เอวาฉันนั่งอยู่ที่โต๊ะเครื่องแป้ง มองไปที่กระจกอย่างว่างเปล่าขณะที่หวีผมไปเรื่อย ๆ มันประมาณ 3 ทุ่มแล้วและความคิดก็ยุ่งเหยิงไปหมดวันนี้ตอนที่ฉันไปเข้ารับการบำบัดกับคุณหมอฉันไม่เคยคิดเลยว่าจะเจอกับเอมม่า ไม่เคยคิดว่าจะเสนอตัวรอเธอ แล้วชวนไปกินไอศกรีม แล้วก็นั่งคุยกับเธอเป็นชั่วโมงเธอบอกว่ามันเป็นการบำบัดครั้งแรกและฉันก็รู้สึกว่าต้องอยู่ข้าง ๆ เธอ ฉันรู้ดีว่าการบำบัดครั้งแรกมันยากแค่ไหน ความกลัวและความวิตกกังวล ความตื่นตระหนกและความกดดัน ฉันไปคนเดียวและเกือบจะทำให้ตัวเองหัวใจวายเพราะความวิตกกังวลและตื่นเต้นเมื่อฉันออกมาจากการบำบัดนั้น ฉันรู้สึกเหมือนบาดแผลที่มามันฉีกออก รู้สึกเหมือนแผลถูกกระชากจนเปิดเผยออกมา ฉันไม่ได้ทำอะไรเพื่อรักษามันเลย แทนที่จะเรียกว่ารักษา เรียกว่าแค่ปกปิดมันและฝังศีรษะลงดินเฉย ๆ พลาสเตอร์ยารักษาแผลโดนยิงไม่ได้แต่ฉันทำแบบนั้นความคิดฉันยุ่งเหยิงไปหมด รู้สึกเหมือนตัวเองถูกอ่านจนทะลุปรุโปร่ง รู้สึกหมดแรง รู้สึกเหมือนมีหลุมกว้าง ๆ อยู่บนหน้าอกและมีคนเห็นหัวใจที่มีแต่บาดแผลดวงนี้เวลานั้นเล็ตตี้ไปธุระและไม่มีใครที่ฉันสามารถโทรหามากอดหรือปลอบใจได้ ดังนั้นเมื่อ
ฉันนั่งเงียบพลางมองเขาถอดเสื้อโค้ทออก ตามด้วยเนกไท แล้วก็ถุงเท้า เสื้อผ้าชิ้นอื่นค่อย ๆ หลุดออกจากร่างกาย จนกระทั่งเขาเหลือเพียงแค่บ็อกเซอร์ ฉันมองตามไปขณะที่เขาเดินหายเข้าไปในห้องน้ำ ไม่กี่วินาทีต่อมา เสียงน้ำจากฝักบัวก็ดังขึ้น ฉันละสายตาจากประตู แล้วจ้องมองตรงไปข้างหน้า โดยไม่ได้จดจ่อกับอะไรเลยจริง ๆจิตใจฉันวกกลับไปหาเอมม่าชีวิตฉันมีตอนจบที่แสนสุข แล้วเอมม่าล่ะ? ฉันควรจะเรียกมันว่าตอนจบแสนสุขจริงหรือในเมื่อตอนแรกโรแวนเคยเป็นของเธอ? พวกเขาจะยังอยู่ด้วยกันไหมถ้าฉันยอมปล่อยมือไป? พวกเขาจะมีความสุขไหม?คำถามพวกนี้ยังคงวิ่งวนอยู่ในหัว ความสงสัยทั้งหมดนี้ทำให้ฉันเริ่มตั้งคำถามกับการตัดสินใจของตัวเองที่เลือกอยู่กับโรแวน ฉันอยากให้ทุกคนมีความสุข ฉันเกลียดที่รู้ว่าฉันได้รับตอนจบแสนสุขแต่เอมม่าและคาลวินกลับไม่ได้รับสิ่งที่เหมือนกันหรือบางทีถ้าฉันปล่อยเรื่องนี้ไปตั้งแต่แรก เอมม่าและโรแวนอาจจะยังคงอยู่ด้วยกัน ยังคงรักกันอยู่ จากนั้นคาลวินก็คงก้าวต่อไปเช่นเดียวกับฉัน ทุกคนคงจะได้รับตอนจบที่มีความสุขได้เหมือนกัน“เอวา เป็นไรไหม?” เสียงของเขาดึงฉันออกจากภวังค์ฉันเงยหน้าขึ้นมองเขา เห็นว่
