“กร๊อบ!”หลิวจิ่งหงยังไม่ทันได้ตั้งตัว เสียงกระดูกหักก็ดังขึ้นอีกครั้ง ขาอีกข้างของเขาก็ถูกฉู่เฉินเตะจนหักไปด้วยหลิวจิ่งหงในตอนนี้เจ็บจนร้องไม่ออกแล้วเขาเบิกตากว้างจนเหมือนก้นระฆัง เส้นเลือดฝอยในตาแตก จ้องหน้าฉู่เฉินอย่างเคียดแค้น“เมื่อกี้นายว่ายังไงนะ? จะเอาผู้หญิงของฉันต่อหน้าฉันงั้นเหรอ?”พูดจบ ฉู่เฉินก็โยนร่างของหลิวจิ่งหงออกไปไกลหลายเมตร จากนั้นก็สาวเท้าเดินไปหาเฉียนเจียวเจียวที่ตกใจสติหลุดไปแต่แรกแล้วพอเห็นฉู่เฉินโอบเฉียนเจียวเจียวไว้ในอ้อมแขน ดวงตาของหลิวจิ่งหงแดงก่ำไปทั้งดวงแม้เขากับเฉียนเจียวเจียวต่างคนต่างมีผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน แต่เฉียนเจียวเจียวก็ยังเป็นแฟนและว่าที่คู่หมั้นในนามของเขาฉู่เฉินไม่ได้แค่กำลังสวมหมวกเขียว[1]ให้เขา แต่กำลังปลูกหญ้าบนหัวเขาเลยต่างหาก“อา…”เฉียนเจียวเจียวพลันได้สติกลับคืนมา พบว่ามือใหญ่ของฉู่เฉินล้วงเข้ามาในบ่อปลาของเธอแล้ว เพียงแต่เธอขัดขืนตามสัญชาตญาณเพียงเล็กน้อย ก่อนที่จะจมสู่ภวังค์ภายในเวลาไม่นานเมื่อกี้ตอนที่อยู่ในห้องน้ำของบริษัทประมูล เฉียนเจียวเจียวยังไม่ถึงจุดสูงสุด ถ้าหากไม่ได้ถูกอวี้ลู่ขัดจังหวะ เธออาจสวมหมวกเขียวให
เมื่อเส้นผมยาวอันยุ่งเหยิงของเธอสั่นสะเทือนตามแรงเขย่าเร็วขึ้นเรื่อยๆ ไม่นานฉู่เฉินก็จู่โจมจนถึงขีดสุดยอด“อ๊าก!”ร่างกายของหลิวจิ่งหงเขย่าตามไปด้วย เพราะมือเล็กๆ ของเฉียนเจียวเจียวกำไหล่เขาไว้แน่น เขาเจ็บจนแทบบ้าต้องบอกก่อนว่าขาทั้งสองข้างของเขาหักหมดแล้ว และตอนนี้เลือดก็กำลังไหลอยู่ด้วยนังชั้นต่ำเฉียนเจียวเจียวกลับคว้าไหล่ของเขาแล้วสั่นไม่หยุด จุดนี้แหละที่ทำให้เขาสติแตก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ตึก!พอฉู่เฉินจู่โจมอย่างรุนแรงเป็นครั้งสุดท้าย ร่างของเฉียนเจียวเจียวก็ถลาพุ่งไปด้านหน้า ล้มทับบนตัวหลิวจิ่งหงเต็มๆ คนถูกทับกรีดร้องโหยหวน ก่อนที่จะเงียบไปในเวลาไม่นานหลิวจิ่งหงหมดสติไปแล้ว!และเฉียนเจียวเจียวกับฉู่เฉินก็ถึงจุดสุดยอดพร้อมกันในเวลานี้“คะ… คุณฉู่ คุณ… คุณจะไปไหน?”พอเห็นฉู่เฉินใส่กางเกงเสร็จก็เปิดประตูรถทำท่าจะสตาร์ตรถขับออกไป เฉียนเจียวเจียวที่อ่อนแรงไปทั้งตัวก็ลนลานขึ้นมาเธอถูกฉู่เฉินทำเรื่องอย่างว่าต่อหน้าหลิวจิ่งหง หลิวจิ่งหงไม่มีทางยอมรับเธออีก ยิ่งไม่มีทางปล่อยเธอไปแน่ๆถ้าหากฉู่เฉินปล่อยกระสุนเสร็จก็คิดจะชิ่ง งั้นเธอก็ซวยน่ะสิ?“ก็ต้องกลับบ้านอยู่แล้วสิ ไม่งั
