ย้อนไปในเวลาเดียวกัน...
[พาร์ท : ฉลามดุ]
ผมแทบตาสว่างเมื่อนิ้งโทรมา และตาสว่างเข้าไปอีกเมื่อเธอพูดประโยคนี้
[นิ้งรอฉลามนานแล้วนะ] ผมเหมือนหูฝาด ก็เลยหรี่ตาฟังเธอเงียบๆ โดยเลือกที่จะไม่พูดอะไรออกมาแทน
“...”
[นึกว่าจะตื่นแล้ว รีบมาหาได้มั้ยคะ]
ผมเด้งตัวขึ้นจากเตียงทันที หัวใจเต้นโครมครามไปหมดเมื่อเพิ่งรู้ว่าตัวเองหูไม่ฝาด นิ้งเป็นคนพูดจริงๆ ว่ะ เธอแทนตัวเองว่านิ้ง แถมยังพูดด้วยน้ำเสียงออดอ้อนแบบเด็กๆ ด้วย
วันนี้มันวันดีอะไรวะ กูตายแล้วเหรอ แต่ทำไมเห็นสวรรค์ชัดจังเลย
“... ได้ดิ” ผมสะกดอารมณ์แล้วพยายามควบคุมเสียงให้นิ่งที่สุด ไม่อยากตื่นตูมไปเอง เธออาจจะแค่พูดเฉยๆ ไม่ได้คิดอะไรก็ได้ “เดี๋ยวจะรีบออกไป”
[อะ... อื้อ]
“ห้ามหนีไปไหนนะ” แต่พอเห็นว่าเธอครางรับสั้นๆ ผมก็รู้สึกโลภขึ้นมา ก็เลยมีข้อต่อรองนิดหน่อย
[อื้อ]
“ถ้าหนีเราจะไปตามถึงหน้ามหาลัยเลย”
[อะ... อื้อ! รีบมาเลยนะ] เสียงเธอแกว่งไปนิดๆ ด้วยว่ะ [ถ้าไม่รีบมานิ้งก็จะไม่รอแล้ว]
“...”
[จะไม่รอจริงๆ นะ]
“รู้แล้วครับผม! จะรีบออกไปเดี๋ยวนี้ เลิกทำเสียงแบบนั้น” ผมแทบจะสบถออกมา ใจสั่นไปหมดแล้วตอนนี้ โคตรชอบเสียงแบบนี้ของเธอ แต่ในขณะเดียวกันพอคิดว่าเธอจะไปทำเสียงหวานแบบนี้กับคนอื่นก็หงุดหงิดลึกๆ
[ทะ... ทำไมอ่ะ ไม่ชอบเหรอ] แต่เพราะเสียงผมมันดูหัวเสียไปหน่อยมั้ง เธอก็เลยถามกลับมาด้วยน้ำเสียงอ่อนลง แถมยังติดอ่างเหมือนจะผิดหวังหรืออะไรสักอย่าง แต่ผมแม่งโคตรอยากจะบอกเลยว่ามันตรงกันข้าม
ผมจะบ้า
“ชอบดิ”
[...]
“แล้วก็อยากให้เธอพูดแบบนี้แค่กับเราคนเดียวด้วย” ผมพูดไปตามตรง ไม่รู้หรอกว่าเธอจะไปไม่เป็นหรืออะไรยังไง ผมก็แค่ไม่อยากโกหกว่าตัวเองรู้สึกยังไงก็แค่นั้น “แต่ได้ยินแล้วไม่โอเคไง รู้ปะ... เรากลัวว่าเราจะไม่ทำแค่ไปส่งเธอเฉยๆ”
[หะ... หา?]
“เรากลัวจะเผลอหน้ามืด ก็แบบว่า... ฮะๆ” ผมพยายามเว้นไว้ในฐานที่เข้าใจแล้วนะ แล้วปลายสายก็เงียบไปพักหนึ่ง ก่อนที่นิ้งจะเลือกที่จะตัดบทผมเสียงแกว่งๆ เหมือนเธอจะเขินมากจนพูดกับผมต่อไม่ได้ อันนี้ผมคิดเอาเอง
[วะ... วางแล้วนะ รีบมานะ]
“ได้ เจอกัน” ผมไม่ซีเรียสหรอกถ้าเธอจะวางสายตอนนี้ เพราะอีกเดี๋ยวก็ต้องเจอหน้ากันอยู่ดี ผมรอจนเธอกดวางสายไป ก่อนที่จะเอามือมาปิดหน้าตัวเองแล้วทึ้งหัวอย่างแรง
รุนแรงชิบหาย... นิ้งนี่เป็นบุคคลอันตรายต่อหัวใจผมจริงๆ ว่ะ
“ตาสว่างเลยกู” ผมผุดลุกออกไปจากเตียง แต่พอนึกถึงหน้าเธอที่มองหน้าผมเมื่อวาน ผมก็เซจนไปชนกับผนัง เอาหัวโขกมันแรงๆ เมื่อรู้สึกว่าหน้าชาเพราะคิดเองเขินเองซะงั้น ตอนแรกก็คิดว่าป่วย แต่ตอนนี้รู้แล้วว่าเป็นภูมิแพ้
ภูมิแพ้นิ้ง
เน่ามั้ย? เออ เน่าดี
ผมใช้เวลาอาบน้ำแต่งตัวไม่ถึงสิบนาทีก็เสร็จ
ตอนเดินออกมาก็ก้มลงมองนาฬิกาในโทรศัพท์นิดหน่อย เห็นว่ายังไม่สายมากผมก็เลยคว้ากุญแจรถบนหลังตู้เย็น แล้วรีบเดินเร็วๆ สับเท้าลงบันไดหนีไฟลงมาด้านล่าง
ผมมองเห็นรถมอเตอร์ไซค์ของตัวเองทันทีพอเดินเข้ามาในลานจอดรถ แต่พอดีวันนี้ผมมารับนิ้งด้วยอะไรที่ใหญ่กว่านั้น ก็เลยเดินเลยไปที่รถออดี้ของไอ้พัสที่ยืมมาพร้อมกับเข้าไปสตาร์ทรถ ซึ่งปกติผมเป็นคนขับรถเร็วทั้งมอเตอร์ไซค์และรถยนต์ แต่ดูท่าวันนี้คงต้องลดความเร็วลงหน่อย
จะเพราะใคร? ก็น้องนิ้งของผมไง
ขับออกไปก็เปิดเพลงในรถไปด้วย ซึ่งปกติผมชอบฟังร็อค เมทัลลิก้า หรือเพื่อชีวิตอะไรทำนองนี้ แต่วันนี้สงสัยต้องเปิดเพลงสบายๆ ฟังซะแล้ว ก็เพราะอีกฝ่ายน่าจะชอบฟังอะไรนุ่มๆ มากกว่าล่ะนะ
ผมฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี ขับปาดคันนู้นคันนี้ไปตามความเคยชิน เอาน่า... ไหนๆ ตอนนี้นิ้งก็ไม่อยู่ ก็ทำสันดานปกติไปก่อน รอให้นิ้งมาปราบผมอีกทีตอนเข้ามานั่งในรถก็ได้
แต่เออว่ะ เพื่อนเธอก็เข้ามานั่งด้วย ไม่ได้มีแค่เธอกับผมนี่
แต่แล้วไงวะ ผมไม่ได้แคร์นักหรอก
ผมฮัมเพลงแล้วคิดอะไรเรื่อยเปื่อยไปจนกระทั่งเห็นตัวหอพัก เอาจริงๆ มันก็ใกล้กับคอนโดของผมอยู่ไง แต่หอพักของเธอมันดูเป็นสไตล์โมเดิร์นหน่อยๆ แล้วติดกับถนนใหญ่เลย ซึ่งต่างกับคอนโดผมที่ค่อนข้างเก่า ที่ดูก็รู้เลยว่าครอบครัวเธอน่าจะมีฐานะ
แต่เธอก็ยังยอมคุยกับผู้ชายปอนๆ อย่างผม ยอมให้โอบ ยอมให้กอด เหมือนนิ้งไม่ได้รังเกียจผู้ชายอย่างผมเลย
ผมอยากเป็นแฟนเธอ อยากให้เธอเป็นของผมไวๆ จังวะ
แล้วผมก็ไม่รู้ว่าจะอดทนไปได้นานแค่ไหน ถ้าเกิดนิ้งยังน่ารักขึ้นทุกวันแบบนี้
ผมขับตรงเข้ามาจนมาถึงหน้าหอพัก แล้วเปิดกระจกรถเมื่อเห็นคนตัวเล็กๆ ในชุดนักศึกษาที่หน้าเหวอขึ้นมาพอเห็นผมโผล่หน้าออกมาแล้วฉีกยิ้มให้เธอ เพื่อนที่ชื่อส้มหวานก็โบกมือให้ผมเหมือนกัน เธอมองรถผมแล้วดูตื่นเต้น
“นิ้ง! ขึ้นรถเร็วๆ” เพื่อนเธอพูดแล้วเดินไปลากนิ้งที่ไม่กล้ามองหน้าผมขึ้นมา เหมือนคนตรงหน้าจะรู้ว่าผมคิดอะไรอยู่ เพราะเธอเปิดประตูที่นั่งข้างคนขับออกมาแล้วผลักคะนิ้งที่ยืนทำหน้ามึนงงเข้ามาข้างใน แล้วปิดประตู
ระหว่างที่ส้มเปิดประตูมานั่งข้างหลังผม ผมก็กดเปลี่ยนเพลงแล้วฉีกยิ้มให้คะนิ้งที่นั่งมองหน้าผมเอ๋อๆ แต่โคตรน่ารักเลย ละลายไปหมดแล้วครับ
“ไม่คาดเข็มขัดเหรอ?” ผมถาม พยายามสะกดใจไว้ไม่ดี๊ด๊ามากจนเกินเหตุ แล้วเธอก็เบิกตาโตแล้วหันไปหาเข็มขัดอย่างลนลาน แต่เพราะมันไม่ทันใจผมก็เลยขยับตัวเข้าไปใกล้คะนิ้งจนได้กลิ่นหอมๆ เหมือนมันเป็นกลิ่นแชมพู สบู่ แป้งเด็ก อะไรทำนองนี้ ผมหรี่ตาลงมองคอเสื้อของเธอในขณะที่ติดเข็มขัดนิรภัยให้ แล้วอยู่ดีๆ ก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา
เพราะเธอตัวเล็ก คอเสื้อมันเลยกว้าง กว้างจนผมเห็น...