เสียงของโรแวนแหบพร่าขณะที่เขาพยายามกดอารมณ์ของตัวเองเอาไว้ ความสั่นเครือในน้ำเสียงทำให้ฉันใจสลาย ฉันไม่ชอบเห็นเขาเจ็บปวด ฉันเกลียดมาก“โรแวนคะ…”“ไม่เอวา มันคือเรื่องจริง ผมเกือบจะสายเกินไปแล้ว ลึก ๆ ในใจ ผมรู้ว่าถ้าอีธานไม่ทำพลาด ผมก็คงไม่ได้รับโอกาสจากคุณ คุณคงไม่กลับมาหาผมถ้าไม่ได้เป็นเพราะโชคชะตา ผมจะรู้สึกขอบคุณตลอดไปที่คุณให้โอกาสผมอีกครั้ง ทั้งที่ผมเคยทำแย่ ๆ กับคุณมากมายขนาดนั้น ความผิดพลาดที่คุณคิดว่าคุณก่อขึ้นในคืนนั้นเหรอ? มันไม่นับเป็นอะไรเลยเมื่อเทียบกับสิ่งที่ผมทำให้คุณต้องเจอมาตลอดเก้าปี แต่ถึงอย่างนั้นคุณก็ยังเลือกผม…”“ก็เพราะว่าฉันรักคุณยังไงล่ะคะ”“ครับ แต่อีธานเกือบได้ครอบครองความรักนั้น”ฉันไม่ชอบที่เขารู้สึกไม่มั่นคงเพราะอีธาน ฉันเกือบจะตกหลุมรักอีธานจริง ๆ แต่เขาไม่ได้ถูกลิขิตมาให้คู่กับฉัน อีธานมีที่พิเศษในหัวใจฉันเสมอ ไม่ใช่เพราะฉันรักเขาหรือเพราะเขาเป็นพ่อของไอริส แต่เพราะเขาสอนให้ฉันรู้จักใช้ชีวิตและรักตัวเอง ในวันที่ไม่มีใครรักฉันเลย"คุณไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดเลย เพราะตอนนี้ผมอยู่ในที่ที่ผมควรจะอยู่แล้ว สิ่งที่ผมกับเอมม่าเคยมีร่วมกันมันเป็นแค่รักแบบเด็
เกเบรียลผ่านมาเกือบสองสัปดาห์แล้วตั้งแต่เดตแรกของผมกับฮาร์เปอร์ และตอนนี้ผมไม่รู้เลยว่าควรทำอะไรต่อไปดีผมรู้ว่ามันฟังดูไม่สมเหตุสมผลเลย ผมเคยครอบครองเธอมาก่อนและผมก็เป็นคนหย่ากับเธอก่อนเอง แต่ตอนนี้ผมกลับโหยหาผู้หญิงคนนี้อย่างที่ไม่เคยต้องการใครหรืออะไรเท่านี้มาก่อนเธอเข้ามาอยู่ในทุกห้วงความคิดของผม ตั้งแต่ตอนตื่นนอนจนถึงก่อนหลับตานอน มันแทบทำให้ผมเป็นบ้า แต่ก็ใช่ว่าผมจะบ่นอะไร เพราะผมชอบการคิดถึงเธอผมชอบคิดถึงริมฝีปากนุ่ม ๆ ของเธอ รอยยิ้มที่สวยงาม เสียงหัวเราะ ใบหน้าที่งดงาม และร่างกายแสนเย้ายวน ผมโคตรชอบคิดถึงเธอ แค่เธอคนเดียว เธอสวยทั้งกายและใจ ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้รู้จักเธอมากขึ้นจากการสังเกตเธอเงียบ ๆแล้วทำไมผมไม่ทำแบบนี้ตั้งแต่ตอนที่เรายังแต่งงานกันนะ? ทำไมผมถึงผลักไสเธอไป? ทำไมผมถึงปฏิบัติกับเธอแย่ขนาดนั้น? ผมอาจจะยังเด็กในตอนนั้น แต่มันไม่ใช่ข้ออ้าง ผมมันเป็นไอ้เวรชัด ๆพอมองย้อนกลับไป ผมเห็นทุกอย่างชัดเจนขึ้น แอนดรูว์มอบของขวัญให้ผม แต่ผมกลับไม่เห็นค่าของมันเลย ผมกลับเหยียบย่ำมันด้วยการปฏิบัติกับเธออย่างโหดร้าย เขาแบล็กเมล์ผมก็จริง แต่ตอนนี้ผมก็เริ่มเข้าใจ
