“พูดจาเย็นชาจังเลยน้าาา ไม่น่ารักเลยสักนิด แต่ก็เอาเถอะ ในเมื่อเจ้ายอมรับปาก ข้าจะยอมปล่อยไปก่อนก็ได้ แต่จงจำไว้ว่าเวลาอยู่ต่อหน้าข้า อย่าได้พูดชื่อมันให้ข้าได้ยินอีกเด็ดขาด ไม่งั้นหากข้าเกิดเปลี่ยนใจขึ้นมา คนที่จะต้องเสียใจย่อมเป็นเจ้า” สวีเฟยหลงแกล้งจุ๊บริมฝีปากบาง
หลานซือเยว่กำมือแน่นข่มกลั้นความคลื่นเหียนที่ได้รับจากชายผู้นี้ ซึ่งสวีเฟยหลงก็เห็นอยู่ตำตา แต่ชายหนุ่มไม่ได้ใส่ใจ
'เกลียดได้เกลียดไป อย่ามาตกหลุมรักเขาก็แล้วกัน'
“เอาล่ะไม่แกล้งเจ้าแล้ว สายมากแล้วเจ้าก็กินอะไรหน่อยเถอะ" สวีเฟยหลงหยิบน้ำแกงปลาที่เย็นชืดไปนานออกมาใช้ฝ่ามืออุ่นให้ร้อนค่อยตักป้อนภรรยา "รู้ไหมข้าตั้งใจเคี่ยวตั้งนานเลยนะ น้ำแกงปลาชามนี้มีแต่ของที่มีประโยชน์ต่อเจ้า มา! เจ้าลองชิมดู” สวีเฟยหลงเป่าน้ำแกงให้หายร้อนยื่นช้อนหยกจ่อริมฝีปากบาง
“เอ๋อร์... เสวี่ยเอ๋อร์...” ใคร? ผู้ใดกำลังเรียกเขากัน หลานซือเยว่ครุ่นคิด จู่ๆ ภาพเหตุการณ์บางอย่างก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า หลานซือเยว่ในร่างของหญิงสาวผู้มีดวงหน้างดงามดั่งแสงจันทรานั่งขัดเขินอยู่หน้าคันฉ่องบานใหญ่ ใบหน้าคล้ายกับตนไม่มีผิดเพี้ยนส่งยิ้มเอียงอายให้หญิงสาวอีกคนผู้มีเค้าโครงหน้าเหมือนกันยืนหวีผมสีเงินงดงามให้ทางด้านหลัง “เสวี่ยเอ๋อร์ พอออกเรือนแล้วต้องปรนนิบัติองค์ไท่จื่อให้ดีรู้หรือไม่” “ท่านแม่ ข้าทราบแล้วเจ้าค่ะ” หลานซือเยว่ตอบรับไปตามสัญชาตญาณ “แล้วก็รีบมีหงส์หรือมังกรน้อยตัวอวบอ้วนให้อุ้มแม่เร็วๆ” “ท่านแม่ละก็” หลินเสวี่ยเฟิ่งเมื่อครั้นยังอยู่ในร่
ไกลออกไปนับพันหมื่นลี้ บนสวรรค์เก้าชั้นฟ้าอันสุขสงบกลับเกิดความโกลาหลครั้งใหญ่ เมื่อชั่วอึดใจก่อนเหล่าเทพเซียนได้ยินเสียงร้องคำรามน่าเกรงขามของมังกรบรรพกาลต่างพากันหวาดหวั่นขวัญผวาเร่งเขียนฎีกาถวายเทียนตี้[1] ให้ทรงทราบถึงการปรากฏตัวอีกครั้งของอดีตองค์ไท่จื่อสวีเฟยหลง เรื่องใหญ่สะท้านฟ้าสะเทือนดินเช่นนี้ ย่อมตกเป็นหัวข้อประชุมเร่งด่วน ทั้งองค์ประชุมต่างมีความเห็นที่แตกต่างกัน ทั้งกลุ่มขั้วอำนาจเดิมของอดีตองค์ไท่จื่อ ทั้งขั้วอำนาจใหม่ของไท่จื่อสวีหนิงหลง รวมถึงผู้ที่จงรักษาภักดีต่อเทียนตี้ และพวกที่วางตัวเป็นกลางไม่เข้าข้างฝ่ายใด ต่างแบ่งฝักแบ่งฝ่ายถกเถียงกันอยู่เป็นนานว่าจะจัดการเรื่องนี้อย่างไรดี “กระหม่อมเห็นควรว่าเราควรส่งทหารสวรรค์สิบหมื่นนายไปจับกุมอดีตองค์ไท่จื่อมาลงทัณฑ์ รับผิดชอบต่อหายนะที่พระองค์ได้ก่อไว้ในกาลก่อน” เห็นชัดว่าผู้ที่กล่าวเช่นนี้ย่อมเป็นคนของสวีหนิงหลง คนของสวีเฟยหลงหรือจะยอมให้คนเหล่านั้นเพ
ภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตำหนักเฟิ่งหลวนระหว่างเมิ่งซิ่วหวง และหลินหลิงปรากฏเป็นเงาร่างวูบไหวสะท้อนบนคลื่นน้ำสีฟ้ากระจ่างใสซึ่งบรรจุอยู่ในกรอบโลหะชั้นดีประดับลูกแก้วหลิวหลีหลากสีแลดูงดงามจับตา ล้วนตกอยู่ภายใต้ดวงตาหงส์คู่งามของหลินช่านเฟิ่ง บทสนทนาของทั้งคู่ยังคงดังกังวานอยู่ภายในห้องอันเงียบสงัด อะไรคือรักพี่ของนางยิ่งกว่าสิ่งใด? อะไรคือเสียสละให้? น่าขัน! หลินช่านเฟิ่งเผยรอยยิ้มเหยียดหยัน มองเงาสะท้อนของเมิ่งซิ่วหวงผู้เป็นมารดาในกระจกวารีพิสดารด้วยความเดือดดาล ดวงตาหงส์แดงก่ำราวกับหยดเลือด “ข้าทุ่มเทมาทั้งชีวิต ดิ้นรนด้วยเลือดเนื้อและหยาดน้ำตากว่าจะปีนป่ายขึ้นมาถึงจุดนี้ได้ด้วยตัวของข้าเอง แล้วเหตุใดข้าต้องหลีกทางให้มัน” หลินช่านเฟิ่งถามเมิ่งซิ่วหวงผ่านกระจกเงาด
“หยางหยาง” เสียงเจื้อยแจ้วดังขึ้น ประตูห้องหนังสือเปิดกว้างพร้อมกับร่างสูงโปร่งของจ้าวลี่หมิงกระโดดโลดเต้นเข้ามา แต่แล้วก็ต้องหยุดชะงัก ดวงตาคู่งามดุจเมล็ดซิ่งเบิกกว้างเมื่อเห็นว่าเฉินซือหยางไม่ได้อยู่ในห้องเพียงลำพัง “อ่ะ! พี่ซาน ท่านก็อยู่ด้วยหรอกหรือ ข้านึกว่าขุนนางทุกคนกลับไปแล้วเสียอีก” “อืม มีเรื่องหารือกับรัชทายาทนิดหน่อยน่ะ” เฉินซือหยางส่งสายตาให้ จินซานรีบซ่อนราชโองการไว้ในแขนเสื้ออย่างรวดเร็วตามพระประสงค์จ้าวลี่หมิงเพิ่งเข้ามาไม่ทันสังเกตเห็นความนัยระหว่างคนทั้งสองเลยไม่ได้เอะใจอะไร “แล้วนี่พวกท่านกำลังหารือเรื่องอะไรกันอยู่หรือ ถ้ายุ่งมากข้าออกไปก่อนดีหรือไม่” “ไม่ต้องหรอก พวกข้าหารือกันเสร็จพอดีใช่หรือไม่ใต้เท้าจิน”&
จ้าวลี่หมิงถูกอุ้มขึ้นรถม้าในสภาพเหนื่อยล้าอ่อนแรง ใบหน้าปรากฏสีแดงระเรื่อแลดูคลุมเครือยิ่งนัก พอเฉินซือหยางวางร่างเล็กลงบนพรมหนานุ่มเท่านั้น จ้าวลี่หมิงก็เอาผ้าห่มมาคลุมโปงนอนหันหลังให้คนตัวโตอย่างแง่งอน “เป็นอะไรไปอีกเล่า ยังโกรธข้าเรื่องนั้นอยู่หรือ” เฉินซือหยางสะกิดคนตัวเล็กผ่านผ้าห่มผืนหนา กลัวว่าคนตัวเล็กจะขาดอากาศหายใจจึงดึงผ้าบริเวณดวงหน้างามออก จ้าวลี่หมิงจึ๊ปากถลึงตามองคนก่อกวนด้วยความไม่พอใจจนแก้มพอง “รู้ตัวก็ดี คราวนี้ท่านก็อยู่ห่างๆ ข้าหน่อย ไม่งั้นข้าจะทุบท่านให้ตายไปเลย” จ้าวลี่หมิงชูกำปั้นข่มขู่ท่าทางเช่นนั้นเหมือนกับแมวน้อยแสนงอนไม่มีผิด “โหดร้าย! ข้าปรนนิบัติพระชายาไม่ดีตรงไหน เหตุใดถึงได้ผลักไสไล่ส่งกัน” เฉินซือหยางบีบน้ำตาจระเข้สองหยด แสร้งหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับน้ำตาราวกับภรรยาตัวน้อยที่ถูกสามีทอดทิ้ง ท่าทางเสแสร้งเยี่ยงอิ
