ซูกงกงเอ่ยเสียงเย็นเยียบ “ท่านแม่ทัพหลง พวกเราแจกแจงเรื่องนี้อย่างละเอียดกันดีกว่า”“ข้าไม่เคยทำ!” หลงฉางเทียนเอ่ยด้วยโทสะฮูหยินผู้เฒ่าลุกขึ้นยืน ใช้ไม้เท้าหัวมังกรปัดมือของซูกงกง ตามด้วยพูดเสียงเย็นชืด “คำพูดของนักฆ่าก็เชื่อถือได้หรือ? อีกอย่าง แม่หนูเหยียนเป็นเด็กของบ้านเรา ออกเรือนเข้าวังบัดนี้เป็นถึงไทเฮาผู้สูงศักดิ์ เป็นเกียรติของสกุลหลงเรา เหตุใดลูกชายข้าต้องฆ่านางด้วย? ไม่มีสาเหตุในการฆ่า การกล่าวหานี้จะเป็นผลหรือ? เสียทีที่ซูกงกงดูแลคุกทักษิณ ที่แท้ก็เห็นชีวิตคนดังผักปลา!”ครั้นฮูหยินผู้เฒ่าใช้ไม้เท้ากระแทกมือของซูกงกง ซูกงกงก็อดประหลาดใจไม่ได้ ไม่นึกว่ายายแก่ผู้เป็นไม้ใกล้ฝั่งนี้ กลับยังมีกำลังมากเช่นนี้ ดูท่าที่ข้างนอกลือว่านางป่วยนอนติดเตียงมานานจะมิเป็นความจริงจิ้นหรูกล่าวแทรกขึ้นมาอย่างพอเหมาะพอเจาะ “บ่าวก็คิดว่าไม่น่าใช่ท่านแม่ทัพหลงเช่นกัน เพราะคืนนี้มิได้มีนักฆ่ามาแค่กลุ่มเดียว นับจากวันที่ไทเฮาเสด็จกลับจวน นักฆ่าก็มาอยู่เนือง ๆ ครั้งแรกเกือบทำให้ไทเฮาจมน้ำสิ้นแล้ว กัวกูกูยังบาดเจ็บเพราะเหตุนี้อีกด้วย และอย่างเช่นคืนนี้ เรือนถูกวางเพลิง ทั้งยังถูกมือธนูกลุ่มหนึ่งล
หลงฉางเทียนแทบจะทำนายอนาคตได้ ผู้คนต้องเรียกเขาลับหลังว่า ‘หลงหมวกเขียว’“เจ้าพูดจาเหลวไหล!” รองแม่ทัพหลี่เห็นหลงฉางเทียนเปลี่ยนสีหน้าแล้ว เขามิอาจแก้ต่างจึงตะคอกใส่จ่านเหยียนจ่านเหยียนใช้ผ้าเช็ดหน้าซับหยดน้ำที่เล็ดออกมาเพราะกลั้นขำตรงหางตา ยังคงกล่าวด้วยน้ำเสียงแค้นเคือง “ในเมื่อท่านใจดำกับข้าเช่นนี้ แล้วข้ายังต้องเก็บความลับอันใดให้ท่านอีก? หนึ่งเดือนก่อนที่ข้าจะออกเรือน ท่านซื้อกำไลทองให้ท่านแม่ข้าคู่หนึ่ง ทั้งยังกอดกับท่านแม่ข้าตัวกลมอยู่ในห้องเก็บของ ข้ายกน้ำไปล้างเท้าให้อาสะใภ้รองผ่านห้องเก็บของพอดี ได้ยินเสียงอิ๊ ๆ อ๊ะ ๆ ดังมาจากข้างใน ข้ายังนึกว่ามีโจรจึงผลักประตูเข้าไปดู กลับคิดไม่ถึง...”จ่านเหยียนใบหน้าแดงซ่าน คนในห้องโถงได้ฟังแล้วอดเบือนหน้าไปไม่ได้ สีหน้าไม่เป็นธรรมชาติอย่างยิ่งการบรรยายเห็นภาพเช่นนี้ ราวกับนางเห็นกับตาตนเอง หลงฉางเทียนเชื่อสนิทใจจึงกระชากคอเสื้อของรองแม่ทัพหลี่ หลังจากเล็งใบหน้าของเขาอย่างแม่นยำแล้วก็เหวี่ยงฝ่ามือตบลงไปหลายฉาด ก่อนจะเอ่ยอย่างเกรี้ยวกราดด้วยสายตาซึ่งเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย “เจ้ามันกินบนเรือนขี้รดบนหลังคา เจ้าใจกล้าเพียงนี้เชียวหรือ? ด