ทำไมเราถึงมีคนแบบผู้หญิงคนนี้ทำงานอยู่ในบริษัทได้?ความผิดของเธอยาวเป็นหางว่าวยังว่อนอยู่ในหัวและผมไม่สามารถระงับความโกรธที่เริ่มปะทุอยู่ภายในได้“เรียกคนจากฝ่ายบุคคลมา!” ผมพูดผ่านฟันที่ขบแน่น “แล้วส่งอีเมลไล่ผู้หญิงคนนั้นออกไป ผมไม่ต้องการให้เธออยู่ในบริษัทนี้ และไปบอกฝ่ายการเงินให้ชัดด้วยว่าเธอจะไม่ได้ค่าชดเชยอะไรทั้งนั้น เพราะพฤติกรรมน่ารังเกียจที่เธอทำทั้งหมด”“รับทราบครับ บอส”ไม่นานผู้จัดการฝ่ายบุคคลก็มาถึงห้องผม... และเมื่อเขาโผล่หน้าเข้ามา ผมก็โมโหเดือด“ผมได้รับแจ้งมาว่าคุณต้องการพบผมเหรอครับ คุณวู้ด” เขากล่าวด้วยสายตาลุกลี้ลุลนและหลบสายตาผม“เราจ้างคุณมาทำอะไร?” ผมถามพลางหรี่ตามองเขาเขาเป็นผู้ชายสูง ผอมและหัวล้าน สูทที่เขาสวมใส่เกินความกว้างไหล่มากจนหลวมโคร่งแทนที่จะตอบคำถามผม ไอ้โง่นี้กลับทำเพียงแค่จ้องมองผมเหมือนไม่เข้าใจคำถามที่ผมถามไป“ตอนที่ผมถามคำถาม ผมก็หวังว่าจะได้คำตอบนะ” ผมตะคอกเสียงดัง “ตอนนี้บอกมาซิ เราจ้างคุณมาทำอะไร?”เขาตะกุกตะกักด้วยความกลัว ขณะที่เริ่มพูดถึงความรับผิดชอบของเขา“ถ้าเป็นแบบนั้น แล้วทำไมผู้หญิงที่ชื่อมิลลี่ถึงได้เข้ามาทำงานที่นี่ได้
ฮาร์เปอร์ตอนนี้ฉันเหนื่อยมากและหิวจนจะตายอยู่แล้ว ฉันไม่ได้ทานอาหารเช้าเมื่อเช้านี้เพราะตื่นสายช่วงนี้มีนัดคุยธุรกิจสำคัญมากมาย ดังนั้นเกบจึงจำเป็นต้องออกไปทำงานเร็วกว่าฉัน เมื่อคืนฉันแทบไม่ได้หลับสนิทเลยจึงทำให้ไม่ได้ยินเสียงนาฬิกาปลุกลิลลี่เริ่มปรับตัวเข้ากับโรงเรียนใหม่ได้มากขึ้น ฉันก็เคยไปส่งเธอบางเป็นครั้งคราว แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนขับรถมากกว่าที่ทำหน้าที่ไปรับส่งเธอไปโรงเรียน แต่เรายังรับประทานอาหารเย็นร่วมกันทุกวัน และเกบมักจะกลับบ้านก่อนที่ลูกจะเข้านอนเสมอในแง่ของความสัมพันธ์กับเกบ จะบอกว่าตึง ๆ ใส่กันก็ได้ อย่าเพิ่งเข้าใจผิดนะเขาไม่ได้ทำตัวโหดร้ายหรืออะไรอย่างนั้น เรียกว่าตรงกันข้ามด้วยซ้ำ ซึ่งมันทำให้ฉันประหลาดใจ ฉันประหลาดใจเพราะว่ามันดูไม่เหมือนเขาเลยฉันคาดหวังเอาไว้เสมอว่าผู้ชายคนที่ฉันเคยแต่งงานด้วยเมื่อหลายปีก่อนจะปรากฎออกมา แต่เขากลับไม่เคยปรากฎออกมาเลยสักครั้งหนึ่ง ฉันคาดว่าจะได้เห็นชายที่ปรากฏตัวหน้าอะพาร์ตเมนท์ฉันเมื่อหลายเดือนก่อน ทั้งเสียงตวาด ทั้งคำข่มขู่อย่างจริงจัง แต่ชายคนนั้นหายไปไหนไม่รู้นั่นทำให้ฉันรู้สึกสับสนเป็นอย่างมาก หมายถึงเขาหายไปไหนเสียแ
“การกระทำกับความคิดป่วย ๆ ของเธอต่างหากที่ทำให้โดนไล่ออก อย่ามาโยนความผิดให้ฉันดีกว่า”“ความผิดแกทั้งนั้น ถ้าแกไม่โผล่หน้ามาที่นี่ มันก็ไม่เกิดเรื่องนี้ขึ้นแน่”ฉันตอบสนองช้าเกินไป พอเธอพุ่งเข้ามาตบ ฉันก็รับมือไม่ทันฉันเซไปก่อนจะตั้งตัวได้อีกครั้ง ฉันทนไม่ไหวแล้ว ผู้หญิงคนนี้ทำเรื่องเลวร้ายแล้วรอดตัวไปได้มากมาย แต่ครั้งนี้คงไม่รอดพ้นมือฉันไปแน่นอนฉันง้างมือแล้วชกเธอโดยไม่ทันได้คิด พวกเรากรีดร้องออกมาพร้อมกัน“บ้าเอ๊ย เจ็บชะมัด” ฉันสบถ“แกต่อยฉันเหรอ!”