“อ้อ?”หลิวฉางอันยักคิ้ว ก่อนจะหันไปสั่งชายชุดสูทคนหนึ่งที่อยู่ข้างหลังว่า “ฉันให้เวลาสามวัน ไปสืบประวัติของไอ้แซ่ฉู่มารายงานฉันให้เร็วที่สุด!”“ครับ!”ชายชุดสูทคนนั้นรับคำสั่ง ก่อนจะรีบสาวเท้าออกจากห้องผู้ป่วยอย่างรวดเร็วหลี่ว์เจิ้งหยางที่อยู่บนเตียงผู้ป่วยพยายามหยัดตัวลุกขึ้นนั่ง เขาบอกหลิวฉางอันว่า “ผู้นำตระกูลหลิว รบกวนคุณช่วยแจ้งสำนักของผมที บอกพวกเขาว่าต้องแก้แค้นให้ผมกับศิษย์น้องสองคนที่ถูกฆ่าให้ได้”หลิวฉางอันมองหน้าหลี่ว์เจิ้งหยาง ก่อนจะพยักหน้าเล็กน้อย “อาวุโสหลี่ว์วางใจ ผมให้คนไปส่งข่าวที่เขามังกรคู่แล้ว ขอเพียงสืบประวัติไอ้แซ่ฉู่นั่นได้ ทางเขามังกรคู่จะต้องส่งยอดฝีมือจำนวนมากไปฆ่ามันแน่นอน!”ครั้งนี้ เขามังกรคู่เสียยอดฝีมือที่เป็นผู้ฝึกปราณขั้นแปดไปถึงสามคน พวกเขาไม่มีทางปล่อยเรื่องนี้ไปง่ายๆ แน่แต่ก่อนหน้านั้น หลิวฉางอันต้องสืบประวัติของฉู่เฉินให้แน่ชัดก่อนถึงยังไงก็ไม่มีทางที่ยอดฝีมืออายุยี่สิบกว่าปีที่เป็นผู้ฝึกปราณขั้นเจ็ดระดับสูงสุดคนหนึ่งจะไม่มีเบื้องลึกเบื้องหลังอะไรเลยถ้าเกิดไปมีเรื่องกับคนที่ไม่ควรมีเรื่องด้วย ไม่เพียงตระกูลหลิวเท่านั้นที่จะซวยไปด้วย แ
ถึงยังไงก็ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าความปลอดภัยของตัวเองแล้วคนจากสำนักนางในอาจมาแก้แค้นได้ทุกเมื่อ ฉู่เฉินจำเป็นต้องเตรียมตัวให้ดีที่สุดพอดูนาฬิกาก็เหลืออีกไม่ถึงชั่วโมงก็จะถึงเวลานัดกับเจียงไห่ตงแล้ว ฉู่เฉินจึงกำชับอินซู่ซู่สองสามคำ พร้อมกับบอกสูตรเปิดค่ายกลเก้าดาราสังหารให้เธอด้วย จากนั้นจึงค่อยขับรถออกจากบ้านใหญ่ตระกูลฉู่สถานที่ที่เจียงไห่ตงเลือกเป็นร้านอาหารที่น่าประทับใจแห่งหนึ่งชื่อว่าเรือนเจียงสุ่ยถึงไม่ใช่ร้านอาหารระดับสูงของเมืองเจียงจง แต่ก็ไม่ใช่ที่ที่คนทั่วไปจะสามารถเข้าออกได้อีกอย่างคนที่มากินข้าวที่นี่ได้ แทบจะมีแต่คนใหญ่คนโต หรือคนดังในแวดวงการเมืองทั้งนั้นหลังจากจอดรถในลานจอดรถด้านหน้าเรือนเจียงสุ่ยเสร็จ ฉู่เฉินก็ก้าวเท้าลงจากรถเวลานี้ มีแท็กซี่คันหนึ่งจอดหน้าประตูขวางทางฉู่เฉินอยู่พอดีเหมือนรถมีปัญหาอะไรบางอย่าง ผ่านไปครู่หนึ่งถึงค่อยขับออกไปช้าๆกระทั่งแท็กซี่ขับออกไป ฉู่เฉินถึงค่อยสาวเท้าเดินไปทางเรือนเจียงสุ่ย“ฉู่เฉิน?!”ในเวลานี้เอง เสียงอันคุ้นเคยเสียงหนึ่งก็ดังมาจากข้างหลังฉู่เฉินหันกลับไปมองอย่างสงสัย เห็นเพียงชายชุดสูทคนหนึ่งเดินมาทางฉู่เฉินพร้อ