ฮูหยินผู้เฒ่าแค่นเสียงทีหนึ่ง แล้วถึงกลับเอ่ยขึ้นมาอย่างหัวเสีย “จวนแม่ทัพข้าอบรมดี ในฐานะที่เป็นหลานสาว จะกตัญญูต่ออาสะใภ้ก็สมควรแล้วมิใช่หรือ?”ใต้เท้าหลี่เอ่ย “สมัยก่อนเป็นอย่างไร ข้าไม่มีสิทธิ์ถาม แต่ตอนนี้เล่า? ที่ให้ไทเฮาทรงหิวก็เพราะกตัญญูหรือ?”“เรื่องในคืนนี้เกิดขึ้นกะทันหัน จะลืมก็มีเหตุผลให้อภัยได้ อีกอย่าง ไทเฮาพาพ่อครัวมาจากวังด้วยมิใช่หรือ?” ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยอย่างเดือดดาล“เรื่องเกิดขึ้นกะทันหัน เช่นนั้นขอถามฮูหยินผู้เฒ่า ท่านรับมื้อเย็นแล้วหรือ? ไทเฮาเสด็จออกจากวัง เหตุใดต้องพาพ่อครัวมาด้วย? หรือเบื้องหลังจะมีจุดใดที่ควรแก่การพิจารณาเชิงลึก? แต่ไหนแต่ไรข้าไม่ก้าวก่ายเรื่องของผู้อื่น แต่... พฤติกรรมเช่นนี้ของฮูหยินผู้เฒ่า พฤติกรรมเช่นนี้ของจวนตระกูลหลง จะรังแกคนเกินไปหรือไม่?!”ใต้เท้าหลี่รู้สึกสลดใจนัก ไทเฮาผู้ทรงเกียรติแห่งแคว้นต้าโจวเสด็จออกจากวัง แม้แต่ข้าวปลาอาหารก็ยังไม่ได้กิน ยังถูกคนบ้านมารดาลอบสังหารอีก นี่มันโลกธรรมอันใดกันแน่?ฮูหยินผู้เฒ่าปากแข็งเสมอมา ยามนี้ก็ปราศจากถ้อยคำโต้แย้งเช่นกัน ได้แต่มองใต้เท้าหลี่ด้วยความเคียดแค้นจ่านเหยียนใช้ดวงตาเศร้าสร้อยด
แม้นจิตใจมีความเมตตาสักนิด ก็ไม่ควรมีลักษณะนิสัยที่ขัดกันเช่นนี้“ฮูหยินผู้เฒ่ามิได้มองข้าผิดไป แต่ดูเบาข้า ท่านนึกว่าสามารถควบคุมทุกอย่างได้ทั้งหมด กลับไม่รู้ว่าข้าไม่เห็นความคิดน้อยนิดนั้นของท่านอยู่ในสายตาด้วยซ้ำ ท่านทุ่มเทวางแผนคิดจะกำจัดข้าให้ได้ ข้ากลับผลักพวกท่านสกุลหลงเข้าสู่หมื่นเคราะห์มิอาจหวนคืนได้ด้วยแรงเป่าละออง วันนี้ที่พวกท่านมิได้ถูกประหารฆ่าล้างโคตร มิใช่เพราะข้าใจอ่อน แต่เพราะข้ารู้สึกว่าผลลัพธ์เช่นนี้จึงจะดีกับท่านและหลงฉางเทียนที่สุด”วาจาของจ่านเหยียนเบาราวกับสายลมคืนวสันต์ อ่อนโยนและ...หนาวเหน็บปานเสียงที่พัดผ่านต้นอูถงฮูหยินผู้เฒ่าหัวใจหนักอึ้ง ไม่รู้ว่าจะทำความเข้าใจอย่างไร กลับขนลุกเกรียวกราวไปทั้งตัวนางนึกถึงสมัยสี่สิบกว่าปีก่อน นางติดตามสามีออกรบ ครั้งนั้นสถานการณ์อันตรายเป็นพิเศษ พ่ายศึกติดต่อกันห้าครั้ง ทัพใหญ่เรือนแสนเหลือเพียงสามหมื่น ส่วนฝ่ายศัตรูกลับไล่บี้ด้วยกำลังพลสองแสนในคืนก่อนสู้ศึก นางรู้สึกกลัวมาก เพราะนางรู้ว่าสามหมื่นปะทะกับสองแสนคือการเอาไข่ไปกระทบกับหินอย่างมิต้องสงสัย ต้องตายแน่และในคืนนั้นเอง นางทำร้ายสามีที่กำลังหลับสนิท ตามด้วยบ
