หนึ่งเดือนต่อมาหลี่ชุนก็กลับมาวิ่งเล่นได้ตามปกติ แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นหลี่หมิงก็มักจะคอยดูแลปกป้องอยู่ข้าง ๆ เขาเสมอ เฉินซิ่วลี่ยังคงทำงานส่งซาลาเปาในตอนเช้าให้ถังซาน ตรวจบัญชีให้เขาทุกสองอาทิตย์ และส่งโบติดผมในทุกเดือน ชีวิตสงบสุขจนเธอหลงลืมคนบางคนไปเสียสนิท จนกระทั่งเสียงรถยนต์คันหนึ่งมาหยุดอยู่ที่หน้าบ้าน“คุณเย่ มาหาฉันถึงบ้านมีอะไรหรือคะ”“ขอฉันเข้าบ้านก่อนได้ไหม”เฉินซิ่วลี่ถอนหายใจยาว หากแต่เมื่อเห็นรอยยิ้มรั้งรอของชายหนุ่มก็พาเขามานั่งที่เก้าอี้ไม้หน้าบ้านเช่นเดิม“รอสักครู่นะคะ เดี๋ยวฉันไปเอาของว่างมาให้”เย่ชิงเหวินพยักหน้ารับรั้งรออยู่นอกตัวบ้านอย่างเชื่อฟัง จนกระทั่งเฉินซิ่วลี่เดินกลับออกมาพร้อมน้ำส้มสดและขนมคุกกี้จานเล็ก“เข้าบ้านแล้ว คราวนี้จะบอกได้หรือยังคะว่ามาหาฉันด้วยเรื่องอะไร”“มาขอบคุณครับ”คิ้วเรียวของเฉินซิ่วลี่ขมวดเข้าหากันแน่น เย่ชิงเหวินวางแก้วน้ำส้มลงแล้วจดจ้องใบหน้าสวยด้วยความซาบซึ้งใจ“ผมไม่รู้ว่าคุณรู้เรื่องราวภายในตระกูลเย่ได้ยังไง แต่ขอบคุณมากที่บอกผม”“ฉันบอกอะไรคุณหรือคะ”เฉินซิ่วลี่แสร้งตีสีหน้านิ่งเรียบ เย่ชิงเหวินยกมุมปากขึ้นแล้วขบขันเบา ๆ ในเมื่อเธอ
โครม! เสียงคล้ายบางสิ่งปะทะที่หน้าบ้านอย่างรุนแรงทำให้ เฉินซิ่วลี่ เย่ชิงเหวิน ตลอดจนจ้าวหลินเพ่ยรีบวิ่งออกมาดู หากแต่สิ่งที่เห็นตรงหน้ากลับทำให้ทุกคนตื่นตกใจจนหน้าซีด“อาหยุน นายกำลังจะทำอะไร”เย่ชิงเหวินเอ่ยถามเสียงขุ่นเมื่อเห็นพี่ชายใช้ท่อนเหล็กทุบตีประตูรั้วบ้านของเฉินซิ่วลี่จนบานประตูพัง ก่อนจะใช้เท้าถีบแล้วเดินเข้ามาอย่างอุกอาจ“ฉันกำลังจะทำอะไรอย่างนั้นเหรอ เหอะ!”คนที่เดินเข้ามาส่งสายตายียวนก่อนจะเอาท่อนเหล็กในมือฟาดลงไปยังกระถางต้นไม้ข้างม้านั่งหน้าบ้านจนแตกกระจาย“อาหยุน หยุดนะ!”“หยุดเหรอ คนสารเลวอย่างแกมีสิทธิ์อะไรมาออกคำสั่งกับฉัน แกมันคนทรยศ แกหักหลังตระกูลเย่!”เย่ชิงหยุนยกแท่งเหล็กยาวในมือชี้มาที่เย่ชิงเหวิน ดวงตาดุดันแดงก่ำด้วยความแค้นเคือง เย่ชิงเหวินขยับเท้ามายืนเบื้องหน้าใช้ตนเองเป็นเสมือนเกราะกำบังป้องกันภัยให้มารดาและเฉินซิ่วลี่ ก่อนจะพูดเสียงหนักแน่นจริงจัง“ฉันไม่เคยหักหลังตระกูลเย่”“โกหก! เลขาฮัวบอกฉันหมดแล้ว เดือนก่อนแกไปขอตรวจสอบบัญชีตระกูล ต่อมาก็สร้างเรื่องขอแยกบ้าน หากไม่ใช่แกแล้วไอ้ตำรวจโง่ๆ พวกนั้นมันจะรู้เรื่องการค้าของตระกูลเย่ได้ยังไง”เย่ชิงหยุนบอ
