“เชื่อใจพี่ได้ ว่าพี่ไม่ได้คิดอะไรกับแก้วอีกแล้ว เพราะหัวใจของพี่มีน้องดาอยู่เต็มไปหมด ไม่มีพื้นที่เหลือให้ใครได้อีกหรอก”
“ชิส์…ถ้าผิดคำพูดนะ จะสับให้เละ” ฉันขู่ฟ่อๆ ยังกับงูเห่า ส่วนพี่นิกกลับหัวเราะชอบใจ “สับอะไร...หืม”“อะไรก็ได้”“ขืนสับกล่องดวงใจของพี่ ระวังจะอดใช้งานนะ” คำพูดเขาทำเอาฉันหน้าแดงก่ำ ก่อนจะรัวกำปั้นใส่เขาไม่ยั้ง “บ้า! พูดอะไรทะลึ่ง”“เอ้า! ก็ใครพูดทะลึ่ง สับๆ อะไรก่อน” พี่นิกรั้งข้อมือฉันไว้ แต่ใบหน้าทะเล้นๆ ยียวนที่เขาแสดงออกตอนนี้ มันยิ่งทำให้ฉันเขินจนอยากเอาหัวโขกเขาให้มันรู้แล้วรู้รอด “สับนิ้ว สับแขน สับขาก็ได้นิ พี่นิกนั่นแหละเจาะจงเอง ดาไม่เกี่ยว”“เกี่ยวสิ ทำไมจะไม่เกี่ยว เพราะทุกอย่างบนตัวพี่ พี่ยกให้ดาคนเดียว” น้ำเสียงของพี่นิกทำเอาฉันยิ่งขนลุกจนไม่กล้าสบตาด้วยเลย เอาแต่ก้มหน้างุดแล้วพูดง้องๆ แง้งๆ เสียงแมว “บ้า! คนลามก” “หึหึ…ตะกี้ส“โอ๊ย! จะมาแดงอะไรตอนนี้เนี่ย แกยังเห็นรถพี่แก้วไหม”“เห็น” ฉันตอบอย่างมั่นใจ เพราะมองตามไปตลอด“ไปทางไหนแล้ว ตรงหรือเลี้ยว”“เลี้ยวเข้าม่านรูดตรงนั้น” ขณะพูดฉันก็ชี้นิ้วให้อัปสรดูด้วย คนข้างๆ พอเห็นป้ายก็ถึงกับอุทานออกมา“ม่านรูดเหรอ...อึ๋ย! อีนังพี่แก้วหน้าม้า เดี๋ยวจะโดนไม่ใช่น้อย ไฟจราจรช่วยเขียวเร็วๆ หน่อยได้ไหมเนี่ย”“เขียวแล้วแก” ผ่านไปสามนาทีไฟแดงถึงจะกลายเป็นไฟเขียว แต่สามนาทีสำหรับฉันตอนนี้มันกลับยาวนานเหมือนสามชั่วโมงไม่มีผิดอัปสรเลี้ยวรถเข้าไปยังม่านรูดที่ฉันบอก แต่ต้องหยุดเพราะไม่รู้ว่ารถของพี่แก้วเลี้ยวเข้าไปที่ห้องไหน เพราะทุกห้องมันปิดม่านหมดแล้ว กระทั่งพนักงานต้อนรับวิ่งเข้ามาหา“ห้องเราเต็มแล้วครับลูกค้า อุ๊ย! ฉิ่งฉับทัวร์” คำอุทานของพนักงานต้อนรับทำเอาอัปสรเดือดปุดๆ ส่วนฉันชะเง้อมองเข้าไปข้างใน เพราะห่วงพี่นิก“จะฉิ่งฉับทัวร์อะไรเล่า ฉันมาหาคน เอานี่...ช่วยหน่อย” อัปสรยัดเงินให้พนักงานต้อนรับไป
