“นี่ ฮูหยินน้อย นางช่างน่าสงสารมาก เจ้าคิดเหมือนข้าหรือไม่”“ข้าเห็นด้วย แต่ตอนนี้ พวกเรารีบเดินเข้าเถอะ ท่านพ่อบ้านสั่งให้เราตรวจเวรยามหน้าเรือนของฮูหยินน้อยบ่อยขึ้น”หมิงจงเป่ายิ้มกว้างเมื่อมีคนนำทางให้แก่เขาแล้ว ร่างในชุดดำทำเพียงคอยตามทหารยามไปเท่านั้น เขาไม่จำเป็นต้องเข้าเรือนนั้นออกเรือนนี้ให้เสี่ยงที่จะถูกจับได้อีกต่อไปเมื่อถึงที่หมาย ชายในชุดดำก็ได้หายไปทางด้านหลังของเรือน เพียงแค่เข้าใกล้ตัวเรือน สิ่งผิดปกติบางอย่างก็ได้เกิดขึ้นในความรู้สึกของหมิงจงเป่า ด้วยประสาทสัมผัสที่เหนือกว่าคนทั่วไป เขาฝึกฝนการรับรู้แบบนี้มาอย่างหนักนับตั้งแต่ ก้าวเข้ามาสู่การเป็นผู้คุ้มครองไข่มุกโลกันต์ความเร็วดุจภูตผีได้หายวับไปยังทิศทางที่เขามั่นใจว่าไม่ปกติเสียแล้วในความรู้สึกของเขา ผลัวะ! หน้าต่างด้านหลังเรือนได้เปิดออกก่อนจะมีร่างในชุดสีดำพุ่งออกมาจากด้านใน“อ๊ะ!” เสียงอุทานออกมาด้วยความตกใจ แต่ก็เพียงเบา ๆ เท่านั้น ก่อนที่จะมีแสงกระทบดวงตาของผู้มาใหม่ มันคือกระบี่สีเงินที่กระทบกับแสงจันทร์ และกำลังพุ่งเข้าหาเขาอย่างรวดเร็วหมิงจงเป่าทำเพียงเบี่ยงตัวหลบ เขามีเพียงมีดสั้นคู่ใจ หากจะปะทะตรง ๆ ก็ค
หมิงจงเป่าแสร้งมองสาลี่ในมือก่อนจะอ้าปากกว้างกัดลงไป กร๊อบ! น้ำสาลี่ฉ่ำหวานได้ไหลออกมารอยกัด แล้วเขาก็เดินออกจากห้องไปโดยไม่มีคำพูดใดโต้แย้ง จูซือเหนียงแม้แต่ครึ่งคำหรู่อี้ได้แต่ปิดปากหัวเราะคิกคักด้วยความชอบใจกับสิ่งที่นางเห็นจนชินตา‘ไม่ใช่ท่านหมิงจงเป่าต้องการให้ท่านหญิงฟื้น แต่ต้องการก่อกวนท่านหมอมากกว่า’ถึงนางจะไม่เคยผ่านการมีคนรัก แต่ใช่จะไม่เคยผ่านการถูกเกี้ยวพาเสียหน่อย มองแค่นี้ก็รู้แล้วว่าท่านหมิงนั้นมีใจต่อท่านหมอจูมากนัก แค่เพียงได้เย้าแหย่ก็สุขใจแล้วกระมัง นั่นคือความคิดเห็นของหรู่อี้จูซือเหนียงเดินเข้าไปยังโต๊ะที่หญิงสาวนั่งอยู่ก่อนจะทรุดกายลงนั่งด้วยใบหน้าที่แต่งแต้มรอยยิ้มงาม“ต้องขอโทษเจ้าด้วยที่ทำตัวเสียมารยาท แต่ถ้าไม่ทำแบบนั้น ศิษย์พี่ของข้าคงยังก่อกวนคนป่วยไม่เลิกเสียที” จูซือเหนียงพูดพร้อมส่ายหน้ายิ้ม ๆ หมิงจงเป่าถือเป็นศิษย์เอกของบิดานางและรับสืบทอดตำแหน่งผู้คุ้มกันไข่มุกโลกันต์ ต่อจากบิดาของนางที่ตายจากไปหลายปีแล้ว พร้อมคำทำนายว่าใกล้ถึงเวลาที่ผู้ครอบครองไข่มุกจะปรากฏตัวทำให้ตลอดหลายปีมานี้ นางกับหมิงจงเป่าจำต้องออกเดินทางไปทั่วหลายแคว้นเพื่อตามหาผู้ครอบคร
“อ้อ! ข้านึกว่าคนมิรู้จักโตเป็นคนทำ สงสัยข้าคงคิดไปเองกระมัง” จูซือเหนียงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเหมือนจะเชื่อตามคำบอกเล่า ทั้ง ๆ ที่หลักฐานมันชัดเจน อยู่บนเสื้อของหมิงจงเป่า คราบโจ๊กที่เลอะเป็นวงกว้าง‘ข้าก็จนคำพูดกับท่านแล้วศิษย์พี่’โม่ไป๋หลานได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ นางยังไม่รู้จักว่าชายตรงหน้าคือผู้ใด แม้จะคุ้นอยู่มาก จึงทำเพียงมองดูการสนทนาเงียบ ๆ“ใช่ ๆ นางไม่รู้จักโตเสียที เช่นนี้ ใครกันจะแต่งนางไปเป็นภรรยากัน เจ้าว่าจริงไหมซือเหนียง” หมิงจงเป่าเสไปเรื่องอื่นได้อย่างหน้าตาเฉยก่อนจะเดินตรงแข็งทื่อไปข้างเตียงก่อนจะยิ้มให้คนที่นอนนิ่งงุนงงกับชีวิตที่แปลกใหม่ของตนเองอยู่“ศิษย์รัก! ข้าหมิงจงเป่า อาจารย์ของเจ้า ต่อจากนี้ ข้าจะทุ่มเทถ่ายทอดวิชาให้แก่เจ้าเองนะ”จูซือเหนียงพยายามกลั้นเสียงหัวเราะเอาไว้จนสุดความสามารถ เพราะชายตรงหน้าพยายามทำหน้าตาให้ดูดีสุขุมสมกับคำว่าอาจารย์โม่ไป๋หลานเอียงหน้าไปมองจูซือเหนียงก่อนที่หมอหญิงจะพยักหน้าให้เบา ๆโม่ไป๋หลานพยายามลุกขึ้นนั่งเพื่อไม่เป็นการเสียมารยาทกับผู้มีพระคุณอีกคนของนาง“อย่า ๆ มิต้องรีบลุกมาคำนับอาจารย์ เจ้าหายดีเมื่อไหร่ค่อยทำก็ได้” ร่างสูงยิ้มกว้าง
ถงเหยียนเจี๋ยได้แต่หัวเราะ หึ! ๆ อยู่ในลำคอ เขาตั้งใจเดินให้อีกฝ่ายได้ยิน ไม่ว่าจะทำอะไร คนด้านในก็รู้ไปเสียหมด มือหนาผลักประตูออกกว้าง ก่อนจะก้าวยาว ๆ ตรงเข้าไปหาสหายรักของตนที่นั่งทำหน้าบึ้งตึงรออยู่แล้ว“ข้ามิรูปงามเช่นใครแถว ๆ นี้ จึงจะมีสตรีน้อยใหญ่ให้คอยท่า”ถงเหยียนเจี๋ยหมายความตามนั้นจริง ๆ เสียด้วย เพราะตอนที่ยังอยู่บนเขา เวลาพวกเขาลงจากเขามาในเมือง โม่หยวนฟางจะได้รับความสนใจมากกว่าเขาหลายเท่านัก เพราะรสนิยมในการแต่งกายของท่านชายนั้นต่างจากตัวเขาแทบจะเรียกได้ว่าคนละขั้ว หากวันใด เขาสวมชุดสีขาว คนตรงหน้าจะใส่สีดำ คืออะไรที่ตรงกันข้ามนั่นล่ะ คือความพอใจของท่านอ๋องน้อยผู้นี้เสมอ“เจ้ามาช้าเจี๋ย มัวแต่นอนกอดถงฮูหยินของเจ้าหรืออย่างไร ฮา ๆ”โม่หยวนฟางหมายถึงเหยาเหยา สัตว์เลี้ยงตัวโปรดของสหายรัก เหยาเหยาจะคอยติดตามถงเหยียนเจี๋ยไปในทุกที แม้แต่เวลาหลับนอนยังคอยคดตัวอยู่ข้าง ๆ เตียงของชายหนุ่ม นี่จึงเป็นเหตุผลให้บรรดาสตรีน้อยใหญ่มิกล้าแม้แต่จะชายตามองถงเหยียนเจี๋ย เพราะหวาดกลัวเหยาเหยา“ฮึ! อย่างน้อย เหยาเหยาของข้าก็มิเคยทำร้ายข้าสักครั้ง ว่าแต่เจ้าเถอะ มีอะไรให้ข้าช่วยรึ…” เมื่อพูด