สายลมยามดึกพัดผ่าน เปลวเทียนในตำหนักหยางซินพลิ้วไหวทำให้ภายในห้องบรรทมสลัวราง มือเรียวบิดผ้าหมาดชื้นเช็ดไปตามโครงหน้าคมเข้มด้วยความห่วงใย ดวงตาที่ปิดสนิทมาตั้งแต่เช้าบัดนี้กลับมีการขยับไหว แม้เพียงนิดแต่หลานซือเยว่ซึ่งดูแลมาหลายชั่วยามย่อมจับสังเกตได้ เฉินเทียนอี้รู้สึกถึงความเปียกชื้นลืมตาตื่นในที่สุด ดวงตาลอยคว้างไร้จุดหมายเพียงครู่รูม่านตาก็หดแคบภาพดวงหน้างดงามคล้ายภรรยาของหลินเสวี่ยเฟิ่งลอยอยู่ตรงหน้า ทำให้เฉินเทียนอี้ที่ยังมึนงงอยู่ได้สติกลับมา “เสี่ยวเทียน ท่านฟื้นแล้ว!” หลานซือเยว่เรียกชายหนุ่มอย่างดีใจ รีบเข้าไปช่วยพยุงตัวเฉินเทียนอี้ให้ลุกขึ้นนั่งพิงพนักเตียง ก่อนจะรินน้ำชาอุ่นๆ ให้ชายหนุ่มจิบแก้กระหาย “มา ดื่มน้ำสักหน่อยนะ” เฉินเทียนอี้มองหลานซือเยว่ด้วยสีหน้าสลับซับซ้อน สายตาลึกล้ำหนักอึ้งราวกับจะดึงดูดให้ผู้คนจมหายลงไปในความมืดมิดนั้นหลับลง
แสงเทียนภายในห้องหนังสือของตำหนักอี้ชิ่งยังคงสว่างไสว เงาร่างสูงตระหง่านของเฉินซือหยางนั่งคร่ำเคร่งอยู่ท่ามกลางกองฎีกาเหมือนเช่นเคย พอกลับจากจวนไท่เว่ยเขาก็ไม่ได้กลับไปพักผ่อน แต่มานั่งตรวจฎีกาที่ยังคั่งค้างอยู่ให้เสร็จสิ้น แน่นอนว่าเจ้านายไม่พักแล้วข้ารับใช้จะพักได้อย่างไร ภายในห้องไม่ได้มีเพียงเฉินซือหยางยังมีจางเสี่ยวเหล่ย และขุนนางอีกผู้หนึ่งนั่งทำงานอยู่ด้วย ขณะเปลี่ยนชาให้คนทั้งสอง จางกงกงแอบส่งสายตาให้ราชครูหานหรือ 'หานจางหมิ่น' ราชเลขาธิการควบตำแหน่งที่ปรึกษาส่วนพระองค์เป็นนัย หานจางหมิ่นได้รับสายตาขอร้องจากจางกงกงได้แต่พยักหน้ารับคำ “องค์รัชทายาทดึกแล้วทรงพักผ่อนก่อนเถอะพ่ะย่ะค่ะ ฎีกาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องสำคัญเร่งด่วน รอกลับจากแปรพระราชฐานค่อยทรงทอดพระเนตรอีกครั้งก็ยังไม่สาย” หานจางหมิ่นทูลเตือนด้วยความหวังดี “องค์รัชทายาททรงห่วงใยอาณาประชาราษฎร์ย่อมเป็นวาสนาของแผ่นดินต้าเฉินแต่หากพระองค์ทรงล้ม