“มีแน่” เสียงอัปสรเอ่ยลอดไรฟัน ก่อนจะสวนหมัดใส่ใบหน้าพี่แก้วไปเต็มๆ จนร่างของพี่แก้วเซถลาราวกับนกปีกหัก“โอ๊ย! ดั้งฉัน ยัยน้องสร จะมากไปแล้วนะ” พี่แก้วตวาดใส่อัปสร ตาเขียวปัดอย่างโกรธเกรี้ยว พร้อมๆ กับยกมือขึ้นมากุมกึ่งดั้งกึ่งจมูกไปด้วย“ดา แกรีบเข้าไปดูพี่นิก ทางนี้ฉันจัดการเอง” ฉันพยักหน้าให้ ก่อนจะรีบเดินผ่านพี่แก้วเพื่อจะเข้าไปข้างใน แต่พี่แก้วก็เข้ามาขวางฉันไว้เหมือนกัน“อย่านะ อย่ายุ่งกับนิกของฉัน” พี่แก้วยื้อแย่งตัวฉันไว้ โดยมีอัปสรยื้อพี่แก้วอีกคน กระทั่งฉันเป็นอิสระก็ปรี่เข้าไปหาพี่นิกที่ตอนนี้นอนกึ่งเปลือยอยู่บนเตียง กางเกงยังอยู่ครบแต่เสื้อคงถูกพี่แก้วถอดออกไป“นิกของฉันเหรอ นี่เอาหัวแม่ตีนคิดหรือไงถึงพูดออกมาแบบนี้ อย่าลืมสิว่าพี่แก้วเป็นคนทิ้งพี่นิกไปเอง ตอนนี้จะมาพูดนิกของฉันไม่อายปากบ้างหรือไง แล้วเรื่องทุเรศๆ ที่ทำอยู่นี่ ถ้าพี่นิกรู้คงได้เป็นเรื่อง” เสียงของอัปสรดังลั่น เพราะกำลังด่าพี่แก้วอยู่พร้อมๆ กับลากให้ออกไปจากห้องในสภาพที่
“พี่ตรัย พี่นิกเป็นอะไรคะเนี่ย”“สงสัยไอ้นิกมันจะไม่ไหวแล้ว”“ไม่ไหวอะไรคะ” สีหน้าฉันพลอยสับสนและงงไปด้วย นั่นเพราะไม่รู้ความหมายที่พี่ตรัยเอ่ยมาสักเท่าไหร่“ไอ้ตรัย” เสียงของพี่นิกดังขึ้น คล้ายจะห้ามไม่ให้พี่ตรัยพูด“ข้าต้องบอก ไม่งั้นเอ็งก็ต้องทรมานอยู่แบบนี้” พี่ตรัยชำเลืองมามองพี่นิกบ้าง“สองคนมีอะไรกัน สรุปพี่นิกเป็นอะไรคะพี่ตรัย” ฉันถามย้ำไปอีกครั้ง“พี่เดาว่าแก้วคงวางยาปลุกเซ็กซ์นิกมันแน่ๆ”“ห๊า!…ละ…แล้วเราจะทำยังไงกันดี” ประโยคที่ได้ยิน ทำเอาฉันถึงกับพูดตะกุกตะกักกันเลยทีเดียว ไม่คิดจริงๆ ว่าพี่แก้วจะใช้วิธีสกปรกๆ แบบนี้ฉันหันมามองพี่นิก ที่ตอนนี้เปลี่ยนมานั่งขดตัวติดกับประตูรถอีกฝั่ง โดยพยายามนั่งให้ห่างฉันเข้าไว้“ทำอะไรไม่ได้ครับ นอกเสียจาก…”“อย่าพูดนะไอ้ตรัย อย่า!” เสียงของพี่นิกดังขึ้นห้าม ก่อนจะมีสีหน้าและท่าทางทรมานแปลกๆ ซึ่งฉันก็ไม่เข้าใจ ได้
“ดาทนได้” ท่องไว้ว่าเจ็บเหมือนมดกัน ยัยสรเคยบอกไว้แบบนั้น ถ้าเจ็บมากกว่านี้ ฉันค่อยไปคิดบัญชีกับเพื่อนตัวแสบทีหลัง“ความเจ็บที่ไม่นานมันจะเปลี่ยนเป็นความเสียวซ่านอย่างที่น้องดาเองก็คาดไม่ถึง” แค่คำพูด แววตาที่พี่นิกส่งมา มันก็ทำเอาฉันหวิวๆ บอกไม่ถูก“เสียวซ่านยังไง”“แบบนี้” พูดจบพี่นิกก็โน้มใบหน้าลงมาจูบฉัน คราวนี้เขาเป็นฝ่ายรุก ไม่ได้นิ่งเป็นหุ่นยนต์เหมือนเมื่อครู่ ริมฝีปากของพี่นิกกำลังหลอมละลายตัวฉันเสียแล้วสิ ไหนจะมือร้อนๆ ที่เขากำลังลูบไล้อยู่บนเนื้อตัวของฉันนั่นอีกความรู้สึกตอนนี้หรือเปล่าที่เรียกว่าเสียวซ่านฉันไม่รู้ว่าเวลามันผ่านไปนานเท่าไหร่ที่เราจูบกัน แต่ฉันรู้เพียงแค่ว่าใจของฉันมันเต้นไม่เป็นจังหวะเอาเสียเลย เพราะทุกสัมผัสที่พี่นิกมอบให้มันกระตุ้นให้ฉันตื่นตัวอยู่ตลอด ฉันรู้ว่าพี่นิกพยายามข่มใจ เขาสัมผัสฉันอย่างอ่อนโยนทั้งๆ ที่ยาปลุกเซ็กซ์มันกำลังออกฤทธิ์“น้องดาของพี่หวานจัง” หลังจากจูบฉันมาเนิ่นนานจนฉันรู้สึกระบมที่ริมฝีปาก พี่นิกก็ถอนจูบออก จากนั้นเขาก็ฝังใบห
“อืมม์…น้องดาขา” เสียงกระเส่าของพี่นิกดังขึ้น ก่อนที่พี่เขาจะจับฉันหันหลังพิงกับผนังห้องน้ำ แล้วซุกไซ้ใบหน้าลงมาแถวๆ ใบหน้าข้างซ้ายของฉัน พร้อมกับขบเม้มติ่งหูเล่นเบาๆ นั่นทำเอาฉันขนลุกแล้วขนลุกอีกพี่นิกบดเบียดความเป็นชายกับสะโพกผายของฉันอย่างต่อเนื่อง ขณะที่มือก็ยังคงบีบคลึงหน้าอกไปด้วย ปากก็ยังคงประทับตราความเป็นเจ้าของไว้บนตัวฉันด้วยรอยจูบแต่อยู่ๆ พี่นิกก็หยุดทุกอย่าง พี่เขาเอื้อมมือไปปิดน้ำแล้วหยิบผ้าขนหนูมาซับน้ำให้ฉัน ตามด้วยของตัวเขาเองบ้าง แล้วจึงอุ้มฉันไปยังเตียงนอน ทันทีที่วางฉันลง เขาก็ตามลงมาทาบทับและเริ่มปลุกเร้าอารมณ์ของฉันอีกครั้ง บางครั้งก็อ่อนโยน บางครั้งก็เร่าร้อนจนฉันแทบหยุดหายใจ“พี่อยากทำให้น้องดาพร้อมกว่านี้ แต่พี่ไม่ไหวแล้ว” ฉันพยักหน้ารับรู้ เพราะรู้ว่าพี่นิกต้องข่มความรู้สึกไว้มากมายขนาดไหนเพื่อเล้าโลมไม่ให้ฉันตื่นกลัว“ดาเข้าใจค่ะ” คำตอบรับของฉันทำให้พี่นิกยิ้ม ก่อนที่เขาจะจูบต่ำลงไปเรื่อยๆ กระทั่งถึงขอบแพนตี้แล้วจัดการถอดมันออก ตามด้วยอันเดอร์แวร์ที
ถ้าเลือกได้ ผมยังไม่อยากให้เรื่องเมื่อคืนมันเกิดขึ้น แต่สุดท้ายมันก็เกิดเพราะความสะเพร่าของตัวผมเอง ผมไว้ใจแก้วมากเกินไป สุดท้ายน้องดาก็ต้องยื่นมือเข้ามาช่วยผมนอนมองคนในอ้อมกอดที่ยังคงหลับสนิท เมื่อคืนผมรังแกเธอไปหลายครั้ง รู้ว่าเธอเจ็บเพราะยังใหม่กับเรื่องนี้ แต่ผมก็ไม่อาจต่อต้านความต้องการของตัวเองได้ แรกๆ มันคือฤทธิ์ยา แต่ครั้งหลังๆ มันคือจิตใต้สำนึกของผมล้วนๆแก้มนุ่มๆ ริมฝีปากอิ่มและทุกจุดบนร่างกายเธอต้องช้ำเพราะฝีมือผม ทั้งๆ ที่ตั้งใจจะทำเรื่องนี้ในคืนส่งตัว ผมโน้มใบหน้าลงไปหอมแก้มน้องดาหนักๆ แล้วกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นไปอีกหน่อย“พี่รักน้องดา” คำว่ารักที่ผมเอ่ยให้เธอได้ยินมาทั้งคืนยังดังขึ้นอีกครั้ง และผมอยากพูดประโยคนี้ไปตลอด“ดาก็รักพี่นิก” เธอเอ่ยว่ารักผมเช่นกัน ยิ่งทำให้หัวใจของผมพองโตจนมันแน่นอกไปหมด ผมหอมแก้มเธอหนักๆ ก่อนจะชวนกันไปอาบน้ำ เพราะตอนนี้ผมชักจะเริ่มหิวแล้วนั่นเพราะน้องดาเคยมานอนค้างกับน้องสาวผมบ่อยๆ เธอจึงมีเสื้อผ้าอยู่ที่นี่บ้าง ไม่งั้นเธอคงได้ใส่เสื้อของผมที่ขนาดของมันโอเวอร์ไซส์สำหรับเธอมาก
“ขอบคุณนะคะ”“ครับ งั้นเรามากินข้าวกัน”“ค่ะ” เธอพยักหน้ารับ จากนั้นเราก็นั่งกินข้าวด้วยกัน แม้จะเป็นกับข้าวธรรมดาๆ แต่มันกลับอร่อยสำหรับผมมากทีเดียวพอกินอิ่มน้องดาก็อาสาล้างจาน ผมยืนกอดอกมองเธอที่เวลาอยู่ในครัวจะดูคล่องแคล่วไม่เปลี่ยน อ้อ…ผมบอกไปหรือยังว่าน้องดาทำกับข้าวอร่อยมาก อร่อยชนิดที่ว่ายัยสรน้องสาวผมชิดซ้ายเมื่อเคลียร์ครัวเสร็จ เราก็มานั่งคุยกันที่ห้องรับแขก ก่อนที่ผมจะเอนตัวนอนไปกับเก้าอี้ตัวยาว โดยคว้าน้องดาให้ลงมานอนอยู่ในอ้อมกอดด้วย“น้องดาคะ”“ค่ะ”“ถ้าเราจะหมั้นกันก่อนที่น้องดาจะบินไปเรียนต่อต่างประเทศ น้องดาคิดว่ายังไงครับ” นี่คือความจริงใจที่ผมอยากแสดงให้เธอได้เห็นว่าผมจริงจังกับเธอมากขนาดไหน“ถ้าพี่นิกจะหมั้นดาเพราะเรื่องเมื่อคืน มันไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้ก็ได้นะคะ”“เปล่า…พี่มันก็แค่คนเห็นแก่ตัว
“งั้นก็อย่าห้ามพี่เลยนะ พี่ขอ เพราะอีกไม่กี่วันเราก็ต้องอยู่ห่างกันครึ่งค่อนโลกแล้ว” ผมได้ทีกระชับอ้อมกอด“ชิส์…ทำมาเป็นอ้อน ดูไม่เข้ากับพี่นิกเท่าไหร่เลย”“ก็เมื่อก่อนพี่ไม่เคยมีคนให้อ้อนแบบนี้นี่นา พี่ต้องเป็นพี่ใหญ่ ต้องเข้มแข็ง ขืนมามุ้งๆ มิ้งๆ ยัยสรได้ล้อตาย”“เชอะ”“พี่อ้อนน้องดาก็เพราะพี่รักนะ หรือน้องดาไม่รักพี่” ผมถามกลับบ้าง เพราะอยากได้ยินเธอบอกรักกลับมา ซึ่งมันก็ได้ผล“รักค่ะ ไม่รักพี่นิกแล้วจะให้ดาไปรักใคร รู้อยู่ว่าดาแอบรักคนแถวนี้มาตั้งหลายปี...ชิส์” เอ่ยจบเธอก็ย่นจมูกให้ผม ผมจึงโน้มใบหน้าลงไปหอมแก้มเธอหนักๆ ก่อนจะลามมาเป็นการจูบ ที่มันกินเวลาไปหลายนาที กว่าที่ผมจะยอมปล่อยน้องดาให้เป็นอิสระ“เรื่องหมั้น เดี๋ยวพี่ให้ผู้ใหญ่ไปคุยกันนะ พ่อแม่เราจะได้เจอกันด้วย”“ค่ะ” น้องดาตอบรับอู้อี้อยู่ใต้แผงอกของผม ตอนนี้เธอหายใจหอบเหนื่อย คงเพราะเราเพิ่งจู