“แม่ง” ผมสบถออกมาแล้วก็หน้าร้อนอยู่คนเดียว คะนิ้งมองหน้าผมอย่างหวาดๆ เล็กน้อย เธอหันไปมองด้านหลัง แล้วผมก็ไม่รู้หรอกว่าเธอมองอะไร เพราะส้มหลับอยู่ ผมก็เลยพูดออกมาในขณะที่ขับรถออกไปจากบริเวณหอพักของเธอ “เสื้อเธออ่ะ... มันเปิด”
“อะ... เหรอ จริงเหรอ” เธอทำตาโตแล้วก็ลนลานเอามือปิดคอเสื้อของตัวเอง ผมเหลือบมองแล้วกลืนน้ำลายลงคอ แล้วก็แทบจะทุบพวงมาลัยรถเมื่อรู้สึกว่าจะกลืนน้ำลายทำไมวะ คิดอะไรของมึงอยู่ มาคิดอะไรตอนนี้! “ขอบคุณนะ”
“อ่า... ไม่เป็นไร”
“...”
“เราแค่หวงเธอเฉยๆ” พอพูดจบหน้าของคะนิ้งก็แดงเถือกไปจนถึงลำคอ ผมเหลือบมองแล้วก็อยู่ดีๆ ก็เกิดเขินตามเธอไปด้วย ก็ผมเผลอมองคอเธอแล้วมัน...
“ถ้าเธอไม่เปลี่ยนเสื้อให้เป็นไซส์ดีๆ ล่ะก็เราจะโกรธแน่คอยดู...” ผมพึมพำอยู่คนเดียว แล้วก็เห็นว่าคะนิ้งมองไปข้างหลังอีก แล้วจู่ๆ เธอก็เงยหน้าขึ้นมองผมนิ่งเหมือนไม่ได้ยินคำที่ผมพูดไปเมื่อกี้เลยสักคำ
ซึ่งมันไม่ใช่นิสัยปกติของคะนิ้งไง ผมก็เลยหันกลับมาสบตาเธอบ้าง “มีอะไรนิ้ง?”
“คะ... คือนิ้ง” คะนิ้งอึกอัก ตาเธอก็ล่อกแล่กมองซ้ายมองขวาเหมือนคิดอะไรอยู่ “เย็นนี้... มารับนิ้งด้วยได้มั้ยคะ”
ผมเบิกตากว้าง
แทนตัวว่านิ้งอีกแล้วว่ะ ชอบชะมัด
“ได้” ผมตอบรับไป ทำใจให้นิ่งไว้ไอ้เสือ “แล้วมีอะไรอีกมั้ย?”
ผมไม่มีสมาธิขับรถแล้วว่ะ เพราะเธอเนี่ย
“ก็...” คนตัวเล็กทำสีหน้าครุ่นคิด “ถะ... ถ้าวันไหนฉลามว่าง”
“...”
“พานิ้งไปซื้อของทำรายงานด้วยนะ” ผมมองหน้าหวานๆ ของเธอไม่ละสายตาแบบแทบจะไม่ได้หันไปดูถนนข้างหน้าเลย แล้วก็โชคดีที่มันติดไฟแดงอยู่ ผมก็เลยเห็นนิ้งที่หน้าแดงขึ้นทีละระดับได้หมด
นิ้งอ้อนผมเหรอ เธอกำลังอ้อนผมอยู่ใช่รึเปล่า
“นิ้ง...” ผมพูดขึ้นมา ไหนๆ ก็ติดไฟแดงแล้วผมก็ “งั้นหลามขอไรอย่างดิ”
“อะ... อะไรเหรอ?” นิ้งมองหน้าผมอย่างสงสัย แล้วจังหวะนั้นผมก็เคลื่อนตัวเข้าไปหาเธอแล้วเอื้อมมือข้างหนึ่งขึ้นมาแตะที่แก้มของเธอเบาๆ
เธออยากทำตัวน่ารักเองนะ ช่วยไม่ได้
“ขอหอมทีได้มั้ย”
“อะ... อะไรนะ” คนตัวเล็กแทบผงะแล้วทำตาโตทันที แววตาของเธอสั่นระริกอย่างหวาดกลัว ซึ่งผมก็แทบจะตบปากตัวเองแรงๆ สักทีเมื่อลืมไปว่าตัวเองจะอดทนแล้วคะนิ้งพูดอะไรไว้ก่อนหน้านั้น เธอดูเหมือนคนไม่เคยมีแฟนมาก่อน แล้วก็ดูไม่คุ้นเวลาอยู่กับผู้ชาย
ผมต้องให้เวลาเธอดิวะ ไม่ใช่มาเร่งเธอแบบนี้
“ขอหอมสักที” ผมพูดกับเธอ ไม่สนว่าเพื่อนเธอจะอยู่บนรถหรืออะไร ไฟแดงยังไม่เปลี่ยนสี แล้วเวลาก็ยังเหลืออีกเยอะแยะ และผมคงทนไม่ไหว ผมชอบเธอมาก แล้วผมก็เก็บอารมณ์ไม่เก่งด้วย “นะนิ้ง”
นิ้งเลิกลั่กไปหมด เธอหน้าแดงสุดๆ อย่างคนที่กำลังเขินจัดจนทำตัวไม่ถูก จนผมอยากจะจับเธอหอมแล้วขอเป็นแฟนซะตอนนี้ แต่พอเห็นว่าผมเข้าไปใกล้อีกแล้วเธอก็สะดุ้งอย่างตื่นกลัวสุดๆ ผมก็เลยตัดสินใจที่จะ...
