ไม่ใช่ว่ามีคำสั่งซื้อ มีฝีมือแล้วจะไม่มีอะไรที่ผิดพลาดได้ ในแต่ละวันฉินเสี่ยวหรานแทบไม่ได้มีเวลาพักผ่อน เนื่องจากรับงานมากเกินตัว ใช่ รายละเอียดแต่ละชุดต้องทำเพิ่ม และฉินเสี่ยวหรานต้องใช้เวลาตัดเย็บชุดทั้งเจ็ดภายในเวลาครึ่งเดือนหรือสิบห้าวัน
และพอส่งสินค้าให้ลูกค้าที่สั่งงานแล้ว ฉินเสี่ยวหรานก็รีบนำเงินที่ได้มาไปซื้อจักรเย็บผ้ามาเพื่อความรวดเร็ว เหลือเวลาอีกไม่กี่วันก็จะเปิดภาคเรียนที่สองแล้ว และการเรียนก็ยุ่งมาก คงต้องหาเงินเก็บเอาไว้ก่อน
ต้องบอกว่าฉินเสี่ยวหรานคิดถูก ก่อนเปิดภาคเรียนเหลือเวลาสิบสามวัน เธอใช้จักรเย็บผ้าตัดเย็บชุดออกมาขาย และรับคำสั่งตัดเย็บมาบ้าง ภายในระยะเวลาหนึ่งเดือนทำให้ฉินเสี่ยวหรานมีเงินเก็บเป็นพันหยวน ยังไม่รวมที่น้องสาวเย็บกระเป๋าขายและนำบางส่วนมาเป็นการต้นทุนในการซื้อผ้าอีก
พอเปิดภาคเรียนที่สองฉินเสี่ยวหรานไม่ได้รับตัดเย็บชุดเพิ่มอีก แต่ก็ตัดเย็บชุดสำเร็จเอาไว้ เนื่องจากฉินเสี่ยวหลิงมาปรึกษาเรื่องการเรียนต่อมัธยมปลายและสนใจการเป็นหมอ
ฉินเสี่ยวหรานผู้เป็นพี่สาวที่ได้ยิน รู้ว่าค่าใช้จ่ายมันต้องเยอะมากแน่ จึงตัดสินใจที่จะไม่เรียนต่
ฉินหานมองลูกศิษย์หรือก็คือทหารใหม่ที่รับมาอย่างเคร่งครัด ตั้งแต่ได้รับการเลื่อนขั้นเป็นพันตรีเขาก็กลายมาเป็นครูฝึกให้กับทหารใหม่ ต่างจากแต่ก่อนที่ได้เป็นเพียงผู้ช่วยครูฝึก ปีนี้ทหารใหม่มีมากถึงสองร้อยคน จำนวนครูฝึกจึงเพิ่มขึ้นหลายตำแหน่ง และยังมีเงินพิเศษที่ทำให้หลายคนอยากได้ตำแหน่งนี้"ครูฝึกฉินครับ มีญาติต้องการเข้าพบ" ครูฝึกอีกท่านที่ออกไปพักกลับเข้ามากระซิบบอก"ขอบคุณครับ"คงเป็นลูกสาวที่เอาอาหารมื้อกลางวันมาให้ จึงจัดการฝากทหารใหม่ในความดูแลให้คนอื่นก่อนจะเดินออกจากพื้นที่ ฉินหานเร่งฝีเท้าไปยังศาลารับรองเพื่อให้ถึงลูกสาว ก่อนจะชะงักเมื่อเห็นว่าคนที่มาหาไม่ใช่ลูกสาว"แม่" ใช่ ภาพตรงหน้าของฉินหานคือแม่ของเขาที่นอนนาบไปกับพื้นของศาลา ไม่ไกลจากที่นอนยังมีเหล่าคุณนายและทหารคนอื่น พวกเขาหันมามองเป็นตาเดียว"มาแล้วหรือ! ปล่อยให้แม่แก่ ๆ รอแบบนี้ใช้ได้ที่ไหน ฉันเลี้ยงแกมาตั้งหลายปีไม่คิดที่จะส่งเงินกลับบ้านเลี้ยงดูหน่อยหรือ ปล่อยให้ฉันต้องลำบากแต่ครอบครัวตัวเองสบาย ดีจริง ๆ!" แม่เฒ่าฉินตวาดออกมาด้วยความไม่พอใจหลายเดือนที่ลูกชายพาครอบครัวย้ายมา