“ท่านอ๋องทรงปลอดภัยดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”อ๋องโม่เหยารู้สึกโล่งใจขึ้นมากทีเดียวเมื่อเห็นชายหนุ่มปรากฏตัวขึ้นในเวลาคับขันเช่นนี้“ขอบใจเจ้ามากเจี๋ย ที่มาช่วยข้า”เมื่อตกอยู่ในวงล้อมเช่นนี้ ท่านอ๋องกับพระชายาและถงเหยียนเจี๋ยได้หันหลังชนกันเพื่อรับมือจากรอบด้าน“วิชาของพรรคเมฆาทมิฬ”ถงเหยียนเจี๋ยเอ่ยน้ำเสียงลอดไรฟันเหมือนชายหนุ่มมีเรื่องฝังใจอยู่นั่นเอง ท่านอ๋องเจ็ดหันมองหน้าชายหนุ่มในทันที“พรรคมารอย่างนั้นรึ…”ถงเหยียนเจี๋ยพยักหน้าเบา ๆ สายตาจับจ้องคู่ต่อสู้ซึ่งเริ่มตีวงล้อมเข้ามาอีกครั้ง“พวกมันมีแต่เพิ่ม ไม่มีลด ทางที่ดี…ท่านอ๋องพาพระชายาหนีไปก่อนเถอะพ่ะย่ะค่ะ”“ไม่…ข้าไม่ทิ้งเจ้า ลูกเจี๋ย พวกมันมีมากเกินกว่าพวกเจ้าจะรับไหว”พระชายาเอ่ยออกมาด้วยความตกใจ ที่อยู่ ๆ ชายหนุ่มที่นางรักเอ็นดูมิต่างจากบุตรในอุทรจะยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อให้พวกตนปลอดภัย“เอาหัวอ๋องเจ็ดมาให้ได้” ผู้นำของคนร้ายออกคำสั่งเสียงดังก้องคนเพียงหยิบมือหรือจะสู้พวกนั้นได้ ถงเหยียนเจี๋ยตัดสินใจผลักคนทั้งสองออกห่างจากวงล้อม ส่วนตัวเขาที่ถือทวนไว้ในมือเริ่มวาดลวดลายในเชิงยุทธ์อย่างดุดันจากคนร้ายที่พยายามล้อมกรอบ จำต้องถอยเพื
“เช่นนั้นข้าขอลาทุก ๆ ท่านก่อน ข้ามิรบกวนแล้ว…” หมิงจงเป่าแสร้งที่จะก้าวจากไป“หยุดเดี๋ยวนี้! ในเมื่อเจ้าเห็นในสิ่งที่ไม่สมควรแล้ว ข้าคงปล่อยเจ้าไปไม่ได้” ผู้นำของคนชุดดำกล่าวเสียงกร้าวออกมา“แล้วจะเอายังไงกับข้าล่ะ โปรดบอกคนป่าเช่นข้าให้กระจ่างสักหน่อยจะได้หรือไม่”คนชุดดำกระชับอาวุธ จ้องมองกลุ่มของพระชายาและคนแปลกหน้าที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ตรงหน้าโดยมีหมวกปีกกว้างที่ถูกดึงลงต่ำเพื่อปิดบังใบหน้าเอาไว้จนพวกเขามิอาจมองเห็นใบหน้าภายใต้หมวกได้ชัดเจนนักส่วนกลุ่มคนด้านหลังของหมิงจงเป่าก็มิอาจวางใจฝ่ายใดได้ทั้งนั้น องครักษ์ทั้งสามก้าวขึ้นมายืนบังผู้เป็นนายเอาไว้ อาวุธในมือถูกเตรียมพร้อม หมิงจงเป่ายังคงยืนเอามือหนาลูบที่ตัวของเจ้าเสือตัวน้อยในอ้อมแขนเล่น มันช่างน่าเอ็นดูกว่าพวกมารเหล่านี้หลายเท่านัก“สงเคราะห์ให้เจ้าตายแบบสบาย ๆ อย่างไรล่ะ ฮา ๆ”ฟิ้ว! ปึก! ทุกคนเหมือนถูกสะกดด้วยภาพชวนให้ตกตะลึงกับภาพที่เห็นในตอนนี้ แม้ทุกคนผ่านเรื่องฆ่าฟันมามาก ยังรู้สึกสั่นสะท้านไปทั่วกาย“สบายเช่นเขาน่ะหรือ” หมิงจงเป่าถามกลับไปพร้อมทำใบหน้าใสซื่อ เหมือนผู้บริสุทธิ์หนึ่งในคนร้ายเวลานี้ได้ล้มลงชักกระตุกอยู่ที
ถนนหลักเมื่อพ้นชายป่าสู่ถนนหลัก เสียงการต่อสู้ดังก้องเข้ามาในหู ดูแล้วคนร้ายคงมีมากไม่ใช่เล่น ดีที่พวกมันใส่ชุดสีดำปิดบังใบหน้าหมด มิเช่นนั้นงานหนักคงมาตกที่เขา เพราะไม่รู้จะแยกใครเป็นใคร สายตาดุจเหยี่ยวจ้าวเวหาสอดส่ายหาเป้าหมายที่ตนจะมาช่วยเหลือเป็นคนแรก“ผู้ใดคือท่านอ๋องเจ็ด” คำถามที่แฝงไปด้วยพลังขั้นสูงถึงกับทำให้การต่อสู้ชะงักไปชั่วขณะ…“ใครคือเขา…บอกข้ามา! พวกเจ้าจะมองทำไมกัน