เมื่อไม่มีกางเกง มือของเปรมก็ยิ่งสำรวจร่างกายฉันได้ง่ายขึ้น เขาสอดปลายนิ้วผ่านขอบแพนตี้แล้วสัมผัสกลีบดอกไม้ รวมทั้งส่งนิ้วเข้าไปสำรวจยังใจกลางลำตัวของฉัน ที่มันร้อนผ่าวๆ แม้ตอนนี้ฉันจะอยู่ในน้ำก็ตาม“ข้างในตัวที่รักมันทั้งอุ่น แถมยังนุ่มไม่เปลี่ยน” เขากระซิบชม ซึ่งเป็นคำชมที่ทำให้ฉันยิ่งเร่าร้อน ก่อนจะครางออกมาเมื่อเปรมเร่งนิ้วให้ถี่กระชั้นฉันขบเม้มริมฝีปากเข้าหากันแน่น ก่อนที่เปรมจะโน้มใบหน้าลงมาจูบฉัน ขณะที่ยังคงสอดนิ้วเข้าออกอยู่ในตัวฉันอย่างต่อเนื่อง กระทั่งฉันลอยขึ้นจากน้ำ เพราะถูกเปรมอุ้มให้ขึ้นมานั่งอยู่ริมสระในสภาพกึ่งเปลือยขาทั้งสองข้างของฉันถูกแยกห่างออกจากกัน โดยมีเปรมแทรกตัวอยู่ตรงกลาง เขาไม่รอให้ฉันตั้งตัว ก็โน้มใบหน้าลงไปสัมผัสจุดกึ่งกลางของฉันด้วยความรวดเร็ว แม้จะมีแพนตี้กั้นอยู่ แต่เนื้อผ้ามันก็บางจึงขวางสัมผัสจากปลายลิ้นของเปรมแทบไม่ได้เลยด้วยซ้ำ“อืมม์…ที่รักขา” ฉันครางออกมาเสียงกระเส่า พร้อมๆ กับขยำขยี้เส้นผมที่เปียกน้ำของเปรมเพื่อปลดปล่อยความรู้สึกที่เกิดขึ้นตอ
“หูย…อิจฉาริษยาคนมีปั๋วขยันส่งการบ้าน”“บางทีฉันก็ปล้ำเปรมก่อน...โฮะๆ” ฉันยิ้มกรุ้มกริ่ม ส่วนคนฟังก็แอบแลบลิ้นใส่ฉัน อ้อ…ลืมบอกไปว่าปรางทิพย์ก็แต่งงานแล้ว มีลูกชายน่ารักๆ หนึ่งคน ตอนนี้เรียนอยู่อนุบาลสอง“ยัยหื่น เอ้!...หรือว่าที่แกยังไม่ป่อง เพราะแกมันหื่นเกินไป”“หื่นเกินไป ทฤษฎีไหนของแกอีกเนี่ยยัยปราง”“ทฤษฎีด็อกเตอร์ปรางทิพย์นี่แหละจ้ะ ฉันว่าแกลองห่างกิจกรรมเข้าจังหวะกันไปสักเดือนนึงแล้วค่อยซั่ม คราวนี้เปอร์เซ็นต์ที่จะติดน่าจะมากขึ้นนะ” ยัยเพื่อนตัวแสบยกตัวเองเป็นด็อกเตอร์ไปซะแล้ว แต่ทฤษฎีนี้ของปรางทิพย์ฉันไม่เคยได้ยิน แต่มันก็ไม่เสียหายที่จะลอง แต่หนึ่งเดือนมันนานไปไหม ฉันจะอดใจได้หรือเปล่า...งื้อ“โหว…ตั้งเดือนนึง” เสียงโอดครวญของฉันดังขึ้น“เออ…เดือนเดียวเอง ท่องไว้สิ ว่าอดเปรี้ยวไว้กินหวาน” ยัยปรางให้กำลังใจฉันแบบสุดๆ“ฉั
