ปัก! พอพี่แบล็คพูดจบฉันก็จัดการปาหมอนไปโดนหน้าอิพี่เขาเต็ม ๆ พูดมาได้ไงว่าฉันไปเป็นเมียน้อยพ่อพี่โลคา ตลกแล้ว “บ้าหรือไง! พูดออกมาได้” “สรุปคือไม่ใช่?” โอ๊ยอยากจะบ้าตาย “ไม่ใช่! เน่ชอบพี่โลคานะไม่ได้ชอบพ่อเขา พี่แบล็คคิดได้ไง เป็นบ้าไปแล้วเหรอ” ฉันเลยจัดการด่านางไป นาน ๆ ทีจะได้ด่าก็เหอะ อัดอันมานานล่ะ “ใครมันจะไปรู้วะ ก็เห็นอาจารย์ว่ากันแบบนั้น” พี่แบล็คกลับไปสนใจตัวเกมต่อ ส่วนฉันได้แต่กุมขมับแทน พวกอาจารย์เข้าใจผิดไปกันใหญ่ละ “ช่างเหอะ งั้นเน่ขอไปนอนก่อนละกัน” ฉันเตรียมจะลุกขึ้นแต่ก็ต้องนั่งลงที่เดิม เมื่อพี่แบล็คยังพูดไม่จบ “เดี๋ยว…แล้วเรื่องย้ายมอคืออะไร มึงก็ใกล้จะจบแล้ว อีกแค่สองปีทำไมถึงจะย้ายมอ?” พี่แบล็คพูดขึ้นในขณะที่ตัวเองก็นอนเล่นเกม และไม่ได้หันมามองฉันเลย “แค่อยากย้าย” พี่แบล็คยันตัวลุกขึ้นนั่งแล้วกดปิดมือถือ พลางหันมาจ้องฉันอย่างจับผิด “อยากย้าย? ในตอนที่มึงคบกับไอ้คาแล้วเนี่ยนะ มึงคิดว่ากูจะเชื่อเหรอ กูให้มึงพูดใหม่ ไม่งั้นเรื่องนี้ถึงแม่มึงแน่ กูมั่นใจว่ามึงคงยั
QB Animal Zoo “ยังโกรธเรื่องเมื่อเช้าอยู่อีกเหรอคะ” ฉันเดินกุมมือพี่โลคาเข้ามาภายในสวนสัตว์ เราทั้งสองคนเพิ่งมาถึงสวนสัตว์ได้ไม่นานนี่เอง การมาเที่ยวสวนสัตว์ครั้งนี้ก็เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่ในลิสต์ของฉันเช่นกัน ฉันนะชอบพวกสัตว์น่ารัก ๆ มากเลย ไม่จำเป็นต้องเป็นหมาแมวอย่างเดียวหรอกนะ แต่สัตว์อื่น ๆ ฉันก็ชอบเหมือนกัน แล้วดูอีกคนสิ เอาแต่ทำหน้าบึ้งตั้งแต่ในรถยันมาถึงสวนสัตว์แล้ว พี่โลคาก็ยังทำหน้านิ่งใส่ฉันอยู่เลย เรื่องเมื่อเช้าฉันก็ได้เคลียร์กันแล้วว่าไม่ได้มีอะไรในกอไผ่ พี่แบล็คเองก็ช่วยยืนยัน สุดท้ายก็ตกลงกันได้ แต่ไหงตอนนี้กลับมาโกรธฉันไม่ยอมคุยด้วยเฉยเลยง่า “ไม่ได้โกรธ” แหนะดูสิ อย่างกับผู้หญิงขี้งอนเลย “เน่ไม่เชื่อ โถ่พี่โลคา เน่สาบานเลยว่าเน่ไม่ได้คิดอะไรกับพี่แบล็คเลย คนที่เน่รักมากที่สุดก็คือพี่โลคาเท่านั้นนะคะ” ฉันพูดพร้อมกับชูสามนิ้วให้อีกคนเชื่อว่าฉันพูดจริง “คิดว่าตัวเองกำลังเรียนลูกเสืออยู่หรือไง เด็กเอ๋อ” ในที่สุดพี่โลคานางก็ยิ้มแล้ว แถมยังเอามือมาวางไว้บนหัวฉัน เท่านั้นไม่พอยังขยี้หัวฉันเล่นอีก
