หลิวเจินเจินพยายามกัดฟันควบม้าตรงไปด้านหน้าด้วยหัวใจที่เรียกว่าแทบสลายเลยทีเดียว เมื่อคำว่า ‘แม่’ ก้องอยู่ในหูมิจางหาย แม้อยากกลับไปช่วยแต่ร่างกายนั้นไร้เรี่ยวแรง หากนางย้อนไปก็เท่ากับนางกลายเป็นตัวถ่วงของเมี่ยวจ้าน ชื่อนี้นางมิอาจลืมเลือนแม้ต้องสิ้นลมไปตอนนี้ คำว่าแม่ที่ตราตรึงอยู่ในหัวใจมันสร้างรอยเจ็บลึกมิต่างจากการดิ่งลงเหวที่ไร้ก้นเปลวไฟที่มองเห็นอยู่มิไกลทำให้นางเริ่มตื่นกลัวขึ้นมาอยู่บ้าง ซึ่งถ้าหากเป็นคนดีก็แล้วกันไป แต่ถ้าไม่ นางก็คงมิอาจรักษาชีวิตเอาไว้ได้ด้วยสภาพร่างกายที่พร้อมจะสิ้นลมได้ทุกเมื่อเช่นนี้ คงยากที่จะปกป้องตนเองให้รอดพ้นจากอันตรายเบื้องหน้าได้หากเป็นเมื่อก่อนนางจะมิกังวลเลยสักนิด แต่เวลานี้คงได้แต่ยอมรับในชะตากรรมของตนเอนเท่านั้น ดวงตาเริ่มปรือลงทุกขณะจนแทบจะลืมไม่ขึ้น แต่หลิวเจินเจินคงยังกัดฟันเร่งความเร็วม้าให้เลยกลุ่มคน ซึ่งนางมิรู้ว่าเป็นผู้ใดให้ได้เสียก่อน สตรีเดินทางเพียงลำพังมิอาจปลอดภัยได้ แต่ก็ไม่เป็นดั่งที่คาดหวังเสียแล้วเมื่อม้าควบผ่านเลยจุดพักแรมของนักเดินทางไปได้เพียงเล็กน้อย ร่างบางกลับร่วงลงจากหลังม้าด้วยอาการของพิษที่กำเริบเสียจนไม่อาจฝืนทนต่อ
เสียงเข่าข้างหนึ่งกระแทกกับพื้นดิน หยางซานซินถึงกับเหงื่อผุดขึ้นเต็มใบหน้าเมื่อรับรู้ถึงความเจ็บปวดของตนเอง แต่เขาไม่อาจให้ศัตรูรู้ถึงมันได้เป็นอันขาด เพราะขนาดบาดเจ็บเจียนตาย หญิงสาวผู้นี้ยังมีพิษสงหลงเหลืออยู่อีก‘ข้าประมาทเจ้าไม่ได้เลยสินะ’หยางซานซินจึงได้ซัดฝ่ามือเข้ากลางอกของชายหนุ่ม พร้อมปล่อยมือที่บีบลำคอแกร่งออกจนร่างของชายหนุ่มที่บอบช้ำไปทั้งร่างกระเด็นออกไปไกลพอสมควร หยางซานซินรวบจับแส้ที่พันรอบข้อเท้าเอาไว้แล้วออกแรงดึงจนร่างบางกลิ้งหลุน ๆ เข้ามาอยู่แทบเท้าแม่ทัพใหญ่ได้ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงก่อนยกเท้าวางไปบนหน้าอกของหญิงสาว เมี่ยวจ้านจับรวบข้อเท้าของอีกฝ่ายไว้แน่น‘ข้ายอมตาย…หากแม่ของข้ารอดพ้นจากคนเช่นเจ้า หยางซานซิน’รอยยิ้มงดงามปรากฏบนใบหน้าที่เขียวช้ำพร้อมดวงตาหงส์หลับลงช้า ๆ นางคอยเฝ้ามองมารดาอยู่ห่าง ๆ มานานหลายปีในฐานะสาวใช้หน้าตาอัปลักษณ์ วันนี้แค่ได้โอบกอดผู้ให้กำเนิดเพียงชั่วเวลาสั้น ๆ ก็สุขใจมากแล้ว ถึงแม้ว่านางจะเก่งกาจเพียงใด นางก็ยังเป็นสตรี และประสบการณ์มิมากพอที่จะต่อการกับคนเจ้าเล่ห์เช่นคนผู้นี้ ชายผู้ทำให้นางมีชีวิตและเป็นชายที่สั่งปลิดชีวิตนางเช่นกัน หาก