ฉินเสี่ยวหรานไม่เข้าไปดูแม่เฒ่าฉินที่ถูกคุมไว้ในห้องขัง และไม่ให้แม่ของเธอได้เข้าเยี่ยม จะหาว่าใจร้ายก็ได้ แต่ย่าของเธอคนนี้เป็นคนใจร้ายมากกว่า ฉินเสี่ยวหลิงก็ไม่เข้าไปเยี่ยม มีเพียงพ่อของเธอที่เข้าไป และเธอก็ไม่ได้ห้ามถึงอย่างไรก็เป็นแม่ลูกกันเข้าสู่วันที่ห้าหลังจากติดต่อบ้านฉินไป ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงกองทัพ ฉินเสี่ยวหลิงวิ่งเข้ามาในบ้านด้วยความเหนื่อยหอบ "บ้านฉินขนกันมาทั้งบ้านเลยค่ะ!""มากันทั้งบ้าน?" มือที่กำลังเย็บกระเป๋าชะงักก่อนจะวางไว้บนโต๊ะ "ถ้าจำไม่ผิดพ่อบอกให้มารับคนไม่ใช่หรือ ทำไมถึงต้องขนกันมาทั้งบ้าน"“ไม่รู้เหมือนกันค่ะ แค่ย่ามาก็วุ่นวายมากพอแล้ว ตอนนี้ยิ่งวุ่นวายมากกว่าเดิม พี่รีบไปดูเถอะค่ะก่อนที่จะแย่ไปมากกว่านี้ คนในกองทัพซุบซิบกันหมดแล้ว""อืม"จากที่ทำงานอยู่ต้องละมือ และจัดการล็อกบ้านอย่างแน่นหนาก่อนจะไปยังจุดที่บ้านฉินมาโวยวาย คนพวกนี้ไม่มีมารยาท และตอนนี้คงทำให้พ่อของเธอลำบากใจไม่น้อย ด้วยนิสัยของพ่อ แต่ก่อนเป็นคนที่ไม่เถียงคนอื่น แต่ก็ใช่ว่าจะรังแกได้ อีกทั้งยังแยกบ้านกันแล้ว คนพวกนี้น่ารังเกียจจริง ๆเป็นตามท
หลังจากบ้านฉินกลับไป เหตุการณ์ในกองทัพก็ไม่มีเรื่องวุ่นวายกวนใจอีก ฉินเสี่ยวหรานออกแบบร้านเสื้อผ้าของเธอเป็นตึกคูหาสองชั้น เป็นตึกที่ต้องใช้เวลาในการสร้างและใช้เงินจำนวนมาก ผู้รับเหมาที่เข้ามาทำงานเป็นคนที่เว่ยเซียวหามา ตกลงแบ่งจ่ายห้าครั้ง ครั้งละห้าร้อยหยวน นั่นหมายความว่าค่ารับเหมามีมูลค่าถึงสองพันห้าร้อยหยวน ยังไม่รวมราคาวัสดุที่ต้องจ่ายแยกอีกฉินเสี่ยวหรานคำนวณการจ่ายในแต่ละครั้ง ผู้รับเหมาให้เวลาห้าเดือนหรือก็คือเดือนละห้าร้อยหยวน เธอวางแผนออกแบบชุดเอาไว้เพื่อรับตัดชุดและตัดชุดสำเร็จเก็บเอาไว้เพื่อวางขายในระยะเวลาหนึ่งเดือนฉินเสี่ยวหรานต้องตัดชุดให้ได้มากกว่าสิบตัวถึงจะมีเงินเหลือใช้จ่ายในแต่ละเดือน ยังดีที่ฉินเสี่ยวหลิงตัดเย็บกระเป๋าไว้บางส่วนจึงขายออกไป ทำให้ฉินเสี่ยวหรานไม่ต้องทำงานหนักแบบไม่ได้พักหลังจ่ายค่าก่อสร้างงวดที่สอง ฉินเสี่ยวหรานก็ไม่ให้แม่ของเธอทำงานในโรงปักเย็บต่อ ให้อยู่ทำอาหารที่บ้าน หรือจะไปในนั่งเล่นที่สมาคมแม่บ้านกับคุณนายอื่น ๆ ได้ แต่ไม่ให้ทำงานแล้ว นั่นเพราะก่อนหน้านี้จ้าวหยู่ฟางวูบอยู่บ่อยครั้ง ถึงแม้งานจะไม่หนักแต่มีผลข้างเคียงจา
หลังเรียนจบ แน่นอนว่าฉินเสี่ยวหรานเดินหน้าทำร้านเสื้อผ้าของเธอต่อ ชั้นแรกของคูหาฉินเสี่ยวหรานจะทำเป็นร้านเสื้อผ้าแบบทั่วไป ห้องรับรองลูกค้า ห้องพักของพนักงาน ส่วนบนชั้นที่สองจะทำเป็นห้องตัดเย็บ ห้องเก็บม้วนผ้า ห้องเก็บอุปกรณ์ต่าง ๆ และห้องนอนเอาไว้สำหรับวันไหนที่เร่งทำงานด้วยระยะเวลาที่เรียนหนังสือฉินเสี่ยวหรานไม่ได้สนใจที่จะซื้อของสิ้นเปลืองจึงมีเงินเก็บไม่น้อย ยิ่งช่วงที่สร้างร้านเสื้อผ้าขึ้นมา เธอพยายามหาเงินมาใช้จ่ายอยู่ตลอดนอกจากค่าคนงานก่อสร้างแล้วเธอยังต้องจ่ายค่าวัสดุต่าง ๆ อีกสองพันกว่าหยวนมากกว่าค่าจ้างเลยด้วย ไหนจะของตกแต่งภายในร้านอื่น ๆ ยังไม่รวมพวกอุปกรณ์ บอกได้เลยว่าเธอใช้จ่ายไปมากกว่าหกพันหยวน เงินเก็บแทบไม่เหลือ โชคดีที่ว่าระหว่างทำงานเธอเอาเงินให้แม่ทุกเดือน เรื่องค่าใช้จ่ายในบ้านจึงไม่มีอะไรให้ห่วงกว่าร้านจะเสร็จ ฉินเสี่ยวหรานเหลือเงินเพียงสามร้อยหยวน เป็นเงินที่น้อยนิดมาก แต่เธอมีชุดสำเร็จที่ยังไม่ได้เอาออกมาขายเป็นร้อยตัว จึงไม่ได้ทำให้แย่มากนัก นอกจากนี้ฉินเสี่ยวหรานยังประกาศรับสมัครพนักงานที่จะเตรียมพร้อมสำหรับการเปิดร้านอีกหนึ่งเดือนข้
วันที่ 1 เดือนกรกฎาคม ปี 1982 ร้านเสื้อผ้าหรานหลิงที่มาจากชื่อพี่สาวอย่างฉินเสี่ยวหรานและชื่อของน้องสาวอย่างฉินเสี่ยวหลิงเปิดร้านอย่างเป็นทางการ ก่อนหน้าที่จะเปิดร้านเธอได้ทำบัตรเชิญเข้าร่วมวันเปิดร้านและยังมีส่วนลดพิเศษให้กับคนในกองทัพ นั่นก็คือส่วนลดราว ๆ สิบเปอร์เซนต์เหล่าคุณนายทหารที่ได้รับบัตรเชิญต่างมาร่วมงานตามเวลาที่ฉินเสี่ยวหรานได้แจ้งเอาไว้ พิธีเปิดร้านคนทำพิธีเป็นคนที่ฉินหานนับถือจึงเชิญให้มาเปิดร้านของลูกสาว ครึ่งวันแรกเป็นการทำพิธีเปิดงานส่วนครึ่งวันหลังจะเป็นการวางขายเสื้อผ้าในวันนี้สมาชิกบ้านเว่ยต่างลางานในกองทัพเพื่อเข้าร่วมพิธีเปิดร้านเสื้อผ้า ตั้งแต่มาถึงเว่ยเซียวได้นำช่อดอกไม้มาให้คนรัก แต่เพราะยุ่งอยู่ทั้งคู่ถึงไม่ได้คุยกัน แต่ถึงอย่างนั้นฉินเสี่ยวหรานก็ไม่ยอมปล่อยช่อดอกไม้"สำหรับลูกค้าที่มีบัตรรับเชิญ เมื่อเลือกซื้อเสื้อแล้วส่งให้พนักงานคิดเงินจะได้ส่วนลดเลยค่ะ เงื่อนไขการใช้งานสามารถใช้ได้เพียงครั้งเดียวไม่จำกัดจำนวนซื้อ ส่วนลูกค้าที่ไม่มีบัตรรับเชิญจะได้รับส่วนลดพิเศษห้าเปอร์เซ็นต์ค่ะ" ฉินเสี่ยวหรานอธิบายเงื่อนไขต่าง ๆ ก่อนจะขายเสื้อผ้า
การเปิดร้านในเมืองที่ไม่ค่อยเจริญเป็นสิ่งที่หลาย ๆ คนต่างหลีกเลี่ยง แต่ว่าสำหรับฉินเสี่ยวหราน เธอกล้าลงทุนครั้งใหญ่เพราะมันเสี่ยงที่จะลองเป็นอย่างมาก ที่นี่มีกองทัพทหารกองใหญ่ อีกไม่นานจะเจริญและพื้นที่จะมีมูลค่าสูง หากเสื้อผ้าของร้านหรานหลิงกลายเป็นร้านติดตลาดในอนาคต ก็ไม่มีอะไรให้ห่วงแล้วและตั้งแต่วันแรกที่ฉินเสี่ยวหรานเปิดร้าน เธอได้บอกทุกคนเอาไว้ว่าในอนาคตจะมีเพียงร้านนี้ร้านเดียวเท่านั้น อาจจะมีการขยายร้านแต่เธอคงไม่ไปเปิดที่อื่น เพื่อไม่ให้ลูกค้าไปร้านอื่นมากกว่ามาร้านนี้ร้านเดียว อีกทั้งในอนาคตหากว่าวันหนึ่งเธอมีลูก และพวกเขาต้องการร้านก็สามารถเปิดร้านอื่นให้ได้ที่สำคัญก็คือลูกค้าหลายคนต้องการให้เจ้าของร้านเป็นคนออกแบบชุดให้ และเธอสามารถทำได้เพียงครั้งละไม่กี่ชุด ต้องออกแบบไว้ให้คนอื่นตัดอีก กล่าวได้ว่าจะเป็นการตัดช่องทางการทำเงินสามารถสั่งตัดเย็บชุดได้เพียงสองตัวต่อสัปดาห์ ใครสั่งก่อนคนนั้นมีสิทธิ์ได้ตัดก่อน ยังไม่รวมกับคนอื่น ๆ ที่ฉินเสี่ยวหรานพึงพอใจจะตัดให้ อย่างเช่นคุณนายเว่ย คุณนายเหยา เหล่าคุณนายคนสนิทของแม่เธอ แต่พวกเขาต่างเคารพกฎของร้าน เมื่อต