บ้านเลเน่เวลา 19.35 น. พี่โลคามาส่งฉันที่บ้านตามเคย แต่รอบนี่ฉันขอให้พี่โลคามาส่งแค่แถวหน้าปากซอยบ้านแทน เนื่องจากวันนี้แม่ของฉันกลับไว และฉันก็ไม่อยากมีปัญหากับแม่สักเท่าไหร่ในตอนแรกพี่โลคาก็มีอาการไม่พอใจ แต่พอฉันให้เหตุผลไปนางก็ยอม แต่ไม่ใช่เหตุผลที่ฉันจะไปบอกเลยว่าแม่ฉันไม่ปลื้มพี่เขา อันนี้ฉันไม่พูดหรอกนะ ฉันก็สรรหาเหตุผลร้อยแปดพันเก้ามาพูดนั่นแหละ“บ้านไม่รู้จักอยู่นะ” ก้าวขาเข้าบ้านได้เพียงแค่ข้างเดียวก็โดนแม่บ่นเข้าให้แล้ว ตอนนี้แม่ฉันกำลังนั่งดูทีวีพร้อมกับทานขนมอยู่ แม่ฉันสายชิลน่ะ“แม่ เน่จะย้ายมอนะ” ฉันเดินไปหย่อนตัวลงนั่งข้างแม่พร้อมกับพูดถึงเรื่องนี้ แม่ฉันหยุดการเคลื่อนไหวทุกอย่าง จากนั้นก็วางชามลงกับโต๊ะกระจกหน้าโซฟาหันมามองฉันอย่างไม่เข้าใจ“อะไรนะ” แม่ฉันเริ่มมีน้ำโหแย้ว ฮือ กลัวว“เน่ทำเรื่องย้ายมอไปแล้ว เน่จะไปอยู่ที่เชียงใหม่ จะไปเรียนที่นู้น เน่อยากลองไปใช้ชีวิตเองดูบ้างอะแม่” ฉันพูดออกไปแบบไม่หายใจ พอพูดจบก็สูดอากาศเข้าปอดพร้อมกับเตรียมรับฟังคุณนายบ่น“อยากไปก็ไปสิ ดีเหมือนกันจะได้หัดทำอะไรเองบ้าง วัน ๆ เอาแต่เที่ยว คิดได้ก็ดีแล้ว” ฉันนั่งงงเป็นไก่
โลคา Talkเวลา 18.35 น. “ถ้าไม่มีอะไรแล้วงั้นผมขอจบการประชุมไว้เพียงเท่านี้ครับ” เสียงอาจารย์หมอเอ่ยขึ้นหลังจากที่ผมได้เข้ามาประชุมนานกว่าหลายชั่วโมงแล้ว ตั้งแต่ช่วงเช้ายันตอนนี้การประชุมก็เพิ่งจบ ทำไมถึงได้ประชุมนานแบบนี้ก็เพราะเคสที่ผมได้รับเป็นเคสผ่าตัดที่ใหญ่พอสมควร ผมถูกย้ายให้ไปทำหน้าที่ผ่าคนจริงแทนกับการไปคลุกคลีอยู่แต่กับศพ และคนที่ทำเรื่องย้ายผมได้ง่ายแบบนี้ก็ไม่ใช่ใคร แม่ผมคงจัดการเองทั้งหมด แม้ผมจะกำลังเรียนด้านวิทยาศาสตร์อยู่ก็จริงแต่ผมเข้าเรียนก่อนคนอื่น และแม่ก็ได้ส่งผมไปเรียนต่อที่ต่างประเทศทางด้านการแพทย์ตั้งแต่ผมอายุไม่ถึงยี่สิบ ตอนนั้นหัวสมองผมนับว่าก้าวกระโดดไปไกลกว่าคนอื่นมาก บวกกับที่นู่นเป็นคนที่แม่ผมรู้จักเลยไม่ยากที่จะให้ผมเข้าเรียนได้อย่างง่ายดาย แถมยังเป็นคณะแพทย์อีก ผมจบออกมาด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง พอกลับมาถึงที่ไทยผมจึงเข้าเรียนต่อที่คณะวิทย์เพราะผมอยากต่อยอดความชอบของตัวเอง พ่อแม่ผมเองก็ไม่ได้ห้ามอะไร แถมยังสนับสนุนผมเต็มที่ พวกท่านทั้งสองไม่รู้หรอกว่าผมได้ผลิตสิ่งหนึ่งขึ้นมา และได้ขายให้กับใครไป