เพราะคำพูดของฮูหยินผู้เฒ่า จ่านเหยียนนิ่งไปนานกว่าจะคืนสตินางเดินวนอยู่กับพื้น รู้สึกในหัวมีไฟโกรธพวยพุ่งขึ้นมาไม่หยุด รู้สึกเหมือนตัวเองจะถูกไฟเผาไหม้อยู่แล้ว“อาซาน อาซาน!” นางตะโกนออกไปข้างนอกอาซานเดินพรวดพราดเข้ามา กระบี่ยาวออกจากฝักดังชิ้ง กวาดสายตาดุจสายฟ้ามองทุกซอกทุกมุม“เกิดอันใดขึ้นหรือพ่ะย่ะค่ะ?” ครั้นเห็นว่าไม่มีนักฆ่า อาซานจึงเก็บกระบี่เข้าฝักแล้วถามจ่านเหยียนจ่านเหยียนมองเขาด้วยสายตาที่ลุกเป็นไฟ “ถอดรองเท้า!”นางเดินไปหยิบกระดาษขาวบนโต๊ะ แล้วใช้กรรไกรตัดเป็นรูปคน ครั้นเห็นอาซานยังยืนอึ้งไม่ถอดรองเท้าก็สับขาเดินไปดึงเท้าของเขา “ถอดรองเท้าสิ!”อาซานเดินถอยหลังสองก้าว “จะทำอันใด๋หรือพ่ะย่ะค่ะ?”“ถอด!” จ่านเหยียนเอ่ยด้วยโทสะอาซานสงบจิตใจครู่หนึ่ง “เช่นนั้น... คุณหนูใหญ่อุดพระนาสิกไว้นะพ่ะย่ะค่ะ” กล่าวจบจึงถอดรองเท้ากลิ่นปลาเค็มขึ้นราปะทะใบหน้ามา ทำจนจ่านเหยียนอาเจียนแห้งพักหนึ่ง ก่อนจะเอามือขยี้ดวงตาที่ถูกกลิ่นรมจนแสบไปหมดแล้วนางเซถอยหลังเนือง ๆ อุดจมูกแล้วตะคอกไปอย่างไร้เรี่ยวแรง “เร็ว! ใส่รองเท้า! หายใจไม่ออกแล้ว!” นางเปิดหน้าต่างออกหมดแล้วชะโงกศีรษะออกไปหอ
“อื่ม!” ไทฮองไทเฮานั่งอยู่บนเก้าอี้ที่จี๋เสียงยกมาและมองจ่านเหยียนด้วยสายตาเย็นชาเล็กน้อยอย่างสงบสายตาของนางเย็นจัด แค่นั่งอยู่อย่างนี้ก็มีพลังแข็งแกร่งแล้ว นางอยากใช้พลังนี้กดดันจ่านเหยียน แล้วค่อยพูดกับนางจ่านเหยียนมองนางอย่างไม่กริ่งเกรงสักนิด เมื่ออยู่ต่อหน้านาง พลังแข็งแกร่งของไทฮองไทเฮาราวกับไม่เกิดประสิทธิผลแม้แต่น้อยไทฮองไทเฮาเอ่ยปากเรียบ “ข้าได้ยินเรื่องที่เจ้าอยู่ในจวน เรื่องที่เจ้าชี้และพิสูจน์เรื่องระหว่างแม่ของเจ้ากับรองแม่ทัพหลี่แล้ว”“อ้อ เรื่องนี้เองหรือเพคะ!” จ่านเหยียนยิ้ม ไทฮองไทเฮาไม่เคยได้ยินเรื่องที่นางถูกลอบฆ่าเลยหรือ? เห็นชัดว่าไม่ใช่ แต่นางมิได้สนใจประเด็นนี้“เจ้ารู้สึกว่าไม่สำคัญหรือ?” ไทฮองไทเฮากลีบปากบางคลี่ยิ้มเย็น มองนางด้วยสายตาถากถาง“เสด็จแม่ทรงรู้สึกว่าอย่างไรเพคะ?”“เจ้าควรรู้ ชื่อเสียงของสตรีสำคัญกว่าทุกสิ่ง”จ่านเหยียนแย้มยิ้ม “ในสายตาของหม่อมฉัน ไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าชีวิตเพคะ”“นั่นคือสิ่งที่เจ้าคิด มิใช่สตรีใต้หล้าจะคิดเช่นนี้ทั้งหมด” ไทฮองไทเฮาจ้องนางและเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชืด“หม่อมฉันไม่สนว่าสตรีใต้หล้าจะคิดอย่างไร หม่อมฉันรู้เพี
ฮุ่ยอวิ่นปรึกษาหารือการรับมือกับฉีชินอ๋องในจวน เวลานี้ไม่ว่าเรื่องใดก็ไม่สำคัญแล้ว ที่สำคัญคือต้องทำอย่างไรจึงจะรักษาชีวิตของมู่หรงฉิงเทียนได้“ไปเชิญพระอาจารย์เป่ากวงมา!” ฮุ่ยอวิ่นสั่งกับอาซิ่นอาซิ่นขานรับก็ออกจากเรือน พร้อมปิดล้อมเรือนหลิงอวิ๋นซึ่งเป็นที่พักของมู่หรงฉิงเทียนเอาไว้จะให้เรื่องที่ท่านอ๋องเกิดเรื่องแพร่งพรายออกไปไม่ได้เด็ดขาด“นี่จะทำอย่างไรดี?” ฉีชินอ๋องจนหนทางแล้วเหมือนกัน ครั้นเห็นคนนอนหมดสติอยู่บนเตียง หัวใจของเขาก็ราวกับมีมีดกรีด หลายปีก่อนเขาเคยสูญเสียเสด็จพี่ไปหนหนึ่งแล้ว ตอนนี้จะต้องเกิดเรื่องซ้ำสองอีกหรือ?