ทุก ๆ วันฉินเสี่ยวหรานจะตื่นตั้งแต่เช้าเพื่อไปทำงาน ในอดีตที่ว่าตื่นเช้าแล้วเธอยิ่งตื่นเช้ามากกว่าเดิม แต่ก่อนเวลาหกโมงเช้าก็นับว่าตื่นเช้ามากแล้ว ตอนนี้ต้องตื่นตั้งแต่ตีห้า หรือบางวันตั้งแต่ตีสี่เพื่อทบทวนแผนงานในแต่ละวัน อย่างเช่นวันนี้ก่อนนอนฉินเสี่ยวหรานจะทำแผนงานไว้คร่าว ๆ แต่เมื่อตื่นนอนก็ต้องจัดตารางชีวิตใหม่ เมื่อถึงเวลาที่น้องสาวตื่นมาทำอาหารก็จะออกไปช่วย หลังจากนั้นจะไปอาบน้ำ รับประทานอาหารก่อนแยกย้ายกันไปทำงาน ในตอนเช้าเว่ยเซียวไม่ได้มารับไปส่งที่ร้าน เป็นฉินเสี่ยวหรานกับแม่ที่จ้างรถไปกันเองหลังแต่งตัวเสร็จ ฉินเสี่ยวหรานเดินออกมานั่งที่โต๊ะอาหารรอคนอื่น พอมีเงินฉินเสี่ยวหรานก็ซื้อตู้เย็นมาใช้ที่บ้าน ทำให้ในวันนี้มีอาหารจานเนื้อสองสามจาน จานผัก และน้ำแกงอีกสามที่ฉินหานออกมานั่งเป็นคนสุดท้าย "วันนี้ไม่ได้ทำอาหารให้พ่อใช่หรือไม่ พ่อลืมบอกเสี่ยวหลิงว่าต้องออกไปรับประทานอาหารพร้อมหัวหน้าข้างนอกตอนกลางวัน""พ่อไม่ต้องห่วง หนูได้ยินจากพี่ ๆ คนอื่นแล้วค่ะ" ฉินเสี่ยวหลิงบอก หลังโรงเรียนเปิดภาคเรียนเธอก็ยังคงไปศึกษางานที่หน่วยแพทย์เหมือนเดิม ต่อให้แค่
ฉินเสี่ยวหรานทุ่มเทเวลาให้กับร้านเสื้อผ้าของเธอโดยมีเว่ยเซียวคอยช่วยเหลือและรับส่งเวลาไปทำงานรวมถึงเวลาเลิกงาน เธอไม่รู้ว่าเขาสามารถไปทำงานช้าและเลิกงานเร็วได้อย่างไร แต่เขาคงมีวิธีที่ไม่เอาเปรียบคนอื่น ไม่อย่างนั้นพ่อของเธอคงจะพูดอะไรบ้างแล้วแต่ถึงฉินเสี่ยวหรานจะทุ่มเทให้กับร้าน แต่ว่าเธอไม่ลืมเว่ยเซียวคนที่ช่วยเหลือเธอมาตลอด เมื่อไหร่ก็ตามที่เขามาหา ฉินเสี่ยวหรานจะพยายามทำตัวให้ว่างเพื่อที่จะไม่ให้เขาต้องมานั่งรอนานนัก“เสี่ยวหราน เสื้อผ้าที่ตัดเย็บสัปดาห์ที่แล้วตอนนี้ขายได้ทั้งหมดแล้วนะ ฉันคิดว่าจะเอาเสื้อผ้าที่จะขายพรุ่งนี้ขึ้นมารอก่อน ร้านจะได้ไม่โล่งจนเกินไป” ยวี่ฉินที่เป็นผู้จัดการร้าน ตรวจสอบความเรียบร้อยของร้านเข้ามาภายในห้องเพื่อบอกกล่าวฉินเสี่ยวหรานพยักหน้า “เอาตามที่พี่คิดว่าดีเลยค่ะ ช่วงนี้ฉันคงไม่ได้ลงไปหน้าร้านบ่อย ๆ มีลูกค้าหลายคนที่เจาะจงว่าต้องการฝีมือของฉันในการตัดเย็บ” เพราะในแต่ละวันมีคิวลูกค้าไม่ต่ำกว่าสามคิว ซึ่งสองคิวแน่นอนว่าต้องเป็นฝีมือพนักงานในร้าน แต่อีกคิวลูกค้าต้องการให้เธอเป็นคนตัดเย็บให้“พรุ่งนี้เซียวมี่ขอลาพักหนึ่งวันนะคะ รู้สึกไม่สบายตัวกลัวจะเป็น