สนามบินเวลา 22.56 น. “ขอโทษด้วยนะคะ ทางเราไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้ค่ะ ทางเจ้าตัวได้สั่งห้ามเอาไว้ ทางเราต้องขออภัยเป็นอย่างสูงเลยนะคะ”ปัง! “ผมไม่สนใจว่าทางเจ้าตัวจะสั่งห้ามพวกคุณยังไง แต่นั่นคือเมียผม บอกมาเดี๋ยวนี้ว่าเธอบินไปที่ไหน!” ผมโมโหมากจนใช้มือทุบลงบนโต๊ะเคาน์เตอร์เสียงดัง นาทีนี้ผมไม่สนใจรอบข้างแล้วว่าจะมองผมเป็นอย่างไร สิ่งที่ผมสนใจมากที่สุดคือการได้รู้ว่าเมียผมไปอยู่ที่ไหน “ต้องขออภัยจริง ๆ ค่ะคุณโลคา ทางเราไม่สามารถบอกได้จริง ๆ” พนักงานตรงหน้าผมเริ่มมีอาการสั่นกลัว ดูท่าแล้วคงลำบากใจน่าดู เธอคงรู้ว่าผมเป็นใคร ทั้งที่รู้แต่ก็ยังไม่กล้าเปิดเผยข้อมูลให้ผม คาดว่าอีกฝั่งที่หนุนหลังให้เมียผมก็คงจะมีอำนาจไม่น้อย อยากบอกนะว่าเมียผมหนีไปกับกิ๊ก?! “ขอประทานโทษด้วยนะครับ” ระหว่างที่ผมกำลังยืนคิดอยู่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในสนามบินก็ต่างเข้ามาล็อกตัวผมเอาไว้ “ปล่อยสิวะ!” ผมสะบัดตัวให้ออกจากการจับกุมของเจ้าหน้าที่ ผมทั้งโมโหและหงุดหงิดมาก เมื่อไหร่ที่ฟิวส์ผมขาดขึ้นมาผมก็จะเลือกกระทำกับคนตรงหน้าแบบไม่ยั้งมือ
เวลา 11.00 น.ห้องอาหารของบ้านโลคาผลัวะ! “นี่มันหมายความว่ายังไงโลคา!” ผมที่กำลังรับประทานอาหารเช้าอยู่ หนังสือพิมพ์ก็ถูกโยนมาไว้บนโต๊ะอย่างแรง โดยคนเป็นแม่เป็นผู้โยนมา ผมกลับมาอยู่บ้านได้สักพักแล้ว ตั้งแต่ที่ต้องเริ่มทำงานที่โรงพยาบาลอย่างจริงจัง เนื่องจากผมต้องเข้าโรงพยาบาลบ่อยขึ้นจึงทำให้ไม่ค่อยมีเวลาได้ทำอะไรเลย อย่างน้อยกลับมาอยู่บ้านก็มีแม่บ้านช่วยเตรียมของไว้ส่วนงานของพ่อเพียงแค่เรียนรู้งานก็จบแล้ว ไม่จำเป็นต้องศึกษาให้ละเอียดอย่างงานของแม่ผม งานตรงนั้นเพียงแค่ไปเรียนรู้การบริหารเพิ่มเติมเท่านั้น มาเข้าเรื่องกันต่อหนังสือพิมที่แม่ผมโยนมาก็คือข่าวของวงการไฮโซที่กำลังเขียนข่าวเกี่ยวกับผมตอนไปสร้างเรื่องเมื่อวานนี้ “ถ้าแม่อ่านเนื้อความในข่าวแล้วผมก็ขอไม่พูดอะไร เพราะเนื้อความในข่าวก็เป็นแบบนั้นจริงครับ” ผมพูดออกไปตามความจริง เนื้อความในข่าวไม่ได้ใส่สีตีไข่อะไร ผมเห็นข่าวก่อนแม่อีก “โลคา!” แม่ผมขึ้นเสียงเรียกชื่อผมอย่างโมโห จนคุณพ่อที่เพิ่งเดินเข้ามาในห้องรับประทานอาหารถึงกับมองไปที่แม่อย่างแปลกใจ แม่ผมนาน ๆ ทีจะมีอาการแบบ
“คนเก่ง ๆ ที่ว่านี่ใช่คนเดียวกับที่เธอใช้เล่นงานเลเน่หรือเปล่า” ในเมื่อโยนประเด็นนี่มาให้ผม ผมก็ไม่อยากลีลาอีกต่อไป ผมต้องเคลียร์เรื่องนี้ให้จบ ไม่งั้นแม่ผมก็จะจับคู่ให้อยู่แบบนี้ และน้องด้าเองก็คงจ้องแต่จะทำร้ายยัยหนูของผมไม่หยุดแน่ ๆ “พี่คาหมายความว่ายังไงคะ?” น้องด้าเธอเอ่ยถามผมด้วยสีหน้าที่เริ่มตกใจและลุกลน พ่อแม่ผมเองก็เช่นกัน