ไม่ ลำบากนักกว่าเขาจะรอดต่อไปได้“ลองถามพระอาจารย์เป่ากวงก่อนเถอะพ่ะย่ะค่ะ” ฮุ่ยอวิ่นเอ่ยด้วยความกังวล“เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ไปได้?” ฉีชินอ๋องถามฮุ่ยอวิ่นฮุ่ยอวิ่นเล่าเรื่องรอบหนึ่ง ก่อนจะกัดฟันเอ่ยว่า “หากรู้ว่าฟางจี้จื่อนั่นจะเชื่อถือไม่ได้เช่นนี้ พูดอย่างไรข้าก็ไม่เห็นด้วยให้ยืนวิญญาณมังกรไปเด็ดขาด!”“เขาไปกำจัดปีศาจที่ไหน?” ฉีชินอ๋องเอ่ย“ตอนที่เขาไป ข้าสั่งให้คนสะกดรอยตามเขา เขาเข้าจวนตระกูลหลง ภายหลังได้ยินว่าปีศาจจิ้งจอกเข้าสิงร่างไทเฮา กำจั
เขาไม่กล้าเปิดเผยตัวตนของจ่านเหยียน แต่เขารู้สึกว่าที่จ่านเหยียนปรากฏตัวในเมืองหลวงด้วยอีกตัวตนหนึ่ง จะต้องมีเหตุผลแน่ บางที... นางอาจยอมช่วยมู่หรงฉิงเทียนด้วยตัวตนหลงอู่ก็เป็นได้“แค่ ‘อาจจะ’? มิใช่ ‘แน่นอน’ หรือ? เช่นนั้นท่านนั้นที่ท่านบอกเมื่อครู่คือใคร?” ฮุ่ยอวิ่นถามต่อ“ไม่จำเป็นต้องพิจารณาท่านนั้นแล้ว” พระอาจารย์เป่ากวงเอ่ย“หัวใจคนทำจากเนื้อ เชื่อว่าไม่มีผู้ใดที่หนักแน่นดั่งหินผา” ฮุ่ยอวิ่นเอยพระอาจารย์เป่ากวงส่ายหน้า “คนผู้นี้หากอยู่บนโลกมนุษย์ก็มีอายุถึงสามร้อยปีแล้ว มีอายุมากกว่าอาตมา อาตมาได้ยินว่าบรรพบุรุษของคุณชายหลงอู่มีความเชื่อมโยงกับเขาอยู่บ้าง อีกทั้งคุณชายหลงอู่ยังเชี่ยวชาญศาสตร์นี้ ดังนั้นอาตมาขอเสนอให้คุณชายรีบตามหาเขาเถอะ”“อายุสามร้อยกว่าปี?” ฉีชินอ๋องสบตากับฮุ่ยอวิ่น ในดวงตามีความผิดหวังอยู่ลึก ๆ อายุสามร้อยกว่าปี นั่นยังมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ที่ไหน? กลัวแต่ไปเกิดใหม่นานแล้ว“ข้าเคยได้ยินคุณชายหลงอู่มาก่อน แต่เขามิใช่พวกเสเพลหรอกหรือ? พระอาจารย์แน่ใจหรือว่าเขาเชื่อถือได้?” ฮุ่ยอวิ่นถาม“อย่าได้ดูถูกคนที่ภายนอกสนุกสนานร่าเริง บางทีพวกเขาอาจจะคมในฝัก ใช้อีกโฉ
จ่านเหยียนนิ่งงันไปแล้ว นางไม่เคยคิดถึงจุดนี้ มิเช่นนั้นตอนนั้นก็คงไม่มือบอนทำลายวิญญาณมังกร“ตอนนี้ต้องการให้ข้าทำอย่างไร?” จ่านเหยียนถามฮุ่ยอวิ่นทำอะไรไม่ถูกเล็กน้อย “พระอาจารย์เป่ากวงบอกว่าท่านมีวิธี”จ่านเหยียนถอนหายใจทีหนึ่ง “ข้าจะไปจวนอ๋องกับท่าน เจอท่านอ๋องแล้วค่อยว่ากันเถอะ”“ได้!” ฮุ่ยอวิ่นพลันดีใจ จากนั้นก็รีบลุกขึ้นยืนจ่านเหยียนมองฮุ่ยอวิ่น “แต่ ไม่แน่ว่าข้าจะช่วยท่านอ๋องได้”ฮุ่ยอวิ่นคิดว่านางแค่พูดเผื่อเอาไว้ จึงรีบพูดว่า “คุณชายอู่โปรดวางใจ ไม่ว่าจะรักษาได้หรือไม่ ข้าน้อยจะไม่โทษคุณชายอู่เด็ดขาด”ความจริงจ่านเหยียนมิได้หมายความเช่นนั้น แต่ก็พูดอะไรมากไม่ได้ จึงได้แต่เอ่ย “ดี พวกเราไปกันเถอะ”เป็นครั้งแรกที่จ่านเหยียนย่างเท้าเข้าจวนเซ่อเจิ้งอ๋อง นางแหงนหน้ามองป้าย ตัวอักษรลี่ซูสีทองเงาเขียนคำว่า ‘จวนเซ่อเจิ้งอ๋อง’ อร่ามแวววาว ตัวอักษรหวัดเขียนได้ทรงอำนาจมากป้ายนี้เป็นของใหม่ เดิมคือจวนอันหนิงอ๋องกำแพงจวนอ๋องเคยเสริมความแข็งแรงมาก่อน มีร่องรอยของใหม่ บนกำแพงปราศจากพืชไต่ ตัวกำแพงอิฐเขียวทอดตัวยาว กินเนื้อที่ประมาณหลายสิบหมู่หน้าประตูจวนมีทหารเฝ้ายามอยู่ บนปร
“ขอรับ!” องครักษ์เอ่ยอาเสอพาเขาเข้าไปข้างใน จ่านเหยียนรออยู่ตรงหน้าระเบียงทางเดินแล้ว นางเปลี่ยนมาใส่ชุดตัวยาวลายใบไผ่เขียวอันเป็นสิริมงคล รูปร่างสูงโปร่ง ดูสูงเล็กน้อยตรงลำคอมีลูกกระเดือกเช่นเดียวกับบุรุษ ไม่ว่านางจะมีเครื่องหน้าคล้ายสตรีแค่ไหน เมื่อเห็นลูกกระเดือก อย่างไรก็คือบุรุษขนานแท้“คุณชายอู่ คุณชายท่านนี้บอกว่าต้องการพบท่าน” อาเสอกล่าวจ่านเหยียนแย้มยิ้ม “ไม่ทราบท่านคือ?”“ข้าน้อยฮุ่ยอวิ่น มาคารวะคุณชายอู่โดยเฉพาะ!” ฮุ่ยอวิ่นมองประเมินจ่านเหยียน ครั้นสายตามองไปที่ดวงหน้าของจ่านเหยียนก็ชะงักไปเล็กน้อย คนผู้นี้หน้าตามีเมตตาจ่านเหยียนอ้อ “ที่แท้ก็คุณชายฮุ่ยอวิ่น รีบเชิญเถอะ!”ทั้งสองเข้าไปนั่งในห้องโถงใหญ่ อาเสอยกน้ำชามา ก่อนจะยืนอยู่ข้างตัวจ่านเหยียน“คุณชายอู่” ฮุ่ยอวิ่นจิบน้ำชาคำหนึ่ง เข้าประเด็นแบบไม่อ้อมค้อม “ที่ข้าน้อยมาคารวะอย่างกะทันหันในวันนี้ ความจริงเพราะมีเรื่องต้องการร้องขอ”จ่านเหยียนยกน้ำชาขึ้นช้า ๆ เป่าฟองน้ำชา นางแปลกใจกับจุดประสงค์การมาของเขา แต่ก็ไม่ได้แสดงออกมา “คุณชายอย่าได้บอกว่าขอร้องเลย มีเรื่องอันใดก็ว่ามาเถอะ”ฮุ่ยอวิ่นมองอาเสอ จ่านเหยียนสา
อาเสอหัวเราะ ไม่ได้อธิบาย เพียงกดปุ่มบนประตูเหล็ก ประตูอัตโนมัติค่อย ๆ เปิดออก ที่แสดงอยู่ตรงหน้าทั้งสามคือบ้านเดี่ยวสถาปัตยกรรมสไตล์ยุโรปในยุคปัจจุบันจ่านเหยียนเดินเข้าห้องรับแขก การตกแต่งในห้องรับแขกล้วนเป็นเฟอร์นิเจอร์สมัยใหม่ทั้งหมด จ่านเหยียนเดินไปนั่งอยู่บนโซฟาผ้าสีอ่อนนุ่มนิ่มอบอุ่น จากนั้นก็วางท้าวอยู่บนโต๊ะอย่างสบายอารมณ์อาหูเบิกตากว้างยิ่งกว่าเดิม ยืนอยู่ในรับแขกแทบไม่รู้ควรทำอย่างไรดี หมุนศีรษะสามร้อยหกสิบองศา ถอนหายใจด้วยความตะลึงไม่หยุดทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงบุรุษจึงสะดุ้ง หันไปมองรอบ ๆ กลับเห็นของสีดำทรงสี่เหลี่ยมอยู่บนผนัง จู่ ๆ ก็มีภาพสีฉายออกมา ยังมีคนเดินไปเดินมา เสียงดังออกมาจากหน้าจอสีดำนั้นนั่นแหละ“นี่คือสิ่งใดกัน?” อาหูตั้งท่าเตรียมต่อสู้รอปะทะด้วยเหตุนี้ อาเสอจึงได้แต่ลากนางเข้าห้อง เล่าเรื่องที่บ้านตั้งอยู่ตรงประตูมิติเวลาให้นางฟังหนึ่งรอบ สองรอบ สามรอบ...