อดทนต่อก็ได้
“เราพูดเล่น” ผมพูดสั้นๆ แล้วกัดฟันลากใบหน้ากลับมาที่เดิม ไฟเขียวมาพอดี ผมก็เลยขับไปด้านหน้าอย่างรีบเร่ง ปาดคันนู้นคันนี้ทีไปตามแรงอารมณ์
ผมสัมผัสได้ถึงสายตาของเธอที่มองผม คนตัวเล็กหน้าแดงเถือกแล้วก็เอามือมากุมคอเสื้อไว้แน่น ผมไม่รู้ว่าหลังจากนี้เธอจะกลัวผมรึเปล่า แต่ที่ผมทำไปไม่ใช่ว่าผมไม่จริงใจแล้วหลอกแต่จะแอ้มเธอนะ
ผู้ชายคนอื่นผมไม่รู้หรอก แต่มันไม่ใช่กับผม
ผมจริงใจกับเธอมาก แล้วที่ผมอยากกอดเธอ อยากจูบเธอก็เพราะผมเป็นคนไม่ชอบเก็บความรู้สึก ผมรู้ว่ามันไม่ดี แต่ผมเก็บอารมณ์ไม่เก่งเอาซะเลย
มันเคยทนได้ แต่พอเป็นนิ้ง เธอก็เหมือนมาทำลายข้อจำกัดทุกอย่างของผม
ผมคงต้องอดทนมากกว่านี้ เพราะเธอเป็นแบบนี้ ผมจะวู่วามจนเผลอไปคุกคามเธอไม่ได้
“ละ... ล้อเล่นเหรอ” เธอทวนเสียงเบาหวิวเหมือนความรู้สึกดีเลย์ ผมเหลือบไปมองนิดหน่อย แล้วก็เห็นว่านิ้งกำลังน้ำตาคลอ
ผมเบิกตากว้าง เธอร้องไห้ทำไม?
“นิ้ง เป็นไร” ผมถามเธออย่างตกใจ แล้วอยู่ดีๆ คนตัวเล็กก็เอามือปิดหน้าแล้วร้องไห้สะอึกสะอื้นออกมาเหมือนเด็กๆ “นิ้ง ร้องไห้ทำไม”
“ทำไม... ถึงชอบเอาความรู้สึกเรามาล้อเล่นล่ะ” เธอพึมพำออกมาแล้วสะอื้นตบท้าย แล้วผมก็หันไปมองด้านหลังเพราะจำได้ว่าพาเพื่อนเธอมาด้วย แล้วก็เห็นว่าส้มนอนหลับไม่รู้เรื่อง
สรุปก็คือผมทำนิ้งร้องไห้เหรอวะ
ผมรีบเคลื่อนตัวรถไปจอดเทียบกับฟุตบาท แล้วเปิดเก๊ะรถดึงทิชชู่ส่งให้นิ้ง เธอไม่ได้รับมันไปแล้วเอาแต่ร้องไห้อยู่อย่างนั้นเหมือนขวัญเสีย
ทำไงดีวะ
“นิ้ง ร้องไห้ทำไม เรื่องที่เราบอกว่าเราจะหอมเธอเมื่อกี้เหรอ?” ผมถามอย่างลนลาน แล้คนตัวเล็กก็สะอื้นไม่สนใจผม เหมือนเธอกำลังโกรธอยู่ด้วย “เราแค่ล้อเล่น เราไม่เร่งเธอหรอก”
“อย่าล้อเล่นแบบนั้นอีกนะ” เธอพูดกับผมด้วยตาแดงๆ แล้วผมก็เอื้อมมือไปจะเช็ดน้ำตาให้ แต่เธอก็หันหน้าหนี “ไม่เอา เราเช็ดเองได้”
เฮ้ย นี่คือนิ้งตอนกำลังโกรธเหรอวะ พยศสุดๆ
“เราขอโทษ เรา... จะพูดไงดีวะ” ผมไม่รู้จะแก้ตัวยังไงดีเลยว่ะ “แต่เราไม่ได้...”
“... ถ้าไม่ได้จริงจังตั้งแต่แรกก็อย่ามาจีบสิ” ผมชะงักไปเมื่อได้ยินแบบนั้น เธอพูดว่าอะไรนะ “ฮึก ตอนแรกก็คิดว่าจะจริงจังกับหนู แต่จริงๆ แล้วเห็นหนูเป็นของเล่นเหรอ”
“จริงจังดิ นิ้งพูดไรเนี่ย” ผมของขึ้นจริงเลยคราวนี้ เธอพูดมาได้ไงวะว่าผมไม่ได้จริงจัง ผมชอบเธอจะตาย ชอบจนอีกนิดจะหายใจเข้าออกเป็นชื่อคะนิ้งอยู่แล้ว “เราแค่ไม่อยากเร่งเธอ”
“...”
“หรือเธอจะให้เราจหอมเธอจริงๆ อ่ะ ทำได้นะ แค่เราทำไม่ลง” ผมแทบบ้า หน้าผมร้อนไปหมดตอนพูดประโยคนี้ด้วยความโมโห แล้วนิ้งก็สงบลงด้วย “นิ้งอาจจะคิดว่าเราชอบฉวยโอกาส เราชอบคุกคาม หรือเราชอบบังคับใจเธอ เรารู้ว่าที่เราทำมันไม่ใช่วิธีจีบที่ดีมากมายเท่ากับผู้ชายคนอื่นที่มาจีบเธอ”
“...”
“แต่เราพูดได้คำเดียวเลยว่าเราแม่งโคตรชอบเธออ่ะ เราโคตรอดทนเพื่อเธอ ก็เธอบอกเองว่าคุยกันไม่เท่าไหร่ เวลาที่เผลอ เราถึงต้องดึงตัวเองกลับมา แล้วเตือนตัวเองไว้ไง”
“...”
“ถามว่าอยากหอมเธอจริงๆ ตามที่พูดไปมั้ย? อยากดิวะ แต่เธออยากได้เวลาถูกปะ เราก็ให้อยู่”
“...”
“แต่ทำไมต้องพูดอย่างงี้วะ ดูถูกความรักของเราชิบหายเลย” ผมระเบิดอารมณ์ออกมาตรงๆ คนตัวเล็กเงียบไปทันที เธอหยุดร้องไห้ทันที แล้วผมก็ขับรถไปข้างหน้าต่อโดยเลือกที่จะไม่พูดอะไรต่ออีก
จนถึงมหาลัย ส้มหวานเพิ่งสะดุ้งตื่นขึ้นตอนนั้น เธอดูเหมือนไม่รู้เลยว่ามีอะไรเกิดขึ้นระหว่างผมกับคะนิ้ง ร่างเล็กเหลือบมองผมตอนที่ดันส้มลงมาจากรถ แต่ผมไม่ได้มองเธอกลับ
ผมไม่ได้โกรธเธอหรอก แต่เรื่องอารมณ์น้อยใจมันห้ามกันไม่ได้
ทำไงวะ ก็ชอบไปแล้วอ่ะ ทำใจโกรธไม่ลงหรอก
จนถึงเวลาเลิกเรียนของนิ้ง พอผมเรียนเสร็จก็รีบออกมาเลย ถึงผมจะน้อยใจแต่ก็มารับเธอตามที่เธอขอไว้ก่อนหน้านั้นจริงๆ
คิดดูดิ แล้วมาบอกว่าผมไม่จริงจัง ผมมองเธอเป็นของเล่น ผมยอมทำขนาดนี้ยังคิดว่าไม่จริงจังอีกเหรอ
จนมาจอดรถรอได้ไม่นานนักผมก็เห็นเธอ คะนิ้งยืนอยู่หน้าประตูมหาลัย เธอไม่ได้มากับส้มหวาน แล้วก็ดูเหมือนจะมองรถผมด้วยสีหน้าตื่นกลัวหน่อยๆ ก่อนที่จะเดินมาอย่างระแวดระวัง
แกรก
จนกระทั่งเธอเปิดประตูเข้ามาแล้วจ้องหน้าผมหน้าวีดๆ ผมก็เลยไม่พูดอะไร ไม่มองหน้าเธอด้วย จนเธอมองซ้ายมองขวาอย่างอึดอัด ผมก็เลยถามสั้นๆ
“เพื่อนเธออ่ะ?” คะนิ้งชะงักไป เธอสบตากับผม แล้วก็ตอบเสียงตะกุกตะกัก
“เอ่อ... ส้มมีธุระกับที่คณะน่ะ” เธอพูดกับผมด้วยเสียงที่โคตรเบา ผมก็เลยไม่ถามอะไรต่อ หน้าแม่งร้อนไปหมดเลยกู ผมแม่งน้อยใจจนขึ้นหน้าเลยว่ะ สังเกตได้สักพักแล้วว่านิ้งมองผมนานมาก จนเธอตัดสินใจพูดอะไรบางอย่าง
“ฉลาม” เธอเรียกชื่อผม
“...”
