เดือนละสิบตำลึง ปีนึงจะได้หนึ่งร้อยยี่สิบตำลึง หกปีก็จะมีเจ็ดร้อยยี่สิบตำลึง ในหีบนี้เหลือเงินห้าร้อยตำลึง หักจากที่นางสั่งทำอุปกรณ์ทำผ้าห้าตำลึง ซื้อกริชเงินสี่สิบตำลึง เจินจูคนเก่านับได้ว่าประหยัดจริงๆ
อืม... ปิ่นเงินแปดอัน ปิ่นทองหกอัน ปิ่นหยกสี่อัน ชุดเครื่องประดับเงินสองชุด ชุดเครื่องประดับทองสองชุด ต่างหูหยกหนึ่งคู่ ต่างหูปะการังแดงหนึ่งคู่
เอ๊ะ!! เสื้อคลุมขนจิ้งจอกแดง
“ปิ่นเงินหนึ่งอัน ปิ่นหยกหนึ่งอัน ต่างหูหยกหนึ่งคู่ เอาไว้เท่านี้พอ ที่เหลือเจ้าเอาไปขายซะ” ยิ่งคิดก็ยิ่งเข้าท่า ของพวกนี้มีไว้นางก็ไม่ได้ใช้ ไม่สู้เปลี่ยนเป็นเงินเตรียมไว้ดีกว่า
“ไม่ได้นะเจ้าคะคุณหนู!!!! ของพวกนี้ต้องเก็บไว้เป็นสินเดิม หากคุณหนูแต่งงานออกไปแล้วไม่มีสินเดิมจะถูกครอบครัวฝ่ายชายรังแกเอานะเจ้าคะ” สี่เสวี่ยตกใจกับท่าที่ของคุณหนูของนาง ตั้งแต่ชนเสาคราวนั้นคุณหนูของนางก็ดูเปลี่ยนไป ถึงแม้ว่าจะยังใจดีกับนาง แต่ท่าทางเฉยเมยตลอดเวลานั้นก็ราวกับเป็นคนละคน หรือคุณหนูของนางจะเสียใจมากจนปิดกั้นตัวเอง ไม่อยากแต่งงานไปแล้วกันแน่
แต่สุดท้ายสี่เสวี่ยก็ทนทานการรบเร้าจากซูเจินจูไม่ไหว วันต่อมาขณะที่ซูเจินจูเข้าไปที่ร้านผ้านั้น สี่เสวี่ยก็นำเครื่องประดับไปขายยังร้านเครื่องประดับหวันจูเป่า
ปิ่นเงินเจ็ดอัน อันละสามตำลึง ปิ่นทองหกอันอันละสิบห้าตำลึง ปิ่นหยกสามอันอันละสามสิบตำลึง ชุดเครื่องประดับเงินชุดเล็กสองชุด ชุดละยี่สิบตำลึง ชุดเครื่องประดับทองชุดเล็กสองชุด ชุดละสามสิบตำลึง ต่างหูปะการังแดงหนึ่งคู่ สี่สิบตำลึง ทั้งหมด ทั้งหมดสามร้อยสี่สิบเอ็ดตำลึง
“รบกวนเถ้าแก่เนี้ยจ่ายเป็นตั๋วเงินได้หรือไม่เจ้าคะ”
“ได้ๆ นี่ตั๋วเงินหนึ่งร้อยตำลึงสามใบ ตำลึงทองสี่ก้อน ตำลึงเงินหนึ่งก้อน เจ้านับดูก่อน”
“ขอบคุณเถ้าแก่เนี้ยเจ้าค่ะ” หลังนับเงินเสร็จสี่เสวี่ยก็เก็บเงินอย่างระมัดระวัง
หลังออกจากร้านหวันจู่เป่า สี่เสวี่ยก็ตรงไปที่ร้านเฉินอีเตี้ยน
เสื้อคลุมขนจิ้งจอกแดงที่ซูเจินจูให้ซี่เสวี่ยนำมาขายนั้น เป็นเสื้อคลุมของซูเจินจูยามเป็นเด็ก บัดดี้เมื่อโตขึ้นชุดคลุมนี้ก็ใส่ไม่ได้อีก ร้านเฉินอีเตี้ยนให้ราคาเสื้อคลุมขนจิ้งจอกแดงเจ็ดสิบตำลึง
“ตั๋วเงินห้าสิบตำลึงหนึ่งใบ ตำลึงทองสองก้อน แม่นางนับดูก่อน”
“ขอบคุณหลงจู๊เจ้าค่ะ”
สี่เสวี่ยเก็บเงินอย่างระมันระวังก่อนที่จะกลับไปหาซูเจินจูที่ร้านผ้าซูเตี้ยน วันนี้คุณหนูใหญ่ซูหนี่ย์ต้องการใช้รถม้า ซูเจินจูจึงต้องเดินกลับบ้าน สี่เสวี่ยกลัวว่าจะกลับถึงบ้านเย็นจนเกินไปจึงเร่งฝีเท้ามากขึ้น
เมื่อมาถึงร้านก็พบว่าคุณหนูของตนรออยู่แล้วเมื่อซูเจินจูเก็บเงินที่ได้จากสี่เสวี่ยเรียบร้อยทั้งสองก็เดินกลับบ้าน ระหว่างทางกลับสี่เสวี่ยก็บอกเรื่องราคาของต่างๆ ขณะที่ทั้งสองเดินออกจากเขตร้านค้าเข้าสู่เขตที่อยู่อาศัยที่เงียบสงบก็สังเกตุเห็นอันธพาลสองคนกำลังเดินเข้ามาหาพวกนาง ทางสายนี้มีเพียงถนนเส้นเดียวไม่สามารถอ้อมไปทางอื่นได้ ขณะที่ซูเจินจูกำลังจะจูงสี่เสวี่ยหันกลับ ก็มีอันธพาลสามคนเดินมาหยุดอยู่ข้างหลังพวกนาง
“พวกเจ้าต้องการอะไร” สี่เสวี่ยที่อยู่ในอาการตกใจจนขาสั่น ถามอันธพาลตรงหน้า ในขณะเดียวกันก็ดึงซูเจินจูไปไว้ข้างหลังนาง ตอนนี้ในหัวนางคิดว่าตอนที่นางเอาเครื่องประดับของคุณหนูไปขาย คนพวกนี้ต้องตามนางมาแน่ๆ
“แม่นางน้อย ดูท่าว่าเราจะมีวาสนาต่อกัน แค่เห็นเจ้าครั้งแรกข้าก็อยากจะอุ้มเจ้ากลับบ้านเสียแล้ว”
เสียงโห่ร้อง สนับสนุนจากอันธพาลทั้งสี่คนดังขึ้นคล้ายกับว่าประโยคแทะโลมเพียงประโยคเดียวนั้นทำให้พวกมันเพลิดเพลินได้อย่างง่ายดาย
ซูเจินจูขมวดคิ้วเล็กน้อย บังเอิญเหรอ คนพวกนี้มาดักอยู่ตามทางที่นางต้องกลับบ้าน คนผ่านไปผ่านมามากมาย กลับมั่นหมายเจาะจงที่จะเข้ามาล้อมหน้าล้อมหลังนางไว้เช่นนี้ พวกมันตามสี่เสวี่ยมาตอนนำของไปขายหรือจะมีใครส่งคนพวกนี้มาเพื่อทำลายชื่อเสียงของนางกัน