ตอนนี้ไม่เพียงแต่ใจของเฉินซิ่วลี่ที่สั่นระรัว แม้แต่เนื้อตัวก็สั่นเทาจนยากจะควบคุม ไม่ใช่ว่ายังเหลือเวลาอีก 2 เดือนหรือไรกว่าหลี่อันเฉิงจะกลับมา ทำไมตอนนี้เขาถึงมาอยู่ที่ตรงนี้ได้เล่า หากจะบอกว่าเขามาในฐานะกวงซุนหลี่ แต่ที่นี่คือหมู่บ้านต้าหยาง ขยับซ้ายขวาล้วนมีแต่คนรู้จักของเขา หลี่อันเฉิงไม่ใช่คนโง่ เขาย่อมไม่มาปรากฏตัวในสถานที่อันตรายต่อการเปิดเผยตัวตนของเขาแบบนี้แน่นอน ยกเว้นเพียง...ภารกิจของเขาเสร็จสิ้นแล้ว!!“คุณกวง... คุณมาได้ยังไง แล้วยัง...”เย่ชิงเหวินมองใบหน้าคมดุสลับกับพี่ชายต่างมารดาที่ตอนนี้กำลังถูกนายทหารสองคนเข้าจับกุมกดตัวลงแนบกับพื้น ถึงแม้คนในวงการธุรกิจจะไม่ใช่ผู้ขาวสะอาด แต่การจะออกคำสั่งควบคุมทหารของรัฐบาลได้ ถ้าอีกฝ่ายไม่ใช่นายทหารเช่นเดียวกัน ก็ต้องมีผู้หนุนหลังที่มีอำนาจพอตัว“โอ๊ย!”เย่ชิงหยุน ร้องลั่นเมื่อหลังมือขวาถูกรองเท้าทหารชั้นดีกดเหยียบลงมา มุมปากของหลี่อันเฉิงยกขึ้นเล็กน้อย ในแววตามีความสะใจกับความเจ็บปวดที่อีกฝ่ายได้รับ มือที่กล้าทำลายบ้านของเขา ไม่สมควรมีอยู่ เมื่อคิดถึงภาพที่เจ้าของมือใต้ฝ่าเท้าทุบตีบ้านของเขาเมื่อครู่ หลี่อันเฉิงก็ออกแรงเท้ากดบน
“คุณหนูใหญ่เฉิน ฉันรู้ว่าเธอคิดอะไร ฉันขอเตือนให้หยุดเพ้อฝันในเรื่องที่ไม่มีวันเป็นไปได้ เพราะต่อให้เหลือเพียงเธอเป็นตัวเลือกสุดท้ายฉันก็ไม่สนใจ”พูดจบเย่ชิงเหวินก็ก้าวขึ้นรถปิดประตู จ้าวหลินเพ่ยมองหญิงสาวที่ยืนน้ำตาคลอดั่งดอกโบตั๋นต้องลมหนาวก็นึกสงสาร ทว่าในเมื่อลูกชายของเธอไม่สนใจอีกฝ่ายจนถึงขั้นตัดรอนอย่างไร้ไมตรีเช่นนั้น หากเธอกระทำตรงกันข้ามกับเขาคงไม่ส่งผลดีนัก สุดท้ายก็ก้าวขึ้นรถหยิบผ้าเช็ดหน้าส่งให้ลูกชายใช้เช็ดเลือดและกดบาดแผลแบบลวกๆ“ไม่คิดว่าลูกชายของแม่จะใจร้ายถึงเพียงนี้”“กับคนบางคน ใจดีด้วยมักไม่เข้าใจสถานการณ์ครับ”“เช่นนั้นกับบางสถานการณ์ลูกก็ควรเข้าใจให้ดีด้วย”เย่ชิงเหวินย่อมเข้าใจสิ่งที่มารดาต้องการจะสื่อบอก ทว่าเขาในตอนนี้ถลำตัวล้ำลึกเกินถอยกลับแล้วจริงๆ“ผมชอบเธอครับ และคิดว่าทั้งชีวิตคงไม่อาจชอบใครได้มากกว่านี้อีกแล้ว”จ้าวหลินเพ่ยถอนหายใจยาว ในฐานะคนที่เติบโตและเจ็บช้ำกับความรักที่มอบให้เพียงฝ่ายเดียวมาก่อนเรื่องเช่นนี้พูดให้ตายกันไปข้างหนึ่งก็ไร้ประโยชน์ มีเพียงให้ต้องเรียนรู้ด้วยตนเองเท่านั้น“อย่างนั้นก็ทำให้เต็มที่ แต่รู้ไว้นะอาเหวิน ลูกยังมีแม่อยู่ตรงนี้