ฉู่เฉินขี้คร้านจะเสวนากับคนทัศนคติคับแคบอย่างเฉินปิน แต่ก็ไม่ใช่ว่าใครก็สามารถดูถูกฉู่เฉินได้เหมือนกันชีเสวี่ยมองแผ่นหลังของฉู่เฉินที่เดินออกไปไกลแล้ว ก่อนจะขมวดคิ้วบอกว่า “เขาคงไม่ได้มากินข้าวที่นี่จริงๆ หรอกนะ?”ที่จริงเธอกับเฉินปินไม่ได้มากินข้าว แต่มาทำงานต่างหากชีเสวี่ยเป็นหัวหน้าพนักงานบริการของร้านอาหารแห่งนี้ ส่วนเฉินปินก็ช่วยงานอยู่หลังครัวถึงยังไงคนที่มากินข้าวที่ร้านอาหารแห่งนี้ได้ หากไม่ใช่คนรวยก็เป็นพวกเจ้าขุนมูลนายกันทั้งนั้นปกติแล้วเฉินปินก็อาศัยหน้าตาภายนอกที่หล่อเหลาดึงดูดผู้หญิงรวยอายุสี่สิบห้าสิบปีส่วนชีเสวี่ยก็อาศัยเรียวขายาวขาวคู่นั้น กับหน้าอกหน้าใจขนาดใหญ่สองลูกนั่นยั่วยวนแขกที่มากินข้าวหลายต่อหลายครั้ง และเธอก็จะเงินหลายหมื่นบาทเป็นทิปแทบทุกครั้งทั้งสองต่างก็เข้าขากันดี ต่างคนต่างก็ไม่ว่าอะไรที่อีกฝ่ายทำแบบนั้น“เหอะ ตัวเองดูมันแต่งตัวสิ เหมือนคนที่มากินข้าวเหรอ?”เฉินปินแค่นยิ้ม ก่อนจะส่ายหน้าอย่างดูถูก“งั้นเขาก็มา…”ชีเสวี่ยมองฉู่เฉินอย่างไม่เข้าใจต้องบอกก่อนว่า ร้านอาหารแห่งนี้ที่พวกเขามาทำงานเข้มงวดมาก ถ้าหากไม่ได้จองห้องส่วนตัวก่อน ก็จะถ
เห็นได้ชัดว่า เมื่อกี้เธอถูกใครบางคนจับปลาเค็มมาแล้ว“เฉินปิน ทำอะไรอยู่น่ะ?”ชีเสวี่ยจัดแจงเสื้อผ้าของตัวเอง พลางขมวดคิ้วถาม“ฉันกำลังเล่าเรื่องตลกที่ฉู่เฉินทำหน้าใหญ่ใจโตเพื่อนในห้องเราฟังอยู่น่ะสิ”เฉินปินยิ้มกว้าง ก่อนตอบพลางกวาดมองหน้าอกอวบอิ่มขาวเนียนของชีเสวี่ยแวบหนึ่ง“โธ่ พอได้แล้ว ห้องส่วนตัวเบอร์หนึ่งกำลังเรียกพนักงานบริการอยู่ พวกเราสองคนรีบไปกันเถอะ”ชีเสวี่ยกระซิบบอก เหมือนกลัวเพื่อนร่วมงานคนอื่นได้ยินเฉินปินขมวดคิ้วถามว่า “ห้องส่วนตัวเบอร์หนึ่งมีคนใหญ่คนโตมาอีกแล้วเหรอ? ครั้งนี้ใครล่ะ?”เฉินปินเดินตามชีเสวี่ยไป พลางถามอย่างสงสัยครั้งก่อนก็เป็นแขกในห้องเบอร์หนึ่งนี่แหละที่ถูกใจพวกเขาสองคน พวกเขาสองคนได้ทิปคนละหลายหมื่น เพียงสิบนาทีพวกเขาก็ได้เงินสิบแสนมาครอง ความฝันที่จะได้ซื้อเรือนหอก็ใกล้เข้ามาอีกหนึ่งก้าวแล้ว“เจียงไห่ตง!”ชีเสวี่ยกระซิบบอกเบาๆ“เชี่ย นี่มันโอกาสหายากชัดๆ ถ้าเธอปีนขึ้นเตียงเจียงไห่ตงได้ พวกเราก็สบายแล้ว”เฉินปินบอก พร้อมกับเปลี่ยนชุดพนักงานให้เรียบร้อย ก่อนจะรีบตามชีเสวี่ยไปพร้อมกันถึงยังไงคู่หมั้นของเขาก็ถูกคนอื่นเล่นอยู่ทุกวันอยู่แล้
เฉินปินกระอักกระอ่วน กลับทำได้เพียงพยักหน้ารัวๆ “ได้ ฉันจะไปเร่งเดี๋ยวนี้”เอ่ยจบ เขาหันตัวเดินไปทางห้องครัวด้านหลังทันที ก่อนจะออกจากห้อง เขาเหลือบมองชีเสวี่ยด้วยสายตาแฝงความหมายแวบหนึ่งสีหน้าของเขาราวกับกำลังพูดว่า ไม่ว่ายังไงก็อย่าโดนไอ้ฉู่เฉินเผด็จศึกเด็ดขาดนะโดนแขกคนอื่นใช้บริการก็แล้วไป ถึงยังไงลูกค้าพวกนั้นก็มีแต่คนที่ไม่รู้จัก แถมยังไม่เกี่ยวข้องกับแวดวงสังคมของพวกเขาเลยสักนิด แต่ฉู่เฉินกลับไม่เหมือนกันถึงแม้หลังจากจบมัธยมต้นทุกคนจะไม่ค่อยได้ติดต่อกัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะขาดการติดต่อกันไปอย่างสิ้นเชิง ยิ่งเมืองเจียงจงเล็กขนาดนี้ ไม่แน่ว่าอาจมีเพื่อนสมัยเรียนคนไหนบังเอิญเจอฉู่เฉินเข้าก็ได้ถ้าหากฉู่เฉินป่าวประกาศต่อหน้าเพื่อนสมัยเรียนคนอื่น ว่าเผด็จศึกชีเสวี่ยในที่ทำงานของเธอ แล้วเขาจะใช้ชีวิตต่อไปยังไง?