เจ็ดปีแล้วที่ลิลลี่ ลลิลิล ได้มายังที่นี่ ได้ใช้ชีวิตเป็นฉินเสี่ยวหราน จากเด็กมัธยมปลายที่ตามพ่อแม่จากต่างเมืองมาใช้ชีวิตในกองทัพ สู่เจ้าของร้านเสื้อผ้าหรานหลิงที่เป็นที่จดจำของผู้คน มามีครอบครัวที่อบอุ่นสี่ปีที่ฉินเสี่ยวหรานได้แต่งงานมีครอบครัว หลังน้องสาวแต่งงานออกไปฉินเสี่ยวหรานก็ย้ายกลับมาอยู่บ้านใหญ่ดูแลพ่อแม่ ทุกคนอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขสามปีสำหรับการมีฉินเสี่ยวเว่ยลูกชายตัวน้อยของฉินเสี่ยวหรานกับเว่ยเซียว เขาเป็นแก้วตาดวงใจของบ้าน และฉินเสี่ยวหรานไม่ได้มีลูกเพิ่มด้วยประชากรที่เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากในแต่ละปี รัฐบาลจึงมีนโยบายลูกคนเดียว ยกเว้นชาวบ้านตามชนบทที่อนุญาตให้มีลูกสองคน ในกรณีลูกคนแรกไม่ใช่ลูกชาย อันที่จริงหากฉินเสี่ยวหรานอยากมีลูกคนที่สองเธอสามารถมีได้แต่ฉินเสี่ยวหรานต้องการทุ่มเทให้ลูกชายคนเดียวของเธอมากกว่า หากมีลูกก็ต้องหยุดทำงานไปอีก และฉินเสี่ยวหรานไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น ไหน ๆ ก็มีลูกชายแล้ว"ฮ่า ๆ เสี่ยวเว่ยชิมนี่ดูสิ" ฉินเสี่ยวหรานยื่นแตงโมให้ลูกชายด้วยความเอ็นดู"แม่ ผมอยากกินแอปเปิล" ฉินเสี่ยวเว่ยส่ายหน้าปฏิเสธอย่างรวดเร็วฉินเสี่ยวหรานถอนหายใจ "แอปเปิลมัน
ฉินเสี่ยวเว่ยตามแม่ไปทำงานที่ร้านเสื้อผ้าทุกวัน และกลายเป็นดาวเด่นของร้าน ด้วยความที่เป็นเด็กพูดเก่ง ไม่งอแง และขี้อ้อน ลูกค้าที่มาซื้อเสื้อผ้าโดนเด็กชายตกแบบงง ๆ เวลาตามแม่ของเขามาทำงานก็จะได้รับขนมติดมือมาตลอดแต่ฉินเสี่ยวหรานไม่ได้ให้ลูกของเธอกินขนมพวกนี้ เนื่องจากว่าเป็นขนมที่เด็กไม่ควรกิน อีกทั้งไม่รู้ว่าคนให้ใส่อะไรมาบ้าง ป้องกันได้ก็ควรป้องกันเอาไว้ก่อน และฉินเสี่ยวเว่ยก็รับของมาทุกวันวันไหนที่ลูกชายของฉินเสี่ยวหรานออกมาหน้าร้านก็จะมีลูกค้ามามุงดู แต่ถ้ามาที่ร้านแต่อยู่ภายในห้องก็เยอะเหมือนกันแต่ไม่ได้เยอะขนาดนั้นวันที่เจ็ด เดือนมีนาคม ปี1987 เหยาหนานและบ้านเหยามาสู่ขอฉินเสี่ยวหลิงไปเป็นสะใภ้ หลังฉินเสี่ยวหลิงตกลงคบหากับเหยาหนานได้หนึ่งปีเต็ม ต้องบอกว่าบ้านเหยานั้นรีบมาก กลัวจะไม่ได้ฉินเสี่ยวหลิงเป็นสะใภ้ ถึงขั้นมาขอหมั้นตั้งแต่ที่รู้ว่าทั้งสองคบกันแรก ๆ ด้วยซ้ำเพียงแต่ฉินเสี่ยวหรานถามน้องสาวแล้ว และทั้งสองลงความเห็นกันว่ารออีกหน่อย รอให้ฉินเสี่ยวหลิงใช้ชีวิตอีกสักปี และพอครบพวกเขาก็รีบมาทันทีครั้งนี้ฉินเสี่ยวหรานอนุญาต น้องสาวของเธอได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระและพร้อมที่จะมีสามีแ
ฉินเสี่ยวหรานต่อเติมคูหายื่นออกมาจากตึกร้านเสื้อผ้าหรานหลิงเพื่อใช้ในการเปิดร้านขายดอกไม้ ซึ่งดอกไม้ที่นำมาขายเป็นดอกไม้ในที่ดินของสามีฉินเสี่ยวหรานเอง แต่ว่าสองสามีภรรยาเปิดร้านนี้ให้พ่อแม่ฉิน โดยที่ช่วยจ่ายค่าอื่น ๆ แต่พ่อแม่ของฉินเสี่ยวหรานรับเงินเพียงเท่านั้นที่จริงแล้วทั้งสองไม่คิดว่าจะขายดอกไม้ด้วยซ้ำ แต่ว่าดอกไม้ที่ได้พันธุ์มาจากสวนผักของโรงแรมในตอนนั้นเกิดขายดีขึ้นมา และเพาะปลูกไม่ทันจึงนำดอกไม้ที่ปลูกในไร่ออกมาขาย ใครจะคิดว่ามันก็ขายได้ จึงเกิดเป็นธุรกิจใหม่ร้านดอกไม้ที่ไม่ได้มีอะไรมากมาย แต่ว่าในแต่ละวันมีรายได้เดือนละมากกว่าร้อยหยวน เงินส่วนต่างจ้าวหยู่ฟางเก็บไว้ให้หลานชายทั้งหมดในตอนนี้ฉินเสี่ยวเว่ยอายุสองขวบแล้ว ฉินเสี่ยวหรานที่ติดลูกชายก็ได้ฤกษ์กลับไปทำงานสักที ตลอดสองปีที่ผ่านมาถึงแม้จะดูแลทางเบื้องหลังมาตลอด แต่ฉินเสี่ยวหรานก็ไม่ได้เข้าไปดูหน้าร้าน เพราะบางครั้งคนเยอะก็ไม่อยากให้ลูกชายไป อีกอย่างแม่ของเธอยังสนับสนุน ไป ๆ มา ๆ ก็เข้าสองปี"วันนี้จะเอาเสี่ยวเว่ยไปด้วยหรือ แม่ว่าลูกไปทำงานก่อนไหม ตอนบ่ายแม่จะพาหลานไปที่ร้านเอง" จ้าวหยู่ฟางมองหลานชายที่แม่ของเขาแต่งตัวใ
เผลอแป๊บเดียวฉินเสี่ยวเว่ยก็อายุหนึ่งขวบแล้ว เป็นหนึ่งปีที่บอกได้ว่าฉินเสี่ยวหรานไม่ได้ไปทำงานนอกบ้าน เธออยู่บ้านเลี้ยงลูกเองหนึ่งปีเต็ม ๆ เนื่องด้วยว่าจู่ ๆ ช่วงหลังมานี้น้ำนมค่อนข้างเยอะมาก ถ้าไปทำงานกลัวว่าเชื้อโรคข้างนอกจะติดตัวมาด้วย ฉินเสี่ยวหรานจึงมอบหน้าที่ตรงนี้ให้กับแม่ของเธอแทนบ้านฉินไม่พลาดที่จะจัดงานเลี้ยงฉลองครบหนึ่งปีของฉินเสี่ยวเว่ย หลังจากงานเลี้ยงจบมัธยมปลายของฉินเสี่ยวหลิงเมื่อกลางปีที่แล้ว บ้านฉินก็ไม่ได้มีงานเลี้ยงอะไรอีก วันนี้จึงจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ฉินเสี่ยวหลิงเดินหน้าทำงานในหน่วยแพทย์ของกองทัพ ตอนนี้ได้รับการเลื่อนยศแรกของหน่วยแพทย์แล้ว รอสอบเลื่อนขั้น ที่สำคัญคือเธอมีผู้ชายมาตามจีบคน ๆ นั้นไม่ใช่คนอื่นที่ไหน เป็นเหยาหนานที่ไปรับภารกิจนอกกองทัพนานหลายปี มาเจอฉินเสี่ยวหลิงที่วันฉลองการจบการศึกษาถึงได้ตามจีบ โดยมีคุณนายเหยากับพันโทเหยาผู้เป็นพ่อแม่สนับสนุนฉินเสี่ยวหรานไม่ได้ต้องการจัดงานใหญ่โต แต่ว่าพอนับดูจำนวนคนแล้วได้เป็นร้อยคน ฉินเสี่ยวหรานรู้ว่าการทำอาหารมันเหนื่อยมาก รอบนี้ถึงได้แตกต่างจากครั้งอื่น ตรงที่ว่าฉินเสี่ยวหรานนั้นจ้างแม่ครัวมาทำอาหารให้ อาหาร
ช่วงเวลาที่ฉินเสี่ยวหรานคิดว่าผ่านไปเพียงไม่นาน แต่ว่าลูกชายของเธอก็ได้หกเดือนแล้ว และฉินเสี่ยวหลิงน้องสาวของเธอก็เรียนจบมัธยมปลาย ยังจำปีนั้นที่เข้ามาเรียนได้อยู่เลย เวลาผ่านไปเร็วจริง ๆฉินเสี่ยวหลิงชื่นชอบในวิชาแพทย์ ได้ศึกษางานมานานถึงสามปี จึงตัดสินใจที่จะไม่เรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย และขอขมาพ่อแม่รวมถึงพี่สาวที่ไม่อาจไปเรียนต่อตามความหวังได้ เพราะงานในกองทัพที่เธอทำจนอยู่ตัวไม่ต้องผ่านการประเมินก่อน ที่สำคัญไม่มีการทดสอบ รวมถึงเงินเดือนที่ได้รับก็ได้เป็นจำนวนมาก สวัสดิการก็ดีสำหรับฉินเสี่ยวหรานกับพ่อแม่ พวกเธอไม่ได้ว่าน้องสาวในเรื่องนี้ การที่อีกฝ่ายตัดสินชีวิตของตัวเองได้แล้ว