“เธอเป็นใครกันแน่ ปลอมตัวเป็นเฉินซิ่วลี่ต้องการอะไร”เฉินซิ่วลี่เบิกตากว้างในใจสั่นระรัว เธอเคยคิดว่าเย่ชิงเหวินนั้นเป็นคนช่างสังเกต และชอบจับผิดที่สุด แต่วันนี้กลับรู้ซึ้งแล้วว่าคนที่น่ากลัวที่สุดก็คือ... หลี่อันเฉิงหากแต่ถึงในใจจะรู้สึกหวาดกลัว แต่เฉินซิ่วลี่ก็ยังคงควบคุมสติเอาไว้ แม้เธอจะเป็นวิญญาณที่ทะลุมิติมา แต่ร่างกายนี้เป็นของเฉินซิ่วลี่ตัวจริง ดังนั้นหากเธอไม่ยอมรับหลี่อันเฉิงย่อมไม่มีทางทำอะไรเธอได้“จะสารภาพดีๆ หรือว่าจะให้ฉันใช้กำลังสอบสวน เธอ!... เป็นสายลับของใครและต้องการอะไร”หลี่อันเฉิงเป็นคนของกองทัพอีกทั้งหน้าที่ส่วนใหญ่ของเขาล้วนเป็นภารกิจสำคัญขององค์กร ดังนั้นสิ่งที่เขาต้องระวังเป็นพิเศษก็คือสายลับของศัตรูที่อาจจะแฝงตัวมาในลักษณะต่างๆ มือหนาข้างหนึ่งบีบเคล้นคางเรียว อีกข้างไล้ไปตามกรอบหน้าสวย หารอยต่อของผิวหน้าที่อาจถูกทำศัลยกรรมตกแต่งขึ้นมาเฉินซิ่วลี่รู้สึกปวดร้าวไปทั้งใบหน้าจากแรงบีบของมือหนา สุดท้ายจึงใช้แรงทั้งหมดที่มีสลัดใบหน้าให้หลุดออกจากการกอบกุมของเขา“หลี่อันเฉิง คุณพูดเรื่องอะไรของคุณ”“ไม่ต้องมาเสแสร้ง!”คนตัวโตข่มขู่ลอดไรฟัน ใบหน้าดุดันจดจ้องเธอนิ่ง
“คุณพูดจริงหรือคะ”ใบหน้าสวยหันมาสบแววตาคม หากแต่เมื่อได้สบรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของเขาหัวใจก็สัมผัสได้ถึงลางร้ายบางอย่าง“แน่นอนว่าจริง”เฉินซิ่วลี่ผ่อนลมหายใจยาว ที่แท้เป็นเธอที่กังวลมากไปเอง ให้หลี่อันเฉิงนิสัยร้ายกาจแค่ไหนก็คงไม่ถึงขั้นบังคับขืนใจกันหากแต่เธอยินดีได้ไม่ถึงสามลมหายใจเสียงทุ้มต่ำแหบพร่าก็ดังขึ้นที่ข้างผิวแก้ม“แต่ต้องหลังจากที่เธอมอบลูกสาวให้ฉันก่อน”มอบลูกสาว! บัดซบ! นี่เขาคงไม่คิดจะทำเรื่องลึกซึ้งระหว่างชายหญิงกับเธอหรอกนะ“คุณ... อื้ม!”ริมฝีปากบางที่กำลังขยับเพื่อโต้แย้งถูกปิดทับด้วยริมฝีปากร้อนในทันที ลิ้นร้อนฉกฉวยรวดเร็วแทรกเข้าตวัดคลอเคลียรุกไล้ เฉินซิ่วลี่ใช้ลิ้นเล็กผลักไสหลบเลี่ยงปลายลิ้นร้อน แต่กลับยิ่งปลุกเร้าจนร่างกายของหลี่อันเฉิงตื่นตัว มือหนาขยับปลดกระดุมผ้า วางมือทาบทับก้อนเนื้อนุ่มที่เขาเคยครอบครองและชื่นชอบเอาไว้ทั้งซ้ายขวา ก่อนจะออกแรงบีบเคล้นคลึงปลุกเร้าจนคนที่ถูกผูกมัดไว้กับเสาหัวเตียงขนกายลุกชัน หลังจากถูกเขาจู่โจมด้วยจุมพิตที่เร่าร้อนและหนักจนลมหายใจของเฉินซิ่วลี่เริ่มติดขัด หลี่อันเฉิงก็ยอมปล่อยริมฝีปากเล็กไล้ลงมาตามลำคอขาว โดยจงใจฝากรอยรักที่เด่น
“พ่อ!”หลี่ชุนร้องเรียกเสียงดังลั่นก่อนจะวิ่งไปหาคนเป็นพ่อ หลี่อันเฉิงยิ้มกว้างทรุดตัวลงอ้าแขนโอบกอดลูกชายเข้าสู่อ้อมอก สายตาที่แข็งกร้าว ใบหน้าที่บึ้งตึง พลันเปลี่ยนเป็นอบอุ่นอ่อนโยนในทันที“พ่อ!... เป็นพ่อจริงๆ พ่อยังไม่ตาย!”