บ้านหมอหญิงจูซือเหนียงหลายวันมานี้ ทุกคนเอาแต่คอยจ้องมองโม่ไป๋หลานมิวางตาหลังจากพาพ่อแม่ของนางมาพบพร้อมด้วยชายหนุ่มรูปร่างหน้าตาขี้ริ้ว ในความคิดของหมิงจงเป่า ถงเหยียนเจี๋ยถูกพิษที่ไม่มียารักษา กับหมาตัวเท่าหมีมาด้วย ใบหน้าของผู้เป็นอาจารย์บ่งบอกชัดเจนว่าไม่ชอบใจชายหนุ่มเท่าใดนัก ต่างกับคนอื่น ๆ ที่รู้สึกกระอักกระอ่วนในการรักษาถงเหยียนเจี๋ยที่หมอหญิงจูได้บอกแก่พวกเขาหลายวันก่อนตอนที่โม่ไป๋หลานกำลังลุกเดินออกกำลังเพื่อให้ไม่เกิดอาการอ่อนแรงอยู่นั้น เสียงบ่นของอาจารย์ก็ดังเข้ามาก่อนตัวเสียอีก ตอนที่ทุกคนได้พากันเข้ามาในตัวเรือนนางยังสับสนว่าผู้มาใหม่เป็นใคร ไยหรู่อี้ถึงได้วิ่งไปคุกเข่าร้องไห้อยู่ต่อหน้าชายหญิงคู่นั้น เมื่อจับใจความได้จึงรู้ว่าทั้งสองคือบิดามารดาของโม่ไป๋หลาน หญิงสาวจึงได้ค่อย ๆ เผยตัวออกไปยืนเผชิญหน้าผู้เป็นพ่อและแม่อ๋องเจ็ดและพระชายาถึงกับยืนนิ่งเสมือนถูกแช่แข็งไปอยู่พักหนึ่งก่อนที่พระชายาจะวิ่งตรงเข้าสวมกอดธิดาเพียงคนเดียวด้วยความดีใจที่ไป๋หลานยังมีชีวิตอยู่ มันเหมือนความฝันที่ไม่อยากตื่นสำหรับคนเป็นแม่จากนั้นก็ได้เกิดความชลมุนและโต้เถียงกันอย่างเอาเป็นเอาตายระหว
“มะ…มีลูก เจ้าคิดจะให้ศิษย์หลานของข้าเกิดมาอัปลักษณ์ ไม่ ข้ามิยอม” พูดจบร่างสูงก็เดินตึง ๆ ออกจากห้องไปโดยมิวายหันไปทำหน้าตาดุดันใส่ชายหนุ่มที่เอนกายอยู่บนเตียง“ฮา ๆ ๆ” เสียงหัวเราะประสานขึ้นไล่หลังหมิงจงเป่าไปติด ๆ โดยเฉพาะจูซือเหนียงที่ดูจะพอใจเป็นพิเศษ“ทำดีมากไป๋หลาน คนเช่นอาจารย์เจ้าต้องมีคนขัดบ้างถึงจะดี” จูซือเหนียงเอ่ยขึ้นในที่สุดหลังจากหยุดหัวเราะได้แล้ว“ซือเหนียง…อย่านึกว่าข้าไม่รู้นะว่าเจ้ากำลังใช้เจ้าขี้ริ้วนั่นเป็นหนูทดลองยาของเจ้า” มิวายยังมีเสียงจากคนด้านนอกดังเข้ามาอยู่นั่นเองทุกสายตาหันมองที่หมอหญิงเป็นตาเดียวกันเมื่อสิ้นคำพูดของหมิงจงเป่า“อย่ากังวลไปเลย ข้ามั่นใจว่ายาถอนพิษที่ข้าปรุงขึ้นจะช่วยเร่งการขับพิษของคุณชายถงได้แน่นอน แต่ยานี้ยังไม่สามารถบอกได้ว่าถอนพิษได้หมดก่อนเจ็ดวัน ดังนั้นจึงต้องอาศัยเจ้าไป๋หลาน ตำราที่มาของพิษวิวาห์สลายของนางมารไร้ใจอยู่ในห้องหนังสือ เผื่อเจ้าอยากรู้ที่มา”จูซือเหนียงหมุนกายออกจากห้องไปด้วยใบหน้าหม่นหมองกว่าที่เคย จึงทำให้ทุกคนมิคิดเอ่ยปากรั้งนางเอาไว้ วันต่อมา…เพื่อรักษาเกียรติของโม่ไป๋หลาน จูซือเหนียงจึงได้เสนอให้ทั้งคู่ยกน้ำช