“... คาดเข็มขัดให้นิ้งหน่อยค่ะ” ผมเหลือบมองเมื่อเธอพูดลงท้ายว่าค่ะกับผม แล้วก็เห็นว่าเธอหน้าแดงไปหมดเหมือนเธอจะไม่ชินที่พูดแบบนั้น
นิ้งง้อผมเหรอ? หรืออะไรวะ
แต่สุดท้ายผมก็เอี้ยวตัวไปคาดให้เธออย่างว่าง่าย แต่สีหน้าผมก็ยังตึงๆ อยู่
จนผมหันกลับไป แล้วขับรถออกไปข้างหน้าต่อ นิ้งก็ยังมองผมอยู่จนผมเริ่มรู้สึกแปลกๆ เธอง้อผมอยู่จริงๆ เหรอวะ แต่เธอก็ไม่ได้ดูมีใจให้ผมขนาดนั้นนะ เธอกลัวผมจะตายไม่ใช่เหรอ
“ฉะ... ฉลาม” เธอเรียกผมอีก ผมก็เลยเหลือบไปมองโดยไม่พูดอะไร
“ว่า?”
“ฉลาม... จะเลิกจีบนิ้งมั้ย?”
“เค้าว่าช่วงนี้มีเด็กอาชีวะมาตีกันหน้ามหาลัยของเราบ่อยๆ ด้วยล่ะ”“เอ้ะ น่ากลัวอ่ะ” ฉันทำสีหน้าหวาดหวั่นเมื่อได้ยินเพื่อนร่วมคณะที่มักจะเดินกลับด้วยกันบ่อยๆ โพล่งขึ้นมาในระหว่างที่เก็บกระเป๋าจากม้านั่ง เธอชื่อส้มหวาน เป็นผู้หญิงหน้าตาน่ารัก ถึงแม้ว่าเธอจะชอบทำตัวเหมือนผู้ชายไม่เข้ากับชื่อหวานๆ นั่นก็ตาม “แต่ปกติเราก็กลับบ้านกันปลอดภัยดีนะ”“แน่ล่ะ เธอเคยสนใจใครที่ไหน มันตีกันอยู่อีกซอยเธอจะเห็นได้ยังไงล่ะนิ้ง” พูดแล้วก็หยิกแก้มฉันแรงๆ อย่างกลั่นแกล้งจนฉันต้องร้องเสียงอ่อยอย่างเจ็บปวดแต่ก่อนจะไปพูดถึงเรื่องนั้น ฉันจะขอแนะนำตัวเองก่อนสักเล็กน้อยนะคะฉันชื่อ ‘คะนิ้ง’ เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยปี 2 คณะอักษรศาสตร์ เป็นคนเรียบร้อยและสดใส แล้วก็มีเพื่อนอยู่ไม่กี่คนในที่นี่ ซึ่งในกลุ่มเพื่อนๆ เหล่านั้นก็มีแค่ส้มหวานเท่านั้นล่ะที่ฉันไว้ใจที่สุดประวัติของฉันไม่มีอะไรน่าสนใจมากหรอกค่ะ ฉันอยู่หอนอกกับส้มหวาน เป็นผู้หญิงธรรมดาที่ใช้ชีวิตปกติเหมือนนักศึกษาทั่วๆ ไปใช่ค่ะ ฉันคือผู้หญิงปกติแต่... แต่ตอนนี้ชักเริ่มรู้สึกไม่ปกติเท่าไหร่แล้ว“เธอชื่ออะไรวะ”ฉันสะดุ้งเฮือกเมื่อเดินไปไม่กี่ก้าวก็ปะทะเข้ากั
“เราแอดไลน์เธอไปแล้ว รับตอนนี้เลยดิ”ฉันอ้าปากค้าง มองเขาที่นั่งซ้อนหลังอย่างไม่รู้จะทำยังไง เพราะตั้งแต่ที่ เอ่อ... ฉลามดุพูดให้ฉันเรียกชื่อเขาแบบนั้นแล้ว ฉันก็ได้แต่ก้มหน้างุดมองโทรศัพท์ของเขาอย่างไม่กล้าสบตาคนข้างหลังอีกเลย ก็ดูเขาสิ เจอกันยังไม่ถึงชั่วโมง (หรือถึงแล้วนะ) เขาก็เล่นรุกฉันแรงขนาดนี้แล้วและพอเห็นว่าฉันไม่ตอบอีก เขาก็เลยสะกิดไหล่ฉันเบาๆ “เหม่ออะไรนิ้ง”“อะ... เปล่า” อะไรเนี่ย เรียกชื่อเหมือนสนิทสนมกันแบบนั้นอ่ะ “ชื่อไลน์อะไรเหรอคะ”“อะไร หน้าเราก็อยู่นี่ เธอมองหน้าเราดิ ไลน์เราก็หน้าเรานี่แหละ” เขาพูดอย่างไม่ค่อยเข้าใจ แต่การที่คว้าคางฉันให้หันไปมองหน้าดุๆ ของเขาตามคำพูดด้วยมันคืออะไรกันอ่ะ! ฉันไม่ได้อยากดูหน้าเขาซะหน่อย ฉันจำหน้าเขาได้นะ ฮือ “เอ้า มองให้พอใจ”“ปล่อยคางนะ” ฉันพูดเสียงสั่นๆ แล้วร่างสูงก็ทำสีหน้าแปลกใจ แต่ก็ยอมปล่อยอย่างว่าง่าย “คะ คุณก็บอกชื่อไลน์มาก็จบแล้ว”“ชื่อไลน์ ‘พี่หลามคนจริง’ ไง” ฉันหน้าแดงไปหมดเมื่อได้ยินชื่อไลน์ของเขา อะ... อายแทน อายแทนจริงๆ เลย กล้าตั้งชื่อแบบนี้ได้ยังไงเนี่ยฉันหยิบโทรศัพท์ตัวเองขึ้นมา ในขณะที่จะปลดล็อกหน้าจอโดยมีสายตาของฉ
สุดท้ายฉันก็จนใจ ไม่กล้าตัดสายด้วย เลยเอาโทรศัพท์มาแนบหู[เฮ้ย รับแล้ว! เฮ้ย เค้ารับโทรศัพท์กูว่ะไอ้เดี่ยว!] ฉันเอาโทรศัพท์ออกห่างจากหูทันทีที่กดรับสายเสียงตะโกนท่าทางดีใจสุดๆ ของฉลามดุก็ดังขึ้นลั่นโทรศัพท์เหมือนเด็กเวลาที่ได้รถบังคับที่ถูกใจ ก่อนที่เหมือนจะเป็นเสียงของเขาที่ตีกันกับใครสักคน มีเสียงปาข้าวของด้วย จนกระทั่งเสียงทุ้มกลับมาทักอีกครั้ง [ไง]“อะ... โทรมามีอะไรเหรอ” เสียงของฉันสั่นและเบามาก ฉันได้ยินเขาหัวเราะ แล้วพอฉลามดุตอบกลับมาเท่านั้นแหละ[คิดถึงจะตาย] ฉันก็... อยู่ดีๆ ก็ตัวชาไปหมดเลย [เราไม่ชอบพิมพ์ข้อความ ชอบคุยต่อหน้ามากกว่าไง]“...”[แต่พอเธอกลับห้องเราก็ไม่รู้จะเจอหน้ายังไง ก็เลยโทรหา] ฉันฟังเสียงเขาเงียบๆ เพราะอายจนไม่กล้าที่จะพูดอะไร จนเสียงทุ้มต่ำดูเท่นิดๆ ของเขาดังขึ้นอีก [ไม่นอนเหรอนิ้ง]“ก็คุณโทรมา...” ฉันพูดเสียงอ่อน แล้วเขาก็หัวเราะในลำคอ[เฮ้ย เราก็แค่จะมากล่อมเธอนอนไง] เขาพูด [เผื่อจะฝันถึงเราไรงี้]“มะ... ไม่ฝันหรอก”[เออก็ได้ ไม่ฝันก็ไม่ฝันวะ] เสียงของเขากลั้วหัวเราะอยู่ตลอดเวลาเหมือนเจ้าตัวมีความสุขมากมาย ก่อนที่เสียงเขาจะห่างออกไปเหมือนกำลังคุยกับเพื่