เสียงเล็กร้องไห้สะอื้นด้วยความยินดีโอบกอดร่างสูงแน่น หลี่อันเฉิงกระชับกอดตอบพลางตบแผ่นหลังลูกชายคนเล็กเบาๆ“พ่ออยู่นี่แล้ว อาชุนไม่ต้องร้องนะ”หลี่หมิงขมวดคิ้วเล็ก แม้ในใจยินดีที่คนเป็นพ่อกลับมา และอยากเข้าไปโอบกอดเขาด้วยความคิดถึงเช่นกัน หากแต่เมื่อเห็นสายตาของแม่ที่มองตามน้องชายไปด้วยความเศร้าบางๆ สองเท้าเล็กก็ชะงักอยู่กับที่ หันกลับมาหาคนเป็นแม่แทน“แม่ครับวันนี้ครูชิงสอนทำขนม ผมเก็บกลับมาให้แม่ครับ”เฉินซิ่วลี่ดวงตาแดงก่ำ หลี่หมิงเป็นเด็กพูดน้อย ไม่ช่างเจรจาออดอ้อนเหมือนคนเป็นน้อง ทว่ากลับเป็นคนที่ใส่ใจคนรอบข้างอยู่เสมอ “อาหมิงของแม่ทำเองกับมือต้องอร่อยแน่ๆ”ฝ่ามือขาวยื่นไปรับขนมจากลูกชาย เพียงแต่เมื่อวางขนมลงบนมือของแม่ คิ้วเล็กก็ขมวดแน่นขึ้นทำไมที่ข้อมือของแม่ถึงมีรอยแดงราวกับถูกผูกมัด เมื่อเลื่อนสายตามองที่ใบหน้าและลำคอก็ยังพบรอยช้ำอีกหลายจุด “คนร้ายท
“พ่ออย่าขับไล่แม่ไปเลยนะครับ”หลี่หมิงจำได้ว่า 1 ปีก่อนพ่อเคยบอกกับอารองว่าต้องการจะหย่าและขับไล่แม่ไปให้ไกล ตอนนั้นเขาไม่รู้สึกอะไรเลยสักนิด ก็แค่ผู้หญิงร่วมบ้านคนหนึ่งที่เขาต้องคอยระวัง และดูแลตามหน้าที่ จะอยู่หรือไม่ล้วนไม่สำคัญ แต่หลายเดือนมานี้เขากับแม่ร่วมเผชิญความยากลำบาก หลี่หมิงจึงได้รู้ได้เห็นว่า แม่ที่ดุร้ายในอดีตได้เปลี่ยนไปแล้ว แม่ของพวกเขาตอนนี้คือคนที่ดีที่สุด คือคนที่เขาจะไม่ยินยอมให้ใครแตะต้องทำร้าย“พ่อครับ เมื่อก่อนแม่อาจจะทำตัวไม่ดี แต่หลายเดือนมานี้แม่เปลี่ยนไปแล้ว แม่ดีกับผมและพี่ชายมาก ยังปกป้องพวกเราจากคนใจร้ายพวกนั้นด้วยครับ”หลี่ชุนที่ประคองแม่ลุกขึ้นได้แล้ว รีบเดินมาทิ้งตัวคุกเข่าน้ำตาไหลพรากอยู่ข้างกายพี่ชาย เอ่ยเสียงสั่นสะอื้นช่วยพี่ชายอ้อนวอนขอร้องพ่อ“พะ... พ่อ ฮึก... พ่ออย่า... อย่าหย่ากับแม่ อย่าไล่แม่ไปเลยนะครับ”เมื่อเห็นว่าพ่อยังคงยืนสงบนิ่งไม่มีท่าทีตอบสนองใด หลี่ชุนก็รีบคลานเข่ามาจับต้นขาของพ่อ เงยหน้าส่งสายตาเว้าวอน เขารู้ดีว่าพ่อเป็นคนเด็ดขาด ทุกประโยคล้วนไม่อาจคืนคำ แต่ให้เป็นเช่นนี้เขาก็ไม่อาจทนยินยอมให้แม่จากไปได้“พ่อครับ... เห็นแก่ที่ผมกับ
“คุณพ่อ คุณแม่ อาเหม่ยอยากได้ตุ๊กตาตัวนี้”เสียงเด็กหญิงไว้ 3 ขวบร้องบอกคนเป็นพ่อและแม่ กวงซุนหลี่ยิ้มรับทว่าขณะที่กำลังจะเดินไปซื้อของให้ลูกสาวคนเล็ก มือข้างซ้ายก็ถูกดึงรั้งเอาไว้เสียก่อน“อาเหม่ยเพิ่งซื้อของเล่นไปเมื่อสัปดาห์ก่อน หากจะซื้อชิ้นใหม่ต้องเป็นเดือนหน้า”เฉินซิ่วลี่ห้ามปรามเด็กหญิงตัวน้อยด้วยน้ำเสียงจริงจัง ใบหน้ากลมสดใสพลันสลดน้ำตาคลอก้มหน้ามองพื้น หลี่ชุนในวัย 10 ขวบรีบเข้ามาอุ้มน้องสาวตัวน้อยขึ้นแล้วเอ่ยกระซิบปลอบประโลม“ไม่เป็นไรนะอาเหม่ย เดี๋ยวเดือนหน้าพี่ซื้อให้”ด้วยฐานะทางบ้านของพวกเขาตอนนี้ แค่ของเล่นเพียงชิ้นเดียวไม่ใช่เรื่องยากที่จะซื้อหามาครอบครอง แต่เพราะพวกเขาเคยผ่านความยากลำบากมาก่อนจึงได้เรียนรู้คุณค่าของเงิน ในบ้านจึงมีกฎให้ซื้อของเล่นได้เพียงเดือนละ 1 ชิ้นเท่านั้น“ผมเอาตัวนี้ ใส่ถุงให้ด้วยครับ”เสียงเข้มราบเรียบเอ่ยบอก ทุกสายตาพลันหันมาจดจ้องที่หลี่หมิงขณะที่พนักงานขายรีบหยิบตุ๊กตาที่เด็กหญิงร้องบอกอยากได้เมื่อครู่ใส่ถุงอย่างรวดเร็ว“อาหมิงลูกกำลังจะทำลายกฎของบ้านเรา”เฉินซิ่วลี่เอ่ยบอกเสียงราบเรียบ แม้จะไม่ได้มีน้ำเสียงหรือท่าทางตำหนิ แต่สายตานั้นชัดเจ
“คืนนี้พวกเราจะได้น้องสาวแล้วใช่ไหมครับ”หลี่ชุนกระซิบเสียงเบา มุมปากของคนเป็นพ่อยกขึ้นสูงก่อนจะพยักหน้ารับด้วยสายตามุ่งมั่น“พ่อรับรองว่าเดือนหน้าน้องสาวของลูกต้องมาแน่ๆ”เมื่อได้ยินคำพูดที่หนักแน่นของคนเป็นพ่อสองเด็กชายก็ย้ายไปนอนที่ห้องถัดไป ขณะที่ร่างสูงโปร่งของกวงซุนหลี่ขยับเดินเข้าห้องลงกลอนแน่นหนาฉับไว “อื้ม...”เฉินซิ่วลี่ร้องครวญในลำคอเมื่อร่างกายถูกรบกวน ความเย็นจากภายนอกเข้ามาปะทะผิวกายทำให้คิ้วเรียวขมวดมุ่น ก่อนที่ดวงตาจะเปิดออก“คุณกวง! เข้ามาทำไมคะ”เพราะความแนบชิดที่ไม่เหมาะสมทำให้เธอตื่นตระหนกรีบมองรอบตัวอย่างหวาดระแวง“หยุดนะคะ เดี๋ยวเด็กๆ เห็น”“เด็กๆ ย้ายไปนอนอีกห้องแล้ว”คนตัวโตที่ปลดเปลื้องผ้าของเธอจนเหลือเพียงร่างที่เปลือยเปล่าเช่นเดียวกับเขากระซิบบอกเสียงแหบพร่า แนบชิดร่างกายกำยำลงทาบทับบนตัวนุ่ม“คุณกวงหยุดก่อนค่ะ เราต้องคุยกันให้ชัดเจนก่อน”“เดี๋ยวค่อยคุยนะ”ริมฝีปากร้อนขยับจากลำคอขาวกดแนบชิดบดเบียดริมฝีปากบาง พร้อมกับวางมือบีบเคล้นอกอวบอิ่มทั้งสองข้าง ร่างกายของเฉินซิ่วลี่พลันตื่นตัวขนกายสาวลุกชัน สองเนื้อนิ่มแข็งสู้กับมือหนากวงซุนหลี่ยกยิ้มเจ้าเล่ห์ถอนริมฝ
“แค่ทำข้าวสารให้เป็นข้าวสุกก็พอ”ใบหน้าของกู้เหยียนพลันร้อนผ่าวแดงก่ำไปจนถึงลำคอ เดิมทีเขาเสนอตัวช่วยแก้ปัญหานี้ก็เพราะว่าเงื่อนไขของคุณหนูกวงเพียงแค่อยากแต่งงาน แต่ไม่ต้องการความสัมพันธ์ทั้งทางกายและใจ ให้แยกบ้านเธอก็ยินดี ในเมื่อชีวิตนี้เขาเองก็ไม่คิดแต่งงานกับใครอีกแล้ว ให้แต่งหลอกๆ เป็นหุ่นเชิดให้เธอก็ไม่นับว่าเสียหายอะไร แต่งเสร็จเขาก็กลับไปเมืองเจียงเป็นคุณหมอกู้ของชาวบ้านต้าหยางต่อไปก็เท่านั้นเพียงแต่แค่เรื่องหลอกๆ เรื่องหนึ่งทำไมต้องให้เขานอนกับเธอด้วย ทำแบบนี้กวงจือหลินย่อมต้องถูกผู้คนครหาติฉินนินทา ทว่าเขาไม่ทันได้เอ่ยปฏิเสธกวงจือหลินก็ตอบรับแผนการของกวงซุนหลี่ไปแล้ว“ได้!”“ดี! อาหย่งเอาเหล้ามา”กู้เหยียนมองเหล้าดีกรีแรงตรงหน้าแล้วกลืนน้ำลายฝืดลงคอ ทั้งชีวิตของเขาไม่ยุ่งเกี่ยวกับเส้นทางอบายมุขไม่ว่าจะเป็น เหล้า บุหรี่ ฝิ่น การพนัน และผู้หญิง ล้วนไม่เคยข้องเกี่ยว ดังนั้นเมื่อกวงซุนหลี่ส่งแก้วเหล้าให้ มือหนาจึงยื่นไปรับด้วยท่าทางลังเล“อาหลี่ ฉัน... ไม่กินได้หรือไม่ นายก็รู้ว่าฉัน...”กู้เหยียนพูดยังไม่ทันจบประโยคแก้วเหล้าในมือก็ถูกกวงซุนหลี่จับจรดที่ริมฝีปากของเขา ตอนนี้แม
