เสียงมือถือของพนิดาแว่วขึ้นเบาๆ ร่างบางจึงขยับตัวเล็กน้อย
“มีคนโทรมา สงสัยคุณพ่อน่ะ”
ชายหนุ่มยอมปล่อยโดยง่ายเมื่อเธอเอ่ยถึงบิดา หญิงสาวรีบเลี่ยงอีกฝ่ายหันหลังกลับเข้าไปในห้องรับแขกโดยไม่มองหน้าเขา กลัวสีหน้ากับแววตาของตัวเองจะทำให้ภาสกรรู้สึกแย่ เพราะสงสารอีกชายหนุ่มจนไม่อาจเอ่ยปากบอกให้เขากลับไปได้ ขณะที่สมองบอกว่าการอยู่ในห้องกันสองต่อสองกับผู้ชายในเวลากลางคืนมันอันตราย
แม้ผู้ชายคนนั้นจะอายุน้อยกว่าเธอเจ็ดปีก็ตาม
เมื่อหยิบมือถือในกระเป๋าแล้วก็เห็นว่าเป็นสายของบิดาจริง หญิงสาวก็รีบรับทันที
“ค่ะคุณพ่อ”
‘หนูกลับหรือยังวุ้น กินเลี้ยงกันเสร็จหรือยัง เห็นว่าเลี้ยงใกล้ๆ ที่ทำงาน เดี๋ยวจะดึกไปนะลูก พ่อห่วง’
พนิดาไม่สบายใจนักเมื่อได้ยินเสียงของท่าน เหมือนแอบซ่อนเรื่องที่ทำผิดเอาไว้แล้วถูกถามเข้า เธออยากโทรกลับบ้านทันทีที่ถึงห้องแต่เพราะภาสกรตามมาทำให้ยังไม่ได้โทร
“คุณพ่อคะ วุ้นขอโทษค่ะที่โทรบอกช้า วุ้นเห็นว่าดึกแล้ว ไม่อยากขับรถไกลก็เลยจะขออนุญาตพักคอนโดน่ะค่ะ”
‘อ้าว อย่างนั้นเหรอ’
“อนงค์พักกับวุ้นด้วย คุณพ่อไม่ต้องห่วงนะคะ นี่ก็มาถึงคอนโดแล้วล่ะค่ะ”
พูดไปแล้วก็กัดริมฝีปาก รู้สึกผิดที่โกหกบิดา เรื่องอนงค์นางก็หนึ่ง แต่เรื่องที่แย่กว่าคือเจ้าของร่างสูงกำยำที่เดินตามเข้ามานี่แหละ สบตาคู่คมที่พราวขึ้นมาแล้วหญิงสาวก็ต้องส่งสายตาดุไปให้ เพราะเขามีส่วนทำให้เธอต้องโกหกบิดาด้วย
‘ถ้าถึงแล้วก็ดีแล้วลูก อนงค์มาอยู่ด้วยที่บ้านเขาจะไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหม’
“ไม่ค่ะ อนงค์บอกว่าพี่ชายกับหนูนิดตื่นสาย เขาออกไปช่วงเช้าหน่อยก็ได้ค่ะ”
‘อืม จริงๆ หนูน่าจะบอกพ่อก่อน พ่อจะได้ให้ชิตไปรับ’
“แบบนี้ง่ายดีออกค่ะ แล้วก็อุตส่าห์ซื้อคอนโดไว้ ไม่ได้พักบ่อยเสียดายเงินแย่เลย”
‘พ่อบอกแล้วว่าให้ปล่อยเขาเช่าไป หนูก็ยังเก็บไว้’
“บางวันวุ้นก็เหนื่อย ไม่อยากขับรถไกลน่ะค่ะ”
‘เอาเถอะ นานๆ พักทีก็ไม่เป็นไร มีเพื่อนอยู่ด้วยพ่อก็สบายใจ’
“ค่ะ”
บิดาถามว่าพรุ่งนี้จะกลับเมื่อไร พอเธอตอบไปว่าตอนเช้าท่านก็น้ำเสียงดีขึ้นแล้ววางสายไป
“หยุดยิ้มเลยนะ พี่ต้องโกหกคุณพ่อเพราะใคร”
เมื่อหันไปเห็นภาสกรยืนล้วงกระเป๋ายิ้มบางเธอก็อดบ่นไม่ได้ อีกฝ่ายจึงหุบยิ้มทันที
“ขอโทษครับ แค่รู้สึกว่า คุณวุ้นเป็นเด็กดีจังเลย”
ร่างบางถอนหายใจนั่งลงอย่างเซ็งๆ ขณะที่ร่างสูงเองก็มานั่งลงที่โซฟาอีกตัว
“น่ารักดีครับ”
ประโยคต่อมาของชายหนุ่มทำให้เธอนิ่งไป แต่ก็ไม่ได้หันมองเขา ทำเหมือนไม่ได้ยิน หยิบแก้วน้ำส้มมาจิบแทน
“ว่าแต่ ซันออกไปเที่ยวทุกคืนเลยเหรอ”
พนิดาชวนคุยเรื่องของชายหนุ่ม แม้ไม่แน่ใจว่าภาสกรจะยอมเปิดเผยเรื่องส่วนตัวเพิ่มอีกหรือไม่ แต่เขาบอกเธอมาถึงขนาดนี้ ไม่ถามก็ดูไม่ไยดีเกินไป
“ครับ”
อีกฝ่ายยอมรับโดยดี ไม่ได้มีทีท่าไม่พอใจใดๆ ที่เธอถามเขา
“ผมไม่ชอบอยู่คนเดียววันศุกร์ ไม่ชอบเวลากลางคืนของมัน ผมนอนไม่ได้ มันทำให้ผมฝันร้าย ต้องหาอะไรทำ”
“อย่างไปเที่ยว แล้วก็หาคนนอนด้วย”
เธอเอ่ย กึ่งถามกึ่งต่อประโยคของชายหนุ่ม ซึ่งภาสกรก็ไม่ได้ปฏิเสธ เขาเงียบไปเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้า
“มันคือสิ่งที่ผมได้เรียนรู้ว่า ผมจะใช้ชีวิตในคืนที่ไม่ชอบได้อย่างราบรื่น”
“ทำแบบนี้มานานหรือยัง”
“ตั้งแต่เข้าผับได้นั่นแหละครับ”
พนิดาฟังแล้วนึกสะท้อนใจไม่เห็นด้วยกับทางเลือกของชายหนุ่ม แต่พยายามไม่แสดงออกทางสีหน้าเกรงว่าภาสกรอาจไม่พอใจ หากเธอไปสงสาร เห็นใจ หรือสมเพชการใช้ชีวิตในแบบของเขา
“แล้ว...ทำไมอยู่ๆ ถึงอยาก...”
“เป็นเด็กคุณ”
ตาคู่คมที่สบกับเธอพร้อมพูดนั้นดูจริงจัง
“อยากอยู่ใกล้คุณวุ้นนี่ครับ ผมบอกไปแล้วว่าคุณน่ารัก นิสัยคุณวุ้นต่างจากที่ผมเคยคิดไว้มาก ใจดี อ่อนโยน อ่อนไหวง่ายด้วย คุณรักพนักงานของคุณทุกคน หาทางออกให้กับพวกเรา ไม่ได้ลอยแพหรือไม่สนใจ แล้วผมก็ได้เห็นมุมอ่อนแอต้องการคนปกป้องของคุณ หลายอย่างในตัวคุณทำให้ผมสนใจ ที่สำคัญผมรู้สึกอบอุ่น สบายใจเวลาคุยกับคุณ แบบที่ไม่เคยรู้สึกกับใครมาก่อน น่าแปลกทั้งที่เราไม่ค่อยได้คุยกันเท่าไร”
ชายหนุ่มสรุป ทว่าพนิดาฟังอีกฝ่ายจบแล้วก็หน้าหมองลง
“ซันชมพี่เกินไปแล้ว เรื่องทุกคนถ้าไม่ได้วิน พี่ก็ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน พี่ทำได้แค่ก้มหน้าทำตามที่บอร์ดสั่ง เพราะวินช่วยคิดหาทางออก พี่ถึงตัดสินใจได้ กล้าทำในสิ่งที่ตัวเองชอบโดยไม่อยู่ใต้ปีกของคุณพ่อ”
“คุณวุ้นเจ็บปวดเสียใจ คุณดูเครียดแล้วก็...”