จ้าวลี่หมิงตื่นรับเช้าอันสดใสด้วยความกระปรี้กระเปร่า แม้จะนอนหลับไม่เต็มอิ่มเพราะมีเวลานอนน้อยแต่ความง่วงงุนก็ไม่อาจฉุดรั้งคนตัวเล็กได้ จ้าวลี่หมิงรีบหอบห่อผ้าที่เตรียมไว้ไปเคาะปลุกทุกคนในเรือนตั้งแต่ยามเหม่า[1] “ตื่นได้แล้วทุกคน วันนี้เราจะออกเดินทางกันแล้วนะตื่นๆๆๆ” จ้าวลี่หมิงมือหนึ่งถือตะหลิวอีกมือถือกระทะใบใหญ่เคาะไปตามห้องต่างๆ เสียงดังไปทั่วเรือน แม้แต่จ้าวมู่และกู้ฟางเหนียง รวมถึงฮูหยินผู้เฒ่าซึ่งไม่มีส่วนร่วมในการเดินทางในครั้งนี้ยังถูกเสียงร้องดุจฟ้าลั่นของเจ้าตัวเล็กก่อกวนจนแทบสะดุ้งตกเตียงไปตามๆ กัน สุดท้ายก็จำต้องลุกขึ้นมายืนส่งบุตรหลานที่หน้าประตูจวนในสภาพที่ยังไม่ตื่นดี “ท่านย่า ท่านพ่อ ท่านแม่ ขากลับเสี่ยวชีจะเอาของพื้นเมืองของที่นั่นมาฝากน่า” จ้าวลี่หมิงโบกมือลาไหวๆ อย่างร่าเริง พอขึ้นขี่ม้าได้ก็ไม่มีทีท่าว่าจะลงจากหลังม้าอีก ผิดกับจ้าวลี่จิ่นและหานกวางผู้เป็นพี่เขยที่กล่าวลาผู้ห
หนึ่งร้อยปีผ่านพ้น น่านฟ้าเมืองผิงอานปกคลุมไปด้วยเมฆเคราะห์หนาแน่นมานานปี บัดนี้กลับมาสว่างสดใส เมฆมงคลไหลเอื่อย สายรุ้งพาดผ่านเปล่งประกายหลากหลายสีสันงามระยับน่าจับตาดุจฟ้าหลังฝน ทิวากรสาดแสงเจิดจ้า พระพายโชยชื่นเย็นสบาย หมู่มวลวิหคโบยบินออกจากรัง สรรพสัตว์น้อยใหญ่หวนคืนถิ่นฐาน พายุอัสนีในที่สุดก็หยุดลง มังกรทองขดตัวอยู่เนิ่นนานนับร้อยปีเริ่มมีการขยับไหว เสียงร้องคำรามดังกึกก้อง คราบโลหิตสีชาดทองจับตัวแข็งหนาเป็นคืบปริแตก แสงสีทองมลังเมลืองเล็ดลอดออกมาตามรอยแยกสาดส่องไปทั่วพื้นพิภพ เผยให้เห็นเกล็ดสีทองเรียบลื่นเปล่งประกายภายใต้แสงตะวัน ราวกับตอบรับเสียงร้องอันทรงพลัง ต้นอู๋ถงหมื่นลี้แทงยอดตระหง่านสูงเสียดฟ้า กิ่งก้านเขียวชอุ่มแผ่ร่มเงาไปทั่วทุกแห่งหน กลิ่นหอมระรื่นกรุ่นกำจาย
เหนือฟากฟ้าเมืองผิงอาน แคว้นต้าเฉินถูกเมฆหมอกหนาทึบปกคลุมดุจเมฆฝนยามพายุตั้งเค้า เสียงฟ้าร้องครั่นครืนดังกึกก้อง สายฟ้าแลบแปลบปลาบกระจายไปทั่วท้องฟ้าน่าครั่นคร้าม วายุโหมกระหน่ำพัดทลายทุกสิ่งที่ขวางหน้า ต้นไม้ใบหญ้าหลุดร่วง ฝุ่นทรายคละคลุ้งม้วนตัวกวาดผ่านร่างของพวกเขาไป สวีเฟยหลงหรี่ตามองท้องฟ้าเบื้องบนด้วยสีหน้าหนักอึ้ง ใบหน้าเครียดขึง คิ้วเข้มขมวดมุ่น “ทุกคนระวังตัวด้วย” สวีเฟยหลงกางม่านพลังซ้อนทับเขตอาคมของหลินเสวี่ยเฟิ่งอีกชั้น สังหรณ์ใจว่าจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น แล้วมันก็เกิดขึ้นจริงๆ! โดยไม่ทันได้เตรียมตัวตั้งรับ วัชระม่วงครามสายแรกก็ผ่าลงมากลางวง ทัณฑ์สวรรค์พิฆาตเซียน!! 