“นอกจากเธอฉันไม่เคยสัญญาจะแต่งงานกับใครทั้งนั้น”เฉินซิ่วลี่ขมวดคิ้วเรียวมองคนตรงหน้าด้วยสายตาสับสน กวงซุนหลี่จับมือซ้ายของเธอมากอบกุมแล้วกดจุมพิตที่หลังมือนุ่มก่อนจะสวมใส่แหวนลงไปที่นิ้วนางเธอเหมือนเดิม“คุณกวง คุณจะทำอะไร ฉันไม่ยินดีแต่งเป็นภรรยารองให้คุณหรอกนะ หรือต่อให้เป็นภรรยาเอก ฉันก็ไม่ยินดี”“เอาไว้ไปถึงบ้านฉันจะอธิบายเรื่องพวกนี้ให้เธอฟัง แต่นับจากนี้ห้ามเธอถอดแหวนวงนี้อีก และห้ามเธอทอดทิ้งฉันด้วย แค่คิดก็ไม่ได้เข้าใจไหม”น้ำเสียงกระซิบอ้อนวอนราวกับสาวน้อยถูกรังแก ทำให้ความกรุ่นโกรธในใจของเฉินซิ่วลี่จางหายไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้น “ได้! ฉันจะรอฟังคำอธิบายของคุณ แต่ถ้าเหตุผลไม่เพียงพอเรื่องของเราก็ยังคงต้องยุติ”“ไม่ได้! ฉันไม่ยอม”กวงซุนหลี่เอ่ยบอกอย่างดื้อดึงพร้อมกับกระชับอ้อมแขนแน่น เฉินซิ่วลี่ถอนหายใจยาวไม่คิดทำเรื่องที่เสียแรงเปล่าอย่างการดิ้นรนขัดขืนเขา รั้งรอจนรถหยุดลงกวงซุนหลี่ก็อุ้มคนลงจากรถเดินเข้าบ้านในทันที“คุณกวงปล่อยฉันนะคะ ฉันเดินเองได้”“ไม่!”เสียงเข้มหนักแน่นตอบกลับพลางก้าวเท้ายาวๆ เข้าไปในห้องโถงแล้วนั่งลงบนโซฟาเดี่ยวโดยยังคงกอดรัดเฉินซิ่วลี่ไว้บนตักไม่ยอมปล
นี่เขาคงไม่คิดจะประกาศแต่งงานกับเธอในเวลานี้หรอกนะดวงตาคมของคนบนเวทีมองตอบกลับสอดประสานดวงตาเรียว ก่อนที่เขาจะประกาศก้องอีกครั้ง“ลี่ลี่ แต่งงานกับฉันนะ”เมื่อได้ยินกวงซุนหลี่เอ่ยชื่อหญิงสาวที่เขาต้องการแต่งงาน บรรดาแขกในงานก็ส่งเสียงวิจารณ์อื้ออึงอีกครั้ง“ลี่ลี่เหรอ ใครกัน”“นั่นสิ! คุณกวงไม่ใช่ว่ากำลังคบหาดูใจกับคุณหนูกวงจือหลินอยู่หรือ ทำไมถึงประกาศแต่งกับคนอื่นได้”“แบบนี้คุณกวงจือเหลียงจะยอมหรือ”“กวงซุนหลี่ เขาไม่รักลมหายใจของตนเองแล้วหรือไง”คำพูดของผู้คนมากมายดังก้องไปทั่วงานจนกวงซุนหลี่ขบกรามแน่น หากแต่ใครจะพูดอย่างไรเขาล้วนไม่สนใจ ที่เขาสนใจมีเพียงเฉินซิ่วลี่ที่ยังนั่งนิ่งไม่ตอบรับคำขอของเขา“ลี่ลี่ ฉันสัญญาหากเธอตกลงแต่งงานกับฉัน ฉันจะมีแค่เธอ จะปกป้องดูแลเธอและครอบครัวของเราด้วยชีวิตของฉัน”หัวใจของเฉินซิ่วลี่พลันสั่นระรัว มองสบดวงตาคมด้วยแววตาสั่นไหว ดูแลด้วยชีวิต เมื่อได้ยินคำพูดนี้ความรู้สึกในวันที่เธอคิดว่าเขาตายจากไปแล้วก็ย้อนกลับมาอีกครั้ง จะมีสักกี่คนที่มีโอกาสแบบเธอ ในเมื่อมีโอกาสแล้วยังต้องยึดติดกับทิฐิและข้อสงสัยมากมายทำไมกัน เมื่อคิดได้เช่นนี้เฉินซิ่วลี่ก็โยนท