พวกท่านหันมามองผมด้วยความไม่เข้าใจ “ทำไมคาพูดกับน้องแบบนั้นล่ะ” แม่ผมเอ่ยเตือนออกมาเมื่อผมเริ่มแสดงท่าทางเย็นชา และใช้คำพูดที่มีเสียงกดต่ำใส่น้องด้า ผมจึงหยิบมือถือขึ้นมากดส่งคลิปไปให้พ่อกับแม่ และแน่นอนว่าส่งคลิปนี้ไปให้น้องด้าได้ดูด้วย มันเป็นคลิปที่ผมเพิ่งได้จากเพื่อนเก่าเมื่อเช้านี้เองติ๊ด! เสียงแจ้งเตือนดังขึ้นพร้อมกันสามเครื่อง พ่อแม่ผมจึงจัดการหยิบมือถือขึ้นมากดเล่นวีดิโอที่ผมส่งไป ผมหันไปมองคนข้าง ๆ ก็เห็นว่าเธอเริ่มมีท่าทีสั่นกลัวแล้ว ใช้เวลาไม่กี่นาทีคนภายในห้องรับประทานอาหารก็ต่างพากันดูจบ แม่ผมยกมือขึ้นมาปิดปากด้วยท่าทางตกใจ ส่วนพ่อผมก็นิ่งเหมือนเดิม ผมคิดว่าท่านเองก็คงพอรู้เรื่องนี้บ้
“คาลูก” ผมเอื้อมมือไปจับเข้าที่มือของแม่ผม ในตอนนี้ท่านกำลังนอนมองผมอยู่ ท่านคงรู้สึกผิดมาก ดูจากสายตาท่านแล้วคงต้องกำลังโทษตัวเองอยู่แน่ ๆ ที่ทำให้น้องด้ากลายเป็นแบบนั้น “แม่อย่าคิดมากเลยนะครับ” ผมบีบมือแม่เบา ๆ เพื่อให้กำลังใจท่าน คุณพ่อตอนนี้กำลังไปจัดการเรื่องคดีอยู่เพราะมีเรื่องของอาจารย์คนนั้นเข้ามาเกี่ยวด้วย มันเลยส่งผลกระทบต่อมหา’ลัยเช่นกัน “หนูคนนั้น” แม่ผมพูดเสียงเบา และเสียงท่านก็ดูสั่น ๆ เหมือนคนจะร้องไห้ แม่ผมไม่รู้หรอกว่าเลเน่เธอโดนอะไรมาบ้าง เพราะในข่าวไม่ได้พูดออกมาว่าใครเป็นเหยื่อบ้าง จึงไม่แปลกที่ท่านจะไม่รู้ว่าเลเน่เธอน่าสงสารมากแค่ไหน “แม่เป็นอะไรหรือเปล่าครับ” ดูเหมือนแม่ผมอยากพูดอะไรบางอย่างแต่ท่านก็ไม่ยอมพูดออกมาสักที จนผมต้องเอ่ยถามออกไป “แม่ผิดเอง แม่เป็นคนสั่งให้หนูนั้นออกไปจากชีวิตคาเองแม่ขอโทษนะลูก” ผมนั่งนิ่งเงียบไปเมื่อได้มารับรู้จากปากของแม่เอง แต่สุดท้ายผมก็โกรธท่านไม่ลง เพราะตอนนี้ดูเหมือนท่านจะเสียใจกับสิ่งที่ตัวเองทำมากRrrr rrrr rrrr ผมยังไม่ทันได้คุยกับแม่จบเสียงมือถือก็ดังขึ้น และนี่ไม่ใช
“พี่หิวไหมคะ เดี๋ยวเน่จะได้ไปจัดโต๊ะให้” ฉันเดินเข้าช่วยพี่โลคาถอดเสื้อนอกออก จากนั้นก็ถือเสื้อนอกไว้ในมือตัวเอง พลางถามคนตรงหน้าที่เพิ่งกลับมาจากที่ทำงานเหนื่อย ๆพี่โลคาตอนนี้ขึ้นทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการของโรงพยาบาลแทนแม่พี่เขาแล้ว พ่วงด้วยดูแลมหา’ลัยแยกอีก แต่ดีที่การดูแลมหา’ลัยไม่ได้ลำบากมากนัก เพราะการเป็นอธิการบดีไม่จำเป็นต้องเข้าไปดูแลทุกวันเหมือนกับโรงพยาบาล จึงไม่ใช่งานหนักอะไรพี่โลคาของฉันไม่ได้จบปริญาโทเท่านั้น