“โทรมมาก”
ภาสกรพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของหญิงสาว
“แล้วคุณก็ตั้งใจบอกทุกอย่างกับพวกเราให้รู้ตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่ปิดบัง แล้วรอให้รู้เมื่อถึงเวลา คุณใจไม่แข็งพอที่จะทำร้ายจิตใจคนของตัวเอง นี่ไงครับ ที่ผมบอกว่าคุณรักพวกเรา”
สิ่งที่อีกฝ่ายพูดมาถูกทั้งหมด เธอเสียใจจนแทบกินไม่ได้นอนไม่หลับ สภาพไปทำงานของเธอดูไม่ได้เลย ทั้งที่ปกติแล้วพนิดาจะมาดเนี้ยบ วางตัวน่าเชื่อถือ แต่ตอนนั้นเธอไม่สนใจแม้แต่จะแต่งหน้าด้วยซ้ำ
น้ำในตารื้นขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ เธอรู้ว่าสามสาวคนสนิทมองออกและเข้าใจเธอดี แต่ไม่เคยคิดว่าภาสกรที่เป็นพนักงานที่ไม่ได้สนิทชิดเชื้อจะสังเกตท่าทางของเธอ หญิงสาวพยายามกะพริบตาพร้อมยิ้มบาง
“พี่ดีใจที่ทุกอย่างลงตัวแล้ว แต่บอกตามตรงว่าไม่สบายใจอยู่เหมือนกันที่ซันต้องย้าย ถึงจะพยายามหาเหตุผลต่างๆ นานามาบอกตัวเองกับทุกคน ลึกๆ แล้วพี่ก็ยังรู้สึกไม่ดีที่ปกป้องซันไม่ได้ พี่ไม่อยากให้ซันน้อยใจ อย่าโกรธพี่เลยนะ อย่างน้อยมันก็เป็นทางเลือกที่เหมาะกับซัน”
เสียงหวานเครือเล็กน้อย ทำให้ร่างสูงกำยำลุกขึ้นจากโซฟาของเขามานั่งลงข้างเธอ พนิดาจะขยับออกห่างแต่อีกฝ่ายจับมือเธอเอาไว้
“ผมเข้าใจครับ แต่ว่า...”
ใบหน้าขาวคมเลื่อนเข้ามาหาทำให้เธอต้องเอนตัวหลบ หากชายหนุ่มก็ยังเว้นระยะห่างให้เธอบ้าง
“คุณวุ้นต้องปลอบผม อยู่กับผม...เลี้ยงผม”
ฟังมาถึงคำสุดท้ายพนิดาก็หลุดขำออกมา ก่อนจะพูดอย่างไม่จริงจังนัก
“อ๋อ ที่อยากให้เลี้ยงเพราะพี่ทำให้รู้สึกอบอุ่นเหมือนแม่น่ะเหรอ อุ๊ย...”