เฉินซือหยางหลงวนอยู่ในเงามืด ความทรงจำต่างๆ โถมทะลักเข้าหาดุจโคมม้าหมุน ทำเอาเขาปวดศีรษะจนแทบระเบิด ร่างกายจมดิ่งลงสู่ห้วงลึกแห่งอนธการ เงาร่างโปร่งใสปรากฏขึ้นหน้าเรือนไม้หลังเล็กหลังหนึ่งซึ่งซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางป่าเฟิง บนยอดเขาซีเทียนเฟิง เฉินซือหยางเดินดูโดยรอบอย่างแสนคิดถึง ศาลาหอเก๋ง สระบัวสีมรกต และโต๊ะหินอ่อนกลางลานเรือนถูกปกคลุมไปด้วยใบเฟิงสีอิฐยังคงเหมือนในความทรงจำ “จิ้ง... จิ้งเฟิ่ง... สวีจิ้งเฟิ่ง! ตื่นได้แล้วเจ้าตัวขี้เกียจ” เฉินซือหยางหันไปตามเสียงเรียก เห็นเงาร่างสูงโปร่งของจ้าวลี่หมิงหรือแท้จริงแล้วคือ ‘ไป่ชิงถงเกอเกอ’ คนสำคัญเพียงหนึ่งเดียวในใจเขาใช้เท้าแตะประตูห้องนอนอย่างกักขฬะ ตรงเข้าไปเขย่าตัวปลุกเขาในวัยเด็กที่นอนหลับอุตุอยู่ในกองผ้าห่มผืนหนา “อย่ามัวแต่เมาขี้ตา รีบๆ ลุกขึ้นมา
สายฝนโปรยปรายลงมาบางเบาสัมผัสโดนใบหน้าคมเข้มที่กำลังสลบไสลเรียกสติเขาให้กลับฟื้นคืน สวีเฟยหลงตื่นขึ้นมาพบว่าตนเองติดอยู่ในช่องเขาคับแคบแห่งหนึ่ง แขนขาหักผิดรูปผิดร่าง เจ็บปวดรวดร้าวทั่วสรรพางค์กาย เขากัดฟันบิดแขนขาให้เข้ารูป ยังไม่ทันได้ลงมือทำแผลให้กับตนเองก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังอึกทึกก้องสะท้อนไปทั่วหินผา “ค้นให้ทั่ว จับโจรชั่วที่รวมหัวกับเผ่ามารสังหารพี่น้องเราชาวสวรรค์มาลงทัณฑ์ให้ได้” เสียงผู้คนพูดคุยกันดังแว่วใกล้เข้ามาทุกทีๆ สวีเฟยหลงรู้ดีว่าไม่อาจหลบซ่อนตัวอยู่ตรงนี้ได้อีกต่อไป จึงจำใจต้องหอบสังขารที่เต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์หลบหนีออกจากที่แห่งนี้ สวีเฟยหลงหนีเข้าป่าลึก ท่ามกลางพายุโหมกระหน่ำร่างสูงโซซัดโซเซล้มลงในแอ่งโคลน “มันอยู่นั่น!” ทหารสวรรค์กรูกันเข้ามารุมล้อมสวีเฟยหลง ชายหนุ่มแค่นเสียงเย้ยหย