แต่พี่โลคาใฝ่เรียนจนจบเด็กเตอร์เหมือนกับพ่อแม่ของตัวเองได้ในอายุที่ยังน้อย ส่วนฉันจบตรีได้ก็ถือว่าบุญมากแล้ว T^T“ครับ มานี่ก่อนเร็ว” ฉันเดินเข้าไปหาพี่โลคาด้วยสีหน้ายิ้ม ทุกครั้งที่พี่เขากลับมักจะอ้อนแบบนี้ตลอด ฉันรู้ดีว่าพี่เขาจะทำอะไร เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมาพี่เขาก็มักจะทำแบบนี้เสมอเวลาที่กลับมาบ้านหรือว่าจะออกไปทำงานฟอด~ “หายเหนื่อยเลยครับ” ปากหวานตลอด ฉันไม่อยากจะบอกเลยว่ายิ่งอยู่กับพี่โลคานานขึ้นพี่โลคาก็มักจะทำอะไรที่ฉันไม่คาดคิดมาก่อนเสมอ ไม่ว่าจะชอบชมฉัน ชอบเซอร์ไพรส์ทุกครั้งที่เป็นวันเกิดหรือวันครบรอบ เอาเป็นว่าพี่เขาโรแมนติกมากขึ้นเรื่อย ๆ เ
“รับผิดชอบยัยหนูด้วยการหมั้นไงละครับ” หมั้นอย่างนั้นเหรอ! “หา! หมะ...หมั้นเหรอคะ!” ฉันมองแม่พี่โลคากับพี่โลคาสลับกันไปมาด้วยความตกใจ “เรียนจบเมื่อไหร่แม่สัญญาว่าจะรีบจัดงานแต่งงานให้ไวที่สุดเลย เพราะงั้นหนูเลเน่รีบเรียนให้จบไว ๆ นะลูก ส่วนเรื่องมหา’ลัยถ้าหนูอยากกลับมาเรียนที่เดิมก็ไม่เป็นปัญหา แม่จะไปคุยกับพ่อพี่เขาให้เอง” เรื่องหมั้นฉันยังตกใจไม่หาย นี่มาเรื่องเรียนจบแล้วแต่งงานอีก ให้ตายเถอะ “เอ่อ...คือว่า เรื่องนี้มันเป็นเรื่องใหญ่ หนูคงต้องขอคุยกับแม่ก่อนค่ะ” ฉันพูดออกไปด้วยความนอบน้อม เรื่องหมั้นเรื่องแต่งงานมันเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก แถมวันนี้แม่ฉันก็ไม่ได้มานั่งฟังด้วย เพราะงั้นฉันต้องไปเล่าให้แม่ฟังก่อน “เรื่องนั้นไม่ต้องเป็นห่วงเลย เดี๋ยวแม่จะไปคุยกับพราวเองจ้ะ” ฉันยิ้มให้แม่พี่โลคา แต่ภายในใจก็รู้สึกกังวลกลัวว่าแม่ฉันจะไม่ยอม เอาจริงแล้วฉันดีใจมากที่จะได้หมั้นกับพี่โลคา แต่แค่กลัวว่าที่พี่เขาทำแบบนี้มันจะเป็นเพราะโดนบังคับให้ทำหรือเปล่า พี่เขาเต็มใจใช่ไหม...เวลา 13.23 น. “พี่โลคาแน่ใจแล้วเหรอคะว่าอยากจะหมั้นกับเน่จริ
ผลั๊ก! เสียงกระชากเปิดประตูของฉันดังขึ้น เรียกความสนใจให้สองแม่ลูกที่นั่งอยู่ตรงโซฟาต่างหันมามองที่ฉันเป็นทางเดียว ฉันพยายามใช้มือลูบผมที่กำลังยุ่งให้ดูเรียบร้อยขึ้นแล้วเดินไปยกมือไหว้แม่พี่โลคาด้วยท่าทางเกร็ง แม่พี่โลคาเองก็พยักหน้ารับไหว้ฉันเหมือนกัน “หนะ...หนูอธิบายได้นะคะ ท่านกำลังเข้าใจผิด” ฉันพูดด้วยเสียงตะกุกตะกัก รีบเดินไปทางแม่พี่โลคาเพื่อจะอธิบายเรื่องนี้ไปในทางที่ดี แม้ฉันจะต้องโกหกท่านก็เถอะ แต่เพื่ออนาคตพี่เขาแล้วฉันจะทำตัวน่าสงสัยแบบนี้ไม่ได้ “ไม่ต้องอธิบายอะไรทั้งนั้น เห็นเต็มสองตาขนาดนี้ยังจะแก้ตัวอะไรได้อีก” แม่พี่โลคาพูดในขณะที่สายตายังคงจ้องหน้าลูกชายตัวเองด้วยความโมโห “ท่านคะ! เป็นความผิดหนูเองค่ะ คือ...