แต่เห็นได้ชัดว่าอาหูไม่เข้าใจ นางกะพริบดวงตาเครื่องหมายคำถามกับอาเสอไม่หยุดอาเสอจึงได้แต่บอกง่าย ๆ ว่า “สรุปแล้ว เรือนหลังนี้เชื่อมต่อกับสองมิติเวลา ถ้าเจ้าเดินออกประตูทางขวาก็คือแคว้นต้าโจวที่เจ้า
เขาเอ่ยขึ้นทันใด “ถูกต้อง ข้าเลินเล่อแล้ว”“เช่นนั้นข้าน้อยขอลา!” จ่านเหยียนเขียนตำรับยาแล้วจึงเอ่ยใต้เท้าเหลียงชะงักงัน “นี่คุณชายจะกลับแล้วหรือ?”จ่านเหยียนมองเขา แล้วถามด้วยความฉงน “ยังมีสิ่งใดต้องการจากข้าน้อยหรือ?”ใต้เท้าเหลียงมองประเมินนาง แล้วจึงเอ่ย “คุณชายช่วยลูกสาวของข้า หรือว่าไม่อยากได้สิ่งใด หรือต้องการให้ข้าทำอะไรให้คุณชายหรือ?”หากไม่มีจุดประสงค์ เหตุใดต้องเสี่ยงภัยใหญ่หลวงช่วยคนด้วย? หากตรวจสอบพบ ต้องโทษถึงประหารชีวิตทั้งครอบครัวเชียวนะไม่ใช่ว่าเขาไม่เชื่อว่ามีคนดี แต่สถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน ไม่มีใครหวังดีเสี่ยงถูกประหารชีวิตเพื่อช่วยคนหรอกอย่างน้อยเขาก็ไม่ ดังนั้นเขาไม่เชื่อว่าหลงอู่จะช่วยคนเพียงเพราะมีจิตเมตตาจ่านเหยียนหัวเราะแล้วเอ่ย “อาจจะมี แต่มิใช่เวลานี้ แต่ใต้เท้าโปรดวางใจ สิ่งที่ข้าน้อยต้องการ ใต้เท้าต้องให้ได้แน่ ข้าน้อยจะไม่ทำให้คนลำบากใจ”ใต้เท้าเหลียงเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง “คุณชายกล่าวหนักไปแล้ว ขอเพียงไม่ผิดต่อมโนธรรม ไม่ว่าคุณชายต้องการให้ข้าทำสิ่งใด หากอยู่ในขอบเขตความสามารถของข้า สามารถให้ได้ สามารถทำได้ ข้าจะต้องทำให้อย่างแน่นอน”จ่าน
จ่านเหยียนเอื้อมมือกดจุดเหรินจงของเหลียงกุ้ยเหรินทีหนึ่ง เมื่อนั้นเหลียงกุ้ยเหรินจึงค่อย ๆ ฟื้นขึ้นมานางมองจ่านเหยียนอย่างอ่อนแรง แววตาสับสนเล็กน้อย พยายามจะส่งเสียง แต่กล่องเสียงเจ็บมาก นางพยายามเปล่งเสียงออกมาคำหนึ่ง เสียงที่เปล่งออกมาแหบแห้งราวกับผ้าไหมที่ฉีกขาด “ข้าตายแล้วหรือ?”อาเสอจึงเดินไปบอก “ท่านยังมีชีวิตอยู่”นางนิ่งค้างไป มีชีวิตอยู่? จะเป็นไปได้อย่างไร? ฮองเฮาจะปรานีนางหรือ? ไม่ถูก นางดื่มสุราพิษลงไปกาหนึ่งแล้ว น่าจะตายแล้วนี่อาหูเปิดประตู คุณชายเหลียงซานปรี่เข้ามา ใต้เท้าเหลียงก็ประคองเหลียงฮูหยินเข้ามาด้วย ทั้งสามตรงดิ่งไปถึงข้างเตียง เหลียงฮูหยินกอดเหลียงกุ้ยเหรินเอาไว้แล้วร้องไห้ “ลูกแม่ เจ้าฟื้นสักที”เหลียงกุ้ยเหรินพลันแสบจมูก น้ำตาพรั่งพรูออกมาอย่างหยุดไม่อยู่ นับจากเข้าวังก็ไม่เคยได้พบครอบครัวอีกเลย นางต้องตายไปแล้วแน่ ๆ วิญญาณกลับมาจึงทำให้นางได้เห็นครอบครัว“ท่านแม่ อย่าร้องไห้ แม้ลูกตายไปแล้วก็จะคุ้มครองพวกเราทั้งครอบครัว” นางเปล่งเสียงออกมาจากลำคอด้วยความลำบาก พูดคำหนึ่งก็เจ็บลำคอราวกับเข็มทิ่มแทงเหลียงฮูหยินซับน้ำตาบนใบหน้าของนาง หัวเราะระคนร้องไห้