ตั้งแต่ต้นหลินเสวี่ยเฟิ่งกอดประคองร่างสูงของเฉินเทียนอี้ไว้ไม่ยอมห่าง ไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้างเพราะใจห่วงกังวลคนในอ้อมแขนเพียงเท่านั้น "ท่านอย่าเป็นอะไรไปนะ" “ขะ... ขอโทษ คราวนี้ข้าก็ไม่อาจทำตามสัญญาที่เคยให้ไว้กับเจ้าได้” หลินเสวี่ยเฟิ่งส่ายหน้า “สิ่งที่ข้าต้องการคือได้อยู่เคียงคู่ท่านจนผมขาวต่างหากเล่าคนโง่ เพราะฉะนั้นท่านห้ามเป็นอะไรเด็ดขาด แข็งใจไว้ เสี่ยวชีกำลังจะมา เขาต้องรักษาท่านได้แน่” ฝ่ามือเรียวพยายามกดปากแผลให้เลือดหยุดไหล แต่ดูท่าว่าจะไม่เป็นผล ไม่ว่าเขาจะทำอย่างไรก็ไม่อาจหยุดยั้งโลหิตที่ทะลักทลายออกมาจากร่างแกร่งได้เลย เฉินเทียนอี้ส่ายหน้าเกลี่ยหยาดน้ำตาที่ร่วงหล่นเป็นสายจากดวงหน้างาม
หญิงชราเดินลากขาตามการโอบประคองของสามี สายตาฝ้าฟางเลื่อนลอยไม่รับรู้สิ่งใด แต่พอได้เห็นดวงหน้าของหลินเสวี่ยเฟิ่งเพียงเท่านั้น ดวงตาพลันเบิกโพลงด้วยความหวาดกลัวสุดชีวิต หญิงชรากรีดร้องเสียงดังโหยหวนราวกับสุกรถูกเชือด “ปีศาจ! มันคือปีศาจ ช่วยด้วยๆ ใครก็ได้ช่วยข้าที ปีศาจจะมาฆ่าข้า ปีศาจจะมาฆ่าข้าแล้ว” หญิงชราตีอกชกหัว หนีห่างจากเงาร่างของหลินเสวี่ยเฟิ่งอย่างหวาดผวา ใบหน้าถูไถไปกับลานพิธีอยากจะแทรกแผ่นดินหนี จนชายชราต้องรีบฉุดรั้งร่างของภรรยาไว้ “ทุกท่านอาจจะยังไม่ทราบว่าบุรุษที่อยู่ข้างกายฝ่าบาทผู้นั้น คนที่ถูกแต่งตั้งให้เป็นถึงมารดาของแผ่นดิน ถูกยกย่องว่ามีคุณธรรมสูงส่ง อวดอ้างตนเองว่ามาจากตระกูลสูงศักดิ์ แต่แท้จริงแล้วเขาคือ ‘เกาต๋า’ บุตรบุญธรรมของสามีภรรยาแซ่เกา ซึ่งเป็นเพียงพ่อค้าวาณิชเล็กๆ ในเมืองเจียงโจว” คำบอกเล่าของหานจางหมิ่นทำเอาทุกคนในที่นี้ตะลึงงัน อย่างที่ทราบโดยทั่วกันว่าพ่อค้านั้นเป็นชนชั้นต่ำศ
เมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อน “ยามซื่อ[1] แล้ว งานเลี้ยงมื้อกลางวันกำลังจะเริ่ม ทุกคนเร่งมือเข้า” ขันทีน้อยนายหนึ่งก้มหน้าก้มตายกจานขนมหวานบรรจุลงในกล่องไม้สำหรับใส่อาหารอย่างขะมักเขม้น รอจนหัวหน้าขันทีผู้คุมห้องเครื่องเดินผ่านไปตรวจงานยังส่วนอื่น มือหยาบหนาก็รวบผ้าผูกเป็นปมเพื่อกักเก็บความร้อน แล้วยกกล่องอาหารในห่อผ้าผืนงามเดินตามกลุ่มขันทีออกไป ขันทีผู้นั้นเดินตามหลังขันทีด้วยกันเงียบๆ ทุกคนต่างเร่งฝีเท้าไปยังลานพิธีหน้าตำหนักไท่เหอ ระหว่างเดินผ่านระเบียงทางเดินขบวนของเขาสวนกับเหล่านางกำนัล และขันทีกลุ่มอื่นเป็นระยะ แต่ขันทีหนุ่มก็ยังใจเย็น รอจนขบวนเดินผ่านเส้นทางร้างไร้ผู้คน เขาก็ชะลอฝีเท้าลง อาศัยจังหวะที่ผู้อื่นไม่ทันสังเกตเห็นปลีกตัวออกจากกลุ่มอย่างเงียบเชียบ เดินหลบหลีกผู้คน แล้วหายลับไปโดยไร้ผู้พบเห็น ขันทีคนดังก