เมื่อใกล้ถึงเวลาเข้าร่วมงานเลี้ยงวันเกิดของกวงซุนหลี่ เฉินซิ่วลี่ก็เลือกสวมชุดสีฟ้าเข้ารูปคอสูงเพื่อปกปิดร่องรอยที่กวงซุนหลี่ทิ้งเอาไว้บนลำคอระหง แล้วออกเดินทางไปยังสถานที่จัดเลี้ยงกู้เหยียนใช้เวลาเพียง 15 นาทีก็ขับรถมาถึงหน้าโรงแรมจัดเลี้ยง ชายในชุดสูทแบบตะวันตกก็เดินมาเปิดประตูรถทั้ง 4 ด้าน กู้เหยียนส่งกุญแจรถให้พนักงานตรงหน้านำรถไปจอดในสถานที่จอดรถ ส่วนตัวเขาเดินมารับเฉินซิ่วลี่ ขณะที่หลี่หมิงและหลี่ชุนเดินขนาบข้างซ้ายขวาหวังรั่วซีตามหลังคนเป็นแม่เข้างานอย่างสงบเสงี่ยมรู้ความและในทันทีที่เฉินซิ่วลี่ก้าวเท้าเข้ามาในงาน ด้วยรูปลักษณ์ที่โดดเด่น จึงทำให้สายตาชายหนุ่มในงานจดจ้องมาที่เธออย่างมากมาย หากไม่เพราะข้างกายเธอมีกู้เหยียนเคียงข้างอยู่ตลอดเวลา แน่นอนว่าคืนนี้เฉินซิ่วลี่คงไม่อาจนั่งอย่างสงบแน่นอน“คุณกวงจัดที่นั่งไว้ให้คุณเฉินและผู้ติดตามเป็นพิเศษ เชิญพวกคุณทางด้านนี้ครับ”เมื่อทุกคนในงานได้เห็นตำแหน่งที่นั่งของเฉินซิ่วลี่ผู้คนในงานต่างก็พากันวิพากษ์วิจารณ์ถึงสถานะความสำคัญของเธอและกู้เหยียน จวบจนกระทั่งกวงซุนหลี่ก้าวเท้าเข้ามาความสนใจของผู้คนจึงเปลี่ยนไปที่เขาแทน“สวัสดีค่ะคุณก
บทสุดท้ายเมื่อหวังรั่วซีตื่นมาตอนเช้าแล้วพบว่าเฉินซิ่วลี่หายตัวไปก็ตื่นตระหนก รีบไปแจ้งกู้เหยียนที่ห้องของเขาด้วยความร้อนใจ“รั่วซี! มาหาฉันแต่เช้ามีเรื่องด่วนอะไรหรือ”กู้เหยียนเอ่ยถามเสียงเบา เพราะเด็กชายทั้งสองยังนอนหลับอยู่บนเตียง ก่อนจะปิดประตูเดินออกมาคุยกับหวังรั่วซีที่หน้าห้อง“พี่ลี่หายตัวไปค่ะหมอกู้”เมื่อได้ยินว่าเฉินซิ่วลี่หายตัวไป กู้เหยียนก็ตื่นตระหนกจนหน้าซีดรีบหมุนตัวเปิดประตูเข้าไปหยิบเสื้อคลุมและกุญแจรถในทันที“จะเป็นพวกเดียวที่ลักพาตัวอาหมิงกับอาชุนไปเมื่อคราวก่อนไหมคะ”คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันแน่น เรื่องที่หลี่หมิงกับหลี่ชุน ถูกลักพาตัวไปเมื่อเดือนก่อน จนเป็นเหตุให้หลี่อันเฉิงตายจากไป เขายังจดจำไม่ลืม ดังนั้นไม่ว่าครั้งนี้จะอันตรายแค่ไหน เขาจะต้องปกป้องช่วยเหลือเฉินซิ่วลี่ให้ได้“เธอเข้าไปรอฉันในห้องกับเด็กๆ ก่อน ฉันจะไปตามหาคุณเฉิน”กู้เหยียนยืนยันเสียงหนักแน่นพร้อมกับวางเสื้อคลุมของตนเองลงบนไหล่บาง ใบหน้าของหวังรั่วซีพลันแดงก่ำเมื่อตระหนักได้ว่าตนเองสวมใส่เสื้อผ้าที่ไม่เหมาะสมนัก“ขอโทษค่ะ”“ไม่เป็นไร เธอเข้าไปรอในห้องก่อนไม่ต้องกังวลฉันจะพาคุณเฉินกลับมาอย่างปลอดภั