เธอไม่คิดว่าฉันจะกล้าต่อย เธอล้มลงพลางยกมือกุมจมูกที่มีเลือดไหล แม้ว่ามือฉันจะเจ็บ แต่การได้เห็นเธอนอนเจ็บและเลือดออกกลับทำให้ฉันรู้สึกสะใจแปลก ๆ“ฮาร์เปอร์!” เสียงของเกเบรียลดังขึ้นจากด้านหลัง แต่ฉันยังไม่ละสายตาจากมิลลี่ เผื่อว่าเธอคิดจะโจมตีฉันอีกไม่กี่วินาทีต่อมา วิสัยทัศน์ของฉันก็ถูกบดบัง เหลือเพียงแค่แผงอกกว้างที่ปกคลุมด้วยเสื้อเชิ้ตสีขาว“เป็นอะไรไหม? ขอโทษที่ผมมาช้าไปนะ” เขาพูดอย่างเร่งรีบ “คิดไม่ถึงจริง ๆ ว่าเธอจะมาที่นี่หลังได้รีบเมลเรื่องไล่ออก”ฉันเงยหน้ามองเขา ดวงตาสีเทาเต็มไปด้วยความห่วงใยและกังวล ซึ่งทำให้หัวใ
เขาก้าวไปที่บาร์เล็ก ๆ มุมห้อง แล้วหยิบถุงน้ำแข็งขนาดเล็กออกมาพร้อมห่อด้วยผ้าขนหนู ก่อนจะกลับมาหาฉัน เขาจับมือฉันเบา ๆ แล้ววางถุงน้ำแข็งไว้บนมือ“เจ็บมากไหม?” เขาเอ่ยถามด้วยความอ่อนโยนมากเสียงจนฉันได้ยินไม่ถนัดหู“นิดหน่อย”“ไม่เคยคิดมาก่อนเลยนะว่าคุณจะกล้าต่อยคนอื่นแบบนี้”ฉันหัวเราะเพราะฉันเองก็ไม่คิดว่าตนเองจะทำแบบนี้เหมือนกัน “มันเหลืออดเลยไม่ทันได้คิดอะไรให้ดีก่อนน่ะค่ะ ฉันขอโทษด้วยนะคะที่สร้างปัญหาให้ ฉันไม่ควรไปต่อยเธอแบบนั้นเลย จบกันแล้วภาพลักษณ์แสนดีในฐานะภรรยาประธาน”เขาเอนตัวเข้ามาใกล้และจ้องตาฉัน“คุณไม่ต้องขอโทษเวลาที่ทำอะไรเพื่อป้องกันตัวหรือยืนหยัดเพื่อตัวเองนะ ฮาร์เปอร์ แล้วคุณก็เป็นภรรยาผม พวกเขาต้องรู้เอาไว้ว่าไม่ควรมาล้ำเส้นคุณ”“ฉันแค่ไม่เข้าใจ คุณเคยนอนกับเธอมาก่อนไหม?” ฉันโพล่งคำถามออกไป“ไม่เคย!” เขาคำราม“แล้วทำไมเธอถึงได้ยึดติดกับคุณขนาดนั้นล่ะ? ตลอดเวลาที่มีเรื่องกันเธอเอาแต่บอกให้ฉันอยู่ห่างจากคุณทั้งนั้น เธอทำตัวเหมือนว่าคุณเป็นของเธออะไรแบบนั้นเลย”เขาแค่นเสียงดังจนทำให้ฉันหันหน้าไปมอง คิ้วขมวดเป็นปมด้วยความรังเกียจราวกับว่าเพิ่งจะได้ยินเรื่องที่น
ฉันหยุดหายใจเเพราะความตกใจ และผละออกจากเขา ในขณะที่ร่างเล็ก ๆ กระโดดขึ้นมาบนตัวเรา"สุขสันต์วันคริสต์มาส!" เขาตะโกนอย่างมีความสุขด้วยเสียงร้องเพลง“หัวจะปวด” ทั้งกาเบรียลและฉันครางอย่างหงุดหงิดจะมาช้ากว่านี้สักชั่วโมงไม่ได้หรืออย่างไร? ถ้ามีใครสักคนในครอบครัวนี้ที่ชอบขัดจังหวะเรา มันก็ต้องเป็นลูกคนที่สอง แอนดรูว์ คนนี้แน่นอน เราเรียกเขาว่าดรูว์เขาอาจจะไม่รู้ว่าเขาเป็นตัวขัดจังหวะแค่ไหน แต่ก็ไม่สำคัญยังไงเขาก็ทำอยู่ดี"ตื่นครับ! ตื่น!" เขาตะโกนเสียงดัง จนชั่วขณะหนึ่งฉันไม่ได้ยินอะไรเลย นอกจากเสียงก้องของเจ้าลูกชาย"ไม่ต้องตะโกนก็ได้ ดรูว์" เกเบรียลบ่น "พ่อแม่ได้ยินชัดเจนโดยที่หนูไม่ต้องทำให้แก้วหูพ่อแม่แตกก็ได้"ดูเหมือนดรูว์จะไม่ฟังเลย เขาเด้งขึ้นเด้งลงบนเตียง มีความสุขแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาเกเบรียลขยับตัวใต้ผ้าห่ม คงพยายามขยับทุกอย่างให้เข้าที ฉันขยับร่างกายขึ้นและพิงหัวเตียง ก่อนจะคว้าลูกชายที่กระตือรือร้นและอยู่ไม่นิ่งมา สิ่งสุดท้ายที่เราต้องการคือเขาทำร้ายพ่อของเขาด้วยการเผลอเหยียบเข้ากลางตัวเขาหรืออะไรทำนองนั้น"หนูพยายามห้ามเลียมแล้วนะคะ แต่แม่ก็รู้ว่าเขาเป็นยังไงเวลาต
ฮาร์เปอร์ฉันกำลังล่องลอยอยู่บนปุยเมฆสีขาวนุ่มฟูแห่งการนอนหลับ ฉันรู้สึกอบอุ่น รู้สึกสงบ และรู้สึกได้รับความรักฉันเริ่มรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาทีละน้อย เกเบรียลนอนอยู่ข้างหลังฉัน แขนโอบกอดฉันไว้ เขาทำแบบนี้ทุกครั้งที่เรานอนหลับด้วยกัน เขากอดฉันไว้แน่นในอ้อมแขน ราวกับว่าเขากลัวว่าฉันจะหายไปหากไม่ทำเช่นนี้ฉันขยับตัวเล็กน้อยเพื่อหลุดออกจากอ้อมแขนของสามี ทว่าแทนที่จะปล่อยฉันไป เขากลับกระชับมือแน่นขึ้น ซึ่งดันฉันเข้าไปแนบชิดมากขึ้นฉันหยุดขยับเมื่อรู้สึกถึงเขา ฉันรู้สึกถึง น้องน้อยที่ตื่นมาเคารพธงชาติที่เป็นเอกลักษณ์ของเขา ฮอร์โมนของฉันพลุ่งพล่าน และฉันก็ต้องการเขาขึ้นมาทันที ฉันอยากให้เขาสอดแทรกเข้ามาในร่างนี้เรื่องบนเตียงของเราสองช่างสมบูรณ์ แต่ก็มีบางครั้งที่ต้องการมากกว่านี้ อาจเพราะมีลูกด้วยกันถึงสามคนแล้ว บางเวลามันก็ยากที่จะมีเวลาส่วนตัวที่ไม่ถูกรบกวนได้"อืม" เกเบรียลร้องครางเมื่อฉันถูบั้นท้ายกับเป้าของเขาเสียงนั้นเดินทางลงไปจนถึงจุดนั้นของฉัน ฉันถูอีกครั้ง กระตุ้นเสียงครางแสนเร้าอารมณ์จากเขาอีกเกเบรียลเริ่มประทับจูบตามหลัง ไหล่ และคอ มันผ่านมาสองสามวันแล้ว และฉันก็โหยหาเขา
"ใช่เลยครับ" เขาตอบรับรอยยิ้มของฉัน ขณะที่คิลเลียนเดินเข้ามาหาเรา"ผมมาขโมยภรรยาแสนสวยของผมคืนแล้วครับ" เสียงเขาแหบพร่า และฉันอดไม่ได้ที่จะละลายไปกับโทนเสียงนั้น มันเซ็กซี่สุด ๆ ไปเลย“เธอเป็นของคุณแล้วนะ” คาลวินปล่อยมือจากฉันและหลีกทาง ก่อนจะเดินจากไปคิลเลียนดึงฉันเข้าไปในอ้อมกอดเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีช่องว่างระหว่างเรา "เป็นยังไงบ้าง? ปวดหลังหรือเปล่า? ขาเป็นยังไง?"เห็นไหม ฉันบอกแล้วไง เขาเป็นเสือร้ายในคราบทนายความ แต่ดูแลเอาใจใส่และรักใคร่ในฐานะคู่ครอง ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าฉันมีสเปคแบบไหน จนกระทั่งฉันได้พบเขา"สบายดีค่ะ ที่รัก ไม่ต้องเป็นห่วงขนาดนั้นก็ได้" ฉันหัวเราะเบา ๆ ดันตัวเองเข้าไปใกล้เขามากขึ้น"ผมเคยบอกว่าผมรักคุณแล้วหรือยัง?" เขาถามฉันอดไม่ได้ที่จะยิ้มขณะที่เขย่งปลายเท้าและกระซิบชิดริมฝีปากของเขา "ประมาณพันครั้งแล้วค่ะวันนี้ แต่ฉันไม่ได้บ่นอะไรนะ""คุณคือสิ่งที่ดีที่สุดที่เคยเกิดขึ้นกับผมเลยนะครับ เอมม่า ผมนึกไม่ออกเลยว่าชีวิตผมจะเป็นยังไงหากไม่มีคุณ ผมรู้ว่าเราได้กล่าวคำสาบานกันไปแล้ว แต่ผมสัญญาว่าจะรักและทะนุถนอมคุณเสมอ เพราะคุณคือของขวัญที่เบื้องบนประทานมา ผมสัญญา