“เอาสิ่งนี้ไปมอบแก่แม่ทัพหยางซานซิน และฝากนี่ให้เขาช่วยส่งต่อแก่แม่ทัพหยางซานหลางด้วย บอกว่าเป็นของรางวัลที่หาขนจิ้งจอกมามอบแก่ข้าเมื่อต้นปี”มือบางเลื่อนหีบใบเล็กบนโต๊ะน้ำชาไปด้านหน้าเล็กน้อย โดยมีชิงเอ๋อร์นำไปมอบให้แก่ตู้กงกง เพื่อส่งมอบของแก่คนนอกวังหลวงตามคำสั่งของผู้เป็นนาย“กระหม่อมจะรีบจัดการตามพระประสงค์พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมทูลลา”ตู้กงกงรีบเก็บของจากมือของชิงเอ๋อร์ ก่อนจะรีบออกจากตำหนัก ตรงกลับไปยังที่พักของตนเอง เขารู้หน้าที่สำคัญดี คืนนี้ต้องลอบออกนอกวัง แม้เวรยามจะดูหละหลวมแต่หาวางใจได้ไม่ ถ้าเกิดสิ่งผิดพลาดขึ้นมา นั่นหมายถึงหัวของเขาก็ไม่อาจรักษามันเอาไว้ได้เมื่อตู้กงกงหายเข้าไปยังที่พัก เงาร่างสูงก็ปรากฏตัวออกมา ก่อนจะหายไปอย่างรวดเร็ว ทุกอย่างกลับอยู่ในสภาวะเดิมเหมือนไม่มีใครอยู่ตรงนั้นมาก่อนตำหนักหลวงร่างสูงสง่าปลดผ้าคลุมหน้าออก แม้วัยจะล่วงเลยมามากแล้ว แต่ร่างกายยังคงไร้ไขมันส่วนเกิน ด้วยการออกกำลังฝึกฝนวิชาอยู่สม่ำเสมอ ทำให้รูปร่างหน้าตายังคงความหล่อเหลาอยู่มิคลาย เสียงก้าวเดินมาทางด้านหลัง ทำให้บุรุษในชุดดำหัวเราะในลำคอเบา ๆ ก่อนจะเดินไปยังเก้าอี้ตัวโปรด ร่างสูงทรุด
“ใช่ว่าหม่อมฉันมิเชื่อในพระองค์ และหลาน ๆ ของเรา แต่การหายตัวไปของท่านอ๋องเจ็ดนั้น สร้างความสั่นคลอนภายในใจของหลายคนที่ยืนอยู่เคียงข้างเรานะเพคะ”“ฮองเฮา! อย่าได้ห่วงเรื่องนั้นเลย ข้ามั่นใจในตัวน้องชายเสมอ สิ่งที่น่ากังวลกว่า นั่นคือโม่เหยาถูกพรรคมารลอบสังหาร ครั้งนี้มิใช่เรื่องธรรมดาเหมือนที่เราคิด เพราะการที่ยุทธภพก้าวเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องของบ้านเมืองย่อมต้องมีเบื้องหลังที่ทรงอำนาจและทุนทรัพย์มากมายอย่างแน่นอน นี่ต่างหากที่เราต้องเป็นกังวล และจำต้องเร่งสืบหาความจริงให้เร็วที่สุดก่อนจะสายเกินไป”ฮองเฮาทำเพียงใช้มือบาง ลูบที่ต้นแขนของพระสวามี เพื่อเป็นการปลอบโยน“ฝ่าบาท…หยวนฟางเพียงคนเดียวจะไหวหรือเพคะ”เวลานี้ ภาระหนักตกอยู่ที่อ๋องน้อยโม่หยวนฟาง ทำให้ฮองเฮาเองเป็นห่วงชายหนุ่มอยู่มาก นางไม่อยากเสียใครไปอีกแล้ว แต่เมื่อรักจะยืนอยู่บนที่สูง นางก็ต้องพร้อมจะยอมรับกับผลที่ตามมาให้ได้เช่นกัน“ฮา ๆ ๆ อย่าได้ดูถูกหลานชายข้า ใช่ว่าศึกนี้จะมีเพียงหยวนฟาง เพียงผู้เดียวเมื่อไหร่กัน…”ก่อนที่ฮ่องเต้เงียบเสียงลง เมื่ออยู่ ๆ ใบหน้าที่แนบอกแกร่งของตนได้ขยับออกห่าง ก่อนจะแหงนหน้าขึ้นมองพระสวามี
เสียงที่เรียกขานชื่อของตน ทำให้เกาจูที่นั่งหลับตานิ่งมานาน ได้ลืมขึ้นอย่างช้า ๆ แต่ยังคงนั่งนิ่งมิไหวติง เวลานี้มิเหมาะที่จะไว้ใจผู้ใดได้เลย สองตากวาดมองโดยรอบ ก่อนจะลุกขึ้นยืนและพร้อมตั้งรับกับทุกเหตุการณ์“ท่านคือผู้ใด โปรดแสดงตัวด้วย” ก่อนที่สายตาจะไปหยุด ลงยังสตรีในชุดสีเขียว ลวดลายดอกเหมยร่างบางของจูซือเหนียง ปรากฏยังป่าไผ่ตรงหน้าของเกาจู ก่อนจะส่งยิ้มอย่างเป็นมิตรให้แก่ชายผู้มาเยือน“ท่านพี่เกา