ฮะ! ก็ข้าหาไม่พบจึงได้ถามยังไงล่ะ ข้าผิดตรงไหน”ทั้งสองฝ่ายซึ่งกำลังต่อสู้กันอยู่ต่างพากันพุ่งเป้ามายังคนแปลกหน้าที่สวมหมวกและสะพายตะกร้า เวลานี้เท่ากับแยกออกเป็นสามฝ่ายอย่างชัดเจน ผู้มาใหม่ คนร้าย และคณะของท่านอ๋องเจ็ด ถงเหยียนเจี๋ยขยับเข้าบังบิดาของสหายเอาไว้ เขาไม่คิดที่จะประมาทในเวลาเช่นนี้“เจ้าเป็นใคร ช่างรนหาที่ตาย กล้ามาสอดมือในภารกิจของข้า สมควร...” มือหนากุมอยู่ที่ลำคอคนพูดก่อนจะตาเหลือกค้างและร่วงลงสู่พื้นเมื่อหมิงจงเป่ากางมือออก“อย่าสอดแทรกเวลาผู้ใหญ่เขาคุยกัน หรือว่าจะต้องให้ข้าสอน” รอยยิ้มที่ทุกคนเห็น มันดูมิต่างจากปีศาจที่จำแลงกายมาในคราบของเทพเซียนในตอนนี้“ฆ่ามันด้วยอีกคน อย่าปล่อยให้รอดไป
“ลุกขึ้นกันก่อนเถอะ”เมื่อทุกคนยืนขึ้น หมิงจงเป่าขยับเข้าใกล้บิดาของศิษย์รักก่อนจะกระซิบบางอย่างเบา ๆ แล้วขยับตัวถอยออกห่างเล็กน้อยเพื่อรอคำตอบของท่านอ๋องเจ็ด เขาไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจได้เอง และทุกคนก็ไม่มีสิทธิ์เช่นกันท่านอ๋องเจ็ดลิงโลดอยู่ภายในใจ แต่ยังคงรักษาสีหน้าให้เป็นปกติก่อนจะเดินไปเขียนอะไรบางอย่างก่อนจะส่งให้คนสนิทโดยกำชับว่าต้องมอบให้ท่านอ๋องน้อยด้วยตัวเองเท่านั้นแม้จะมีคำทัดทานจากคนสนิท แต่ท่านอ๋องกล่าวเพียงสั้น ๆ ว่า เกิดมาทุกคนต้องตาย หากการตามชายผู้นั้นไปแล้วต้องจบชีวิตลงก็ไม่คิดเสียดาย เขาจะกลายเป็นคนอกตัญญูในทันทีถ้าเขาปล่อยให้ถงเหยียนเจี๋ยต้องตาย“บุญคุณต้องทดแทน ถงเหยียนเจี๋ยและบิดาของเขามอบชีวิตให้แก่สกุลโม่ หากชีวิตของข้าแลกได้ ข้าจะไม่มีคำว่าลังเล”วังหลวง…“อย่านิ่งหลานรัก หรือเจ้าคิดจะล้มกระดานแล้วเราเริ่มใหม่กันดีล่ะ หึ ๆ”โม่หยวนฟางลอบยิ้มอยู่ในใจ ช่องว่างเล็ก ๆ ที่เขารอโอกาสชนะนั้นยังพอมีอยู่ เพียงแต่เขามิอยากรีบจบเกมเร็วนัก คนที่นั่งอยู่ด้านข้างองค์ฮ่องเต้เริ่มมีอาการกระสับกระส่ายเล็กน้อย รอยยิ้มก็เหมือนจะฝืนเต็มทน สองลุงหลานลอบยิ้มให้แก่กัน“กุ้ยเฟยกลับไปพั
ภายในจวนสกุลเชี่ยดูจะสงบเงียบกว่าที่เคย แต่ถึงกระนั้นก็มิใช่เรื่องที่คนภายนอกจะรับรู้ได้ เจ้าของบ้านสองสามีภรรยากำลังดื่มด่ำกับการจิบชาชั้นยอด พร้อมการสนทนากันตามประสา ซึ่งทำให้แขกผู้มาเยือนถึงกับส่ายหน้าด้วยความเอือมระอากับลีลาการเฝ้ารอศัตรูของคนสกุลใหญ่ หากนางปรากฏกายต่อหน้าทั้งสองคนนั้น เพียงครู่คงมีทหารในจวนโผล่ออกมาล้อมรอบ‘หึ ๆ’ นางมีดีกว่านั้น“ข้าเปลี่ยนใจแล้ว เงียบ ๆ มันดูมิตื่นเต้นเท่าใดนัก พวกเจ้าช่วยปลุกพวกเขาให้ตื่นกันเลยจะดีกว่า”จบคำพูดจากการแฝงตัวในเงามืด เพื่อเฝ้ารอเวลาลงมือ กลับเปลี่ยนเป็นการลงมืออย่างโจ่งแจ้ง ซ้ำวางกำลังไว้อีกชั้นเพื่อการเก็บกวาด“อ๊ากก!”