มีเพียงการสนับสนุนเท่านั้นฉินเสี่ยวหรานอุ้มลูกชายวัยหกเดือนนั่งตรงโต๊ะที่สั่งทำ พร้อมกับวางจานอาหารให้เขาได้จับกิน มันเป็นการกินชนิดหนึ่งพ่อแม่ไม่ต้องป้อนและสอนให้เขากินข้าวเป็นตลอดหกเดือนที่่ผ่านมาเธอเลี้ยงลูกด้วยวิธีของตนเอง อาหารที่บำรุงน้ำนมที่เขาว่าดีก็ให้แม่ทำให้ ช่วงหลัง ๆ มาพอจะมีน้ำนมบ้างก็ไม่ให้ดื่มนมผง เป็นหกเดือนที่ฉินเสี่ยวหรานบำรุงตัวเองจนมีเนื้อมีนวลและสามีคอยตามหวง"เสี่ยวเว่ย น้าเล็กทำ
แต่ก่อนการคลอดลูกในเดือนธันวาคมเป็นอะไรที่ลำบากมาก นอกจากอากาศที่หนาวแล้วยังต้องอด ๆ อยาก ๆ แต่ค่านิยมของคนในชนบทก็คือยิ่งมีลูกเยอะยิ่งดียังดีที่ฉินหานกับภรรยาเล็งเห็นว่าตรงนี้คือปัญหาที่ทำให้บ้านลำบาก พอมีลูกคนที่สองเป็นผู้หญิงเขาก็ไม่ได้มีคนที่สามต่อ เรื่องนี้จึงเป็นอีกเรื่องที่บ้านของเขาถูกคนอื่นมองว่าแปลก ยิ่งไม่มีลูกชายยิ่งต้องมีลูกเพิ่มในตอนนี้บ้านฉินมีเงินแล้ว ไหนจะบ้านของสามีที่รับขวัญหลานหลายพันหยวน จึงไม่ได้ลำบากอะไร ในบ้านเต็มไปด้วยความอบอุ่นจากปล่องไฟที่ฉินเสี่ยวหรานออกแบบมาเอง และภายในตัวบ้านคืออบอุ่นมากฉินเสี่ยวหรานคลอดลูกชายตัวอวบอ้วน ตั้งชื่อว่าฉินเสี่ยวเว่ย ฉินเสี่ยวมาจากแซ่และชื่อตัวแรกของแม่ ส่วนเว่ยมากจากแซ่ของพ่อ ในตอนแรกฉินเสี่ยวหรานจะตั้งว่าฉินเสี่ยวเซียว แต่พอคิดอีกทีเอาฉินเสี่ยวเว่ยจะดีกว่าฉินเสี่ยวเว่ยคลอดมาได้เพียงสิบวันเหล่าคุณย่า คุณยายต่างเดินทางมารับขวัญหลาน แต่ละคนที่รับขวัญหลานนอกจากบ้านเว่ยแล้ว แต่ละคนล้วนให้ไม่ต่ำกว่าร้อยหยวน ซึ่งมันเป็นเงินจำนวนมาก"ดูสิ ตั้งแต่ออกมาก็ตัวอวบอ้วนแล้ว ตอนนี้ยังดื่มนมเก่งตุ้ยนุ้ยเชียว" คุณนายเว่ยที่อาบน้ำเสร็จแล้วเ
ช่วงขึ้นบ้านใหม่เป็นช่วงปลายปีหรือก็คือเดือนตุลาคม มีคนมาร่วมงานอย่างล้นหลาม ทั้งที่เป็นแขกรับเชิญและคนที่เข้ามาเอง แต่เพราะเป็นงานมงคลฉินเสี่ยวหรานจึงไม่ได้ว่าอะไร โชคดีที่เตรียมของเอาไว้เยอะหลังขึ้นบ้านใหม่ พันโทฉินที่ได้รับตำแหน่งได้ไม่กี่เดือนขอคืนบ้านพักให้รุ่นน้องที่จะเข้ามาทำงาน ก่อนพากันขนของไปอยู่บ้านใหม่ใกล้ตลาด ถึงแม้ว่าจะย้ายไปแล้ว แต่เหล่าคุณนายก็ยังคงติดต่อกันตลอด และยังมีนัดหมายรับประทานอาหารร่วมกันอีกด้วยส่วนฉินเสี่ยวหรานนั้นยินดีต้อนรับบรรดาคุณนายกับลุง ๆ เพื่อนของพ่อ สำหรับเธอการมีเพื่อนเป็นความสุขอย่างหนึ่ง และในแต่ละวันเธอเอาแต่ทำงาน ถ้าแม่ไม่อยู่กับพวกคุณนายคงไม่มีคนคุยด้วยต้นปี 1984 ฉินเสี่ยวหรานแต่งสามีเข้าบ้าน และคน ๆ นั้นคือพันโทเว่ยเซียว หลายคนที่รู้กำหนดการในตอนแรกถึงกับคัดค้าน บอกว่าการที่เว่ยเซียวแต่งเข้าบ้านภรรยาเป็นการหยามเกียรติของตระกูลเว่ยโดยปกติแต่ละตระกูล แต่ละแซ่ล้วนต้องการขยายวงศ์ตระกูลให้ใหญ่ ตระกูลเว่ยในกองทัพตอนนี้เหลือเพียงไม่กี่คนเท่านั้น การที่เว่ยเซียวแต่งงานออกไปจึงคิดว่ามันไม่สมควรแน่นอนว่าคนตระกูลเว่ยต่างเพิกเฉยไม่คิดสนใจเรื่องนี้ พ