คือหนูอะ...อ่อยพี่เขาค่ะ! หนูสัญญาค่ะว่าจะไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีก” ฉันวิ่งเข้าไปนั่งกอดขาแม่พี่โลคาพลางพูดรัวพูดมั่วไปหมด คิดอะไรได้ก็พูดเพื่อให้พี่โลคาไม่ซวย “ยัยหนู!/หนูเลเน่!” ฉันมองทั้งสองคนด้วยความงุนงง เนื่องจากทั้งสองต่างพากันเข้ามาจับฉันให้ยืนขึ้น “เลเน่ ทำไมหนูทำแบบนี้ละลูก” ฉันมึนเ
“อ๊า” ฉันนอนหอบหายใจเมื่อตัวเองได้ปลดปล่อยบางอย่างออกมา ฉันรู้สึกโล่งตัวอย่างบอกไม่ถูก แต่เพียงแค่แป๊บเดียวเท่านั้น เพราะตอนนี้ฉันกำลังจะกลับมาเกร็งอีกรอบเมื่อเห็นว่าพี่โลคาขยับตัวลงมานั่งติดกับส่วนนั้นของฉัน “พะ...พี่โลคา” ฉันพูดด้วยเสียงหอบหมายจะห้ามพี่เขา แต่ทำไมเหมือนกับว่าตรงส่วนนั้นมันขยายใหญ่มากขึ้นกว่าเดิมได้ล่ะ แถมมัยยังกระตุกขยับไปมาเล็กน้อยอีกด้วย “รู้ตัวไหมเวลาที่ยัยหนูนอนพูดด้วยสีหน้าแบบนั้นมันทำให้พี่มีอารมณ์มากขึ้นแค่ไหน” พี่โลคาชักรูดส่วนนั้นของตัวเองพลางมองหน้าฉันไปด้วย ไม่นานพี่โลคาก็ใช้แขนมาค้ำยันลงที่ข้างหูฉัน อีกมือก็จัดการจับเจ้าส่วนนั้นของพี่โลคามาถูที่น้องสาวสุดหวงของฉันไปด้วย “อือ ดะ...เดี๋ยวสิคะ” แม้ฉันจะร้องห้ามแต่ขาทั้งสองข้างของตัวเองกลับขยับออกห่างเองโดยอัตโนมัติ เพื่อให้สิ่งนั้นถูไถได้ง่ายขึ้น “ชอบเหรอครับ” พี่โลคายิ้มมุมปาก พลางก้มหน้าจ้องมองฉันที่กำลังใช้มือปิดปากตัวเองไว้เพราะไม่อยากส่งเสียงน่าเกลียดออกมา แต่ภายในใจจริง ๆ ก็กำลังก่นด่าตัวเองด้วยที่ดันไปขยับขาออกเพื่อรับสัมผัสอย่างน่าอับอาย “ส
“ปล่อย” ฉันพูดด้วยเสียงนิ่งและจริงจังเพื่อให้อีกคนรับรู้ว่าฉันไม่ได้พูดเล่น ส่วนพี่โลคานางก็เลิกยุกยิกกับฉันเลยเมื่อเห็นว่าฉันเริ่มจะไม่มีท่าทีเล่นแล้ว “ยัยหนู...” พี่โลคากอดเอวฉันจากทางด้านหลังไว้หลวม ๆ พลางเกยคางไว้บนไหล่ของฉัน จากนั้นนางก็เริ่มเรียกฉันแบบที่ชอบเรียกด้วยเสียงอ้อน “ออกไป เน่ขอร้อง” เสียงของฉันเริ่มจะสั่นเครือแล้ว ความรู้สึกของฉันมันเริ่มจะไม่เชื่อฟังตัวฉันซะแล้ว ยอมรับเลยว่าวันนี้ฉันรู้สึกว่าตัวเองมีความสุขมาก แต่มันเป็นความสุขที่ฉันจะต้องเก็บเอาไว้ภายใต้จิตใจของฉัน ฉันพยายามแสดงออกให้พี่เขาเห็นมากที่สุดว่าฉันไม่ต้องการกลับไปยุ่งกับพี่เขาแล้ว “อย่าไล่พี่ ยัยหนูไม่รักพี่แล้วงั้นเหรอ” ฉันจุกกับคำพูดของพี่เขาจนตัวเองนั่งนิ่งเงียบไป ไม่รักงั้นเหรอ เหอะ! ถ้าฉันไม่รักพี่เขาฉันก็คงไม่ยอมให้ตัวเองมาทรมานแบบนี้หรอก “…” พี่โลคาจับฉันให้นั่งหมุนตัวหันไปตรงหน้าพี่เขา เราสองคนต่างมองตากันด้วยความรู้สึกที่ต่างฝ่ายต่างรู้ดีว่าอีกคนคิดอย่างไรกับเรา ใบหน้าพี่เขาเริ่มเลื่อนเข้ามาใกล้ฉันมากขึ้นเรื่อย ๆ “คิดถึง” พี่
กลับไปก็ต้องรีบไปทำควิซอีก เพื่อเก็บคะแนนตรงนี้ให้เป็นคะแนนช่วยเวลาที่คะแนนสอบออกมาได้ไม่ดีอะไรแบบนี้ วิชานี้เป็นวิชาที่ยากมากพอสมควรเลยคอนโดเลเน่ พอฉันเปิดประตูเข้าไป จมูกก็ได้กลิ่นหอมออกมาจากทางห้องครัว ไม่ต้องบอกก็พอเดาได้ว่าใครเข้ามาในห้องของฉันถ้าไม่ใช่พี่โลคา ส่วนที่นางเข้ามาได้อย่างไรอันนี้ฉันคงไม่ต้องไปคิดให้ปวดหัว คงจะใช้อำนาจอีกนั่นแหละ “กลับมาแล้วเหรอครับ หิวไหม?” พี่โลคาหันกลับมามองฉันที่เดินตามกลิ่นหอมยั่วยวนนี้เข้ามาในห้องครัว ฉันแอบตกใจและแปลกใจเล็กน้อยเมื่อได้เห็นพี่โลคาในมุมที่ใส่ชุดแบบนี้ พี่เขาสวมผ้ากันเปื้อนลายกระต่ายสีชมพูของฉันอยู่นะสิ อยากขำนะแต่ต้องเก๊กหน้านิ่งเอาไว้ก่อน “ใครอนุญาตให้พี่เข้ามาทำอาหารในนี้กันคะ” ฉันยืนกอดอกพูดกับพี่เขาด้วยน้ำเสียงเข้มแบบที่พี่เขาเคยทำใส่ฉัน “พี่อนุญาตตัวเอง ไปนั่งรอก่อนจะเสร็จแล้ว” คนหน้ามึนพูดจบก็หันกลับไปทำกับข้าวต่อโดยไม่สนใจเลยว่าฉันยืนจ้องตาเขม็ง สุดท้ายฉันก็ต้องยอมแพ้ออกมานั่งเปิดโน้ตบุ๊กเพื่อทำควิซแทน “ยากจัง” ฉันนั่งทำควิซมาได้สักพักแล้วแต่ก็ยังไม่เ
“เห็นว่ามุงดูคนหล่อกันค่ะ” คนหล่องั้นเหรอ...หรือว่า!! “ขอบคุณมากค่ะ” ฉันพูดขอบคุณรุ่นน้องเสร็จก็รีบวิ่งออกไปจากตรงนี้ให้ไวที่สุด ทางเข้ามหา’ลัยไม่ได้มีแค่ทางเข้าเดียว ฉันไปเข้าอีกทางก็ได้ ส่วนคนหล่อที่รุ่นน้องพวกนั้นพูดก็คงไม่พ้น “ยัยหนู!” นั่นไงล่ะ เป็นพี่โลคาจริง ๆ ด้วย ฉันหันกลับไปมองก็พบว่ามีหลายสายตาต่างจับจ้องมาที่ฉันด้วยสายตาแบบว่า...ริษยา ส่วนพี่โลคาก็หมายจะวิ่งเข้ามาหาฉัน แต่ดันติดฝูงคนตรงนั้นจนทำให้พี่เขาไม่สามารถตามฉันมาได้ “เกือบไปแล้ว” ฉันใช้มือทั้งสองข้างก้มจับเข่าพลางหอบหายใจด้วยความเหนื่อย ประตูอีกด้านที่สามารถเข้ามหา’ลัยได้ก็คือประตูหลังที่อยู่ติดอีกถนน มันไกลจากประตูหน้าพอสมควร แค่เดินธรรมดาก็เหนื่อยแล้วกว่าจะใช้เวลามาถึง แต่นี่ฉันดันวิ่งมา แน่นอนว่าฉันเหนื่อยแทบจะล้มตัวลงไปนอนหายใจเลย “น้องเน่เป็นอะไรหรือเปล่าครับ” ฉันที่กำลังก้มตัวหอบหายใจอยู่ ก็มีมือของใครบางคนมาแตะลงที่ไหล่ของฉัน ฉันจึงเอียงคอขึ้นไปมองก็พบว่าเป็นพี่บลูนั้นเอง “ไม่เป็นอะไรค่ะ” ฉันขยับตัวออกห่างจากพี่บลูจนมือที่เขาแตะไว้ในตอนแรกเลื่อนออกไป