เพียงครึ่งก้านธูป เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดก็เกิดขึ้น ทหารในจวนแท้จริงคือนักฆ่ารับจ้าง ทว่า จอมโจรผู้บุกรุกก็คือกลุ่มมือสังหารชั้นยอดเช่นกัน การมาปล้นในครั้งนี้ ผู้นำมิคิดที่จะนำคนมาเพียงหยิบมือเสียเมื่อไหร่กัน การจบหมากกระดานเล็กให้สิ้นซากก็คือทุบกระดานหมากให้แหลกคามือเท่านั้น“มิต้องเชิญข้า ใต้เท้าเชี่ย ฮูหยินเชี่ย ข้าดื่มกินมาอิ่มหนำสำราญมาจากบ้านแล้ว”“กำแหงนัก กล้าบุกรุกบ้านขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ช่างรนหาที่ตายโดยแท
“พวกเจ้ามันปีศาจ คนสกุลโม่ช่างไร้ความเมตตา ข้ามิทัน...อัก!”พูดได้เพียงเท่านั้น ลำคอกลับมีเลือดพุ่งออกมามากมาย โดยมิได้ถูกตัวหยวนฟางสักนิด ความเร็วดุจสายลมทำให้ร่างสูงออกมายืนอยู่ห่างพอสมควรโดยในมือมีบางสิ่งติดมาด้วย ก่อนที่ชายหนุ่มจะกางมือออก สิ่งนั้นจึงร่วงลงสู่พื้นดิน“คิดจะกลืนกินคนของข้า มิเจียมตน สกุลโม่หรือไร้เมตตา หึ! ไม่คิดบ้างหรือว่ากว่าจะทำให้แผ่นดินนี้เป็นปึกแผ่นได้ คนสกุลโม่ต้องแลกมาด้วยสิ่งใดบ้าง เพื่อรักษาชีวิตของประชาชนทั้งแคว้นเอาไว้ ปู่ข้าต้องตายเพื่อปกป้องขอทานเพียงคนเดียว เพราะนั่นคือประชาชนของพระองค์ แล้วพวกเจ้าตายเพื่อปกป้องใครบ้าง”หนึ่งในคนร้ายถึงกับตาค้าง เพราะสิ่งที่ร่วงจากมือของโม่หยวนฟาง มันคือหลอดลมของชายชุดดำ คนร้ายที่ยังมีลมหายใจอยู่เพียงหนึ่งถึงกับตัวสั่นงันงก ด้วยความหวาดกลัว คนแรกว่าอำมหิตแล้ว แต่อ๋องน้อยผู้นี้มันปีศาจชัด ๆ ชายชุดดำขยับตัวหวังจะหลบหนีฉึก! ร่างสูงของคนร้ายทรุดลงกับพื้นก่อนจะทันได้ก้าวขา“คิดจะแทงข้างหลัง! คนเช่นโม่หยวนฟาง เจ้าควรคิดให้ดีก่อน”หากมีผู้ใดมาได้ยินคำพูดของโม่หยวนฟางคงอยากตายไปสักพันครั้ง คนร้ายคิดหนี แต่ท่านอ๋องน้อยกลับกล
“จะบุรุษหรือสตรี หากรู้จักการพลิกแพลงสถานการณ์ มิใช่เรื่องยากที่จะคว้าชัยในสนามรบ อ๊ะ!”โม่ฟางเล่อหมุนกายออกห่างจากคู่ต่อสู้ เมื่อรับรู้ถึงการจู่โจมจากทางด้านหลัง แม้จะเพียงเฉียดผ่าน ทว่ากระบี่ของศัตรูก็ได้ดื่มเลือดของนางเสียแล้ว โม่ฟางเล่อกลับมิได้สนใจบาดแผล หญิงสาวรีบล้วงขวดหยกใบเล็กออกมาจากอก ก่อนจะรีบกลืนสิ่งที่อยู่ในขวดลงไปอย่างรวดเร็ว นางยังไม่เชี่ยวชาญเรื่องพิษ แต่การป้องกันเอาไว้ก่อนเป็นเรื่องที่ผู้เป็นอาจารย์คอยกำชับและย้ำเตือนนางอยู่บ่อยครั้ง“การที่มั่นใจเกินไป มันก็มิใช่สิ่งที่ควรทำ ไม่ใช่รึท่านหญิงโม่ ฮา ๆ”“สุนัขก็ยังเป็นสุนัขอยู่วันยังค่ำ ต่อให้พยายามทำตัวดั่งราชสีห์ เจ้าก็มิอาจเป็นได้ดั่งใจหมาย”จากรอยยิ้มกลับกลายเป็นใบหน้าบึ้งตึงด้วยความขุ่นเคืองใจกับคำพูดของหญิงสาว“หลีกไป ข้าจะจัดการนางด้วยตนเอง”เชี่ยหยาโถวคว้าแขนของผู้คุ้มกันออกจากการบังเขาจากหญิงสาวตรงหน้า เขาถูกสตรีอ่อนแอหยามเกียรติจนไม่เหลือชิ้นดี อย่างไรเสียวันนี้ เขาจะพิสูจน์ให้นางได้เห็นว่าคำพูดพล่อย ๆ ของสตรีเช่นนางนั้นมิใช่ความจริง“มาจบเรื่องกันเถอะ คุณชาย อย่าถ่วงเวลาพวกข้าให้มากไปกว่านี้อีกเลย”มือบางใช
คล้อยหลังโม่หยวนฟางไปเพียงครู่เดียว ร่างสูงของชายหนุ่มในชุดสีขาวได้ปรากฏขึ้นตรงหน้าของคนที่กำลังสั่นระริกไปทั้งร่างด้วยความรู้สึกอันหลากหลายที่ถาโถมเข้ามา เขาพ่ายแพ้ได้อย่างน่าอับอายเป็นที่สุด การต่อสู้เพียงแค่เวลาสั้น ๆ เขากลับกลายเป็นคนพิการ และรอเพียงเวลาถูกลงทัณฑ์จากผู้เป็นนายที่แท้จริง“หึ ๆ คนเก่งของท่านพ่อ ไยตอนนี้ถึงกลายมาเป็นเพียงคนไร้ค่าเช่นนี้ เจ้าก็ดีแต่ปาก หลงเป่า”“คนที่ดีแต่ปาก ข้าว่าน่าจะเป็นเจ้ามากกว่า หึ ๆ นึกว่าผู้ใดกัน แท้จริงก็เป็นคุณชายขี้โรคจากสกุลเชี่ยนี่เอง เชี่ยหยาโถว”ขวับ! ชายหนุ่มในชุดสีขาว หันกลับไปตามเสียงในทันที ทว่ากลับไร้วี่แววของเจ้าของเสียง ก่อนจะหันกลับมายังร่างของหลงเป่าที่ตอนนี้ถูกจับตัวเอาไว้โดยโม่หยวนฟาง“เมื่อเรื่องมาถึงขนาดนี้แล้ว เห็นทีคงมิอาจปล่อยท่านอ๋องน้อยให้มีลมหายใจต่อไปไม่ได้แล้วสินะ”“ฮา ๆ ปล่อยให้ข้ามีลมหายใจรึ ช่างกล้าพูดนะ คุณชายเชี่ย เจ้าไม่ใช่ตั้งใจจะกำจัดข้าอยู่ก่อนแล้วหรืออย่างไรกัน คนที่ขี้ขลาดแท้จริงคือตัวเจ้า อย่าได้โทษใครอื่นอีกเลย”“อย่าพูดให้มากความท่านอ๋องน้อย ข้ามาถึงขนาดนี้ย่อมต้องมีของพิเศษรอต้อนรับท่านอ๋องอยู่ก่อนแล
คนชุดดำไถลตัวลงมาจากต้นไม้อย่างรวดเร็ว พร้อมกระบี่ยาวชี้ตรงสู่กลางศีรษะของเมี่ยวจ้าน แม้จะสวมหมวกเอาไว้ แต่ทว่า ประสาทสัมผัสของนางนั้นเป็นเลิศมิแพ้ฝีมือเลยแม้แต่น้อย แส้ทองถูกสะบัดฟาด ไปด้านบนศีรษะด้วยกำลังภายในอันมหาศาลร่างของชายชุดดำที่กำลังคิดจะปลิดชีวิตของหญิงสาว มิอาจหลบได้ทัน ด้วยความเร็วที่ไม่ทันได้คาดคิดว่าจะถูกตอบโต้อย่างกะทันหันเช่นนี้ สำหรับเมี่ยวจ้านแล้ว นางไม่จำเป็นต้องมองขึ้นไปเลยด้วยซ้ำตุบ! ร่างของคนร้ายตกกระแทกพื้น โดยที่ศีรษะตกกลิ้งหลุน ๆ ไปอีกทาง ตอนนี้ธนูถูกวางลง อาวุธประจำกายถูกนำออกมาใช้แทน ทุกอย่างต้องทำให้เร็ว ด้วยจำนวนคนของฝ่ายนางมีน้อยกว่า ดังนั้นจำต้องจบทุกอย่างให้เร็ว หากยืดเยื้อมากไปกว่านี้รังแต่จะเสียเปรียบมากกว่าจะคว้าชัยมาอย่างปลอดภัย“ท่านเมี่ยวจ้าน”“อย่าแตกตื่นไป ท่านพี่ม่อตู เมี่ยวจ้านมิใช่เด็กน้อยแล้วนะ”ฟึบ!ม่อตูสะบัดผ้าคลุมกันอาวุธลับเพื่อมิให้ต้องกายผู้เป็นนาย ชายหนุ่มได้แต่ส่ายหน้ากับความดื้อรั้นของนายสาวของตนเอง สำหรับเขาแล้ว องค์หญิงเมี่ยวจ้านคือน้องสาวตัวน้อยที่เขาเฝ้าปกป้องมานับตั้งแต่พบเจอกัน เมื่อนางยังเป็นเพียงทารกจนเติบโตขึ้นมาเป็นผู้