ในที่สุดเวลาที่หลายคนรอคอยก็มาถึง บ้านอิฐเจ็ดห้องนอน หนึ่งห้องโถง หนึ่งห้องครัว หนึ่งห้องรับประทานอาหารที่ถูกสร้างด้วยวัสดุอุปกรณ์อย่างดีราคาสูงก็เสร็จแล้วสไตล์ของบ้านต่างจากบ้านทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด เป็นฉินเสี่ยวหรานที่ลงมือออกแบบเองโดยเฉพาะ ทั้งยังคุมผู้รับเหมาและคนงานเองแทบจะตลอด ยิ่งวันไหนมีปัญหาเธอจะเข้าไปดูทันทีเพื่อจะได้แก้ไขทันแต่ก็ไม่ได้ถึงกับแปลกไปซะทีเดียว หลายคนในอำเภอต่างหาช่างฝีมือ ช่างออกแบบ เพื่อออกแบบแต่ละอย่างให้ทันสมัย อย่างเช่นเสื้อผ้าเช่นเดียวกัน มีหลายร้านที่ต้องการหาคนมาออกแบบ ก่อนหน้านี้มีร้านเสื้อผ้า โรงงานผ้าเข้ามาติดต่อขอซื้อแบบเสื้อ แต่ฉินเสี่ยวหรานไม่ยอมขายให้ เธอให้เหตุผลว่าไม่ต้องการให้แบบเสื้อกระจายมากเกินไปเพราะชุดที่ออกแบบมาในแต่ละครั้ง ฉินเสี่ยวหรานวางขายให้ลูกค้าในร้านไม่สามารถนำออกไปข้างนอกได้ หลังจากตัดเย็บเสร็จก็มีการทำลายทิ้งต่อหน้าลูกค้า เป็นการการันตีได้ว่าแบบนี้ไม่มีใครใช้แล้วจริง ๆอีกทั้งภาพจำของทุกคนคือลายผ้า ลวดลาย และการตัดเย็บไม่เหมือนใครอื่น ถ้าไปอยู่ร้านอื่นหลายคนจะจำสับสนได้ ที่สำคัญก็คือฉินเสี่ยวหรานไม่ได้มีเวลาออกแบบเยอะขนาดนั้น
การเลื่อนขั้นในครั้งนี้เป็นการจัดงานที่ยิ่งใหญ่ เนื่องจากพันตรีสองคนได้รับเลื่อนขั้นเป็นพันโทพร้อมกันในกรณีพิเศษ หลังเข้าช่วยเหลือคนสำคัญที่แม้แต่คนช่วยก็ไม่รู้ว่าเป็นใครครอบครัวเว่ย ครอบครัวฉิน ได้รับการต้อนรับเข้างานเลี้ยงเป็นอย่างดี และถูกจัดให้นั่งโต๊ะเดียวกัน นั่งรวมกับคนที่ได้ช่วยชีวิตเอาไว้ มีเพียงนายพลเว่ยที่รู้ว่าบุคคลสำคัญเป็นใครจริง ๆ พิธีเลื่อนขั้นเสร็จไปตั้งแต่ช่วงเช้า ตอนเย็นมีเพียงงานเลี้ยงและการพูดคุย มีคนใหญ่คนโตเข้าร่วมงานเลี้ยง ทหารตัวเล็ก ๆ มีหรือจะไม่พาครอบครัวมาให้เห็นหน้าค่าตาฉินเสี่ยวหรานถูกจัดที่นั่งให้นั่งทางด้านซ้ายของพ่อเธอที่ติดกับที่นั่งของคนรัก ส่วนแม่และน้องสาวนั่งอีกทางของพ่อ ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องบังเอิญหรืออย่างไร"นึกไม่ถึงว่าพวกเขาจะพากันจัดงานใหญ่โตแบบนี้ รอบที่แล้วยังเล็กกว่านี้เสียอีก" ฉินเสี่ยวหรานเอ่ยขึ้นเบา ๆ ท่ามกลางคนในโต๊ะที่มีเพียงคนกันเองจริงอยู่ว่านายพลเว่ยเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของกองทัพ แต่ในกองทัพมีแยกหน้าที่ออกเป็นหลายหน่วย อย่างเช่นหน่วยแพทย์ หน่วยตัดเย็บ หน่วยลาดตะเวน หน่วยครูฝึก หน่วยต่าง ๆ และภายในกองทัพยังมีหน่วยเตรียมสถานที่