“ถอยไปนะ พะ พะ พวกเจ้า กล้าดียังไงมาทำตัวต่ำช้าในเมือง ไม่เห็นกฏหมายอยู่ในสายตาหรือยังไง” สี่เสวี่ยหันมากระชิบให้ซูเจินจูรีบวิ่งหนีไป นางจะขัดขวางไอ้พวกชั่วนี่ไว้เอง
หนึ่งในอันธพาลที่เหมือนจะเป็นหัวหน้าถุยก้านดอกหญ้าที่คาบไว้ในปากก่อนจะเดินเข้ากระชากสี่เสวี่ย แต่เมื่อจับลงบนข้อมือของสี่เสวี่ย ข้อมือของมันกลับถูกซูเจินจูคว้าเอาไว้ เพียงซูเจินจูกระชากเบาๆมือของชายคนนั้นก็ห้อยลงมาและไม่สามารถบังคับข้อมือของตนเองได้อีกต่อไป ยังไม่ทันได้ตั้งสติก็มีเท้าข้างหนึ่งลอยมาถีบที่อกจนทำให้หงายหลังไถลไปจนถึงที่ที่ชายอีกสี่คนยืนอยู่ ร่างที่ถูกถีบอย่างไม่ทันรู้ตัวลงไปนอนร้องครวญครางอยู่บนพื้น พอได้สติกลับมาก็รีบลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ถลึงตามองเด็กสาวสองคนที่ยืนอยู่ที่เดิม
“บัดซบ!! นังสารเลว เจ้ากล้าถีบบิดา บิดาจะฆ่าเจ้า” ชายคนนั้นวิ่งเข้าไปหาซูเจินจูอย่างลืมความเจ็บปวดที่มือ ซูเจินจูกระตุกยิ้มเบาๆก่อนจะกระโดดออกมาขวางหน้าสี่เสวี่ยเอาไว้ หมัดที่ดูรุนแรงและรวดเร็วถูกชกออกมาตั้งใจให้ถูกหน้าของเด็กสาวที่บังอาจถีบตนกลับต้องผิดหวัง แขนเล็กๆที่ดูไร้เรี่ยวแรงของซูเจินจูคว้าหมัดที่ชกออกมา ก่อนจะบิดแขนข้างนั้นอ้อมไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว ได้ยินเพียงเสียงกระดูกหักดังกร๊อบ ชายคนนั้นเจ็บจนหน้าซีดเผือดแข้งขาอ่อนแรงจนล้มลงถลาไปอีกฝั่งไม่มีแรงแม้กระทั่งจะลุกขึ้นมา
“หึ รนหาที่ตาย” ซูเจินจูสบทขึ้นเบาๆ
ซูเจินจูเอื้อมมือไปบีบคอใช้แรงเพียงเล็กน้อยบังคับให้มันเงยหน้าขึ้น
“ใครใช้ให้พวกเจ้ามา” ซูเจินจูถาม
“ไม่มี ไม่มีใครจ้างพวกข้า” เมื่อไม่ได้คำตอบที่ต้องการซูเจินจูจึงออกแรงบีบคอแรงขึ้นเล็กน้อย
“หากเจ้ากล้าหลอกข้า ข้าจะถลกหนังเจ้า” เสียงของซูเจินจูเย็นชาจนทำให้คนฟังหนาวเหน็บ สัมผัสจากมือเล็กๆที่ดูไม่น่าจะมีแรงนั่นกดลงมาที่คอเขาแรงขึ้นเรื่อยๆจนตอนนี้เขาแทบจะหายใจไม่ออกแล้ว หันกลับไปมองคนที่เขาพามาด้วยพบว่าทั้งสี่คนไม่ได้อยู่ตรงนั้น ความกลัวตายล้นทะลักเข้ามาพร้อมอากาศที่เหมือนจะเบาบางจนเขาเริ่มหายใจไม่ได้
“ขะ ขะ ข้า บอกแล้ว”
“พูดมา”
“แม่นางอิงเถา แม่นางอิงเถาจ้างข้าสิบตำลึงให้ฉุดเจ้าไปขายที่หอนางโลม”
“อ่อ งั้นหรือ” ซูเจินจูเลิกคิ้วขึ้นจองมองคนที่ตกอยู่ในเงื้อมมือตน ก่อนจะปล่อยมือออกและลุกขึ้นช้าๆ มุมปากยกขึ้นดูเหมือนจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้มนั้นทำให้เดาไม่ออกว่านางเชื่อหรือไม่เชื่อคำพูดของเขา สายยาเย็นชานั้นทำให้เขายิ่งไม่มั่นใจว่าจะเปลี่ยนจากเชื่อหรือไม่ชื่อ เป็นฆ่าหรือไม่ฆ่าหรือไม่
“แม่นาง แม่นางโปรดเชื่อข้า ข้าพูดความจริง แม่นางยกโทษให้ข้าด้วย” ความกลัวตายทำให้เขาไม่สนว่าการคุกเข่าร้องขอชีวิตจะทำให้ดูอับอายหรือไม่ หน้าผากที่เริ่มปรากฏเลือดหลังจากโขกศรีษะไปที่พื้นอย่างรวดเร็ว ปากร้องขอชีวิตไม่หยุด
“ไปซะ”
“พี่อิงเถา สาวใช้ของคุณหนูใหญ่หรือเจ้าคะ” สี่เสวี่ยที่เห็นเห็นการณ์ที่เกิดขึ้นผ่านแผ่นหลังซูเจินจู ทำให้ไม่ได้เห็นสายยาเย็นชาสุดลึกล้ำของคุณหนูของนาง แม้สี่เสวี่ยจะแปลกใจที่คุณหนูของตนทุบตีจนอันธพาล แต่การทีคุณหนูทุบตีผู้อื่นก็ดีกว่าถูกผู้อื่นทุบตีมากนัก เมื่อเป็นเรื่องดี รู้ว่าดีก็พอ ไม่จำเป็นต้องสงสัยเรื่องดีๆที่เกิดขึ้น
“ไม่รู้สิ รอดูไปก่อนเถอะ”
“ทำไมคุณหนูไม่จับคนพวกนั้นไปให้ทางการล่ะเจ้าคะ”
“อืม ข้าลืม” นางลืมไปจริงๆว่านางจับคนพวนั้นไปแจ้งทางการได้ แต่หากไปแจ้งจริงๆเรื่องราวนี้ก็คงถูกชาวบ้านเล่าต่อกันไป นางที่กำลังมีข่าวเสียหายก็คงถูกน้ำลายของชาวบ้านถ่มรดจนจมน้ำลายตายเป็นแน่
“….”