‘โดยเฉพาะเจ้า โม่หยวนฟาง ข้าจะต้องทำให้เจ้าก้มหัวแทบเท้าข้าให้จงได้’โม่หยวนฟางซึ่งเบนหัวม้าให้ตนเองถอยกับมารั้งท้ายทุกคน โดยมีคนสนิทเคียงข้างกายอยู่เพียงสองคน ทั้งสามไม่เอ่ยวาจาใด ๆ ต่อกันแม้แต่ครึ่งคำ ทว่าแค่เพียงสบตาพวกเขาก็รู้ดีว่าต้องทำสิ่งใดชายหนุ่มมั่นใจในตัวของสหายรักว่าจะปกป้องน้องสาวของเขาได้เป็นอย่างดี โม่ฟางเล่อเล่อทำสิ่งที่ควรได้อย่างดีเยี่ยม แม้จะพลาดพลั้งก็แค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น นั่นคือการระวังหลังซึ่งเขามั่นใจว่าสองสาวคงต้องการให้เป็นเขาที่ทำหน้าที่นี้แทนโม่หยวนฟางแอบชำเลืองมองไปยังคนรักของตนที่อยู่อีกฝั่งของถนน โดยมีองครักษ์คู่ใจของนางคอยประกอบข้างมิห่างกาย ชายหนุ่มทั้งห้าผู้มาจากจิ้งหนาน ซึ่งมีหัวหน้าองครักษ์ม่อตูเป็นผู้เอ่ยปากขอติดตามนายของตนมา มิเช่นนั้นจำต้องใช้อำนาจที่มีนำตัวหญิงสาวกลับสู่แคว้นในทันทีแต่ทว่าเวลาเช่นนี้ เขากลับรู้สึกอุ่นใจอย่างไรไม่รู้ที่มีคนคอยปกป้องนางเมื่อยามต้องเจอศึกที่มิอาจคาดเดาได้ว่าจะมีโอกาสรอดมากน้อยเพียงใด“ข้าอีกแล้ว ไยต้องมาลงที่ชายหนุ่มผู้น่ารักเช่นข้าตลอดเลย”เสมือนว่าคำพูดของโม่หยวนฟางเป็นการเปิดศึกในครั้งนี้ก็มิปาน เพียงจบคำพ
ส่วนด้านนอกรถม้า สองแม่ทัพสกุลหยางแทบไร้การพูดคุยกันเช่นในอดีต หยางซานซินยังคงทำตัวเป็นปกติ ทว่า สิ่งที่แตกต่างก็ฉายชัดออกมาอยู่นั่นเอง เมื่อเขาดูจะไม่ใยดีบุตรชายซึ่งอยู่บนหลังอาชาเคียงข้างเขาอยู่ในขณะนี้ฝั่งหยางซานหลางก็ไม่แตกต่างกันเลยแม้แต่น้อย จากคนที่นิ่งขรึมมาตลอด บัดนี้เรียกได้ว่าตลอดทั้งร่างของชายหนุ่มนั้นปลดปล่อยแต่เพียงรังสีแห่งการฆ่าฟัน ซึ่งแตกต่างจากเมื่อครั้งก่อนหน้าที่ชายหนุ่มจะเก็บงำทุกอย่างเอาไว้ มิแสดงตัวตนของเขาออกมาให้ผู้อื่นได้รับรู้มากถึงเพียงนี้แม้ว่าความเปลี่ยนแปลงของแม่ทัพทั้งสองจะสร้างความแปลกใจให้แก่ผู้ติดตามทั้งหมด ทว่าก็ไร้ซึ่งคำถามจากทุกคน เพราะถึงอย่างไรก็ถือว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของผู้นำ“ซานหลาง เจ้าจงเว้นระยะห่างกับพระนางกุ้ยเฟยให้มากขึ้นอีกสักหน่อยก็ดีนะ”แม้จะเป็นคำพูดที่ดูเรียบง่าย แต่กลับแฝงความนัยที่ทำให้ผู้ฟังขุ่นเคืองใจอยู่มากทีเดียว หยางซานหลางชำเลืองมองผู้ที่บัดนี้เขาต้องเรียกว่าบิดาเพียงเล็กน้อย ก่อนจะหันหน้ากลับไปมองตรง ๆ ตามเส้นทางอันยาวเหยียดพร้อมรอยยิ้มยังมุมปาก“ขอรับท่านพ่อ แต่ถ้าจะให้ดี ท่านพ่อเองก็ควรระวังใจของตนเองเอาไว้ให้มากเช่นกัน