“ตอนนี้ฉันคือภรรยาของหลี่อันเฉิงค่ะ” กวงซุนหลี่กำมือแน่น รู้สึกอิจฉาตนเองในอดีตขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล ทว่าสุดท้ายก็ยอมถอยขยับตัวลุกขึ้นนั่งที่ข้างเตียง เฉินซิ่วลี่ถอนหายใจยาว เธอไม่รู้ว่าควรจะอธิบายความรู้สึกของตนเองอย่างไร สุดท้ายหลังจากหยิบเสื้อผ้ามาสวมใส่ก็ลุกขึ้นหมายใจถอยกลับไปตั้งหลัก“ฉันกลับก่อนนะคะ”ทว่าเท้าเล็กก้าวลงเตียงแต่ไม่ทันได้ขยับเดิน เอวบางก็ถูกดึงรั้งจนเธอเซถลาลงนั่งบนตักกว้าง“อย่าไปได้ไหม”เสียงออดอ้อนแผ่วเบากระซิบที่ข้างใบหูเล็ก“ลี่ลี่ อย่าไปได้ไหม”วงแขนแกร่งกระชับแน่นมากขึ้น กดปลายจมูกลงบนไหล่เล็กแล้วกระซิบเสียงอ้อนเว้าวอน“ลี่ลี่ ฉันอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีเธอ เธอจะทุบตีจะด่าทอฉันก็ได้ แต่อย่าไปจากฉันได้ไหม”เฉินซิ่วลี่ถอนหายใจยาวก่อนจะบอกเขาด้วยน้ำเสียงจริงจัง“ฉันไม่มีเหตุผลต้องอยู่ทุบตีด่าทอคุณ อีกอย่างเด็กๆ ยังอยู่ที่โรงแรมฉันไม่กลับไม่ได้ค่ะ”“เธอกลับไปตอนนี้พวกเขาก็หลับกันหมดแล้ว แต่ฉันยังไม่หลับและคงหลับไม่ลงทั้งคืนถ้าเธอจากไป ลี่ลี่... คืนนี้อยู่กับฉันนะ”หัวใจของเฉินซิ่วลี่พลันสั่นสะท้าน เม้มริมฝีปากบางอย่างสับสน หากคิดตามเหตุผลเธอไม่สมควรอยู่ต่อ แต่หากถามคว
“ในที่สุดพวกเราก็ได้พบกันเป็นการส่วนตัวสักทีนะคุณกวง”“ส่งคนคืนฉันมา”กวงซุนหลี่ขบกรามกำหมัดแน่นพร้อมกับเอ่ยเสียงลอดไรฟัน ท่าทางเช่นนี้ของเขาทำให้เหลียงเหว่ยพึงพอใจมาก มือหนากระชับไหล่บางเข้าประชิดตัวก่อนจะส่งสายตาเยาะเย้ยเขา“ไม่เอาน่าคุณกวงของดีๆ แบบนี้เราแบ่งกันเล่นสนุกดีกว่านะ”เหลียงเหว่ยพูดพลางหันไปกดจมูกลงบนแก้มนุ่ม ทว่าปลายจมูกยังไม่ทันสัมผัสผิวของเฉินซิ่วลี่ ร่างกายก็ถูกเธอจับพลิกหมุนเคว้ง รู้ตัวอีกทีแผ่นหลังของเขาก็กระแทกลงกับพื้นจนปวดไปทั้งตัว คนของเหลียงเหว่ยชักปืนออกมาในทันที แต่ไม่ทันได้ขยับลั่นไกปืนในมือชายคนหนึ่งก็ย้ายมาอยู่ในมือของกวงซุนหลี่แล้วปัง! ปัง! เสียงปืนดังลั่นพร้อมกับเลือดที่ไหลออกจากต้นขาของเหลียงเหว่ยทั้งสองข้าง คอเสื้อด้านหลังถูกกระชากยกขึ้น ก่อนที่ขมับขวาของเขาจะเย็นวาบเพราะปลายกระบอกปืนที่จ่อแนบลงมา“เหลียงเหว่ย คุณคงรู้ว่าต้องบอกคนของตนเองยังไง”“ถอย! ถอยไปให้หมด”สิ้นคำสั่งของเหลียงเหว่ยคนนับสามสิบคนก็ขยับหลีกทางให้กวงซุนหลี่ เขาหันมาส่งสัญญาณให้เฉินซิ่วลี่เดินประกบตามหลังเขาไปที่รถยนต์ด้านหน้าตึก“ลี่ลี่ คุณขับรถได้ไหม”“ได้ค่ะ”เหลียงเหว่ยตัวสั่นสะ