“ช่างเถอะ หากวันใดข้ามั่นใจว่าอิงเถาคือผู้ที่ต้องการขายข้าให้หอนางโลมจริงๆ ข้าจะเป็นคนจับนางไปขายที่หอนางโลมเอง” ไม่ว่าเวลาจะผ่านมานานเท่าไหร่แต่ซูเจินจูก็ยังคงชอบที่จะจัดการทุกอย่างด้วยตัวเองอย่างเงียบๆ เพื่อที่นางจะได้ใช้ชีวิตที่สงบสุข ไม่ต้องวุ่นวายกับใคร และไม่ต้องมีใครมาวุ่นวายกับนางมากนัก
“ไม่สำเร็จ ไม่สำเร็จได้ยังไง เจ้าว่าพวกอันธพาลนั่นเก่งนักไม่ใช่เหรอ” ซูหนี่ย์ที่กำลังรอฟังข่าวแผดเสียงขึ้นอย่างกระทันหันจนทำให้อิงเถา อิงชุ่ย ตัวสั่นอยู่กับพื้น
“บ่าวก็ไม่รู้เจ้าค่ะ เมื่อบ่าวไปถึงที่นัดก็ไม่เจอใคร ถามคนแถวนั้นได้ความว่า เจ้านั่นมือหัก แขนหัก หัวแตก นอนรักษาตัวอยู่โรงหมอเจ้าค่ะ”
“เหอะ ก็คงไปมีเรื่องกับใครมา จนมาฉุดนังเจินจูไม่ได้ เจ้าไปเอาเงินมัดจำห้าตำลึงคืนมา”
“บ่าวไปขอเงินคืนแล้วเจ้าค่ะคุณหนู แต่ว่า ..แต่พวกมันบอกว่าใช้จ่ายค่ารักษาไปหมดแล้ว” อิงเถาเสียงอ่อน นางไม่ได้รู้จักพวกอันธพาลนี้มากนัก นางเองก็กลัวคนพวกนี้ หากให้นางไปสร้างปัญหาจนปัญหามาถึงตัวนาง นางยอมให้คุณหนูใหญ่ทุบตีเสียดีกว่า
“งั้นก็หักเอาจากเงินเดือนพวกเจ้าแล้วกัน” อิงเถาได้เงินเดือนจากคุณหนูเดือนละหนึ่งตำลึง หากต้องหักจากเงินเดือนของนางก็เท่ากับว่าครึ่งปีที่เหลือนางจะไม่ได้รับเงินอีกแล้ว
“...”
สองวันต่อมา ที่เรือนของซูเจินจู
“คุณหนูเจ้าคะ คุณหนูใหญ่ส่งพี่อิงชุ่ยมาเป็นสาวใช้ให้คุณหนูเจ้าคะ”
“ส่งกลับไป”
.
..
“คุณหนูเจ้าค่ะ พี่อิงชุ่ยมาอีกแล้วค่ะ บอกว่าถ้านางไม่ได้อยู่รับใช้คุณหนู กลับไปจะถูกคุณหนูใหญ่ตีจนตายเจ้าค่ะ”
“ให้นางกลับไป นางจะเป็นหรือตายไม่เกี่ยวกับข้า” เห้อ แค่อยู่อย่างสงบๆไม่ได้หรือไงนะ นางเองก็ไม่ใช่ผู้พิทักษ์ความยุติธรรม ไม่ใช่คนดีที่ยื่นมือช่วยเหลือคนอื่นจนตัวเองต้องลำบากใจ ยิ่งคนที่ถูกส่งมาเพื่อสร้างความลำบากให้นาง นางไม่มีความจำเป็นต้องรับเอาไว้
“เหอะ ในเมื่อนางไม่รับน้ำชา ต่อไปข้าก็จะส่งยาพิษ” ซูหนี่ย์เกลียดซูเจินจูจนแทบอยากจะกระชากนางออกมาสับเป็นชิ้นๆ ให้นางลิ้มรสความทรมานจนตาย นังแพศยา อย่าได้หวังจะอยู่รวมแผ่นดินกับข้าเลย ข้าจะต้องทำลายเจ้า หากนังตัวอัปลักษณ์นี่ยังอยู่ความหวังที่นางกับคุณชายหลินจะได้ครองคู่กันก็ริบหรี่นัก!!
ซูหนี่ย์เรียกสาวใช้ทั้งสองมาช่วยนางวางแผนเล่นงานเจินจู หลังจากนายบ่าวปรึกษากันอยู่สักพักก็ตกลงกันได้ว่า นางจะชวนนังแพศยานั่นไปชมดอกไม้แล้วให้อันธพาลกลุ่มหนึ่งมาฉุดเจินจูไปรังแก กว่าคนของนางจะเข้ามาแจ้งคนของทางการในเมือง เจินจูก็คงจะเสียหายหมดสิ้นแล้ว เมื่อเรื่องถึงทางการ ก็ไม่มีทางที่จะเป็นความลับ เมื่อคิดถึงแผนการที่ไร้ช่องโหว่ ซูหนี่ย์ก็ลืมความอับอายก่อนหน้านี้ เข้านอนด้วยหัวใจที่เป็นสุข
เช้าวันต่อมา ขณะที่ซูเจินจูกำลังจะออกไปร้านผ้า อิงชุ่ยก็ได้มาขวางหน้านางไว้“คุณหนูใหญ่ให้บ่าวมาเชิญคุณหนูสี่ไปชมดอกเหมยที่หมู่บ้านจั๋วมู่ด้วยกันเจ้าค่ะ” อิงชุ่ยพูดจาอ่อนหวานมีความเคารพต่อซูเจินจู เมื่อเช้าอิงเถาได้ออกไปจ้างอันธพาลไว้แล้ว นางต้องพาคุณหนูสี่ไปด้วยกันให้สำเร็จ“ข้าไม่ไป” ซูเจินจูไม่ได้สนใจอิงชุ่ย นางเดินออกไปทันที อิงชุ่ยที่ไม่คิดว่าจะถูกปฏิเสธยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นอ้าปากพะงาบๆเหมือนจะพูดแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาทุกๆสองวันซูหนี่ย์จะต้องให้อิงชุ่ยมาชวนนางออกไปข้างนอก ทุกครั้งซูเจินจูจะปฏิเสธกลับไป แต่ครั้งนี้ เป็นฮูหยินรองที่มาชวนนางออกไปเดินตลาด ซูเจินจูเพียงให้เงินนางไปสิบตำลึง และด้วยเห็นแก่เงินสิบตำลึง ฮูหยินรองมี่ซิ่นจึงไม่ได้รบเร้าเจินจูต่อและออกไปอย่างสบายใจ“ท่านน้า เจินจูเออร์ละเจ้าคะ ข้าสั่งบ่าวไพร่ให้ไปจองเหลาอาหารตือฟ่างกว่างไว้แล้ว จะได้ให้เจิ