จากนั้นก็นั่งคุกเข่าแล้วดื่มกินเกสรน้ำหวานที่กำลังหยาดเยิ้มออกมาจากใจกลางกุหลาบดอกสวย ที่กลีบดอกมันยังคงอวบอูมน่าสัมผัสไม่แพ้ครั้งแรกที่ผมได้เห็น ปลายลิ้นของผมที่ตวัดไปมาทำให้น้องดาสะท้าน ร่างกายสั่นไหวพร้อมๆ กับเสียงครางที่ยังคงดังให้ได้ยินอย่างต่อเนื่อง“พะ….พี่นิก อะ…อ่ะ” เธอเอ่ยกระท่อนกระแท่นในยามที่ผมเปลี่ยนมาใช้นิ้วแทนที่จะเป็นลิ้น ผมส่งนิ้วเข้าไปสำรวจความพร้อม ขยับเข้าออกถี่รัว พร้อมๆ กับโน้มใบหน้าลงมาดูดดุนหน้าอกของเธอด้วยการอ้าปากร้อนๆ รับเม็ดยอดสีชมพูสวยที่กำลังแข็งเป็นไตเข้าไปหยอกเย้าในปาก ในขณะที่มือก็ยังคงเคลื่อนไหวเข้าออกไม่ได้หยุด“พี่นิกขา ดาไม่ไหวแล้ว อ่ะ…” ผมรู้ว่าน้องดาใกล้ถึงจุดหมายปลายทางเต็มที นั่นเพราะภายในร่างกายของเธอมันตอดรัดถี่รัว ผมจึงเร่งจังหวะส่งเธอไปก่อน เพราะอีกไม่นานผมจะตามไปสมทบน้องดาอ่อนระทวยสลับไหวสะท้านขึ้นลงบ่งบอกว่าได้ปลดปล่อยออกมาแล้ว ผมยิ้มให้เธอก่อนที่จะรั้งเธอมาจูบหนักๆ ซึ่งน้องดาเองก็จูบตอบผมกลับมาเช่นเดียวกันจังหวะนั
“มีค่ะ” เธอเอ่ยรับ ก่อนจะหยิบผ้าคลุมไหล่ออกมาพันไว้รอบเอวคอด ผมจึงหายใจหายคอโล่งขึ้นมาได้หน่อย เพราะไม่อยากให้ใครแทะโลมคู่หมั้นผมจากนั้นเราก็เดินจูงมือกันไปที่ชายหาด ก่อนจะเปลี่ยนไปเป็นเล่นสกีก่อน แล้วค่อยลงเล่นน้ำกันทีหลัง พอเหนื่อยกับกิจกรรมทางทะเล เราก็ขึ้นมาอาบน้ำ แต่งชุดสวยๆ แล้วออกไปดินเนอร์กันที่ชายหาดในค่ำคืนที่มีดาวประดับประดาอยู่เต็มท้องฟ้า“พี่นิก ยิ้มอะไรคะ”“ยิ้มเพราะพี่มีความสุข พี่อยากเก็บภาพตอนนี้ไว้ให้มันอยู่ในความทรงจำเพื่อหล่อเลี้ยงหัวใจของพี่ พี่จะรอจนกว่าเราจะได้กลับมาพบกัน”“สองปีเอง ไม่นานสักนิด” น้องดาพยายามปลอบผม ทั้งๆ ที่ผมรู้ว่าเธอเองก็กลัวเรื่องเวลาที่เราต้องห่างกัน แต่ผมจะทำลายความกลัวนั้นให้พังราบคาบเอง“ใช่…สองปี ไม่เห็นจะนานเลย”“ดารักพี่นิกนะคะ”“พี่ก็รักน้องดาจ้ะ ไปเต้นรำกับพี่ไหม” ผมเอ่ยชวน เพราะไม่อยากทำให้บรรยากาศมันดูเศร้า&
“ว่าแต่ข้า เอ็งบอกยัยสรยังว่าเย็นนี้ชวนข้าไปกินเหล้า”“บอกแล้วสิ ถ้าไม่บอกข้าจะมาชวนเอ็งแบบนี้เหรอ”“บอกตอนไหนคะ พี่ตรัย” ผมนี่เห็นกับตาว่าไอ้ตรัยมันมีอาการสะดุ้ง ก่อนจะหันไปมองน้องสาวผม พร้อมกับถามเสียงอ่อยๆ ผมอยากหัวเราะท่าทางมันนัก แต่ต้องเก็บอาการเอาไว้“สร มาตั้งแต่เมื่อไหร่จ๊ะ”“ก็นานพอจะได้ยินทั้งหมดนั่นแหละค่ะ ว่าไงคะ สรจำไม่ได้นะ ว่าพี่ตรัยบอกสรตอนไหนว่าเย็นนี้จะไปปาร์ตี้กับพี่นิก...