ฉันตื่นขึ้นมาในเช้าวันรุ่งขึ้นก่อนที่จะต้องเด้งตัวขึ้นมาเพราะลืมไปว่าโทรสายกับฉลามดุค้างไว้ พอกดเปิดโทรศัพท์ดูฉันก็ต้องเบิกตากว้างสายยังไม่ถูกกดวางเลยอ่ะ! นี่ฉันโทรคุยกับเขาทั้งคืนเลยเหรอแต่ฉันจำได้ว่าฉันหลับไปก่อนนะ แล้ว... แล้วเขาก็ไม่ยอมกดวางงั้นเหรอพอคิดได้แบบนั้นฉันก็รีบเอาโทรศัพท์แนบหูว่าเขาจะยังตื่นอยู่มั้ย มองไปที่นาฬิกาเล็กๆ บนโต๊ะข้างหัวเตียงก็เห็นว่านี่มันแปดโมงกว่าๆ แล้ว ส้มหวานยังไม่ตื่นเลย ขี้เซาจริงๆ“ฮะ... ฮัลโหล” ฉันตัดสินใจโพล่งขึ้นมาในสายอย่างกล้าๆ กลัวๆ แล้วก็ได้ยินเสียงเขากรน เอ่อ...[... งืม] เขาละเมอด้วยอ่ะ [อยากเจอ...]“...!”[เมื่อไรจะได้เจอ] ฉันหน้าร้อนไปหมด เขาพูดเหมือนเขาตื่นอยู่เลย แต่ฉันว่าเขาละเมอนะ เสียงฉลามดุดูอู้อี้มากเลยอ่ะ [... เช้ายังเนี่ย]ฉันเงียบ ไม่ยอมพูดอะไรจนกระทั่งได้ยินเสียงอะไรสักอย่างดังโครม ในขณะที่เสียงละเมอของคนในสายจะกลายเป็นเสียงตวาดลั่น[ห่าเดี่ยว! มึงถีบกูอีกแล้วนะ ละเมอทีไรถีบกูตลอด กูไม่ใช่กระสอบทรายนะไอ้เหี้...!!]ติ๊ดฉันรีบกดวางสายทันทีเมื่อรู้ว่าเขาตื่นแล้วแถมสบถเสียงดังด้วย ไม่อยากให้เขารู้ตัวว่าฉันแอบฟังอยู่ แล้วรีบวางโ
มีความรู้สึกว่าคิ้วขวากระตุกอยู่ตลอดเวลาเลยอ่ะไม่รู้ว่านี่เป็นลางร้ายหรืออะไรรึเปล่านะ แต่รู้สึกไม่ดีเลย“นิ้ง จะกลับหอเลยหรือไปหาอะไรกินก่อนดี มีเรียนอีกทีตั้งสี่โมงแน่ะ”ฉันหันไปมองส้มหวานที่เก็บชีทเรียนใส่กระเป๋าสะพายอย่างไม่รีบร้อน หลังจากเรียนคลาสแรกของวันจบฉันกับส้มหวานก็ลงมานั่งคุยเล่นกันที่โต๊ะม้าหินอ่อนตัวประจำ เหลือเวลาอีกตั้งเยอะแยะกว่าที่จะเรียนคลาสต่อไป ฉันเลยสลัดความคิดเรื่องลางร้ายอะไรนั่นออกไปแล้วเริ่มครุ่นคิดฉันเองก็ยังไม่อยากกลับไปนอนที่หอด้วย เพราะอย่างนั้น“นิ้งอยากกินนมปั่นอ่ะ”“บังเอิญจัง! ส้มก็อยากกิน” ส้มหวานมีสีหน้าเปี่ยมสุขที่เจอคนที่ใจตรงกัน ในขณะที่จะกอดคอฉันแล้วลากให้เดินไปยังหน้ามหาวิทยาลัยด้วยกัน “แล้วเดี๋ยวแวะร้านเค้กหน้ามหาลัยกันด้วยดีกว่า อยากกินชอตเค้กอ่ะ”“กินเยอะๆ เดี๋ยวอ้วนนะส้ม”“ไม่สนอ่ะ ยังไงก็ยังสวยอยู่ดี” ฉันหัวเราะกับมุขตลกของเธอและยอมรับว่าเป็นความจริง เพราะส้มเป็นคนสวยและน่ารัก ในขณะที่จะเดินคุยกันไปเรื่อยๆ จนออกนอกประตูมหาลัย แต่ก็ยังไม่วาย...“เอ้ย นิ้ง” ส้มหวานกระตุกแขนฉันให้หันไปมองด้านซ้าย แล้วฉันก็ตกใจเมื่อเห็นคนที่นั่งสูบบุหรี่บนร
“พี่ฉลาม? พี่ฉลามใช่มั้ย!” เพื่อนทุกคนของเด็กคนนี้มีสีหน้าตกใจ ไม่เว้นแม้แต่คนที่ดูท่าทางเป็นหัวโจกด้วย แม้แต่ฉันเองก็ตกใจเหมือนกัน “ผมมองตั้งนานนึกว่าใคร พี่ฉลามนี่เอง วันก่อนผมไปเจอพี่เดี่ยวมาด้วย ไม่คิดว่าชาตินี้จะมีบุญได้เจอไอดอลตัวเป็นๆ”“ว่าไงนะ” ฉลามดุเบิกตากว้าง เหมือนเขาเองก็คิดไม่ถึงเหมือนกัน“ห่าโอ มึงพูดอะไรวะ”“นี่มึงไม่รู้จักพี่ฉลามดุเหรอวะ!” เด็กที่ชื่อโอตบหัวเพื่อนอีกคนที่ถูกฉลามดุดึงคอเสื้อค้างไว้ ในขณะที่เด็กคนนั้นก็ทำตาโตสุดๆ เหมือนเพิ่งนึกออกเหมือนกัน“พี่ฉลามดุที่เป็นคู่หูกับพี่เดี่ยวบางซิ่ง แล้วก็เคยไปถล่มพวกกลุ่มสมิงดำที่โคตรดังคนนั้นอ่ะนะ!!”“เฮ้ย ใช่เหรอวะ คนดังเลยนี่หว่า”“พี่ฉลามผมนี่ FC พวกพี่เลยนะครับ!”เหมือนทุกอย่างจะพลิกจากหลังมือเป็นหน้ามือหลายตลบ ฉันตาลายและงุนงง ไม่เข้าใจสิ่งที่เด็กพวกนั้นพูดเลยแม้แต่นิด แต่พอหันไปมองผู้ชายคนที่ถูกพูดถึง เขาเองก็หูแดงแถมเริ่มเกาท้ายทอยนิดๆ ด้วยเอ่อ นี่เขาเขินเหรอ?“... ก็นิดหน่อย” เขินจริงๆ ด้วยอ่ะ “ว่าแต่พวกมึงเป็นใคร ยังเด็กอยู่เลยนี่”“พี่ไม่น่าจะรู้จักหรอกครับ พวกผมเรียน ปวช. ปีหนึ่งกำลังห้าวเป้งเลย แต่ได้ยินชื่
และสุดท้ายมันก็จบลงที่ฉันต้องมานั่งทำแผลให้เขา“แล้วไปทำยังไงให้โดนบาดได้ล่ะ”ฉันถามเขาในขณะที่วางกล่องปฐมพยาบาลอยู่บนหน้าตัก เสียงไม่ค่อยสั่นเท่าไหร่แล้วเพราะตอนนี้ฉันนั่งห่างจากเขามาก เพิ่งเห็นว่าพอเอาแขนเสื้อขึ้นมาต้นแขนของฉลามดุจะเป็นแผลเหมือนโดนมีดบาดเป็นทางยาว เลือดไหลลงมาที่ปากแผลเล็กน้อย แต่ตอนที่เขาพูดกับเด็กพวกนั้นก็ไม่เห็นว่าเขาจะแสดงสีหน้าเจ็บปวดอะไรเลย“ก็...” เขาเว้นวรรค แล้วกุมแผลตัวเองไว้ “ตอนนั้นโมโห”“...”“แล้วก็หวงเธอมากจนเลือดขึ้นหน้าไง” พูดด้วยน้ำเสียงเชิญชวนไม่พอ ยังช้อนตาขึ้นมองฉันด้วยสายตาออดอ้อนด้วย “เจ็บอ่ะเธอ”“แล้ว...” ฉันหน้าแดง แล้วรีบหลบตาเขาทันที “แล้วทำไมตอนนั้นไม่บอกเด็กพวกนั้นไปล่ะ พวกเขาจะได้รับผิดชอบอะไรบ้าง”“เราไม่อยากตัดอนาคตเด็ก” เขาตอบกลับมาทันทีด้วยสีหน้าจริงจัง “แล้วแผลมันก็ไม่ได้ใหญ่มาก พวกมันคงพกมาป้องกันตัว แต่ใช้ผิดวิธีไปหน่อย”“...”“มันยังเรียนอยู่ เราไม่อยากเอาเรื่อง”ฉันมองเขาแล้วเงียบไป นึกเห็นด้วยในใจเลยเลือกที่จะไม่พูดอะไรต่อ แล้วหยิบผ้าก็อซกับพวกอุปกรณ์สำหรับทำแผลสดออกมา แต่ก็นึกได้ว่าเขายังไม่ได้ล้างแผลเลย“ปะ... ไปล้างแผลก่อนส