ข้าผู้น้องมีนามว่าซือเหนียง ท่านพี่เกาได้โปรดก้าวตามข้ามา หากต้องการพบท่านอ๋องเจ็ดและพระชายา ข้ามารับท่านตามพระบัญชาของท่านอ๋อง” หมอหญิงได้แจ้งความประสงค์ของตน“ข้าจะแน่ใจได้อย่างไร ว่ามิใช่กลลวงของเจ้า แม่นาง”จูซือเหยียงโยนป้ายหยกไปให้แก่เกาจู เขาคว้ารับเอาไว้ได้ทัน ก่อนที่มันจะตกลงยังพื้นดิน ป้ายหยกในมือ ไม่อาจมีผู้ใดลอกเลียนแบบได้ เพราะผู้ที่มีติดตัวนั้นนอกจากฮ่องเต้และพระอนุชาแล้ว เชื้อพระวงศ์คนอื่น ไม่มีผู้ใดมีในครอบครองแม้แต่คนเดียว เกาจูมองไปยังม้าของตนก่อนจะหันกลับไปยังสตรีที่ยืนรออยู่“จูงม้าตามข้ามามิต้องกังวลไป ค่ายกลนี้หากท่านมิออกนอกเส้นทางก็จะไม่เกิดอันตรายใด ๆ ทั้งนั้น”“
“เล่อเล่อ มากินข้าวก่อนเถอะ เจ้าค่อยฝึกต่อ พี่เตรียมของโปรดมาให้เจ้าด้วย เอ่อ…ท่านพ่อตา ท่านพ่อ มีของพวกท่านด้วยนะขอรับ เจ้าด้วย หรู่อี้ มากินพร้อม ๆ กันเลย”คนที่ดูจะเป็นปลื้มคงหนีไม่พ้นคนเป็นพ่อบุญธรรมอย่างหมิงจงเป่าที่ยิ้มกว้างเดินเข้ามาตบลงบนไหล่ของชายหนุ่ม“เจ้าเองก็จะหายดีแล้ว ความฝันของคนเป็นพ่อก็คือมีหลาน เจ้าก็ทำสักหลายคนหน่อยนะลูกเจี๋ย พ่อกับท่านอ๋องจะได้ไม่ต้องทะเลาะกันแย่งหลาน แบ่ง ๆ กันไปเลี้ยง”ท่านอ๋องเจ็ดถึงกับต้องหันหน้าหนีเพื่อกลั้นหัวเราะ เมื่อได้ยินสิ่งที่ผู้มีพระคุณกล่าวกับบุตรเขยของตน เรื่องหลานใช่เขาไม่คิด เขาเองก็อยากที่จะมีเช่นกัน เขาเฝ้ารอจากบุตรสาวมานานแต่ก็ไร้วี่แวว และตอนนี้ เขาก็เริ่มมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อฟางเล่อแต่งงานกับถงเหยียนเจี๋ยเพราะนับวันสองหนุ่มสาว จะมิเหมือนสามีภรรยาในนามสักเท่าใดนัก การใส่ใจดูแลกันนั้น ทำให้บรรดาผู้ใหญ่ พากันอมยิ้มอยู่บ่อยครั้ง กับความหวานในแบบหนุ่มสาว โดยที่ทั้งคู่ไม่ทันได้สังเกตการกระทำของพวกเขาเอง และมันจะเป็นสิ่งที่น่ายินดีมากกว่านี้หากการแต่งงานของทั้งคู่ มิใช่แค่ในนาม แต่เป็นเรื่องจริงถงเหยียนเจี๋ยได้แต่ยิ้มเจื
ภายในจวนสกุลเชี่ยดูจะสงบเงียบกว่าที่เคย แต่ถึงกระนั้นก็มิใช่เรื่องที่คนภายนอกจะรับรู้ได้ เจ้าของบ้านสองสามีภรรยากำลังดื่มด่ำกับการจิบชาชั้นยอด พร้อมการสนทนากันตามประสา ซึ่งทำให้แขกผู้มาเยือนถึงกับส่ายหน้าด้วยความเอือมระอากับลีลาการเฝ้ารอศัตรูของคนสกุลใหญ่ หากนางปรากฏกายต่อหน้าทั้งสองคนนั้น เพียงครู่คงมีทหารในจวนโผล่ออกมาล้อมรอบ‘หึ ๆ’ นางมีดีกว่านั้น“ข้าเปลี่ยนใจแล้ว เงียบ ๆ มันดูมิตื่นเต้นเท่าใดนัก พวกเจ้าช่วยปลุกพวกเขาให้ตื่นกันเลยจะดีกว่า”จบคำพูดจากการแฝงตัวในเงามืด เพื่อเฝ้ารอเวลาลงมือ กลับเปลี่ยนเป็นการลงมืออย่างโจ่งแจ้ง ซ้ำวางกำลังไว้อีกชั้นเพื่อการเก็บกวาด“อ๊ากก!”