“เอ่อ.. เป็นตระกูลไฉ มาขอหมั้นคุณหนูสี่ให้นายน้อยไฉตงชุนเจ้าค่ะ” อิงชุ่ยพูดเสียงเบาด้วยรู้ว่าคุณหนูใหญ่เกลียดคุณหนูสี่ และยังไม่สามารถวางอุบายรังแกนางได้สำเร็จสักครั้ง“เจ้าว่าอะไรนะ ขอหมั้นนังจิ้งจอกนั่น!! นังแพศยา เตียงคุณชายหลินรออยู่ข้างหน้ายังกล้าให้ท่าบุรุษอื่นเชียวรึ” เหอๆ นังตัวดี คราวนี้เจ้าไม่รอดแน่ หากคุณชายหลินรู้ เจ้าไม่มีทางชูคออยู่บนเตียงได้แน่ และถ้าหากนายน้อยไฉรู้ว่าเจ้ามีค่าเพียงสาวใช้อุ่นเตียงก็อย่าหวังเลยว่าเจ้าจะเป็นแต่งเข้าไปเป็นฮูหยินฮูหยินซูก็ไม่ทำให้ลูกสาวสุดที่รักอย่างซูหนี่ย์ต้องผิดหวัง คนเราหากหวังดีปฏิเสธแม่สื่ออ้อมๆก็ยังพอรักษาหน้า แต่คนอย่างฮูหยินซู มีช่องให้ทำลายซูเจินจูมีหรือจะไม่ทำ เล่าวีรกรรมซูเจินจูที่เข้าไปให้ท่าคุณชายหลินถึงในจวนนายอำเภอ ออกอุบายให้คุณชายหลินทำลายชื่อเสียงตน ร้องขอขึ้นเป็นฮูหยินตั้งแต่เมื่อสามเดือนก่อนทั้งที่พิ่งจะอายุสิบสามปี เพราะความอิจฉาที่คุณชายหลินมีใจให้ซูหนี่ย์ คุณชายหลินทั้งสงสารทั้งรู้สึกผิดจึงเขียนสัญญาจะรับนางเข้าจวนไ
เมื่อถึงวันนัด อิงเถากลับมารายงานซูหนี่ย์ว่าซูเจินจูออกจากบ้านไปตั้งแต่ยามเฉิน ไม่มีใครรู้ว่าไปที่ใด ซูหนี่ย์ก็ไม่ได้ว่าอะไรแต่ออกไปพบคุณชายหลินเพียงลำพังด้านซูเจินจูที่ออกจากบ้านมานั้น นางออกจากอำเภอเหอ ผ่านตำบลจี๋หลง และตำบลจ้างหนาน จนถึงหมู่บ้านซานหมู่บ้านซานเป็นหมู่บ้านเล็กๆที่มีคนอาศัยอยู่เพียงห้าสิบหลังคาเรือน พื้นดินแห้งแล้งทำให้ปลูกพืชผักได้น้อยกว่าหมู่บ้านอื่น จึงไม่ค่อยมีคนนอกหมู่บ้านเข้ามาวุ่นวาย เป็นตัวเลือกที่ดีของนางซูเจินจูเข้าไปพูดคุยกับหัวหน้าหมู่บ้าน แจ้งความต้องการว่าต้องการซื้อที่ดิน หลังการสอบถามจนแน่ใจว่าพวกนางจะไม่เป็นอันตรายต่อคนในหมู่บ้าน หัวหน้าหมู่บ้านก็พาพวกนางมาวัดที่ดินที่ว่างอยู่ท้ายหมู่บ้าน ที่ดินตรงนี้ด้านหน้าติดถนน รถม้าเข้าออกสะดวกด้านหลังลากยาวไปจนติดภูเขา ถัดไปอีกสิบจั้งก็เป็นลำธาร ติดตรงที่พื้นที่ตรงนี้กว้างถึงห้าสิบหมู่ ในตอนแรกซูเจินจูค่อนข้างลำบากใจถ้าหากต้องซื้อที่กว้างขนาดนี้ นางกลัวว่าเงินที่นางมีอยู่จะไม่พอ แต่
“คุณชายหลินกลับไปแล้วหรือเจ้าคะ” สี่เสวี่ยที่เห็นซูเจินจูเดินเข้าเรือนมาก็รีบออกมาหาทันที“กลับไปแล้ว สี่เสวี่ยเจ้าไปเอาเงินข้าออกมานับเร็ว ดูสิว่าข้าเหลือเงินเท่าไหร่”“นับเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ วันนี้คุณหนูซื้อที่ดินสองร้อยตำลึง ให้ลุงหวังสิบตำลึง มัดจำค่าปลูกบ้านสามร้อยตำลึง ค่ารถม้าสามร้อยอีแปะ ซาลาเปายี่สิบลูกแปดสิบอีแปะ ขนมร้านเสี่ยวซือกวงสองตำลึง บะหมี่ของคุณหนูสองชามของบ่าวหนึ่งชาม สิบห้าอีแปะ คุณหนูจะเหลือเงิน สามร้อยเก้าสิบห้าตำลึงกับหกร้อยสิบห้าอีแปะเจ้าค่ะ บ่าวแบ่งเงินที่ต้องจ่ายช่างเฉินออกมาอีก สองร้อยเจ็ดสิบห้าตำลึง คุณหนูจะเหลือเงินหนึ่งร้อยยี่สิบตำลึงกับหกร้อยสิบห้าอีแปะเจ้าค่ะ”“สี่เสวี่ย ต่อไปข้าคงต้องพึ่งพาฝีมือวาดรูปของเจ้า ให้เลี้ยงดูข้าเสียแล้ว” นางฟังที่สี่เสวี่ยเจื้อยแจ้วจัดการบัญชีให้นางดูเหมือนผู้จัดการตัวน้อย ทุกครั้งที่เงินในหีบนี้ลดลง สีหน้าของสี่เสวี่ยดูเจ็บปวดมากกว่านางที่เป็นเจ้าของเงินเสียอีก“หากคุณห