ฉันเหวอ มองเขาที่ตบที่นั่งที่ยังว่างข้างๆ ด้วยสีหน้าเชิญชวน จะเดินออกจากห้องฉันก็ไม่รู้ทางกลับอยู่ดี และถ้าจะให้ไปนั่งข้างๆ เขาหรือนอนค้างห้องเขาล่ะก็... ฉันก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะถูกทำอะไรบ้าง“แต่... เราเพิ่งคุยกันได้แค่สองวันเอง” ฉันยืนนิ่ง แล้วพูดกับเขาด้วยสีหน้าตื่นกลัว “แถมคุณก็เป็นผู้ชายนะคะ หนูนอนค้างที่นี่ไม่ได้หรอก”“...”“หนูอยากกลับบ้าน”“ไม่เห็นเป็นไรเลย เธอก็ไว้ใจเราดิ” ฉลามดุเลิกคิ้ว ดูเหมือนคำตอบของฉันจะไม่ใช่คำตอบที่เขาอยากฟังเท่าไหร่ ก็ใช่อยู่แล้วล่ะ “นี่มันก็จะเย็นแล้ว เป็นผู้หญิงกลับบ้านดึกๆ ดื่นๆ มันอันตรายไม่ใช่เหรอวะ”“แต่... หนูมีเรียนตอนสี่โมง” ฉันก้มหน้างุด ไม่รู้ว่าจะทำแบบนั้นไปทำไม“ไม่เห็นต้องเรียนเลย ขาดสักคาบจะเป็นไรไป”และเมื่อได้ยินฉลามดุพูดแบบนั้นอย่างไม่แยแส ฉันก็นิ่งอึ้งไปในทันที“...”“เงียบ? เป็นไร” เขาถามแล้วลุกขึ้นทำท่าจะเดินเข้ามาหา แล้ววินาทีนั้นจู่ๆ น้ำตาของฉันก็ร่วงเผาะลงมาด้วยความอึดอัดจนเขาแทบผงะถอยหลัง “เฮ้ย ร้องไห้เหรอนิ้ง”จะเพราะใครอีกล่ะ ก็เขานั่นแหละ“ฮือ นิ้งอยากกลับบ้าน... ให้นิ้งกลับบ้านเถอะนะ” ฉันชอบเรียกชื่อแทนตัวเองเวลาที่อยากจะอ้อ
ย้อนไปในเวลาเดียวกัน...[พาร์ท : ฉลามดุ]ผมแทบตาสว่างเมื่อนิ้งโทรมา และตาสว่างเข้าไปอีกเมื่อเธอพูดประโยคนี้[นิ้งรอฉลามนานแล้วนะ] ผมเหมือนหูฝาด ก็เลยหรี่ตาฟังเธอเงียบๆ โดยเลือกที่จะไม่พูดอะไรออกมาแทน“...”[นึกว่าจะตื่นแล้ว รีบมาหาได้มั้ยคะ]ผมเด้งตัวขึ้นจากเตียงทันที หัวใจเต้นโครมครามไปหมดเมื่อเพิ่งรู้ว่าตัวเองหูไม่ฝาด นิ้งเป็นคนพูดจริงๆ ว่ะ เธอแทนตัวเองว่านิ้ง แถมยังพูดด้วยน้ำเสียงออดอ้อนแบบเด็กๆ ด้วยวันนี้มันวันดีอะไรวะ กูตายแล้วเหรอ แต่ทำไมเห็นสวรรค์ชัดจังเลย“... ได้ดิ” ผมสะกดอารมณ์แล้วพยายามควบคุมเสียงให้นิ่งที่สุด ไม่อยากตื่นตูมไปเอง เธออาจจะแค่พูดเฉยๆ ไม่ได้คิดอะไรก็ได้ “เดี๋ยวจะรีบออกไป”[อะ... อื้อ]“ห้ามหนีไปไหนนะ” แต่พอเห็นว่าเธอครางรับสั้นๆ ผมก็รู้สึกโลภขึ้นมา ก็เลยมีข้อต่อรองนิดหน่อย[อื้อ]“ถ้าหนีเราจะไปตามถึงหน้ามหาลัยเลย”[อะ... อื้อ! รีบมาเลยนะ] เสียงเธอแกว่งไปนิดๆ ด้วยว่ะ [ถ้าไม่รีบมานิ้งก็จะไม่รอแล้ว]“...”[จะไม่รอจริงๆ นะ]“รู้แล้วครับผม! จะรีบออกไปเดี๋ยวนี้ เลิกทำเสียงแบบนั้น” ผมแทบจะสบถออกมา ใจสั่นไปหมดแล้วตอนนี้ โคตรชอบเสียงแบบนี้ของเธอ แต่ในขณะเดียวกันพอคิดว
[พาร์ท : ฉลามดุ]คืนนี้ผมฝันดีแน่นอน“ยิ้มอะไรของมึง ดูๆ ไปแล้วเหมือนฆาตกรโรคจิต เห็นแล้วคลื่นไส้” ผมหันไปตามต้นเสียง แล้วก็เห็นเจ๊เพทเดินเข้ามาในขณะที่โยนกระป๋องเบียร์ส่งให้ผมหลังจากที่ผมขับจากหอพักของนิ้งและแวะมาที่นี่ “แดกให้หมดนะ กูเลี้ยง”เธอชื่อ ‘เพทาย’ เป็นผู้หญิงคนเดียวในประวัติกาลที่เป็นหัวหน้าเด็กช่างแถวๆ นี้ เธอเป็นเจ๊ใหญ่ของที่นี่ แล้วเผอิญว่าผมรู้จักกับไอ้พัสน้องชายของเจ๊แกด้วยไง ก็เลยแวะมาที่อู่ของมัน อีกอย่างเพราะผมทำงานอยู่ที่นี่เป็นประจำด้วยผมก็แค่อยากรีบมาเอารถไปรับนิ้ง“เออ มีเรื่องดีๆ” ผมตอบแล้วเปิดกระป๋องเบียร์อย่างอารมณ์ดี ส่วนผู้หญิงในชุดหนังแบบโคตรแมนก็เดินมาเคาะรถที่ผมมาเอาสองสามที ก่อนที่เธอจะนั่งลงตรงฝากระโปรงรถ“เรื่องไร ผู้หญิงเหรอ?” ผมฉีกยิ้มกลับไปแทนคำตอบ แล้วเจ๊ก็แค่นหัวเราะ “อยากรู้ว่าครั้งล่าสุดที่มึงยิ้มทุเรศแบบนี้คือตอนไหน ตอนคบกับไอ้พราวปะ?”พราวที่ว่าเป็นแฟนคนก่อนที่ผมเพิ่งเลิกไป เพราะเธอมีคนอื่น แถมคนอื่นที่ว่าก็เป็นคนที่โคตรเหม็นขี้หน้า จำได้ว่าตอนนั้นผมวูบไปหลายอาทิตย์“ก็แค่แฟนเก่า” ผมแค่นหัวเราะตามบ้างแล้วกระดกเบียร์เข้าคอ “เลิกไปจะเป็นชาติ
ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ตอนนี้สองเท้าของฉันก็ยืนอยู่หน้าหอพักของตัวเองแล้วไม่รู้ว่าส้มหวานอยากจับคู่ฉันกับฉลามดุอะไรขนาดนั้น เธอพยายามผลักดันฉันให้ลงไปข้างล่างด้วยตัวเองให้ได้เลย ในขณะที่ตัวเองก็นอนเล่นโน๊ตบุ้คอย่างสบายใจให้ตายสิ นี่ส้มไม่รู้เลยรึไงนะว่าฉันโดนเขาโกรธอยู่น่ะเขาอยู่นั่นแล้ว ตรงลานจอดรถข้างหน้าตึกใกล้ป้อมยามนี่เองฉันเม้มริมฝีปาก ตัดสินใจยืนแอบอยู่ข้างๆ เสาข้างหน้าหออย่างกล้าๆ กลัวๆ เมื่อทันทีที่ลงไปก็เห็นผู้ชายคนหนึ่งกับรถมอเตอร์ไซค์ที่คุ้นเคย ฉลามดุสูบบุหรี่อีกแล้ว เขานั่งหันเสี้ยวหน้าด้านข้างมาทางที่ฉันยืนอยู่ ร่างสูงเสยผมขึ้น แล้วเริ่มพ่นควันบุหรี่ออกมาอย่างเงียบเชียบฉันค่อยๆ โผล่หน้าออกไป แล้วก็เป็นจังหวะที่ร่างสูงหันมามองทางนี้พอดีทันทีที่เห็นเขาก็กวักมือเรียกฉันให้เดินเข้ามาหา แล้วทิ้งบุหรี่ลงกับพื้นในวินาทีนั้นฉันอึกอักนิดหน่อยเพราะไม่รู้ว่าตอนนี้เขาจะยังโกรธหรือน้อยใจฉันอยู่รึเปล่า แต่พอเดินเข้าไปใกล้ตัวร่างสูงที่นั่งอยู่บนรถมอเตอร์ไซค์แล้ว ข้อมือของฉันก็ถูกคว้าไปใกล้เขาอีกนิดอย่างไม่ทันตั้งตัว“อะ... ปล่อยนะ” ฉันตกใจและดันเขาออกทันที ในขณะที่เงยหน้ามองฉล
ฟะ... แฟนเหรอ!ฉันทำหน้าเหวอทันทีเมื่อได้ยินเขาพูดเธอไปแบบนั้น พอเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นว่าคนตัวโตก็กำลังสบตาฉันอยู่เช่นกัน ใบหน้าของเราอยู่ในระยะประชิดเพราะเขากอดฉันไว้แนบไหล่ ฉันเบนสายตาไปที่มือของตัวเองที่ยื้อไหล่ของฉลามดุเอาไว้จากเหตุการณ์กะทันหันเมื่อครู่ แล้วอยู่ดีๆ หน้าก็ร้อนขึ้นมาแฟนอะไรกัน ไม่ใช่สักหน่อย“เอ้ะ เราไม่เห็นรู้เลย” ผู้หญิงคนนั้นหน้าเสียไป ก่อนที่เธอจะหันมามองหน้าฉันอย่างงุนงง “แต่เราไม่เห็นได้ข่าวเลยว่าคะนิ้งดาวคณะอักษรจะมีแฟน”อะ... อะไรน่ะ เธอรู้จักฉันด้วยเหรอ“ดาวคณะ?” ฉลามดุทวนเสียงเข้มทันที ก่อนที่เขาจะก้มลงมามองฉันที่ก้มหน้างุด “จริงเหรอนิ้ง”“อะ... อื้อ” ฉันตอบกลับไปเสียงอ้อมแอ้มอย่างไม่ค่อยอยากจะพูดถึงนัก ฉันไม่ค่อยชอบตำแหน่งนี้มาตั้งแต่แรก พยายามจะขอออกอยู่หลายครั้งแต่ไม่เคยสำเร็จสักที ทั้งๆ ที่ฉันพยายามทำตัวไม่ให้เป็นจุดเด่นมากแล้วนะ เธอก็ยังจำได้อีก“แม่ง...” แต่ที่ผิดคาดกว่าคือฉลามดุดันสบถออกมาเหมือนไม่สบอารมณ์ แล้วกำชับอ้อมแขนแน่นขึ้นท่ามกลางสายตาของทุกคน “งี้คนก็จ้องแต่จะแอ้มเธออ่ะดิ ดีกรีดาวคณะไม่มีใครไม่อยากได้หรอก”ฉันทำหน้างง ส่วนผู้หญิงคนนั้นยังค
ผมโมโหมาก ตั้งแต่เริ่มแดกยันจ่ายเงินจนตอนนี้ผมขับรถมาส่งนิ้งที่หน้ามหาลัยก็ยังหงุดหงิดไม่หาย นี่ถ้าไอ้เด็กเสิร์ฟนั่นมันทำมากกว่านั้นนะผมจะไม่ทำอะไรมันหรอก เชื่อดิ แต่จะพังร้านแม่งเลยคะนิ้งยังมีท่าทางงุนงงไม่หาย ตอนที่เธอลงจากรถแล้วส่งหมวกกันน็อคให้ผม ผมพยายามแล้วที่จะไม่หงุดหงิดใส่เธอ แต่ก็เผลอกระชากหมวกกันน็อคมาอย่างรุนแรงนิดหน่อย นิ้งเซไปนิดๆ แล้วผมก็คว้าเอวเธอไว้อย่างเพิ่งรู้สึกตัว“เฮ้ย ขอโทษ” เธอทำหน้าเหวอ ส่วนผมก็ได้แต่ขยี้หัวแรงๆ ในขณะที่จะผละมือออกเมื่อเธอทรงตัวได้แล้วร่างเล็กก็ดันมือผมออก “เราโทรไปหาส้มหวานอะไรนั่นของเธอแล้วนะ เดี๋ยวเพื่อนเธอจะตามมาทีหลัง”ใช่ เพราะโทรศัพท์ของคะนิ้งแบตหมดผมก็เลยอาสาจะโทรหาเพื่อนเธอให้ ถึงแม้ตอนแรกเธอจะมีท่าทีไม่เต็มใจ แต่สุดท้ายเธอก็ไม่มีทางเลือกเลยให้ผมโทรให้อยู่ดีถึงผมจะหงุดหงิด แต่เธอก็คือที่หนึ่งในใจผมนะรู้ตัวไว้ซะด้วย“อะ... โอเค” เธอพยักหน้า “งั้นหนูไปแล้วนะคะ ขอบคุณที่เลี้ยงก๋วยเตี๋ยวค่ะ”เธอพูดขอบคุณเสร็จก็พร้อมจะหมุนตัวหนีเข้ารั้วมหาลัย แล้ววินาทีนั้นผมก็เห็นว่าผู้ชายที่เดินเข้าออกประตูหน้ามหาลัยเอาแต่มองตัวเล็กๆ ที่สมส่วนของคะนิ้