แน่นอนว่าหากเป็นยุคปัจจุบัน นางยังมีอีกวิธี แต่ที่นี่ไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือ นางจึงได้แต่ใช้วิธีการพิเศษอาหูจูงมือของอาเสอ “อาเสอ พูดให้มันน้อย ๆ หน่อยเถอะ หน้าดำหมดแล้ว” กล่าวจบก็บุ้ยปากกวาดตาไปทางจ่านเหยียนที่กำลังทำหน้าบึ้งอาเสอกลืนน้ำลายแล้วยิ้มเอ่ย “แน่นอน ยาคืนวิญญาณก็เป็นแขนงหนึ่งของวิชาแพทย์ อย่างไรก็เป็นของที่คุณหนูใหญ่ทำขึ้นมานี่!”จ่านเหยียนโบกมือไปผ่านหว่างคิ้วของเหลียงกุ้ยเหรินทีหนึ่ง เมื่อนั้นหว่างคิ้วของเหลียงกุ้ยเหรินก็กระตุกเล็กน้อย แพขนตาเริ่มขยับทันใดนั้นในห้องก็มีลมหอบมาวูบหนึ่ง อาหูตกใจ ขณะกำลังจะตั้งท่ารับ อาเสอก็พูดขึ้น “เจ้าหน้าที่ทางยมโลกมาแล้ว”อาหูอึ้ง สายตาจับจดเป็นอย่างที่คิด เห็นเพียงในห้องปรากฏคนสองคน แต่งกายสะอาดสะอ้าน ดวงหน้าคมสัน แผ่กลิ่นอายเย็นยะเยือกออกมาจากตัวทั้งสองยืนอยู่นิ่ง ๆ ผ่านไปครู่เดียวก็มีควันขาวพวยพุ่งขึ้นมา ปรากฏคนที่ท่าทางเหมือนบัณฑิตวัยกลางคนอาภรณ์ขาวหนวดเฟิ้มคนหนึ่งในมือของเขาถือสมุดอยู่เล่มหนึ่ง พลิกเปิดสองสามหน้าอย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงเดินมาประสานมือกับจ่านเหยียน “คารวะท่านเซียน”จ่านเหยียนอื่มทีหนึ่ง “มีเรื่องอันใด
เหลียงซานวางเหลียงกุ้ยเหรินลงบนเตียงตามที่นางสั่ง เลิกผ้าห่มผ้าฝ้ายขึ้น ครั้นหันกลับมาก็คุกเข่าลงดังตุบ “ผู้มีพระคุณ ขอร้องละ ท่านโปรดช่วยน้องสาวของข้าด้วย!”จ่านเหยียนในคราบคุณชายเอื้อมมือดึงเขา “มิเช่นนั้น ท่านคิดว่าข้าจะเสี่ยงอันตรายเช่นนี้มาเพื่ออะไร?”เหลียงซานโขกศีรษะด้วยความซาบซึ้ง “หากคุณชายสามารถช่วยน้องสาวของข้าได้ ชีวิตของข้าก็คือของคุณชายแล้ว”“ข้าจะเอาชีวิตของท่านไปทำอันใด? ลุกขึ้น รีบออกไปไล่คนข้างนอกเสีย เรื่องในคืนนี้ นอกจากคนที่ท่านเชื่อใจได้ก็ห้ามให้ผู้ใดล่วงรู้ มิเช่นนั้นนางจะยังมีอันตราย” จ่านเหยียนเอ่ย“ได้!” เหลียงซานทำหน้าขึงขัง มองเหลียงฮูหยินที่ยังยืนนิ่งอยู่กับที่จึงเอ่ย “ท่านแม่ เฝ้าน้องเอาไว้ ข้าไปเดี๋ยวเดียวก็มาขอรับ”เหลียงฮูหยินคืนสติกลับมา สะอื้นรับคำเนือง ๆ “ได้ ได้!”ประตูถูกผลักออก ใต้เท้าเหลียงชนเข้ามา กลิ่นสุราฟุ้งทั้งตัว ดูท่านจะดื่มมาไม่น้อยเขาปรี่มาถึงข้างเตียง ครั้นเห็นดวงหน้าบุตรสาวตัวเองอยู่บนเตียงก็เอื้อมมือออกไปทดสอบลมหายใจ จากนั้นก็ผงะถอยหลังสองก้าว ตามด้วยนั่งยองลงช้า ๆ เอามือปิดหน้าแล้วปล่อยโฮออกมาภาพนี้ทำให้จ่านเหยียนรู้สึกแสบจ