มอลลี่เป็นหนึ่งในเพื่อนเจ้าสาว เช่นเดียวกับเอวา คอนนี่ เล็ตตี้ ฮาร์เปอร์ และคินลีย์ พวกเธอเป็นเพื่อนสาวกันมาสี่ปีแล้วตั้งแต่เกิดอุบัติเหตุวันนั้น แน่นอนว่าฉันไม่มีวันหาใครมาแทนมอลลี่ได้ เธอเป็นเพื่อนสนิทที่สุด แต่ฉันก็รู้สึกขอบคุณที่มีพวกเธออยู่เช่นกันอีกอย่างเมื่อวานนี้มอลลี่บอกฉันว่าเธอกำลังคิดจะย้ายมาอยู่ที่นี่ ฉันตื่นเต้นมาก ฉันรักเธอ แต่เรายอมรับว่าเป็นเพื่อนระยะไกลกันมันรักษาความสัมพันธ์กันได้ยาก ฉันมีความสุขมากที่เธอจะย้ายมาอยู่ใกล้ ๆเสียงเพลงช้าลง และกันเนอร์ก็เดินเข้ามา ตัดบทสนทนาทั้งหมด“เต้นรำกันหน่อยไหมครับ แม่?”มีเสียง ว้าว ดังขึ้นเป็นระลอก และฉันสาบานได้ว่าหัวใจฉันละลายไปตรงนั้นเลย"แน่นอนสิจ๊ะ สุดหล่อของแม่" ฉันตอบก่อนจะจับมือเขาตอนนี้กันเนอร์อายุสิบสี่ เป็นวัยรุ่นแล้วเชื่อไหมล่ะ? เขาสูงเท่าฉันแล้ว และฉันมั่นใจว่าอีกไม่กี่ปีเขาจะสูงกว่าฉัน ฉันไม่ว่าอะไรหรอก เขาก็จะเป็นลูกชายตัวน้อยของฉันเสมอคาลวินและฉันตัดสินใจส่งเขาไปเข้ารับการบำบัดทันทีที่ฉันออกจากโรงพยาบาล เราเข้าร่วมการบำบัดร่วมกันบ้าง และพูดคุยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเรา และเกี่ยวกับวันที่เกิดอุบัติเหตุ
เอมม่าฉันเต้นรำกับมอลลี่ ปล่อยให้เสียงเพลงโอบล้อมตัวไว้ ฉันรู้สึกปวดหลังเล็กน้อยแต่ก็ไม่สำคัญอะไรเลยเมื่อฉันมีความสุขสุด ๆ แบบนี้ชุดเดรสสะบัดไปมาขณะที่เราตะโกนเนื้อเพลง หน้าร้อนแสนสาหัส ของเทย์เลอร์ สวิฟต์ออกมาสุดเสียง เอวาที่กำลังตั้งครรภ์ท้องแก่ก็เข้าร่วมกับเราด้วย ฉันหัวเราะเพราะเธอคิดว่าเธอกำลังเต้นอยู่เลยแต่เปล่าเลย ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเรียกสิ่งที่เธอกำลังทำว่าอะไรดีจำนวนครั้งที่ฉันเรียกว่าตนเองมีความสุขนั้นสามารถนับนิ้วได้เลย หนึ่งคือตอนที่ฉันสอบเนติบัณฑิตได้ สองคือตอนที่กันเนอร์เรียกฉันว่าแม่เป็นครั้งแรกหลังจากผ่านมานาน และสามคือวันนี้ งานแต่งของฉันคุณได้ยินไม่ผิดหรอกค่ะ ฉันแต่งงานแล้วและฉันมีความสุขอย่างที่สุดจำทนายหนุ่มน่ารักที่ฉันเล่าให้เอวาฟังในวันเกิดของเจมส์ได้ไหมคะ? จะว่าอย่างไรดี เขาไม่เคยละความพยายามเลยค่ะ ไม่ว่าฉันจะปฏิเสธเขากี่ครั้งก็ตาม เขาขอฉันคบหาอยู่เรื่อย ๆ และที่ฉันบอกว่าเรื่อย ๆ ก็คือเขาขอเกือบทุกวัน ฉันเบื่อที่จะได้ยินคำถามเดิม ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนวันหนึ่งฉันก็ตอบตกลง ปรากฏว่ามันเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดในชีวิตนี้เลยฉันชะลอฝีเท้าลง ดวงตามองหาเจ้าบ