“เด็กใหม่?”“ไม่ใช่ ... เด็กคนนี้คือคุณหนูเฟิงซือจู ลูกสาวของ คุณซือฉือกับคุณฟางเหนียง”“อ่อเด็กคนนั้น มีชื่อในใบสั่งตายแต่รอดชีวิตมาได้ เด็กกำพร้าวัยสองปีรึ เอามาไว้ที่ข้าเถอะ ข้าจะเลี้ยงให้เป็นนักฆ่าที่เก่งที่สุด”“มาอยู่แค่ชั่วคราวเท่านั้น ฝากเจ้าเลี้ยงไว้ที่นี่ก่อน ผู้สังหารต้องการฆ่าล้างครอบครัว หลังจากจัดการคนพวกนั้นได้ ค่อยส่งคุณหนูให้นายท่านเฟิงหม่าจู”“ถ้าฝากเลี้ยงแค่ชั่วคราวก็หาคนอื่นเถอะ”“เจ้า!!!”…....“คุณปู่ .. ทางนู้นมีทุ่งหญ้า แล้วก็มีดอกไม้เต็มไปหมด ภูเขาก็กว้างมากเลยค่ะ หลานชอบ” เด็กสาวตัวน้อยวิ่งมาด้วยรอยยิ้มที่ทำให้หัวใจผู้มองพองโตเหมือนฤดูใบไม้ผลิ บรรยากาศรอบตัวอบอวลด้วยความสดใส มีชีวิตชีวา“ถ้าเจ้าชอบ เจ้าก็อยู่ที่นี่เถอะ ...” น้ำเสียงเจือความลำบากใจของเฟิงหม่าจูเอ่ยขึ้น พลันทำให้ผู้ติดตามก้มหน้ามองพื้นด้วยความสงสารเด็กน้อยที่ต้องตัดขาดจากโลกภายนอกด้วยวัยเพียง 4 ปี“นายท่าย ท่านหมอเหวิงและท่านหมอหยางมาถึงแล้วครับ”“นายท่าน ครูฝึกเซียวมาถึงแล้วครับ”“นายท่าน พ่อบ้าน แม่นม คนรับใช้ และผู้ดูแลทั้งหมด หนึ่งร้อยแปดชีวิตเข้าประจำที่คฤหาสน์ของตระกูลเฟิงเรียบร้อยแล้วคร
โอ้ย.. เจ็บหัว เจ็บหน้าผาก ทำไมเจ็บที่หน้าผากล่ะ??? อ่า จำได้ว่าตอนที่ขับเครื่องบินชมวิวอยู่ที่แคลิฟอร์เนีย ระหว่างข้ามน้ำตกไนแองการ่าฉันถูกตีที่ท้ายทอย ผู้ชายคนนั้น อดีตนายตำรวจใหญ่บิดาของจางเหว่ยซ่อนตัวอยู่บนเครื่องบิน กลับมาล้างแค้นสินะ หึหึ สุดท้ายก็ต้องตายด้วยน้ำมือฉันอยู่ดี สิบกว่าปีก็ยังคงรอคอยเพื่อแก้แค้นฉัน ทำอะไรฉันตอนอยู่ในประเทศจีนไม่ได้ก็ลอบติดตามมาทำร้ายฉันถึงแคนนาดา ยอมแลกชีวิตเพื่อแก้แค้นให้ลูกสาวเพียงคนเดียวที่ถูกฉันเฉือนเนื้อเถือกระดูกคนนั้น..ฮ่าๆ ฉันรอดชีวิต ตกมาจากความสูงขนาดนั้น ตกลงมากลางมหาสมุทร นี่ฉันรอดมาได้ยังไงนะ หรือว่าลอยมาติดเกาะ?ขณะที่เฟิงซือจูลืมตาลำแสงสีส้มยามเย็นลอดผ่านขอบหน้าต่างเข้ามา ยังไม่ทันสังเกตสถานที่นี้ให้ชัด ความเจ็บปวดรุนแรงที่ศรีษะก็ถาโถมเข้ามา เมื่อทนความเจ็บปวดไม่ไหวก็สลบไปอีกครั้งจวบจนเช้าอีกวัน เมื่อเฟิงซือจูลืมตาขึ้นก็ต้องประหลาดใจกับสถานที่ตรงหน้า ที่นี่ที่ไหน ไม่ใช่โรงพยาบาลเหรอ นั่น นั่น! โต๊ะเครื่องแป้งแบบโบราณ? ชุดโต๊ะไม้แดงกลางห้อง? ตู้เสื้อผ้าแบบเตี้ยสองบานพับ? เชิงเทียนรูปทรงแปลกๆนั่น? … นี่มันเฟอร์นิเจอร์จีนโบราณเหรอ แม่เจ
คำพูดทั้งหมดของหลินเฮงฉวนนั้นถูกส่งต่ออย่างครบถ้วน แต่คนฟังนั้นไม่ใช่ซูเจินจู แต่เป็นนายท่านซูเป่า“มันขู่ข้า มันขู่จะเอาร้านผ้ามาเปิดแข่งกับข้า เจ็บใจนักเพราะนังลูกอัปรีย์ ทำให้พวกมันขึ้นมาเหยียบบนหัวข้าแล้ว” เสียงตะโกนที่เต็มไปด้วยความโกรธทำให้ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ“ท่านพี่ อย่าโกรธขนาดนี้เลยเจ้าค่ะ รักษาสุขภาพด้วย เจ้าเองก็เหมือนกันหนี่ย์เอ๋อร์ เรื่องพวกนี้บอกพ่อเจ้าได้เหรอ จะให้พ่อเจ้าโกรธตายรึยังไง” ฮูหยินซูเข้าไปปลอบสามีด้วยท่าทีกล้าๆกลัวๆ แต่ไหนแต่ไรมานางไม่เคยเห็นนายท่านซูโกรธขนาดนี้“เจ้าสิตาย ปากเจ้าใหญ่แค่ไหนถึงกล้ามาแช่งข้า เพราะหนี่ย์เอ๋อรู้ความถึงได้บอกข้า ไม่บอกแล้วข้าจะรู้เหรอว่าไอ้จวนนายอำเภอมันตั้งใจจะเหยียบหัวข้า ทำการค้ามาตั้งกี่ปี จ่ายให้พวกมันไปตั้งเท่าไหร่ หนังเสือยังไม่ทันส่งเข้าเมืองหลวงก็ต้องส่งเข้าจวนนายอำเภอก่อนมันยังกล้าขู่ข้าขนาดนี้ อัปรีย์ ไอ้พวกอัปรีย์!! ไป ไปตามอาจูมา ข้าต้องถามนางให้รู้เรื่อง” ทำการค้ามาหลายปีจะมายอมขาดทุนแบบนี้ไม่ได้ กว่าจะเลี้ยงซูเจินจูมาหมดเงินไปตั้งเท่าไหร่ แต่งงานมีหน้ามีตาไม่ได้ ก็ต้องแต่งได้เส้นสาย แต่งเงินแต่งทองไม่ได้ก็ต้