“ท่านพ่อ มิสู้ท่านเข้าวังทูลขอกับฝ่าบาทอีกครั้งเถอะ อย่างไรพระองค์กับน้องหญิงก็เป็นสามีภรรยากัน” ในดวงตาของเหลียงซานมีประกายแห่งความหวังเล็กน้อยใต้เท้าเหลียงส่ายหน้า ตอบอย่างเศร้าสร้อย “ไม่มีประโยชน์ ฝ่าบาททรงถูกสกุลถงปิดบังพระเนตร นึกว่าน้องสาวเจ้าจงใจทำแท้งใส่ร้ายหยวนผิน แค้นนางเข้ากระดูกนานแล้ว ไหนเลยจะยอมอภัยโทษให้นาง?”เหลียงซานซวนเซสองสามก้าว ก่อนจะเอ่ยอย่างใจลอย “พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ เราต้องมองดูน้องหญิงตายไปทั้งอย่างนี้...”ใต้เท้าเหลียงหอบหายใจทีหนึ่ง แล้วเอ่ยเสียงเด็ดขาด “ที่แล้วมาฝ่าบาทเป็นหุ่นเชิดของราชครูถง ข้าหวังจริง ๆ หวังจริง ๆ ว่าเซ่อเจิ้งอ๋องจะสามารถยึดอำนาจกลับคืนมาได้ อย่างน้อย...”“ท่านพ่อ...” เหลียงซานมองเขาอย่างตกตะลึงพรึงเพริด ไม่นึกว่าบิดาที่สุขุมมาตลอดจะกล่าวถ้อยคำเช่นนี้ออกมาได้ เขาจงรักภักดีต่อฮ่องเต้มาตลอดนะใต้เท้าเหลียงเสียงสะอื้น “ซานเอ๋อร์ ไปเฝ้าหน้าประตูวังเดี๋ยวนี้ ต่อให้น้องสาวของเจ้าตาย เราก็ต้องเตรียมดินกลบร่างให้นาง”เหลียงซานหมุนตัวออกไปเงียบ ๆ ลากกระบี่ยาวไปกับพื้นส่งเสียงดังแกรก ๆนี่ก็คือความทุกข์ของการเป็นเบี้ยล่าง นี่ก็คือความระทมข
กาสุราสำริดตกลงพื้นดัง ‘เคล้ง’ แล้วหมุนเป็นวงบนพื้นเย็นเฉียบสองรอบ ก่อนจะหยุดอยู่ข้างเท้าของฮองเฮาเหลียงกุ้ยเหรินมองนางอย่างสงบ ทันใดนั้นหว่างคิ้วกระตุกขึ้นมาอย่างรุนแรง องคาพยพย่นยู่เข้าด้วยกันด้วยความทรมาน นางเอามือไปกดท้องตามจิตใต้สำนึก จากนั้นก็ค่อย ๆ ย่อตัวต่ำลง ก่อนจะล้มลงกับพื้นดวงตาของนางเบิกกว้างขึ้นเรื่อย ๆ บนใบหน้ามีความทรมานและความตื่นตระหนกหวาดกลัว น้อยคนนักที่จะเผชิญหน้ากับความตายที่กำลังจะมาถึงซึ่งหน้านางใช้มือหนึ่งดึงข้อเท้าของฮองเฮา และเอ่ยอย่างเจ็บปวด “ฮองเฮา ทรงตรัสแล้วว่า จะไม่ทำให้ครอบครัวหม่อมฉันลำบากใจ...”เลือกสดทะลักออกมาจากปากของนางที่ยังกล่าวไม่จบทีละคำ ๆ นางตัวกระตุก ยังไม่ทันกล่าวจบก็กรีดร้องด้วยความทุกข์ทนแสนสาหัสฮองเฮามองนางด้วยสีหน้าเย็นชา นางขยับเท้าออกเบา ๆ ไม่ได้พูด ทว่ามีความสาแก่ใจปราดผ่านเข้ามาในดวงตาไม่ว่าผู้ใดนางก็เสียสละได้ เป้าหมายคือเพื่อปกป้องตำแหน่งฮองเฮาของนางสกุลถงเป็นฮองเฮาสามชั่วอายุคน นางจะให้ตำแหน่งของตัวเองสั่นคลอนไม่ได้แม้แต่น้อยนางจ้องมองเหลียงกุ้ยเหรินอยู่อย่างนี้ กระทั่งอีกฝ่ายเปลี่ยนจากตัวกระตุกเป็นเกร็งทื่อทีละน้อ