“ปล่อยนะ!” ฉันพยายามดิ้นไปมาเพื่อให้หลุดออกจากอ้อมกอดที่คุ้นเคย ฉันไม่อยากหวนคิดถึงมันอีก “หนีพี่มาทำไม ยัยหนูไม่รักพี่แล้วงั้นเหรอ” พี่โลคากอดฉันแน่นขึ้น แถมยังใช้มือขึ้นมาลูบผมฉันเบา ๆ อีก มันยิ่งทำให้ฉัน “ฮึก” ฉันกำเสื้อของพี่โลคาแน่น และกำมันด้วยความแรงที่ฉันกำลังเจ็บปวดอยู่ภายในใจตัวเอง พร้อมกับปล่อยน้ำตาให้ไหลรินออกมาอย่างห้ามไม่ได้ พี่โลคาก็ยังคงลูบผมฉันอยู่อย่างนั้น “ขอโทษนะ” พี่โลคาเอ่ยขอโทษออกมา พี่เขาไม่ผิดเลย พี่เขาจะมาขอโทษฉันทำไมฉัน “ฮึก พะ...พี่จะมาขอโทษหนะ...หนูทำไม” ฉันพูดด้วยเสียงอู้อี้และสะอึกร้องไห้ไปด้วย “ขอโทษที่วันนั้นพี่ไม่ได้อยู่ช่วยยัยหนู ขอโทษที่ปล่อยให้คนในครอบครัวมาทำร้ายยัยหนูไงครับ พี่ขอโทษ พี่ไม่รู้เลยว่ายัยหนูของพี่จะเก็บเรื่องนั้นไว้คนเดียวตลอด คงเจ็บมากเลยใช่ไหม” พี่โลคาดันตัวฉันออกเล็กน้อย และพี่เขาก็ก้มลงมามองฉันที่กำลังร้องไห้อยู่ “มะ...ไม่ ฮึก พี่ไม่ได้ผิดเลย” ฉันส่ายหน้าไปมาพร้อมกับน้ำตาที่กำลังรินไหล พลางเงยหน้ามองพี่เขาด้วยสายตาจริงใจว่าฉันไม่โกรธหรือโทษพี่เขาเลยสักนิด
เลเน่ Talk “ขอบคุณที่มาส่งนะคะพี่บลู” ฉันก้มตัวลงไปไหว้รุ่นพี่ที่คณะของตัวเอง พี่เขาก็ยิ้มตอบกลับมาพร้อมกับพยักหน้าเป็นเชิงว่ารับคำขอบคุณจากฉัน นี่ก็ผ่านมาหลายวันแล้วที่ฉันย้ายมาอยู่ที่นี่ พวกเพื่อน ๆ และรุ่นพี่ที่มหา’ลัยต่างใจดีกับฉันเกือบทุกคนเลย เป็นคณะที่อบอุ่นพอตัวเลย อีกอย่างฉันเข้ามาเรียนกลางคันด้วย ถ้าเป็นที่อื่นเขาคงไม่รับ แต่ฉันมีคนจัดการให้พร้อมก็เลยไม่เป็นปัญหาอะไร “ไม่เป็นไรครับ น้องเน่ก็รู้ว่าพี่เต็มใจมากแค่ไหน” ฉันทำได้เพียงแค่ยิ้มตอบกลับไป พี่บลูเป็นรู่นพี่ที่คณะของฉัน และยังเป็นนักศึกษาที่ได้ฉายาว่าเจ้าชู้ตัวพ่อ พี่เขาตามจีบฉันตั้งแต่เข้าเรียนวันแรก จนถึงวันนี้นางก็ยังคงตามจีบฉันไม่เลิก ทั้งที่ฉันบอกไปหลายรอบละนะว่าฉันมีคนที่ชอบอยู่แล้ว แต่นั่นไม่ได้ทำให้พี่เขาหยุดตามตอแยฉันได้เลย และที่วันนี้พี่เขามาส่งฉันได้ก็เพราะได้รุ่นพี่อีกคนมาช่วยเป็นกำลังเสริม ฉันก็เลยต้องเลยตามเลยไป “งั้นเน่ขอตัวก่อนนะคะ” พูดจบฉันก็ไม่รอให้อีกฝ่ายตอบเพราะเดี๋ยวมันจะยาว ฉันจึงรีบเดินไว ๆ เข้าตึกคอนโดของใครก็ไม่รู้แทน ฉันไม่ได้ให้พี่เข