เพียงครึ่งก้านธูป เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดก็เกิดขึ้น ทหารในจวนแท้จริงคือนักฆ่ารับจ้าง ทว่า จอมโจรผู้บุกรุกก็คือกลุ่มมือสังหารชั้นยอดเช่นกัน การมาปล้นในครั้งนี้ ผู้นำมิคิดที่จะนำคนมาเพียงหยิบมือเสียเมื่อไหร่กัน การจบหมากกระดานเล็กให้สิ้นซากก็คือทุบกระดานหมากให้แหลกคามือเท่านั้น“มิต้องเชิญข้า ใต้เท้าเชี่ย ฮูหยินเชี่ย ข้าดื่มกินมาอิ่มหนำสำราญมาจากบ้านแล้ว”“กำแหงนัก กล้าบุกรุกบ้านขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ช่างรนหาที่ตายโดยแท
“พวกเจ้ามันปีศาจ คนสกุลโม่ช่างไร้ความเมตตา ข้ามิทัน...อัก!”พูดได้เพียงเท่านั้น ลำคอกลับมีเลือดพุ่งออกมามากมาย โดยมิได้ถูกตัวหยวนฟางสักนิด ความเร็วดุจสายลมทำให้ร่างสูงออกมายืนอยู่ห่างพอสมควรโดยในมือมีบางสิ่งติดมาด้วย ก่อนที่ชายหนุ่มจะกางมือออก สิ่งนั้นจึงร่วงลงสู่พื้นดิน“คิดจะกลืนกินคนของข้า มิเจียมตน สกุลโม่หรือไร้เมตตา หึ! ไม่คิดบ้างหรือว่ากว่าจะทำให้แผ่นดินนี้เป็นปึกแผ่นได้ คนสกุลโม่ต้องแลกมาด้วยสิ่งใดบ้าง เพื่อรักษาชีวิตของประชาชนทั้งแคว้นเอาไว้ ปู่ข้าต้องตายเพื่อปกป้องขอทานเพียงคนเดียว เพราะนั่นคือประชาชนของพระองค์ แล้วพวกเจ้าตายเพื่อปกป้องใครบ้าง”หนึ่งในคนร้ายถึงกับตาค้าง เพราะสิ่งที่ร่วงจากมือของโม่หยวนฟาง มันคือหลอดลมของชายชุดดำ คนร้ายที่ยังมีลมหายใจอยู่เพียงหนึ่งถึงกับตัวสั่นงันงก ด้วยความหวาดกลัว คนแรกว่าอำมหิตแล้ว แต่อ๋องน้อยผู้นี้มันปีศาจชัด ๆ ชายชุดดำขยับตัวหวังจะหลบหนีฉึก! ร่างสูงของคนร้ายทรุดลงกับพื้นก่อนจะทันได้ก้าวขา“คิดจะแทงข้างหลัง! คนเช่นโม่หยวนฟาง เจ้าควรคิดให้ดีก่อน”หากมีผู้ใดมาได้ยินคำพูดของโม่หยวนฟางคงอยากตายไปสักพันครั้ง คนร้ายคิดหนี แต่ท่านอ๋องน้อยกลับกล
“จะบุรุษหรือสตรี หากรู้จักการพลิกแพลงสถานการณ์ มิใช่เรื่องยากที่จะคว้าชัยในสนามรบ อ๊ะ!”โม่ฟางเล่อหมุนกายออกห่างจากคู่ต่อสู้ เมื่อรับรู้ถึงการจู่โจมจากทางด้านหลัง แม้จะเพียงเฉียดผ่าน ทว่ากระบี่ของศัตรูก็ได้ดื่มเลือดของนางเสียแล้ว โม่ฟางเล่อกลับมิได้สนใจบาดแผล หญิงสาวรีบล้วงขวดหยกใบเล็กออกมาจากอก ก่อนจะรีบกลืนสิ่งที่อยู่ในขวดลงไปอย่างรวดเร็ว นางยังไม่เชี่ยวชาญเรื่องพิษ แต่การป้องกันเอาไว้ก่อนเป็นเรื่องที่ผู้เป็นอาจารย์คอยกำชับและย้ำเตือนนางอยู่บ่อยครั้ง“การที่มั่นใจเกินไป มันก็มิใช่สิ่งที่ควรทำ ไม่ใช่รึท่านหญิงโม่ ฮา ๆ”“สุนัขก็ยังเป็นสุนัขอยู่วันยังค่ำ ต่อให้พยายามทำตัวดั่งราชสีห์ เจ้าก็มิอาจเป็นได้ดั่งใจหมาย”จากรอยยิ้มกลับกลายเป็นใบหน้าบึ้งตึงด้วยความขุ่นเคืองใจกับคำพูดของหญิงสาว“หลีกไป ข้าจะจัดการนางด้วยตนเอง”เชี่ยหยาโถวคว้าแขนของผู้คุ้มกันออกจากการบังเขาจากหญิงสาวตรงหน้า เขาถูกสตรีอ่อนแอหยามเกียรติจนไม่เหลือชิ้นดี อย่างไรเสียวันนี้ เขาจะพิสูจน์ให้นางได้เห็นว่าคำพูดพล่อย ๆ ของสตรีเช่นนางนั้นมิใช่ความจริง“มาจบเรื่องกันเถอะ คุณชาย อย่าถ่วงเวลาพวกข้าให้มากไปกว่านี้อีกเลย”มือบางใช
คล้อยหลังโม่หยวนฟางไปเพียงครู่เดียว ร่างสูงของชายหนุ่มในชุดสีขาวได้ปรากฏขึ้นตรงหน้าของคนที่กำลังสั่นระริกไปทั้งร่างด้วยความรู้สึกอันหลากหลายที่ถาโถมเข้ามา เขาพ่ายแพ้ได้อย่างน่าอับอายเป็นที่สุด การต่อสู้เพียงแค่เวลาสั้น ๆ เขากลับกลายเป็นคนพิการ และรอเพียงเวลาถูกลงทัณฑ์จากผู้เป็นนายที่แท้จริง“หึ ๆ คนเก่งของท่านพ่อ ไยตอนนี้ถึงกลายมาเป็นเพียงคนไร้ค่าเช่นนี้ เจ้าก็ดีแต่ปาก หลงเป่า”“คนที่ดีแต่ปาก ข้าว่าน่าจะเป็นเจ้ามากกว่า หึ ๆ นึกว่าผู้ใดกัน แท้จริงก็เป็นคุณชายขี้โรคจากสกุลเชี่ยนี่เอง เชี่ยหยาโถว”ขวับ! ชายหนุ่มในชุดสีขาว หันกลับไปตามเสียงในทันที ทว่ากลับไร้วี่แววของเจ้าของเสียง ก่อนจะหันกลับมายังร่างของหลงเป่าที่ตอนนี้ถูกจับตัวเอาไว้โดยโม่หยวนฟาง“เมื่อเรื่องมาถึงขนาดนี้แล้ว เห็นทีคงมิอาจปล่อยท่านอ๋องน้อยให้มีลมหายใจต่อไปไม่ได้แล้วสินะ”“ฮา ๆ ปล่อยให้ข้ามีลมหายใจรึ ช่างกล้าพูดนะ คุณชายเชี่ย เจ้าไม่ใช่ตั้งใจจะกำจัดข้าอยู่ก่อนแล้วหรืออย่างไรกัน คนที่ขี้ขลาดแท้จริงคือตัวเจ้า อย่าได้โทษใครอื่นอีกเลย”“อย่าพูดให้มากความท่านอ๋องน้อย ข้ามาถึงขนาดนี้ย่อมต้องมีของพิเศษรอต้อนรับท่านอ๋องอยู่ก่อนแล
คนชุดดำไถลตัวลงมาจากต้นไม้อย่างรวดเร็ว พร้อมกระบี่ยาวชี้ตรงสู่กลางศีรษะของเมี่ยวจ้าน แม้จะสวมหมวกเอาไว้ แต่ทว่า ประสาทสัมผัสของนางนั้นเป็นเลิศมิแพ้ฝีมือเลยแม้แต่น้อย แส้ทองถูกสะบัดฟาด ไปด้านบนศีรษะด้วยกำลังภายในอันมหาศาลร่างของชายชุดดำที่กำลังคิดจะปลิดชีวิตของหญิงสาว มิอาจหลบได้ทัน ด้วยความเร็วที่ไม่ทันได้คาดคิดว่าจะถูกตอบโต้อย่างกะทันหันเช่นนี้ สำหรับเมี่ยวจ้านแล้ว นางไม่จำเป็นต้องมองขึ้นไปเลยด้วยซ้ำตุบ! ร่างของคนร้ายตกกระแทกพื้น โดยที่ศีรษะตกกลิ้งหลุน ๆ ไปอีกทาง ตอนนี้ธนูถูกวางลง อาวุธประจำกายถูกนำออกมาใช้แทน ทุกอย่างต้องทำให้เร็ว ด้วยจำนวนคนของฝ่ายนางมีน้อยกว่า ดังนั้นจำต้องจบทุกอย่างให้เร็ว หากยืดเยื้อมากไปกว่านี้รังแต่จะเสียเปรียบมากกว่าจะคว้าชัยมาอย่างปลอดภัย“ท่านเมี่ยวจ้าน”“อย่าแตกตื่นไป ท่านพี่ม่อตู เมี่ยวจ้านมิใช่เด็กน้อยแล้วนะ”ฟึบ!ม่อตูสะบัดผ้าคลุมกันอาวุธลับเพื่อมิให้ต้องกายผู้เป็นนาย ชายหนุ่มได้แต่ส่ายหน้ากับความดื้อรั้นของนายสาวของตนเอง สำหรับเขาแล้ว องค์หญิงเมี่ยวจ้านคือน้องสาวตัวน้อยที่เขาเฝ้าปกป้องมานับตั้งแต่พบเจอกัน เมื่อนางยังเป็นเพียงทารกจนเติบโตขึ้นมาเป็นผู้