หืม” เอาแล้วไง น้องสาวผมเริ่มซักแล้ว โชคดีนะเพื่อนตรัย“บอกตอนนี้จ้า สรจ๋า...คืนนี้พี่ขอไปปาร์ตี้กับไอ้นิกหน่อยได้ไหมจ๊ะ”“นั่นไง ทีตะกี้ทำเป็นซ่าส์ เอ็งมันก็พ่อบ้านใจกล้าดีๆ นี่เองแหละไอ้ตรัย” ผมเอ่ยขึ้น มันถึงกับหันขวับมามองผมเลยทีเดียว“อืมม์…จะให้ไปดีไหมนะ”“อดแล้วเอ็ง” ประโยคนี้ก็ยังเป็นของผม ส่วนไอ้ตรัยตอนนี้หน้ามันจ๋อยๆ บอกไม่ถูก
“งั้นก็อย่าห้ามพี่เลยนะ พี่ขอ เพราะอีกไม่กี่วันเราก็ต้องอยู่ห่างกันครึ่งค่อนโลกแล้ว” ผมได้ทีกระชับอ้อมกอด“ชิส์…ทำมาเป็นอ้อน ดูไม่เข้ากับพี่นิกเท่าไหร่เลย”“ก็เมื่อก่อนพี่ไม่เคยมีคนให้อ้อนแบบนี้นี่นา พี่ต้องเป็นพี่ใหญ่ ต้องเข้มแข็ง ขืนมามุ้งๆ มิ้งๆ ยัยสรได้ล้อตาย”“เชอะ”“พี่อ้อนน้องดาก็เพราะพี่รักนะ หรือน้องดาไม่รักพี่” ผมถามกลับบ้าง เพราะอยากได้ยินเธอบอกรักกลับมา ซึ่งมันก็ได้ผล“รักค่ะ ไม่รักพี่นิกแล้วจะให้ดาไปรักใคร รู้อยู่ว่าดาแอบรักคนแถวนี้มาตั้งหลายปี...ชิส์” เอ่ยจบเธอก็ย่นจมูกให้ผม ผมจึงโน้มใบหน้าลงไปหอมแก้มเธอหนักๆ ก่อนจะลามมาเป็นการจูบ ที่มันกินเวลาไปหลายนาที กว่าที่ผมจะยอมปล่อยน้องดาให้เป็นอิสระ“เรื่องหมั้น เดี๋ยวพี่ให้ผู้ใหญ่ไปคุยกันนะ พ่อแม่เราจะได้เจอกันด้วย”“ค่ะ” น้องดาตอบรับอู้อี้อยู่ใต้แผงอกของผม ตอนนี้เธอหายใจหอบเหนื่อย คงเพราะเราเพิ่งจู
“ขอบคุณนะคะ”“ครับ งั้นเรามากินข้าวกัน”“ค่ะ” เธอพยักหน้ารับ จากนั้นเราก็นั่งกินข้าวด้วยกัน แม้จะเป็นกับข้าวธรรมดาๆ แต่มันกลับอร่อยสำหรับผมมากทีเดียวพอกินอิ่มน้องดาก็อาสาล้างจาน ผมยืนกอดอกมองเธอที่เวลาอยู่ในครัวจะดูคล่องแคล่วไม่เปลี่ยน อ้อ…ผมบอกไปหรือยังว่าน้องดาทำกับข้าวอร่อยมาก อร่อยชนิดที่ว่ายัยสรน้องสาวผมชิดซ้ายเมื่อเคลียร์ครัวเสร็จ เราก็มานั่งคุยกันที่ห้องรับแขก ก่อนที่ผมจะเอนตัวนอนไปกับเก้าอี้ตัวยาว โดยคว้าน้องดาให้ลงมานอนอยู่ในอ้อมกอดด้วย“น้องดาคะ”“ค่ะ”“ถ้าเราจะหมั้นกันก่อนที่น้องดาจะบินไปเรียนต่อต่างประเทศ น้องดาคิดว่ายังไงครับ” นี่คือความจริงใจที่ผมอยากแสดงให้เธอได้เห็นว่าผมจริงจังกับเธอมากขนาดไหน“ถ้าพี่นิกจะหมั้นดาเพราะเรื่องเมื่อคืน มันไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้ก็ได้นะคะ”“เปล่า…พี่มันก็แค่คนเห็นแก่ตัว