‘คำว่าแพ้มีให้แก่คนอ่อนแอเท่านั้น และมันมิใช่ข้า’“ทูลพระนางเต๋อเฟย ลู่กงกงขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”กั๋วเต๋อเฟยเหลือบขึ้นมองคนสนิท ก่อนจะพยักหน้าให้กับอี้ถิง หญิงสาวย่อกายให้แก่ผู้เป็นนาย ก่อนจะหมุนกายออกไปยังห้องด้านนอก เพื่อทำตามประสงค์ของเจ้าของตำหนักเมื่อมีผู้มาเยือน การเดินหมากของนางก็จำต้องยุติลง มือวางสะบัดมือเพียงครั้ง ผ้าผืนบางที่วางอยู่บนโต๊ะได้ปลิวสะบัดก่อนจะคลุมลงยังกระดานหมากบนโต๊ะ เสมือนมีคนจับวางก็มิปาน ร่างระหงลุกขึ้นก้าวเดินออกไปยังห้องรับรองชั้นนอกลู่กงกงรีบโค้งกายลงต่ำ เมื่อเจ้าของตำหนักเดินนวยนาดออกมาจากหลังม่านไข่มุก“ลู่เฟย ถวายบังคมพระนางเต๋อเฟยพ่ะย่ะค่ะ”“ตามสบายลู่กงกง วันนี้มาพบข้า ท่านคงมีเรื่องสำคัญเป็นแน่ ว่ามาเถิด”“ทูลพระนาง กระหม่อมนำพระบัญชาของฝ่าบาทมาแจ้งแก่พระนางพ่ะย่ะค่ะ”“ฝ่าบาททรงมีรับสั่งถึงข้ารึ”ใบหน้างามซับสีเลือดในทันที เมื่อนึกถึงบุรุษผู้องอาจผู้เป็นพระสวามีของนาง แม้ทรงมีพระชนม์มายุมากแล้ว ทว่ากลับยังคงความหล่อเหล่าเฉกเช่นวัยหนุ่มสาวก็มิปาน จากแต่เดิมที่นางท่องจำว่าเพราะหน้าที่กับการสมรสในต่างแดนครั้งนี้ กลับกลายเป็นว่านางปรารถนาที่จะเคียงคู่
วังหลวงบุรุษในชุดมังกรเดินวนไปมาเสมือนพยัคฆ์ติดบ่วง โดยมีร่างงามของสตรีในชุดสีแดงเพลิงปักลวดลายหงส์นั่งมองคนที่เดินไปมาด้วยความนึกขัน“จะทรงเดินอีกนานรึไม่เพคะ ฝ่าบาท”“จะให้ข้านิ่งนอนใจได้อย่างไรกันฮองเฮา ผู้อาวุโสมิรู้พากันสนุกสนานอยู่ที่ใดกัน ตอนนี้ กองทัพเคลื่อนพลสู่เมืองหลวงด้วยวิธีที่แยบยลนัก หึ ๆ เป็นข้าเอง ผิดที่ข้าฮองเฮา ข้าชักนำศึกเข้าเมืองเร็วเกินไป”ร่างสูงก้าวไปนั่งยังเก้าอี้ข้างฮองเฮา โดยที่พระนางยังคงสนใจในตำราหลังจากอีกฝ่ายนั่งลง“หากเป็นท่านผู้อาวุโสก็จะทำเช่นพระองค์เพคะ อย่าทรงโทษพระองค์เองไปเลยเพคะ ไม่ว่าอย่างไร คนพวกนั้นก็ต้องเคลื่อนไหวอยู่ดี การเดินเกมในบางครั้ง การปล่อยให้ศัตรูล่วงล้ำเข้ามาบ้างก็อาจเป็นผลดี”“ข้าไม่ถัดการวางแผนเช่นเจ้านี่ ภรรยาข้า หึ ๆ”“แต่ทรงเป็นนักรักที่เก่งกาจใช่ไหมเพคะ”“ฮา ๆ วางใจเถอะฮองเฮา จะไม่มีสตรีใดมาแทนที่เจ้าได้”เมื่อรู้ว่ามีผู้มาเยือนได้ก้าวเข้าสู่ห้องชั้นนอก สองสามีภรรยาจึงได้เปลี่ยนหัวข้อสนทนาเป็นหยอกล้อกันแทนห้องโถงรับรอง ตำหนักเหลียน“ลู่กงกง ท่านมาตามหาฝ่าบาทหรือเจ้าคะ”“เชียงเชียง เจ้าช่างรู้ใจข้ายิ่งนัก ฝ่าบาททรงมาแอบอยู่