กันเนอร์มีน้องชายแล้ว งงกันอยู่ใช่ไหมคะ? เพราะเมื่อกี้ฉันกับเอวากำลังคุยเรื่องแฟนกันอยู่เลย เชสไม่ใช่ลูกชายของฉันค่ะ เขาเป็นลูกชายตัวน้อยของคาลวินและคินลีย์ พวกเขาแต่งงานกันเมื่อปีที่แล้วแล้วมีเชสตัวน้อยน่ารักคนนี้เป็นลูกน้อยคาลวินและฉันสนิทกันมากขึ้นตั้งแต่อุบัติเหตุ เหมือนกับกันเนอร์ เขายกโทษให้ฉัน และพวกเราก็สามารถสร้างมิตรภาพที่สวยงามได้คินลีย์เป็นผู้หญิงที่ยอดเยี่ยมจริง ๆ เธอเข้ากับพวกเราทุกคนได้ เธอใจดีและน่ารัก และที่สำคัญที่สุด เธอทำให้คาลวินมีความสุขและปฏิบัติต่อกันเนอร์เหมือนลูกชายของเธอเอง"ไม่จ้ะ ไม่เคยเกินจริงเลย" เอวาแก้ตัว "น้าแค่อยากให้แม่หนูเล่าเรื่องทนายความน่ารักที่ที่ทำงานให้ฟังมากกว่านี้""ผมขอจบตรงนี้นะครับ ไปดีกว่า" เขาพูด ดูเหมือนจะขยะแขยงเล็กน้อย "แม่ดูน้องได้ใช่ไหมครับ หรือผมควรจะพาน้องไปด้วย?"“แม่สบายมากจ้ะ…ไปเล่นกับเพื่อน ๆ เถอะ”เขาพยักหน้าก่อนที่จะวิ่งไปหาโนอาและคนอื่น ๆ คาลวินใจดีพอที่จะแก้ไขข้อตกลงเรื่องการดูแลบุตร ตอนนี้พวกเราดูแลกันเนอร์ร่วมกัน ลูกอยู่กับคาลวินวันธรรมดาและใช้วันหยุดสุดสัปดาห์กับฉัน"เอาล่ะ กลับมาเรื่องผู้ชายน่ารักคนนั้นก่อนนะ
สามปีต่อมาเอมม่า"จริงจังนะ เอมม่า เมื่อไหร่เธอจะหาแฟนสักที?" เอวาเอ่ยถามพร้อมนั่งลงข้าง ๆ ฉันฉันมองออกไปที่สวนหลังบ้านและยิ้มออกมาอย่างอดไม่ได้ วันนี้เป็นวันเกิดของเจมส์ลูกชายของทราวิสและเล็ตตี้ ซึ่งตั้งชื่อตามพ่อของพวกเราและเจมส์กำลังจะอายุครบหนึ่งขวบเล็ตตี้และทราวิสแต่งงานกันเมื่อประมาณสองปีที่แล้ว ทราวิสคุกเข่าขอเธอแต่งงานทันทีที่ฉันได้สติขึ้นหลังจากอุบัติเหตุที่เกือบจะพรากชีวิตฉันไป คุณอาจจะสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนขับรถคนนั้น เขาถูกจำคุกห้าปีในข้อหาขับรถโดยประมาท ฉันหวังว่าเขาจะได้รับบทเรียนนะกลับมาที่ทราวิสและเล็ตตี้ ฉันคิดว่าการเห็นฉันอยู่ในโรงพยาบาลทำให้เขารู้ว่าชีวิตสั้นแค่ไหน เขาขอเธอแต่งงานและเล็ตตี้ก็ตอบตกลง พวกเขาแต่งงานกันซึ่งเป็นงานแต่งงานฤดูใบไม้ผลิที่สวยงามตอนนี้ัฉันได้กลายเป็นเพื่อนกับเอวาก็เลยถูกดึงเข้ามาในวงจรนี้ด้วย คอนนี่และรีเปอร์แต่งงานกันแบบงานแต่งงานเล็ก ๆ ที่เป็นกันเองกับเพื่อนสนิทและครอบครัว สี่เดือนต่อมาทั้งสองก็อ้าแขนรับลูกสาวของพวกเขา เฮเวน ตอนนี้คอนนี่ก็กำลังตั้งครรภ์ลูกคนที่สองซึ่งเป็นลูกสาวอีกคนฮาร์เปอร์และเกเบรียลก็กำลังจะมีลูกด้วยกันอีก