เพียงแต่ชีเสวี่ยกลับไม่มีเวลาสนใจเฉินปินแม้แต่น้อย ตอนนี้ในหัวของเธอมีแต่ฉู่เฉินเท่านั้นมิหนำซ้ำยังดึงถุงน่องขึ้นไปเหนือเข่าแล้วด้วยซ้ำแม่งเอ๊ย!เฉินปินรู้สึกเจ็บปวดจนเหมือนแทบขาดใจผ่านไปไม่นาน อาหารทุกอย่างถูกนำมาเสิร์ฟในห้องส่วนตัว ฉู่เฉินจิบน้ำชา พลางหันไป
“ถ้าอร่อย คุณก็ดื่มเยอะๆ สิคะ จะได้ไม่กระหายอีก”ชีเสวี่ยโอบคอของฉู่เฉิน โน้มตัวเข้าหาฉู่เฉินอีกฉู่เฉินอาจกระหายมากจริงๆ เขาดูดน้ำส้มคั้นสดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ปลดเข็มขัด แล้วอุ้มชีเสวี่ยขึ้นมานั่งบนตักเอี๊ยดอ๊าดๆ…ไม่นาน เสียงเก้าอี้สั่นสะเทือนก็ดังออกมาจากห้องส่วนตัวเฉินปินที่ยืนเฝ้าหน้าห้องอยู่ตลอดหน้าดำคร่ำเครียดทันทีไม่ต้องเปิดประตูเข้าไปดู เขาก็จินตนาการออกว่าเกิดอะไรขึ้นข้างในบ้างพนักงานที่ยืนอยู่ตรงข้ามกับเฉินปินได้ยินเสียงประหลาดที่ดังออกมาจากห้องส่วนตัว อดไม่ได้ที่จะเงี่ยหูฟัง“เชี่ย ลือกันว่ายัยชีเสวี่ยครางได้เร้าอารมณ์มาก เป็นเรื่องจริงซะด้วย”ประโยคนั้นทำให้สีหน้าของเฉินปินย่ำแย่ลงกว่าเดิมเพื่อชื่อเสียงของทั้งสองฝ่าย เขากับชีเสวี่ยไม่ได้เปิดเผยความสัมพันธ์ให้คนในที่ทำงานรู้แต่พอคำพูดแบบนี้ออกมาจากปากของเพื่อนร่วมงานคนหนึ่ง เขาก็เหมือนถูกตบบ้องหูเข้าเต็มๆ!สองชั่วโมงก่อน เขายังเยาะเย้ยฉู่เฉินอยู่เลย แต่ตอนนี้ ฉู่เฉินกลับกำลังเผด็จศึกคู่หมั้นของเขานี่สินะที่เขาเรียกว่ากรรมตามทันกระทั่งผ่านไปสิบนาทีกว่า เสียงเก้าอี้สะเทือนค่อยๆ เงียบลง เฉินปินถึงค่อยผ่
พรวด!คราวนี้ เจ็บมากเกินไปแล้วถังเทียนอวี่อ้าปากกว้างกระอักเลือดคำโตโดยที่มีเศษอวัยวะภายในปะปนอยู่ด้วยออกมาแม้แต่แสงสีทองบนร่างของเขาสายนั้นก็หมองหม่นลงไปในพริบตาเวลานี้ถังเทียนอวี่รู้สึกแค่ว่าเหมือนอวัยวะภายในเคลื่อนที่หมดแล้ว เจ็บจนเส้นเลือดบนหน้าผากของเขาปูดโปนขึ้นมา อ้าปากกว้าง ทว่าร้องโหยหวนไม่ออกแม้แต่นิดเดียว“นี่ก็คืออัจฉริยะของตระกูลถังเหรอ?”ฉู่เฉินใช้เท้าเหยียบใบหน้าของถังเทียนอวี่ แล้วขยี้กับพื้นไม่หยุด ก่อนจะหัวเราะหยันแล้วพูดว่า “ต่อให้เป็นหมูก็ยังเก่งกว่าอัจฉริยะแบบนี้อีกมั้ง?” เมื่อได้ยินคำพูดนี้ หางตาของถังเทียนอวี่ก็แทบจะเบิกโพลง เขากัดฟันแน่น ปรายตามองฉู่เฉินพลางเอ่ยว่า “นะ...นายกล้าดูถูก...”