แดนบูรพา แคว้นต้าเฉิน เสียงคลื่นสาดซาซัดเข้าหาชายฝั่ง ฟองคลื่นม้วนตัวกระทบหาดทรายกลืนหายไปกับพื้นทรายเนื้อละเอียดไร้สีสันในยามค่ำคืน ลมทะเลพัดโหมริ้วผ้าโบกไสวใบเรือผืนใหญ่ส่ายสะบัดตามคลื่นลม นาวาลำใหญ่จอดนิ่งเรียบชายฝั่งเรียงกันหลายร้อยลำไกลสุดลูกหูลูกตา “เร่งมือเข้า” ชายผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มคุมลูกน้องใต้สังกัดขนหีบไม้ใบใหญ่ด้านในเต็มไปด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์ ทั้งหอก ดาบ โล่ ธนู และที่ขาดไม่ได้คือเสบียงกรังจำนวนมากถูกยกขึ้นเรือหีบแล้วหีบเล่าอย่างเงียบเชียบท่ามกลางความมืด ถึงแม้จะเบามือเบาเท้ามากเพียงไร แต่การเคลื่อนกำลังพลนับหมื่นย่อมไม่อาจรอดพ้นหูตาของหน่วยสืบราชการลับไปได้ หัวหน้าหน่วยสืบราชการลับส่งสัญญาณมือให้ลูกน้องใต้สังกัดถอนกำลังออกจากบริเวณนี้เงียบๆ หลังจากล่วง
ดินแดนทางเหนือมีหิมะปกคลุมอยู่ชั่วนาตาปี ป้อมปราการสูงตระหง่านท้าลมพายุ ปุยหิมะโปรยปรายพัดพาความเย็นยะเยือกเข้าปกคลุมไปทุกอณูพื้นที่ ถึงภูมิอากาศจะเลวร้าย พืชพรรณธัญญาหารยากเพาะปลูก แต่ชาวบ้านก็ดำรงอยู่อย่างเข้มแข็งไม่คิดจะย้ายถิ่นฐาน เพราะชื่อเสียงของกองทัพตระกูลจ้าวเลื่องลือระบือไกลเป็นที่น่าครั่นคร้ามแก่อริราชศัตรู แม้แม่ทัพใหญ่อย่างจ้าวลี่จิ่นบุตรสาวของจ้าวมู่จะไม่อยู่ประจำการที่กองทัพด่านหน้า แต่แคว้นรอบข้างก็ยังไม่กล้ายกทัพเข้ามารุกราน ชาวบ้านจึงอาศัยอยู่ที่นี่อย่างเป็นสุขและปลอดภัย แต่แล้วความสงบสุขก็อันตรธานหายไป “ช่วยด้วย... กรี๊ดดด” เสียงกรีดร้องดังระงมไปทั่วทุกหนทุกแห่ง หมู่บ้านเป่ยปิงตกอยู่ในฝันร้ายอันน่าหวาดผวา ศพของผู้คนนอนกลาดเกลื่อนอยู่บนพื้นหิมะขาวโพลนทั้งเด็ก คนแก่ และสตรีที่ไร้เรี่ยวแรงหลบหนี แม้แต่บุรุษร่างสูงใหญ่ก็ยากจะต้านทานเมื่อต้องสู้กับสิ