ฉันเหวอ มองเขาที่ตบที่นั่งที่ยังว่างข้างๆ ด้วยสีหน้าเชิญชวน จะเดินออกจากห้องฉันก็ไม่รู้ทางกลับอยู่ดี และถ้าจะให้ไปนั่งข้างๆ เขาหรือนอนค้างห้องเขาล่ะก็... ฉันก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะถูกทำอะไรบ้าง“แต่... เราเพิ่งคุยกันได้แค่สองวันเอง” ฉันยืนนิ่ง แล้วพูดกับเขาด้วยสีหน้าตื่นกลัว “แถมคุณก็เป็นผู้ชายนะคะ หนูนอนค้างที่นี่ไม่ได้หรอก”“...”“หนูอยากกลับบ้าน”“ไม่เห็นเป็นไรเลย เธอก็ไว้ใจเราดิ” ฉลามดุเลิกคิ้ว ดูเหมือนคำตอบของฉันจะไม่ใช่คำตอบที่เขาอยากฟังเท่าไหร่ ก็ใช่อยู่แล้วล่ะ “นี่มันก็จะเย็นแล้ว เป็นผู้หญิงกลับบ้านดึกๆ ดื่นๆ มันอันตรายไม่ใช่เหรอวะ”“แต่... หนูมีเรียนตอนสี่โมง” ฉันก้มหน้างุด ไม่รู้ว่าจะทำแบบนั้นไปทำไม“ไม่เห็นต้องเรียนเลย ขาดสักคาบจะเป็นไรไป”และเมื่อได้ยินฉลามดุพูดแบบนั้นอย่างไม่แยแส ฉันก็นิ่งอึ้งไปในทันที“...”“เงียบ? เป็นไร” เขาถามแล้วลุกขึ้นทำท่าจะเดินเข้ามาหา แล้ววินาทีนั้นจู่ๆ น้ำตาของฉันก็ร่วงเผาะลงมาด้วยความอึดอัดจนเขาแทบผงะถอยหลัง “เฮ้ย ร้องไห้เหรอนิ้ง”จะเพราะใครอีกล่ะ ก็เขานั่นแหละ“ฮือ นิ้งอยากกลับบ้าน... ให้นิ้งกลับบ้านเถอะนะ” ฉันชอบเรียกชื่อแทนตัวเองเวลาที่อยากจะอ้อ
และสุดท้ายมันก็จบลงที่ฉันต้องมานั่งทำแผลให้เขา“แล้วไปทำยังไงให้โดนบาดได้ล่ะ”ฉันถามเขาในขณะที่วางกล่องปฐมพยาบาลอยู่บนหน้าตัก เสียงไม่ค่อยสั่นเท่าไหร่แล้วเพราะตอนนี้ฉันนั่งห่างจากเขามาก เพิ่งเห็นว่าพอเอาแขนเสื้อขึ้นมาต้นแขนของฉลามดุจะเป็นแผลเหมือนโดนมีดบาดเป็นทางยาว เลือดไหลลงมาที่ปากแผลเล็กน้อย แต่ตอนที่เขาพูดกับเด็กพวกนั้นก็ไม่เห็นว่าเขาจะแสดงสีหน้าเจ็บปวดอะไรเลย“ก็...” เขาเว้นวรรค แล้วกุมแผลตัวเองไว้ “ตอนนั้นโมโห”“...”“แล้วก็หวงเธอมากจนเลือดขึ้นหน้าไง” พูดด้วยน้ำเสียงเชิญชวนไม่พอ ยังช้อนตาขึ้นมองฉันด้วยสายตาออดอ้อนด้วย “เจ็บอ่ะเธอ”“แล้ว...” ฉันหน้าแดง แล้วรีบหลบตาเขาทันที “แล้วทำไมตอนนั้นไม่บอกเด็กพวกนั้นไปล่ะ พวกเขาจะได้รับผิดชอบอะไรบ้าง”“เราไม่อยากตัดอนาคตเด็ก” เขาตอบกลับมาทันทีด้วยสีหน้าจริงจัง “แล้วแผลมันก็ไม่ได้ใหญ่มาก พวกมันคงพกมาป้องกันตัว แต่ใช้ผิดวิธีไปหน่อย”“...”“มันยังเรียนอยู่ เราไม่อยากเอาเรื่อง”ฉันมองเขาแล้วเงียบไป นึกเห็นด้วยในใจเลยเลือกที่จะไม่พูดอะไรต่อ แล้วหยิบผ้าก็อซกับพวกอุปกรณ์สำหรับทำแผลสดออกมา แต่ก็นึกได้ว่าเขายังไม่ได้ล้างแผลเลย“ปะ... ไปล้างแผลก่อนส
“พี่ฉลาม? พี่ฉลามใช่มั้ย!” เพื่อนทุกคนของเด็กคนนี้มีสีหน้าตกใจ ไม่เว้นแม้แต่คนที่ดูท่าทางเป็นหัวโจกด้วย แม้แต่ฉันเองก็ตกใจเหมือนกัน “ผมมองตั้งนานนึกว่าใคร พี่ฉลามนี่เอง วันก่อนผมไปเจอพี่เดี่ยวมาด้วย ไม่คิดว่าชาตินี้จะมีบุญได้เจอไอดอลตัวเป็นๆ”“ว่าไงนะ” ฉลามดุเบิกตากว้าง เหมือนเขาเองก็คิดไม่ถึงเหมือนกัน“ห่าโอ มึงพูดอะไรวะ”“นี่มึงไม่รู้จักพี่ฉลามดุเหรอวะ!” เด็กที่ชื่อโอตบหัวเพื่อนอีกคนที่ถูกฉลามดุดึงคอเสื้อค้างไว้ ในขณะที่เด็กคนนั้นก็ทำตาโตสุดๆ เหมือนเพิ่งนึกออกเหมือนกัน“พี่ฉลามดุที่เป็นคู่หูกับพี่เดี่ยวบางซิ่ง แล้วก็เคยไปถล่มพวกกลุ่มสมิงดำที่โคตรดังคนนั้นอ่ะนะ!!”“เฮ้ย ใช่เหรอวะ คนดังเลยนี่หว่า”“พี่ฉลามผมนี่ FC พวกพี่เลยนะครับ!”เหมือนทุกอย่างจะพลิกจากหลังมือเป็นหน้ามือหลายตลบ ฉันตาลายและงุนงง ไม่เข้าใจสิ่งที่เด็กพวกนั้นพูดเลยแม้แต่นิด แต่พอหันไปมองผู้ชายคนที่ถูกพูดถึง เขาเองก็หูแดงแถมเริ่มเกาท้ายทอยนิดๆ ด้วยเอ่อ นี่เขาเขินเหรอ?“... ก็นิดหน่อย” เขินจริงๆ ด้วยอ่ะ “ว่าแต่พวกมึงเป็นใคร ยังเด็กอยู่เลยนี่”“พี่ไม่น่าจะรู้จักหรอกครับ พวกผมเรียน ปวช. ปีหนึ่งกำลังห้าวเป้งเลย แต่ได้ยินชื่
มีความรู้สึกว่าคิ้วขวากระตุกอยู่ตลอดเวลาเลยอ่ะไม่รู้ว่านี่เป็นลางร้ายหรืออะไรรึเปล่านะ แต่รู้สึกไม่ดีเลย“นิ้ง จะกลับหอเลยหรือไปหาอะไรกินก่อนดี มีเรียนอีกทีตั้งสี่โมงแน่ะ”ฉันหันไปมองส้มหวานที่เก็บชีทเรียนใส่กระเป๋าสะพายอย่างไม่รีบร้อน หลังจากเรียนคลาสแรกของวันจบฉันกับส้มหวานก็ลงมานั่งคุยเล่นกันที่โต๊ะม้าหินอ่อนตัวประจำ เหลือเวลาอีกตั้งเยอะแยะกว่าที่จะเรียนคลาสต่อไป ฉันเลยสลัดความคิดเรื่องลางร้ายอะไรนั่นออกไปแล้วเริ่มครุ่นคิดฉันเองก็ยังไม่อยากกลับไปนอนที่หอด้วย เพราะอย่างนั้น“นิ้งอยากกินนมปั่นอ่ะ”“บังเอิญจัง! ส้มก็อยากกิน” ส้มหวานมีสีหน้าเปี่ยมสุขที่เจอคนที่ใจตรงกัน ในขณะที่จะกอดคอฉันแล้วลากให้เดินไปยังหน้ามหาวิทยาลัยด้วยกัน “แล้วเดี๋ยวแวะร้านเค้กหน้ามหาลัยกันด้วยดีกว่า อยากกินชอตเค้กอ่ะ”“กินเยอะๆ เดี๋ยวอ้วนนะส้ม”“ไม่สนอ่ะ ยังไงก็ยังสวยอยู่ดี” ฉันหัวเราะกับมุขตลกของเธอและยอมรับว่าเป็นความจริง เพราะส้มเป็นคนสวยและน่ารัก ในขณะที่จะเดินคุยกันไปเรื่อยๆ จนออกนอกประตูมหาลัย แต่ก็ยังไม่วาย...“เอ้ย นิ้ง” ส้มหวานกระตุกแขนฉันให้หันไปมองด้านซ้าย แล้วฉันก็ตกใจเมื่อเห็นคนที่นั่งสูบบุหรี่บนร