‘โดยเฉพาะเจ้า โม่หยวนฟาง ข้าจะต้องทำให้เจ้าก้มหัวแทบเท้าข้าให้จงได้’โม่หยวนฟางซึ่งเบนหัวม้าให้ตนเองถอยกับมารั้งท้ายทุกคน โดยมีคนสนิทเคียงข้างกายอยู่เพียงสองคน ทั้งสามไม่เอ่ยวาจาใด ๆ ต่อกันแม้แต่ครึ่งคำ ทว่าแค่เพียงสบตาพวกเขาก็รู้ดีว่าต้องทำสิ่งใดชายหนุ่มมั่นใจในตัวของสหายรักว่าจะปกป้องน้องสาวของเขาได้เป็นอย่างดี โม่ฟางเล่อเล่อทำสิ่งที่ควรได้อย่างดีเยี่ยม แม้จะพลาดพลั้งก็แค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น นั่นคือการระวังหลังซึ่งเขามั่นใจว่าสองสาวคงต้องการให้เป็นเขาที่ทำหน้าที่นี้แทนโม่หยวนฟางแอบชำเลืองมองไปยังคนรักของตนที่อยู่อีกฝั่งของถนน โดยมีองครักษ์คู่ใจของนางคอยประกอบข้างมิห่างกาย ชายหนุ่มทั้งห้าผู้มาจากจิ้งหนาน ซึ่งมีหัวหน้าองครักษ์ม่อตูเป็นผู้เอ่ยปากขอติดตามนายของตนมา มิเช่นนั้นจำต้องใช้อำนาจที่มีนำตัวหญิงสาวกลับสู่แคว้นในทันทีแต่ทว่าเวลาเช่นนี้ เขากลับรู้สึกอุ่นใจอย่างไรไม่รู้ที่มีคนคอยปกป้องนางเมื่อยามต้องเจอศึกที่มิอาจคาดเดาได้ว่าจะมีโอกาสรอดมากน้อยเพียงใด“ข้าอีกแล้ว ไยต้องมาลงที่ชายหนุ่มผู้น่ารักเช่นข้าตลอดเลย”เสมือนว่าคำพูดของโม่หยวนฟางเป็นการเปิดศึกในครั้งนี้ก็มิปาน เพียงจบคำพ
ส่วนด้านนอกรถม้า สองแม่ทัพสกุลหยางแทบไร้การพูดคุยกันเช่นในอดีต หยางซานซินยังคงทำตัวเป็นปกติ ทว่า สิ่งที่แตกต่างก็ฉายชัดออกมาอยู่นั่นเอง เมื่อเขาดูจะไม่ใยดีบุตรชายซึ่งอยู่บนหลังอาชาเคียงข้างเขาอยู่ในขณะนี้ฝั่งหยางซานหลางก็ไม่แตกต่างกันเลยแม้แต่น้อย จากคนที่นิ่งขรึมมาตลอด บัดนี้เรียกได้ว่าตลอดทั้งร่างของชายหนุ่มนั้นปลดปล่อยแต่เพียงรังสีแห่งการฆ่าฟัน ซึ่งแตกต่างจากเมื่อครั้งก่อนหน้าที่ชายหนุ่มจะเก็บงำทุกอย่างเอาไว้ มิแสดงตัวตนของเขาออกมาให้ผู้อื่นได้รับรู้มากถึงเพียงนี้แม้ว่าความเปลี่ยนแปลงของแม่ทัพทั้งสองจะสร้างความแปลกใจให้แก่ผู้ติดตามทั้งหมด ทว่าก็ไร้ซึ่งคำถามจากทุกคน เพราะถึงอย่างไรก็ถือว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของผู้นำ“ซานหลาง เจ้าจงเว้นระยะห่างกับพระนางกุ้ยเฟยให้มากขึ้นอีกสักหน่อยก็ดีนะ”แม้จะเป็นคำพูดที่ดูเรียบง่าย แต่กลับแฝงความนัยที่ทำให้ผู้ฟังขุ่นเคืองใจอยู่มากทีเดียว หยางซานหลางชำเลืองมองผู้ที่บัดนี้เขาต้องเรียกว่าบิดาเพียงเล็กน้อย ก่อนจะหันหน้ากลับไปมองตรง ๆ ตามเส้นทางอันยาวเหยียดพร้อมรอยยิ้มยังมุมปาก“ขอรับท่านพ่อ แต่ถ้าจะให้ดี ท่านพ่อเองก็ควรระวังใจของตนเองเอาไว้ให้มากเช่นกัน