ซูเจินจูออกจากบ้านตระกูลซูมาพร้อมสี่เสวี่ยตรงเข้าไปที่ “ร้านผ้าซูเตี้ยน”“คุณหนูสี่มาแล้ว” หลงจู๊ออกมาตอนรับซูเจินจูอย่างคุ้นเคย น้ำเสียงเจือความห่วงใย หลงจู๊ผู้นี้ทำงานอยู่ที่ร้านผ้าซูเตี้ยนมาตั้งแต่เริ่มเปิดร้านใหม่ๆ ได้รับความไว้ใจจากนายท่านผู้เฒ่าซูมาก ยิ่งเห็นซูเจินจูมาตั้งแต่เกิดจนโต ได้ยินข่าวเสียหายที่เพิ่งเกิดขึ้นแล้วยิ่งเป็นห่วงคุณหนูผู้นี้จากใจจริง“ทำให้ท่านลุงฝูเป็นห่วงแล้ว”“คุณหนูรีบเข้าไปข้างในก่อนเถอะขอรับ” หลงจู๊พยายามพูดให้ซูเจินจูเข้าไปด้านในให้ได้ ด้วยเห็นสายตาจากหลายๆคนมองมาที่ซูเจินจูอย่างอยากรู้อยากเห็น เรื่องที่เกิดขึ้นในจวนนายอำเภอได้ถูกเล่าลือออกไปอย่างกว้างขวาง แต่ซูเจินจูกลับเพียงยืนนิ่งๆอยู่ตรงนั้นสักพัก หลังทักทายกันอีกสองสามประโยค ซูเจินจูจึงขอตัวเข้าไปดูเอกสารที่ห้องทำงานบนชั้นสองร้านผ้าซูเตี้ยนเป็นร้านผ้าที่ใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของอำเภอเหอ ขายผ้าพับและเสื้อคลุมขนสัตว์ผ้าพ
“คุณชายหลินกลับไปแล้วหรือเจ้าคะ” สี่เสวี่ยที่เห็นซูเจินจูเดินเข้าเรือนมาก็รีบออกมาหาทันที“กลับไปแล้ว สี่เสวี่ยเจ้าไปเอาเงินข้าออกมานับเร็ว ดูสิว่าข้าเหลือเงินเท่าไหร่”“นับเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ วันนี้คุณหนูซื้อที่ดินสองร้อยตำลึง ให้ลุงหวังสิบตำลึง มัดจำค่าปลูกบ้านสามร้อยตำลึง ค่ารถม้าสามร้อยอีแปะ ซาลาเปายี่สิบลูกแปดสิบอีแปะ ขนมร้านเสี่ยวซือกวงสองตำลึง บะหมี่ของคุณหนูสองชามของบ่าวหนึ่งชาม สิบห้าอีแปะ คุณหนูจะเหลือเงิน สามร้อยเก้าสิบห้าตำลึงกับหกร้อยสิบห้าอีแปะเจ้าค่ะ บ่าวแบ่งเงินที่ต้องจ่ายช่างเฉินออกมาอีก สองร้อยเจ็ดสิบห้าตำลึง คุณหนูจะเหลือเงินหนึ่งร้อยยี่สิบตำลึงกับหกร้อยสิบห้าอีแปะเจ้าค่ะ”“สี่เสวี่ย ต่อไปข้าคงต้องพึ่งพาฝีมือวาดรูปของเจ้า ให้เลี้ยงดูข้าเสียแล้ว” นางฟังที่สี่เสวี่ยเจื้อยแจ้วจัดการบัญชีให้นางดูเหมือนผู้จัดการตัวน้อย ทุกครั้งที่เงินในหีบนี้ลดลง สีหน้าของสี่เสวี่ยดูเจ็บปวดมากกว่านางที่เป็นเจ้าของเงินเสียอีก“หากคุณห
เมื่อถึงวันนัด อิงเถากลับมารายงานซูหนี่ย์ว่าซูเจินจูออกจากบ้านไปตั้งแต่ยามเฉิน ไม่มีใครรู้ว่าไปที่ใด ซูหนี่ย์ก็ไม่ได้ว่าอะไรแต่ออกไปพบคุณชายหลินเพียงลำพังด้านซูเจินจูที่ออกจากบ้านมานั้น นางออกจากอำเภอเหอ ผ่านตำบลจี๋หลง และตำบลจ้างหนาน จนถึงหมู่บ้านซานหมู่บ้านซานเป็นหมู่บ้านเล็กๆที่มีคนอาศัยอยู่เพียงห้าสิบหลังคาเรือน พื้นดินแห้งแล้งทำให้ปลูกพืชผักได้น้อยกว่าหมู่บ้านอื่น จึงไม่ค่อยมีคนนอกหมู่บ้านเข้ามาวุ่นวาย เป็นตัวเลือกที่ดีของนางซูเจินจูเข้าไปพูดคุยกับหัวหน้าหมู่บ้าน แจ้งความต้องการว่าต้องการซื้อที่ดิน หลังการสอบถามจนแน่ใจว่าพวกนางจะไม่เป็นอันตรายต่อคนในหมู่บ้าน หัวหน้าหมู่บ้านก็พาพวกนางมาวัดที่ดินที่ว่างอยู่ท้ายหมู่บ้าน ที่ดินตรงนี้ด้านหน้าติดถนน รถม้าเข้าออกสะดวกด้านหลังลากยาวไปจนติดภูเขา ถัดไปอีกสิบจั้งก็เป็นลำธาร ติดตรงที่พื้นที่ตรงนี้กว้างถึงห้าสิบหมู่ ในตอนแรกซูเจินจูค่อนข้างลำบากใจถ้าหากต้องซื้อที่กว้างขนาดนี้ นางกลัวว่าเงินที่นางมีอยู่จะไม่พอ แต่
“เอ่อ.. เป็นตระกูลไฉ มาขอหมั้นคุณหนูสี่ให้นายน้อยไฉตงชุนเจ้าค่ะ” อิงชุ่ยพูดเสียงเบาด้วยรู้ว่าคุณหนูใหญ่เกลียดคุณหนูสี่ และยังไม่สามารถวางอุบายรังแกนางได้สำเร็จสักครั้ง“เจ้าว่าอะไรนะ ขอหมั้นนังจิ้งจอกนั่น!! นังแพศยา เตียงคุณชายหลินรออยู่ข้างหน้ายังกล้าให้ท่าบุรุษอื่นเชียวรึ” เหอๆ นังตัวดี คราวนี้เจ้าไม่รอดแน่ หากคุณชายหลินรู้ เจ้าไม่มีทางชูคออยู่บนเตียงได้แน่ และถ้าหากนายน้อยไฉรู้ว่าเจ้ามีค่าเพียงสาวใช้อุ่นเตียงก็อย่าหวังเลยว่าเจ้าจะเป็นแต่งเข้าไปเป็นฮูหยินฮูหยินซูก็ไม่ทำให้ลูกสาวสุดที่รักอย่างซูหนี่ย์ต้องผิดหวัง คนเราหากหวังดีปฏิเสธแม่สื่ออ้อมๆก็ยังพอรักษาหน้า แต่คนอย่างฮูหยินซู มีช่องให้ทำลายซูเจินจูมีหรือจะไม่ทำ เล่าวีรกรรมซูเจินจูที่เข้าไปให้ท่าคุณชายหลินถึงในจวนนายอำเภอ ออกอุบายให้คุณชายหลินทำลายชื่อเสียงตน ร้องขอขึ้นเป็นฮูหยินตั้งแต่เมื่อสามเดือนก่อนทั้งที่พิ่งจะอายุสิบสามปี เพราะความอิจฉาที่คุณชายหลินมีใจให้ซูหนี่ย์ คุณชายหลินทั้งสงสารทั้งรู้สึกผิดจึงเขียนสัญญาจะรับนางเข้าจวนไ