“ผัวะ!”ฉู่เฉินเตะเข้าที่ปากของถังเทียนอวี่ จากนั้นก็หัวเราะหยันแล้วเอ่ยว่า “ผมดูถูกตระกูลถังของคุณแล้ว คุณจะทำอะไรผมได้? ผมดูถูกคุณแล้ว คุณจะทำอะไรได้?”ถังเทียนอวี่โกรธจนตัวสั่นเทิ้มไม่หยุด แต่ก็เป็นเหมือนกับที่ฉู่เฉินพูดไว้ ตันเถียนของเขาถูกฉู่เฉินเตะจนแตกไปหมดแล้ว เขายังจะทำอะไรได้อีก?เวลานี้ บรรดาผู้ทรงอิทธิพลที่อยู่รอบด้านต่างมองไปทางฉู่เฉินด้วยสายตาที่เ
บรรดาผู้ทรงอิทธิพลที่นั่งใกล้หน้าประตูมากมาย เห็นกับตาว่าแม้แต่รถกอล์ฟก็ถูกอัดจนผิดรูปไปแล้ว พวกเขาก็รีบถอยไปทางมุมกำแพง กลัวว่าจะต้องตายอย่างอนาถโดยไร้ความผิดส่วนหมัดของถังเทียนอวี่นี้ก็มีอานุภาพสะเทือนฟ้าดินจริง ๆพูดได้ว่าเป็นการโจมตีที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่ฉู่เฉินเคยพบเจอนับตั้งแต่ที่เข้าวงการมาถึงอย่างไรตระกูลถังก็เป็นตัวตนที่กดขี่ทั้งเมืองได้ด้วยตระกูลเดียว ไม่ว่าจะเป็นวรยุทธ์หรือความสามารถของตัวถังเทียนอวี่เอง สำนักเล็ก ๆ ระดับล่างอย่างสำนักเสวียนเทียนกับสำนักอวี้ซือไม่อาจเทียบได้เลยพูดได้ว่าสำนักเล็ก ๆ ทั้งสองนั้นเป็นเพียงเศษธุลีที่ลอยวนเวียนอยู่ขอบโลกแห่งการหยั่งรู้เท่านั้นแต่ตระกูลถังกลับไม่เป็นเช่นนั้น ตัวตนที่สามารถสยบทั้งเมืองได้ด้วยพลังอำนาจของตระกูล มีใครบ้างที่ไม่ได้มาจากสำนักใหญ่ ครอบครองวิชาชั้นสูงเป็นมรดกตกทอด?เวลานี้เอง ภายในดวงตาของถังเทียนอวี่เต็มไปด้วยจิตสังหารเย็นเยียบ แทบอยากจะต่อยฉู่เฉินให้เนื้อแหลกละเอียดในหมัดเดียวเมื่อเห็นเขาจะลงมือสังหารฉู่เฉินจริง ๆ เกาเซิ่งอี้ที่นั่งอยู่บนที่สูงรีบเอ่ยปากกล่าวว่า “หลานถัง ห้ามต่อยเขาให้ตายในหมัดเดียวเด็ดขาด
เธอไม่อยากเอาชีวิตเล็ก ๆ ของตัวเองไปทิ้งตอนนี้ที่หลิ่วหรูเยียนยังอยู่กับฉู่เฉินไม่ไปไหน ก็เพราะต้องการใช้ประโยชน์จากเขา ให้ช่วยพวกเธอสองแม่ลูกก้าวผ่านวิกฤติครั้งนี้ก็เท่านั้น ไม่ตายเป็นเพื่อนฉู่เฉินแน่!“ฉู่เฉิน คนพวกนี้ไม่ใช่คนธรรมดาเลยนะ หรือว่านายจะลองยอมรับปากพวกเขาไปก่อนดีไหม ถึงยังไง...”ไม่รอให้หลิ่วหรูเยียนพูดจบ ฉู่เฉินก็หัวเราะออกมาเบา ๆ ก่อนจะพูดขัดขึ้นมา “พวกมันเคยเป็นใครมาก่อนฉันไม่รู้ แต่อีกไม่นาน เดี๋ยวพวกมันก็จะเป็นศพแล้ว”ซี้ด!ทันทีที่ได้ยินคำพูดนี้ บรรดานักธุรกิจทรงอิทธิพลหลายคนที่นั่งอยู่รอบ ๆ ถึงกับสูดหายใจเข้าลึกด้วยความตกใจติด ๆ กันชายวัยกลางคนคนหนึ่งที่นั่งอยู่ด้านล่างแถวหน้าสุดก็ลุกขึ้นยืน และพูดกับฉู่เฉิน “นี่น้องชาย แกรู้ตัวหรือเปล่าว่ากำลังพูดอยู่กับใคร?”“คนที่อยู่ตรงนั้นน่ะ คือปรมาจารย์เสิ่น บุคคลที่มีอิทธิพลสูงสุดของตระกูลผู้บำเพ็ญพรตแห่งปินเฉิง!”“ส่วนท่านผู้อาวุโสท่านนี้ คือผู้นำตระกูลจางแห่งเซียงเฉิงเชียวนะ!”“แล้วก็ยังท่านผู้นั้นอีก เขาคือถังเทียนอวี่อัจฉริยะของตระกูลถังแห่งอวิ๋นเฉิง!“มีท่านไหนบ้างที่สามารถเทียบเคียงกับคนแบบฉันและแกได้? เอ