‘คำว่าแพ้มีให้แก่คนอ่อนแอเท่านั้น และมันมิใช่ข้า’“ทูลพระนางเต๋อเฟย ลู่กงกงขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”กั๋วเต๋อเฟยเหลือบขึ้นมองคนสนิท ก่อนจะพยักหน้าให้กับอี้ถิง หญิงสาวย่อกายให้แก่ผู้เป็นนาย ก่อนจะหมุนกายออกไปยังห้องด้านนอก เพื่อทำตามประสงค์ของเจ้าของตำหนักเมื่อมีผู้มาเยือน การเดินหมากของนางก็จำต้องยุติลง มือวางสะบัดมือเพียงครั้ง ผ้าผืนบางที่วางอยู่บนโต๊ะได้ปลิวสะบัดก่อนจะคลุมลงยังกระดานหมากบนโต๊ะ เสมือนมีคนจับวางก็มิปาน ร่างระหงลุกขึ้นก้าวเดินออกไปยังห้องรับรองชั้นนอกลู่กงกงรีบโค้งกายลงต่ำ เมื่อเจ้าของตำหนักเดินนวยนาดออกมาจากหลังม่านไข่มุก“ลู่เฟย ถวายบังคมพระนางเต๋อเฟยพ่ะย่ะค่ะ”“ตามสบายลู่กงกง วันนี้มาพบข้า ท่านคงมีเรื่องสำคัญเป็นแน่ ว่ามาเถิด”“ทูลพระนาง กระหม่อมนำพระบัญชาของฝ่าบาทมาแจ้งแก่พระนางพ่ะย่ะค่ะ”“ฝ่าบาททรงมีรับสั่งถึงข้ารึ”ใบหน้างามซับสีเลือดในทันที เมื่อนึกถึงบุรุษผู้องอาจผู้เป็นพระสวามีของนาง แม้ทรงมีพระชนม์มายุมากแล้ว ทว่ากลับยังคงความหล่อเหล่าเฉกเช่นวัยหนุ่มสาวก็มิปาน จากแต่เดิมที่นางท่องจำว่าเพราะหน้าที่กับการสมรสในต่างแดนครั้งนี้ กลับกลายเป็นว่านางปรารถนาที่จะเคียงคู่
วังหลวงบุรุษในชุดมังกรเดินวนไปมาเสมือนพยัคฆ์ติดบ่วง โดยมีร่างงามของสตรีในชุดสีแดงเพลิงปักลวดลายหงส์นั่งมองคนที่เดินไปมาด้วยความนึกขัน“จะทรงเดินอีกนานรึไม่เพคะ ฝ่าบาท”“จะให้ข้านิ่งนอนใจได้อย่างไรกันฮองเฮา ผู้อาวุโสมิรู้พากันสนุกสนานอยู่ที่ใดกัน ตอนนี้ กองทัพเคลื่อนพลสู่เมืองหลวงด้วยวิธีที่แยบยลนัก หึ ๆ เป็นข้าเอง ผิดที่ข้าฮองเฮา ข้าชักนำศึกเข้าเมืองเร็วเกินไป”ร่างสูงก้าวไปนั่งยังเก้าอี้ข้างฮองเฮา โดยที่พระนางยังคงสนใจในตำราหลังจากอีกฝ่ายนั่งลง“หากเป็นท่านผู้อาวุโสก็จะทำเช่นพระองค์เพคะ อย่าทรงโทษพระองค์เองไปเลยเพคะ ไม่ว่าอย่างไร คนพวกนั้นก็ต้องเคลื่อนไหวอยู่ดี การเดินเกมในบางครั้ง การปล่อยให้ศัตรูล่วงล้ำเข้ามาบ้างก็อาจเป็นผลดี”“ข้าไม่ถัดการวางแผนเช่นเจ้านี่ ภรรยาข้า หึ ๆ”“แต่ทรงเป็นนักรักที่เก่งกาจใช่ไหมเพคะ”“ฮา ๆ วางใจเถอะฮองเฮา จะไม่มีสตรีใดมาแทนที่เจ้าได้”เมื่อรู้ว่ามีผู้มาเยือนได้ก้าวเข้าสู่ห้องชั้นนอก สองสามีภรรยาจึงได้เปลี่ยนหัวข้อสนทนาเป็นหยอกล้อกันแทนห้องโถงรับรอง ตำหนักเหลียน“ลู่กงกง ท่านมาตามหาฝ่าบาทหรือเจ้าคะ”“เชียงเชียง เจ้าช่างรู้ใจข้ายิ่งนัก ฝ่าบาททรงมาแอบอยู่