เช้าวันต่อมา ขณะที่ซูเจินจูกำลังจะออกไปร้านผ้า อิงชุ่ยก็ได้มาขวางหน้านางไว้“คุณหนูใหญ่ให้บ่าวมาเชิญคุณหนูสี่ไปชมดอกเหมยที่หมู่บ้านจั๋วมู่ด้วยกันเจ้าค่ะ” อิงชุ่ยพูดจาอ่อนหวานมีความเคารพต่อซูเจินจู เมื่อเช้าอิงเถาได้ออกไปจ้างอันธพาลไว้แล้ว นางต้องพาคุณหนูสี่ไปด้วยกันให้สำเร็จ“ข้าไม่ไป” ซูเจินจูไม่ได้สนใจอิงชุ่ย นางเดินออกไปทันที อิงชุ่ยที่ไม่คิดว่าจะถูกปฏิเสธยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นอ้าปากพะงาบๆเหมือนจะพูดแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาทุกๆสองวันซูหนี่ย์จะต้องให้อิงชุ่ยมาชวนนางออกไปข้างนอก ทุกครั้งซูเจินจูจะปฏิเสธกลับไป แต่ครั้งนี้ เป็นฮูหยินรองที่มาชวนนางออกไปเดินตลาด ซูเจินจูเพียงให้เงินนางไปสิบตำลึง และด้วยเห็นแก่เงินสิบตำลึง ฮูหยินรองมี่ซิ่นจึงไม่ได้รบเร้าเจินจูต่อและออกไปอย่างสบายใจ“ท่านน้า เจินจูเออร์ละเจ้าคะ ข้าสั่งบ่าวไพร่ให้ไปจองเหลาอาหารตือฟ่างกว่างไว้แล้ว จะได้ให้เจิ
เดือนละสิบตำลึง ปีนึงจะได้หนึ่งร้อยยี่สิบตำลึง หกปีก็จะมีเจ็ดร้อยยี่สิบตำลึง ในหีบนี้เหลือเงินห้าร้อยตำลึง หักจากที่นางสั่งทำอุปกรณ์ทำผ้าห้าตำลึง ซื้อกริชเงินสี่สิบตำลึง เจินจูคนเก่านับได้ว่าประหยัดจริงๆอืม... ปิ่นเงินแปดอัน ปิ่นทองหกอัน ปิ่นหยกสี่อัน ชุดเครื่องประดับเงินสองชุด ชุดเครื่องประดับทองสองชุด ต่างหูหยกหนึ่งคู่ ต่างหูปะการังแดงหนึ่งคู่เอ๊ะ!! เสื้อคลุมขนจิ้งจอกแดง“ปิ่นเงินหนึ่งอัน ปิ่นหยกหนึ่งอัน ต่างหูหยกหนึ่งคู่ เอาไว้เท่านี้พอ ที่เหลือเจ้าเอาไปขายซะ” ยิ่งคิดก็ยิ่งเข้าท่า ของพวกนี้มีไว้นางก็ไม่ได้ใช้ ไม่สู้เปลี่ยนเป็นเงินเตรียมไว้ดีกว่า“ไม่ได้นะเจ้าคะคุณหนู!!!! ของพวกนี้ต้องเก็บไว้เป็นสินเดิม หากคุณหนูแต่งงานออกไปแล้วไม่มีสินเดิมจะถูกครอบครัวฝ่ายชายรังแกเอานะเจ้าคะ” สี่เสวี่ยตกใจกับท่าที่ของคุณหนูของนาง ตั้งแต่ชนเสาคราวนั้นคุณหนูของนางก็ดูเปลี่ยนไป ถึงแม้ว่าจะยังใจดีกับนาง แต่ท่าทางเฉยเมยตลอดเวลานั้นก็ราวกับเป็
ซูเจินจูออกจากบ้านตระกูลซูมาพร้อมสี่เสวี่ยตรงเข้าไปที่ “ร้านผ้าซูเตี้ยน”“คุณหนูสี่มาแล้ว” หลงจู๊ออกมาตอนรับซูเจินจูอย่างคุ้นเคย น้ำเสียงเจือความห่วงใย หลงจู๊ผู้นี้ทำงานอยู่ที่ร้านผ้าซูเตี้ยนมาตั้งแต่เริ่มเปิดร้านใหม่ๆ ได้รับความไว้ใจจากนายท่านผู้เฒ่าซูมาก ยิ่งเห็นซูเจินจูมาตั้งแต่เกิดจนโต ได้ยินข่าวเสียหายที่เพิ่งเกิดขึ้นแล้วยิ่งเป็นห่วงคุณหนูผู้นี้จากใจจริง“ทำให้ท่านลุงฝูเป็นห่วงแล้ว”“คุณหนูรีบเข้าไปข้างในก่อนเถอะขอรับ” หลงจู๊พยายามพูดให้ซูเจินจูเข้าไปด้านในให้ได้ ด้วยเห็นสายตาจากหลายๆคนมองมาที่ซูเจินจูอย่างอยากรู้อยากเห็น เรื่องที่เกิดขึ้นในจวนนายอำเภอได้ถูกเล่าลือออกไปอย่างกว้างขวาง แต่ซูเจินจูกลับเพียงยืนนิ่งๆอยู่ตรงนั้นสักพัก หลังทักทายกันอีกสองสามประโยค ซูเจินจูจึงขอตัวเข้าไปดูเอกสารที่ห้องทำงานบนชั้นสองร้านผ้าซูเตี้ยนเป็นร้านผ้าที่ใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของอำเภอเหอ ขายผ้าพับและเสื้อคลุมขนสัตว์ผ้าพ