"ไม่ไหวแล้ว! ฉันต้องเบ่งเดี๋ยวนี้" ฉันคำรามพร้อมจับเสื้อเกเบรียลไว้ฉันรู้สึกบ้าไปแล้ว เหมือนฉันเสียสติไปแล้ว ความเจ็บปวดกำลังทำให้ฉันบ้าไปแล้วจริง ๆโชคดีที่พวกเราไปถึงห้องคลอดก่อนที่ฉันจะคลอดลูกตรงทางเดินของโรงพยาบาล ฉันถอนหายใจด้วยความโล่งอกเมื่อเดินไปถึงห้องคลอด และเจ้าหน้าที่ก็เริ่มเตรียมพร้อมให้ฉันเอวาอยู่ในห้องเรียบร้อย ฉันรู้สึกขอบคุณที่มีคนเข้าใจความรู้สึกตอนที่ช่องคลอดฉีกออกเป็นสองส่วนเพื่อให้เด็กตัวน้อย ๆ ออกมาดูโลก"ฉันไม่ไหวแล้ว" ฉันกัดฟันพูด ก่อนที่จะยกตัวขึ้นและเบ่งสุดแรงฉันสาบานว่าฉันรู้สึกเหมือนก้นจะแตกและมันก็เพิ่มความเจ็บปวดให้ฉันมากขึ้น"ความผิดคุณเลย!" ฉันกรีดร้องใส่เกเบรียลขณะที่จับมือเขาไว้แน่นฉันจ้องเขม็งไปที่เขา ลมหายใจถี่กระชั้น และรูจมูกบานออกเพื่อพยายามสูดอากาศเข้าไปในปอดให้ได้มากที่สุด"เตรียมนะ เธอ เบ่งเลย" เอวาเร่งเร้าฉันขณะที่เช็ดเหงื่อออกจากหน้าผากให้ฉัน "เกเบรียลไม่สำคัญแล้วตอนนี้""อ้าว ใจร้ายนะ เอวา" เกเบรียลพึมพำพร้อมจ้องเขม็งไปยังเอวา เธอจ้องเขม็งกลับราวกับจะบอกให้เขาหุบปากและทำตามน้ำไปฉันบีบมือพวกเขาเมื่อมดลูกหดตัวอีกครั้ง และฉันก็ออ
"สบายมากจ้ะ หมีน้อยลิลลี่ แม่กำลังจะคลอดลูก... จำที่แม่บอกหนูได้ไหมว่าอะไรจะเกิดขึ้นตอนถึงเวลาแบบนี้?"เธอพยักหน้า "ค่ะ แม่บอกว่าแม่จะเจ็บท้อง แต่หนูไม่ต้องห่วง เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้น้องเกิดมาค่ะ""ดีมากจ้ะ" ฉันเบ้หน้าเมื่อการหดเกร็งตัวจู่โจมฉันอีกครั้ง "นั่นคือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้ ดังนั้นอย่ากลัวไปนะจ๊ะ"เกเบรียลจับมือและช่วยให้ฉันเดินออกจากห้อง ฉันหายใจเข้าทางจมูกและหายใจออกทางปาก แต่พูดตามตรงมันไม่ได้ช่วยอะไรเลย"หนูแค่ไม่เข้าใจน่ะค่ะ ทำไมแม่ต้องเจ็บด้วย? ทำไมเด็กถึงออกมาจากท้องแม่ไม่ได้โดยไม่ทำให้แม่เจ็บล่ะคะ?"สิ่งที่ฉันไม่ต้องการที่สุดคือทำให้ลูกสาวหวาดกลัวโดยต้องอธิบายให้เธอฟังว่าความเจ็บปวดนั้นจำเป็นสำหรับการออกแรงเบ่งเด็กออกมาจากร่างกายฉัน เธอจะอยากรู้ว่าทำไมต้องเบ่งลูกออกมาด้วย และฉันจะต้องอธิบายว่าเพราะลูกตัวใหญ่และทางออกเล็กกว่า ดังนั้นการหดเกร็งตัวเหล่านั้นจึงจำเป็นสำหรับการเบ่งลูกออกมา จากนั้นเธอจะอยากรู้ว่าทางออกนั้นคืออะไร และฉันจะต้องบอกเธอว่าลูกออกมาทางนั้นอย่างไรเล่าอย่างที่คุณเห็น นั่นไม่ใช่บทสนทนาที่เธอเตรียมใจรับได้นัก เธอจะตกใจกลัวเมื่อรู้ว