“แม่คุณแซ่อะไรเหรอ?”ฉู่เฉินหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะมองเกาเซิ่งอี้ด้วยแววตาแข็งกร้าว“แก! แกหมายความว่าอะไร?”ใบหน้าของเกาเซิ่งอี้แฝงไปด้วยความเยือกเย็น เขาหรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนจะจ้องฉู่เฉินตาเขม็ง“คุณสั่งให้ผมมอบหยกโลหิตกิเลนให้คุณ ผมก็ต้องยอมมอบให้คุณง่าย ๆ? แล้วถ้าผมบอกให้คุณมอบชีวิตให้ผม คุณจะยอมปาดคอฆ่าตัวตายไหม?”ฉู่เฉินพูดออกมาด้วยสีหน้าหยันเกาเซิ่งอี้หายใจเข้าลึก ๆ เพื่อระงับความโกรธในใจเอาไว้ ก่อนจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว “นี่ไอ้หนุ่ม แกไม่รู้คุณสมบัติที่แท้จริงของหยกโลหิตกิเลนด้วยซ้ำ ถ้าแกมีมันอยู่ในมือ ก็ถือเป็นการทำลายสมบัติที่มีค่าและยังจะนำพาปัญหายิ่งใหญ่ตามมาอีก”“การให้แกมอบหยกโลหิตกิเลนให้ฉัน ก็เพราะหวังดีต่อแกนะ”ฉู่เฉินพยักหน้าอย่างหนักแล้วพูดว่า “พูดได้มีเหตุผลดีจริง ๆ”เมื่อได้ยินคำพูดนี้ สีหน้าของถังเทียนอวี่และคนอื่น ๆ ก็ปรากฏความเย้ยหยันออกมา เพราะยังไงสุดท้ายแล้วฉู่เฉินก็ต้องยอมศิโรราบอยู่ดีไม่ใช่หรือไง?แต่ในวินาทีถัดมา ไม่ใช่แค่ถังเทียนอวี่และคนอื่น ๆ เท่านั้น แม้แต่เกาเซิ่งอี้เองก็ถึงกับหน้าดำหน้าแดงด้วยความโกรธ เพราะคำพูดต่อมาของฉู่เฉิน“ความจ
บางทีสักวันหนึ่ง เธออาจจะสามารถเหยียบผู้ชายเฮงซวยพวกนี้ให้จมดินได้ในตอนนี้ คนที่ตกใจมากที่สุดก็ยังเป็นฉีอวี่ไท่ ความจริงแล้ว ฉีอวี่ไท่เป็นคนเดียวในรุ่นที่สองของตระกูลฉีที่มีพรสวรรค์ด้านการต่อสู้ตั้งแต่เด็ก อีกทั้งยังเคยกราบอาจารย์เก่ง ๆ หลายคนตอนที่ตระกูลฉีมาพึ่งพิงเกาเซิ่งอี้ เขาก็มีพลังระดับปรมาจารย์แล้ว และหลังจากผ่านการฝึกฝนอย่างหนักหลายปี ประกอบกับทรัพยากรจำนวนมากที่เกาเซิ่งอี้มอบให้ เขาจึงประสบความสำเร็จเหมือนในวันนี้แต่ฉู่เฉินกลับสามารถใช้ลูกเตะเดียวทำลายพลังของเขา สะเทือนอวัยวะภายในร่างของเขาจนเละอย่างน้อยสิ่งนี้ก็แสดงให้เห็นว่า ฉู่เฉินต้องเป็นยอดฝีมือระดับสร้างรากฐานอย่างแน่นอนในความทรงจำของเขา ตระกูลฉู่แห่งเจียงจง ไม่มีพื้นฐานด้านการต่อสู้เลยแม้แต่น้อย และในช่วงเวลาสามปีที่พ่อแม่ของฉู่เฉินหายสาบสูญไป ฉู่เฉินก็อยู่ในสภาพ เกือบตายตลอดเวลาอย่าว่าแต่การฝึกวรยุทธ์หรือบำเพ็ญพรตเลย แม้แต่การลุกขึ้นยืนและเดิน สำหรับฉู่เฉินแล้ว นี่เป็นเพียงความฝันที่ไม่สามารถเป็นความจริงได้ในเวลาสั้น ๆ เพียงไม่กี่เดือน ทำไมฉู่เฉินถึงเปลี่ยนไปได้มากขนาดนี้?เมื่อครู่เขาได้ทำการยืนยันหล
