเมื่อครั้งก่อนหน้าที่ชายหนุ่มจะเก็บงำทุกอย่างเอาไว้ มิแสดงตัวตนของเขาออกมาให้ผู้อื่นได้รับรู้มากถึงเพียงนี้แม้ว่าความเปลี่ยนแปลงของแม่ทัพทั้งสองจะสร้างความแปลกใจให้แก่ผู้ติดตามทั้งหมด ทว่าก็ไร้ซึ่งคำถามจากทุกคน เพราะถึงอย่างไรก็ถือว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของผู้นำ“ซานหลาง เจ้าจงเว้นระยะห่างกับพระนางกุ้ยเฟยให้มากขึ้นอีกสักหน่อยก็ดีนะ”แม้จะเป็นคำพูดที่ดูเรียบง่าย แต่กลับแฝงความนัยที่ทำให้ผู้ฟังขุ่นเคืองใจอยู่มากทีเดียว หยางซานหลางชำเลืองมองผู้ที่บัดนี้เขาต้องเรียกว่าบิดาเพียงเล็กน้อย ก่อนจะหันหน้ากลับไปมองตรง ๆ ตามเส้นทางอันยาวเหยียดพร้อมรอยยิ้มยังมุมปาก“ขอรับท่านพ่อ แต่ถ้าจะให้ดี ท่านพ่อเองก็ควรระวังใจของตนเองเอาไว้ให้มากเช่นกัน
‘คำว่าแพ้มีให้แก่คนอ่อนแอเท่านั้น และมันมิใช่ข้า’“ทูลพระนางเต๋อเฟย ลู่กงกงขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”กั๋วเต๋อเฟยเหลือบขึ้นมองคนสนิท ก่อนจะพยักหน้าให้กับอี้ถิง หญิงสาวย่อกายให้แก่ผู้เป็นนาย ก่อนจะหมุนกายออกไปยังห้องด้านนอก เพื่อทำตามประสงค์ของเจ้าของตำหนักเมื่อมีผู้มาเยือน การเดินหมากของนางก็จำต้องยุติลง มือวางสะบัดมือเพียงครั้ง ผ้าผืนบางที่วางอยู่บนโต๊ะได้ปลิวสะบัดก่อนจะคลุมลงยังกระดานหมากบนโต๊ะ เสมือนมีคนจับวางก็มิปาน ร่างระหงลุกขึ้นก้าวเดินออกไปยังห้องรับรองชั้นนอกลู่กงกงรีบโค้งกายลงต่ำ เมื่อเจ้าของตำหนักเดินนวยนาดออกมาจากหลังม่านไข่มุก“ลู่เฟย ถวายบังคมพระนางเต๋อเฟยพ่ะย่ะค่ะ”“ตามสบายลู่กงกง วันนี้มาพบข้า ท่านคงมีเรื่องสำคัญเป็นแน่ ว่ามาเถิด”“ทูลพระนาง กระหม่อมนำพระบัญชาของฝ่าบาทมาแจ้งแก่พระนางพ่ะย่ะค่ะ”“ฝ่าบาททรงมีรับสั่งถึงข้ารึ”ใบหน้างามซับสีเลือดในทันที เมื่อนึกถึงบุรุษผู้องอาจผู้เป็นพระสวามีของนาง แม้ทรงมีพระชนม์มายุมากแล้ว ทว่ากลับยังคงความหล่อเหล่าเฉกเช่นวัยหนุ่มสาวก็มิปาน จากแต่เดิมที่นางท่องจำว่าเพราะหน้าที่กับการสมรสในต่างแดนครั้งนี้ กลับกลายเป็นว่านางปรารถนาที่จะเคียงคู่
วังหลวงบุรุษในชุดมังกรเดินวนไปมาเสมือนพยัคฆ์ติดบ่วง โดยมีร่างงามของสตรีในชุดสีแดงเพลิงปักลวดลายหงส์นั่งมองคนที่เดินไปมาด้วยความนึกขัน“จะทรงเดินอีกนานรึไม่เพคะ ฝ่าบาท”“จะให้ข้านิ่งนอนใจได้อย่างไรกันฮองเฮา ผู้อาวุโสมิรู้พากันสนุกสนานอยู่ที่ใดกัน ตอนนี้ กองทัพเคลื่อนพลสู่เมืองหลวงด้วยวิธีที่แยบยลนัก หึ ๆ เป็นข้าเอง ผิดที่ข้าฮองเฮา ข้าชักนำศึกเข้าเมืองเร็วเกินไป”ร่างสูงก้าวไปนั่งยังเก้าอี้ข้างฮองเฮา โดยที่พระนางยังคงสนใจในตำราหลังจากอีกฝ่ายนั่งลง“หากเป็นท่านผู้อาวุโสก็จะทำเช่นพระองค์เพคะ อย่าทรงโทษพระองค์เองไปเลยเพคะ ไม่ว่าอย่างไร คนพวกนั้นก็ต้องเคลื่อนไหวอยู่ดี การเดินเกมในบางครั้ง การปล่อยให้ศัตรูล่วงล้ำเข้ามาบ้างก็อาจเป็นผลดี”“ข้าไม่ถัดการวางแผนเช่นเจ้านี่ ภรรยาข้า หึ ๆ”“แต่ทรงเป็นนักรักที่เก่งกาจใช่ไหมเพคะ”“ฮา ๆ วางใจเถอะฮองเฮา จะไม่มีสตรีใดมาแทนที่เจ้าได้”เมื่อรู้ว่ามีผู้มาเยือนได้ก้าวเข้าสู่ห้องชั้นนอก สองสามีภรรยาจึงได้เปลี่ยนหัวข้อสนทนาเป็นหยอกล้อกันแทนห้องโถงรับรอง ตำหนักเหลียน“ลู่กงกง ท่านมาตามหาฝ่าบาทหรือเจ้าคะ”“เชียงเชียง เจ้าช่างรู้ใจข้ายิ่งนัก ฝ่าบาททรงมาแอบอยู่