ถ้าเลือกได้ ผมยังไม่อยากให้เรื่องเมื่อคืนมันเกิดขึ้น แต่สุดท้ายมันก็เกิดเพราะความสะเพร่าของตัวผมเอง ผมไว้ใจแก้วมากเกินไป สุดท้ายน้องดาก็ต้องยื่นมือเข้ามาช่วยผมนอนมองคนในอ้อมกอดที่ยังคงหลับสนิท เมื่อคืนผมรังแกเธอไปหลายครั้ง รู้ว่าเธอเจ็บเพราะยังใหม่กับเรื่องนี้ แต่ผมก็ไม่อาจต่อต้านความต้องการของตัวเองได้ แรกๆ มันคือฤทธิ์ยา แต่ครั้งหลังๆ มันคือจิตใต้สำนึกของผมล้วนๆแก้มนุ่มๆ ริมฝีปากอิ่มและทุกจุดบนร่างกายเธอต้องช้ำเพราะฝีมือผม ทั้งๆ ที่ตั้งใจจะทำเรื่องนี้ในคืนส่งตัว ผมโน้มใบหน้าลงไปหอมแก้มน้องดาหนักๆ แล้วกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นไปอีกหน่อย“พี่รักน้องดา” คำว่ารักที่ผมเอ่ยให้เธอได้ยินมาทั้งคืนยังดังขึ้นอีกครั้ง และผมอยากพูดประโยคนี้ไปตลอด“ดาก็รักพี่นิก” เธอเอ่ยว่ารักผมเช่นกัน ยิ่งทำให้หัวใจของผมพองโตจนมันแน่นอกไปหมด ผมหอมแก้มเธอหนักๆ ก่อนจะชวนกันไปอาบน้ำ เพราะตอนนี้ผมชักจะเริ่มหิวแล้วนั่นเพราะน้องดาเคยมานอนค้างกับน้องสาวผมบ่อยๆ เธอจึงมีเสื้อผ้าอยู่ที่นี่บ้าง ไม่งั้นเธอคงได้ใส่เสื้อของผมที่ขนาดของมันโอเวอร์ไซส์สำหรับเธอมาก
“อืมม์…น้องดาขา” เสียงกระเส่าของพี่นิกดังขึ้น ก่อนที่พี่เขาจะจับฉันหันหลังพิงกับผนังห้องน้ำ แล้วซุกไซ้ใบหน้าลงมาแถวๆ ใบหน้าข้างซ้ายของฉัน พร้อมกับขบเม้มติ่งหูเล่นเบาๆ นั่นทำเอาฉันขนลุกแล้วขนลุกอีกพี่นิกบดเบียดความเป็นชายกับสะโพกผายของฉันอย่างต่อเนื่อง ขณะที่มือก็ยังคงบีบคลึงหน้าอกไปด้วย ปากก็ยังคงประทับตราความเป็นเจ้าของไว้บนตัวฉันด้วยรอยจูบแต่อยู่ๆ พี่นิกก็หยุดทุกอย่าง พี่เขาเอื้อมมือไปปิดน้ำแล้วหยิบผ้าขนหนูมาซับน้ำให้ฉัน ตามด้วยของตัวเขาเองบ้าง แล้วจึงอุ้มฉันไปยังเตียงนอน ทันทีที่วางฉันลง เขาก็ตามลงมาทาบทับและเริ่มปลุกเร้าอารมณ์ของฉันอีกครั้ง บางครั้งก็อ่อนโยน บางครั้งก็เร่าร้อนจนฉันแทบหยุดหายใจ“พี่อยากทำให้น้องดาพร้อมกว่านี้ แต่พี่ไม่ไหวแล้ว” ฉันพยักหน้ารับรู้ เพราะรู้ว่าพี่นิกต้องข่มความรู้สึกไว้มากมายขนาดไหนเพื่อเล้าโลมไม่ให้ฉันตื่นกลัว“ดาเข้าใจค่ะ” คำตอบรับของฉันทำให้พี่นิกยิ้ม ก่อนที่เขาจะจูบต่ำลงไปเรื่อยๆ กระทั่งถึงขอบแพนตี้แล้วจัดการถอดมันออก ตามด้วยอันเดอร์แวร์ที