ทันทีที่ฉีอวี่ไท่ซัดฝ่ามือลงไป ก็เห็นเพียงกลิ่นอายสีดำปรากฏขึ้นมาในฝ่ามือของเขาถังเทียนอวี่และคนอื่น ๆ มองออกได้ในทันทีว่าฝ่ามือของเขาก็คือฝ่ามือเมฆาพิษของสำนักว่านเซี๋ยนั่นเอง!หลายคนต่างรู้สึกตกใจในตอนแรก แต่หลังจากนั้น สีหน้าของพวกเขาก็ค่อย ๆ กลับมาเป็นปกติแม้ว่าสำนักว่านเซี๋ยจะถูกแก๊งมังกรทำลาย ลูกศิษย์ของสำนักต้องแยกย้ายหนีไปคนละทิศละทางแล้ว แต่การถ่ายทอดวิชาของสำนัก กลับไม่ได้แบ่งแยกระหว่าง ความดีและความชั่วยิ่งไปกว่านั้น ฉีอวี่ไท่ยังคงเป็นคนของเกาเซิ่งอี้ พวกเขาจึงยิ่งไม่กล้าที่จะพูดอะไรมากแต่ถ้าฝ่ามือนี้ถูกซัดลงบนร่างกายของฉู่เฉิน อย่าว่าแต่เขาที่เป็นแค่คนธรรมดาเลย ต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญพรตก็จะรู้สึกเจ็บปวดราวกับถูกหนอนนับหมื่นตัวกัดกินหัวใจ จนแทบไม่อยากมีชีวิตอยู่!อีกอย่างความเจ็บปวดนี้จะตามหลอกหลอนฉู่เฉินไปตลอด จนกระทั่งหนึ่งถึงสองเดือนหลังจากนั้น ความเจ็บปวดนี้จะหยุดลงเมื่อฉู่เฉินตายจากพิษที่แผ่กระจายไปทั่วร่างถึงแม้ว่าฉีอวี่ไท่จะมีเจตนาร้าย แต่ในสายตาของถังเทียนอวี่และคนอื่น ๆ กลับมองว่าคนอย่างฉู่เฉินที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงควรได้รับการลงโทษไม่อย่างนั้น ทุกคนก็จ
ต้องรู้ไว้ว่า หอการค้ากิเลนที่อยู่เบื้องหลังเขาคือองค์กรที่มีอิทธิพลมหาศาล ครอบครองอำนาจกว่าครึ่งหนึ่งของวงการบำเพ็ญพรต!ต่อให้ฉู่เฉินมีกองทัพคอยหนุนหลัง แต่กองทัพคงไม่สามารถคุ้มกันเขาได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงหรอกใช่ไหม?ในตอนนี้ หลิ่วหรูเยียนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ฉู่เฉินถึงกับชะงักไป เธอไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าฉู่เฉินจะกล้าท้าทายถึงขนาดนี้!เขาคิดจริง ๆ เหรอว่าเกาเซิ่งอี้เป็นแค่ขยะไร้ค่าระดับเดียวกับฉีเฮ่อเซวียน?“นี่พ่อหนุ่ม อย่าพูดจาโอหังเกินไปนัก อย่าว่าแต่แกเลย แม้แต่บรรดาปรมาจารย์และตระกูลผู้บำเพ็ญพรตแห่งเจียงจง ก็ไม่มีใครกล้าอวดดีแบบนี้!”ใบหน้าของเสิ่นเจี้ยนเฟิงเย็นชา เขากล่าวตักเตือนเสียงแข็งกร้าวฉู่เฉินได้ยินดังนั้น ก็เผยสีหน้าดูแคลนเล็กน้อยก่อนกล่าวขึ้น“ทำไม คนเยอะแล้วคิดว่าจะเหนือกว่าหรือไง?”ถังเทียนอวี่แสยะยิ้มเหี้ยม ก่อนจะค่อย ๆ ลุกขึ้น เส้นผมยาวพลิ้วไหวราวกับมีลมพัด ใบหน้าของเขาแฝงไปด้วยความทระนง “เจ้าหนู รู้ไหมว่าแกกำลังท้าทายใครอยู่?”“ถึงแม้ว่าแกจะมีเส้นสายในกองทัพ ก็ปกป้องแกไม่ได้หรอก!”ฉู่เฉินมองถังเทียนอวี่อย่างเหยียดหยาม ก่อนจะยิ้มเยาะ“คนอย่างผมฉู่เฉินไม่ต้องการใ