คำพูดทั้งหมดของหลินเฮงฉวนนั้นถูกส่งต่ออย่างครบถ้วน แต่คนฟังนั้นไม่ใช่ซูเจินจู แต่เป็นนายท่านซูเป่า“มันขู่ข้า มันขู่จะเอาร้านผ้ามาเปิดแข่งกับข้า เจ็บใจนักเพราะนังลูกอัปรีย์ ทำให้พวกมันขึ้นมาเหยียบบนหัวข้าแล้ว” เสียงตะโกนที่เต็มไปด้วยความโกรธทำให้ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ“ท่านพี่ อย่าโกรธขนาดนี้เลยเจ้าค่ะ รักษาสุขภาพด้วย เจ้าเองก็เหมือนกันหนี่ย์เอ๋อร์ เรื่องพวกนี้บอกพ่อเจ้าได้เหรอ จะให้พ่อเจ้าโกรธตายรึยังไง” ฮูหยินซูเข้าไปปลอบสามีด้วยท่าทีกล้าๆกลัวๆ แต่ไหนแต่ไรมานางไม่เคยเห็นนายท่านซูโกรธขนาดนี้“เจ้าสิตาย ปากเจ้าใหญ่แค่ไหนถึงกล้ามาแช่งข้า เพราะหนี่ย์เอ๋อรู้ความถึงได้บอกข้า ไม่บอกแล้วข้าจะรู้เหรอว่าไอ้จวนนายอำเภอมันตั้งใจจะเหยียบหัวข้า ทำการค้ามาตั้งกี่ปี จ่ายให้พวกมันไปตั้งเท่าไหร่ หนังเสือยังไม่ทันส่งเข้าเมืองหลวงก็ต้องส่งเข้าจวนนายอำเภอก่อนมันยังกล้าขู่ข้าขนาดนี้ อัปรีย์ ไอ้พวกอัปรีย์!! ไป ไปตามอาจูมา ข้าต้องถามนางให้รู้เรื่อง” ทำการค้ามาหลายปีจะมายอมขาดทุนแบบนี้ไม่ได้ กว่าจะเลี้ยงซูเจินจูมาหมดเงินไปตั้งเท่าไหร่ แต่งงานมีหน้ามีตาไม่ได้ ก็ต้องแต่งได้เส้นสาย แต่งเงินแต่งทองไม่ได้ก็ต้
โอ้ย.. เจ็บหัว เจ็บหน้าผาก ทำไมเจ็บที่หน้าผากล่ะ??? อ่า จำได้ว่าตอนที่ขับเครื่องบินชมวิวอยู่ที่แคลิฟอร์เนีย ระหว่างข้ามน้ำตกไนแองการ่าฉันถูกตีที่ท้ายทอย ผู้ชายคนนั้น อดีตนายตำรวจใหญ่บิดาของจางเหว่ยซ่อนตัวอยู่บนเครื่องบิน กลับมาล้างแค้นสินะ หึหึ สุดท้ายก็ต้องตายด้วยน้ำมือฉันอยู่ดี สิบกว่าปีก็ยังคงรอคอยเพื่อแก้แค้นฉัน ทำอะไรฉันตอนอยู่ในประเทศจีนไม่ได้ก็ลอบติดตามมาทำร้ายฉันถึงแคนนาดา ยอมแลกชีวิตเพื่อแก้แค้นให้ลูกสาวเพียงคนเดียวที่ถูกฉันเฉือนเนื้อเถือกระดูกคนนั้น..ฮ่าๆ ฉันรอดชีวิต ตกมาจากความสูงขนาดนั้น ตกลงมากลางมหาสมุทร นี่ฉันรอดมาได้ยังไงนะ หรือว่าลอยมาติดเกาะ?ขณะที่เฟิงซือจูลืมตาลำแสงสีส้มยามเย็นลอดผ่านขอบหน้าต่างเข้ามา ยังไม่ทันสังเกตสถานที่นี้ให้ชัด ความเจ็บปวดรุนแรงที่ศรีษะก็ถาโถมเข้ามา เมื่อทนความเจ็บปวดไม่ไหวก็สลบไปอีกครั้งจวบจนเช้าอีกวัน เมื่อเฟิงซือจูลืมตาขึ้นก็ต้องประหลาดใจกับสถานที่ตรงหน้า ที่นี่ที่ไหน ไม่ใช่โรงพยาบาลเหรอ นั่น นั่น! โต๊ะเครื่องแป้งแบบโบราณ? ชุดโต๊ะไม้แดงกลางห้อง? ตู้เสื้อผ้าแบบเตี้ยสองบานพับ? เชิงเทียนรูปทรงแปลกๆนั่น? … นี่มันเฟอร์นิเจอร์จีนโบราณเหรอ แม่เจ
“เด็กใหม่?”“ไม่ใช่ ... เด็กคนนี้คือคุณหนูเฟิงซือจู ลูกสาวของ คุณซือฉือกับคุณฟางเหนียง”“อ่อเด็กคนนั้น มีชื่อในใบสั่งตายแต่รอดชีวิตมาได้ เด็กกำพร้าวัยสองปีรึ เอามาไว้ที่ข้าเถอะ ข้าจะเลี้ยงให้เป็นนักฆ่าที่เก่งที่สุด”“มาอยู่แค่ชั่วคราวเท่านั้น ฝากเจ้าเลี้ยงไว้ที่นี่ก่อน ผู้สังหารต้องการฆ่าล้างครอบครัว หลังจากจัดการคนพวกนั้นได้ ค่อยส่งคุณหนูให้นายท่านเฟิงหม่าจู”“ถ้าฝากเลี้ยงแค่ชั่วคราวก็หาคนอื่นเถอะ”“เจ้า!!!”…....“คุณปู่ .. ทางนู้นมีทุ่งหญ้า แล้วก็มีดอกไม้เต็มไปหมด ภูเขาก็กว้างมากเลยค่ะ หลานชอบ” เด็กสาวตัวน้อยวิ่งมาด้วยรอยยิ้มที่ทำให้หัวใจผู้มองพองโตเหมือนฤดูใบไม้ผลิ บรรยากาศรอบตัวอบอวลด้วยความสดใส มีชีวิตชีวา“ถ้าเจ้าชอบ เจ้าก็อยู่ที่นี่เถอะ ...” น้ำเสียงเจือความลำบากใจของเฟิงหม่าจูเอ่ยขึ้น พลันทำให้ผู้ติดตามก้มหน้ามองพื้นด้วยความสงสารเด็กน้อยที่ต้องตัดขาดจากโลกภายนอกด้วยวัยเพียง 4 ปี“นายท่าย ท่านหมอเหวิงและท่านหมอหยางมาถึงแล้วครับ”“นายท่าน ครูฝึกเซียวมาถึงแล้วครับ”“นายท่าน พ่อบ้าน แม่นม คนรับใช้ และผู้ดูแลทั้งหมด หนึ่งร้อยแปดชีวิตเข้าประจำที่คฤหาสน์ของตระกูลเฟิงเรียบร้อยแล้วคร