เนื่องจากก่อนที่ฉู่เฉินจะลงจากรถ เขาได้ใช้ยันต์ปิดลมปราณ ซ่อนพลังปราณทั่วร่างของตัวเองเอาไว้ดังนั้น เมื่อมองจากระยะไกล ฉู่เฉินจึงดูไม่ต่างอะไรจากคนธรรมดาทั่วไป“คนนี้น่ะเหรอ ที่นายบอกว่าฝีมือไม่ธรรมดา?”เกาเซิ่งอี้เหลือบมองฉีอวี่ไท่ด้วยสีหน้าเย้ยหยันนี่มัน...ใบหน้าอาวุโสของฉีอวี่ไท่แดงก่ำ ก่อนจะหัวเราะเจื่อน ๆ “อาจเป็นเพราะลูกน้องของผมไม่เคยเจอของจริง เห็นพวกนักเลงข้างถนนตีกันก็คงคิดว่าเป็นยอดฝีมือไปแล้ว”ถังเทียนอวี่และคนอื่น ๆ ยิ่งแสดงเบะปากอย่างไม่แยแสพวกเขาถึงขั้นรู้สึกว่า ให้เตรียมการใหญ่โตขนาดนี้เพื่อจัดการกับคนไร้ค่าเพียงคนเดียว นี่ถือเป็นการใช้มีดฆ่าวัวมาฆ่าไก่เสียจริงเมื่อเห็นว่าฉู่เฉินและหลิ่วหรูเยียนเดินเข้ามาถึงห้องโถงใหญ่แล้ว เกาเซิ่งอี้ก็ลุกขึ้นอย่างช้า ๆ ก่อนกล่าวขึ้น“สมแล้วที่เป็นคนของตระกูลฉู่ ช่างกล้าหาญเกินคาด”“ตัวคนเดียวยังกล้ามาตามนัดอีก”ทันทีที่เกาเซิ่งอี้พูดจบ ถังเทียนอวี่และคนอื่น ๆ ก็เลิกซ่อนพลังปราณที่น่าสะพรึงกลัวของตัวเองอีกต่อไป ทันใดนั้นเอง คลื่นพลังมหาศาลก็พุ่งเข้าไปข่มฉู่เฉินพร้อมกันหลิ่วหรูเยียนรู้สึกได้ถึงแรงกดดันที่หนักอึ้งราวภูเขาท
ชายหนุ่มที่เพิ่งปรากฏตัวคือถังเทียนอวี่ ยอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์แห่งตระกูลถังในอวิ๋นเฉิง“นั่นคือยอดอัจฉริยะถังเทียนอวี่แห่งตระกูลถังใช่ไหม? เขาเองก็มาที่นี่เหรอ?”“ใช่ ฉันได้ยินมาว่าเมื่อห้าปีก่อน ผู้ชายคนนั้นได้เข้าร่วมสำนักบำเพ็ญพรตชื่อดังทางตะวันตกเฉียงใต้ และยังได้รับการยอมรับให้เป็นศิษย์ของสำนักอีกด้วย”ขณะที่ผู้คนรอบข้างกำลังวิพากษ์วิจารณ์กันไม่หยุด เกาเซิ่งอี้ก็เดินออกมาต้อนรับด้วยตนเองพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า ก่อนจะยื่นมือออกไปหาอีกฝ่ายอย่างเป็นมิตร“ฮ่า ๆ ๆต้องขอบคุณคุณชายถังที่ให้เกียรติมาร่วมงาน”“สมกับเป็นยอดอัจฉริยะของตระกูลถังแห่งอวิ๋นเฉิงจริง ๆ ยอดฝีมือระดับสร้างรากฐานขั้นที่สี่ แค่รัศมีที่แผ่กระจายออกมาก็กดดันพวกเราได้แล้ว”ถังเทียนอวี่ยิ้มบาง ๆ ก่อนจับมือกับเกาเซิ่งอี้ แล้วตอบกลับ“ลุงเกาชมเกินไปแล้ว”ในขณะนั้นเอง รถหรูอีกคันก็แล่นมาจอดอย่างช้า ๆ จากนั้น ผู้อาวุโสในชุดขาวเรียบง่ายก็ก้าวลงจากรถพวกเขาเห็นว่าบนมือทั้งสองของผู้อาวุโสเต็มไปด้วยร่องรอยจากการฝึกฝน และทั่วทั้งร่างแผ่พลังอันน่าสะพรึงกลัวของผู้แข็งแกร่งระดับแนวหน้า“ซี้ด ๆ! นั่น…นั่นมันจางจิ่งหลง ผู้นำตระกูลจาง