ร่างสูงกำยำโน้มมาคร่อมเหนือตัวเธอกะทันหัน ขณะที่พนิดาเอนถอยจนหลังพิงมุมโซฟา ดวงหน้าสวยซีดลงเมื่อใบหน้าขาวคมอยู่ใกล้เพียงช่วงลมหายใจ
“ครับแม่...แม่คุณทูนหัว”
=====
“ครับแม่...แม่คุณทูนหัว”พูดจบปากอุ่นก็ประกบลงมาหาปากอิ่มแต่หญิงสาวเบนหน้าหนีอย่างรวดเร็ว เพราะชายหนุ่มเท้ามือบนโซฟา ไม่ได้ล็อกหน้าเธอเอาไว้จึงพอหลบเขาได้บ้าง หากอีกฝ่ายก็ไล่จูบแก้ม คาง ลำคอ ซุกไซ้ปากกับจมูกในทุกจุดที่สามารถประทับจูบแล้วสูดดมความหอมบนเนื้อสาวได้“อื้อ อย่านะซัน อย่ามือไวใจเร็วกับพี่นะ ไม่อย่างนั้นพี่จะไม่คุยกับซันอีก”ภาสกรชะงัก หักห้ามใจจากกลิ่นหอมละมุนน่าหลงใหล ในใจยังก้ำกึ่งระหว่างเดินหน้าต่อกับยอมถอย เพราะรู้ดีว่าหากเขาจะก้าวต่อไปพนิดาไม่มีทางหลุดรอดมือแน่ ทว่าเขาไม่อยากหักหาญเจ้าของร่างบางที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นกับหัวใจของเขา ฉะนั้นสิ่งที่ต้องทำก็คือสะกดอารมณ์ของตัวเองในเมื่อบอกว่าจะจีบเขาก็จะทำตามนั้นพนิดาอ่อนด้อยประสบการณ์รัก ห่างไกลจากเขาชนิดที่เดินคนละเส้นทางเลยก็ว่าได้ ในขณะที่เขารู้จักโลกของกามารมณ์ตั้งแต่แตกเนื้อหนุ่ม ทว่าหญิงสาวกลับเพิ่งก้าวออกจากอ้อมอกของพ่อไปเที่ยวกลางคืนในคืนที่เขาบังเอิญช่วยเธอเอาไว้ หญิงสาวบริสุทธิ์เกินไปสำหรับเขาด้วยซ้ำทว่าความผุดผ่องของเธอกลับให้ความอบอุ่นอ่อนโยนกับจิตใจเขา แค่เขากอดพนิดาเพียงนิดเดียวเมื่อครู่ ยังอุ่นใจกว่านอนกอดส
“เด็กอนามัยจัดอย่างคุณวุ้นง่วงแล้วสินะครับ”ภาสกรเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นหญิงสาวปิดปากหาว หลังจากตกลงกันได้เธอก็ให้เขาขยับไปนั่งห่างอีกหน่อย“อนามัย?”คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากัน พร้อมพึมพำอย่างสงสัย“ก็เห็นต้องกลับก่อนห้าทุ่ม แถมนี่เพิ่งห้าทุ่มครึ่งคุณก็หาวตาโรยแล้ว”เขาพูดพร้อมยิ้มบางราวเอ็นดูเธอทำเอาพนิดาหน้างอแล้วลุกขึ้นขณะบอก“ใช่ พี่ง่วงแล้ว ซันก็กลับได้แล้วล่ะ”อีกฝ่ายฉุดข้อมือเธอไว้ทันทีที่จบประโยค พอมองแล้วก็ต้องถอนหายใจยาว แววตากับสีหน้าคนตัวโตเห็นชัดว่าพยายามอ้อนสุดฤทธิ์“ผมยังไม่อยากกลับเลย”“ซันก็เห็นว่าพี่ง่วงแล้ว”“แต่ผมเหงาคุณวุ้นก็รู้”“จะให้พี่ทำยังไงล่ะจ๊ะ ซันจะอยู่กับพี่ทั้งคืนหรือไง”พูดออกไปแล้วก็พลันใจวูบวาบ เมื่ออีกฝ่ายเงียบแต่แววตาแสดงความต้องการออกมาอย่างชัดเจน ทำเอาคนมองต้องส่ายหน้าช้าๆ“ไม่ได้”“นะครับ”“ไม่”“โธ่ คุณวุ้นครับ”ครั้งนี้พนิดาบิดข้อมืออกจากมือหนา รู้สึกว่าชายหนุ่มได้ใจมากไปแล้ว หากเธอไม่ใจแข็งเขาก็ได้คืบจะเอาศอก“พี่ยอมซันถึงขนาดนี้แล้ว วันนี้น่าจะพอแค่นี้ได้แล้วนะ”เธอเอ่ยอย่างใจเย็น น้ำเสียงหวานอ่อนโยนไม่มีความฉุนเฉียวแต่อย่างใด“แต่ผมอยากอยู่กับคุณวุ
ในตอนแรกพนิดาตั้งใจเอาผ้าห่มกับหมอนออกไปให้ชายหนุ่มในระหว่างที่เขาอาบน้ำอยู่ที่ห้องน้ำด้านนอก คอนโดเธอมีสองห้องน้ำ แขกสามารถใช้ห้องน้ำด้านนอกได้เลย ส่วนห้องนอนก็มีห้องน้ำในตัว หญิงสาวเลือกที่นี่เพราะชอบตรงนี้ แต่อนงค์นางโทรมาก็เลยคุยกันอยู่ครู่หนึ่ง หากเธอก็ไม่ได้พูดเรื่องภาสกร กลัวเพื่อนจะเข้าใจผิดและเป็นห่วงเมื่อหอบของออกมามองซ้ายมองขวาไม่เห็นอีกฝ่ายจึงโล่งใจ คิดว่าเขายังอยู่ในห้องน้ำ ร่างบางเอาของไปวางเรียบร้อยก็หันกลับจะเข้าห้องแล้วกลับต้องสะดุ้งเพราะเจอเข้ากับร่างสูงกำยำที่มาอยู่ด้านหลังตนตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้“อุ๊ย ซัน”พนิดาอุทานเสียงเบาหวิว อุตส่าห์พยายามเลี่ยงที่จะเผชิญหน้ากันในตอนชายหนุ่มอยู่ในสภาพที่ไม่เรียบร้อยนัก แต่ก็ยังพลาดอยู่ดี“ออกจากห้องน้ำตั้งแต่เมื่อไร ไม่เห็นได้ยินเลย”“ผมเอาเสื้อผ้าไปซักครับ”เดินผ่านห้องครัวไปจะเป็นระเบียงส่วนซักล้าง คงเพราะอย่างนี้เธอถึงไม่ได้ยินเสียงประตู“พี่เอาหมอนกับผ้าห่มมาให้”หลังจากบอกไปแล้วแทนที่ชายหนุ่มจะเลี่ยงหลบให้เธอ เขากลับก้าวเข้ามาช้าๆ ทำเอาพนิดาต้องถอยหลังก้าวหนึ่ง“ซันหลบหน่อยสิ พี่จะกลับห้อง”ร่างสูงกำยำขยับตัวเล็กน้อย เธอจ
“ก่อนหน้านี้หนูก็ยังเขียนได้เลยนี่ลูก”พนิดาเอ่ยขอบิดาในบ่ายวันอาทิตย์ขณะทานของว่างด้วยกันหลังจากท่านกลับมาจากไปออกรอบตีกอล์ฟกับกลุ่มเพื่อน“สองเรื่องนั้น ลูกเขียนสมัยเรียนกับช่วงที่จบใหม่ๆ ยังไม่ได้ทำงานอะไรนี่คะ”หญิงสาวบอกเหตุผลของตนเอง แม้จะใจเสียเล็กน้อยที่ถูกปฏิเสธทันควัน แต่เธอก็แอบกระซิบอ้อนขอมารดาแบบส่วนตัวมาแล้ว และบอกพี่ชายเอาไว้ว่าให้ช่วยพูดให้เธอด้วย“อยากได้ฟีลส่วนตัวบ้างบางวันน่ะค่ะ ก็เลยรู้สึกว่าเปลี่ยนที่เขียนบ้างน่าจะดีแค่เฉพาะวันศุกร์กับเสาร์แค่นั้นเองค่ะ วันอาทิตย์ตอนเช้าลูกก็กลับแล้ว”คุณไพศาลนิ่วหน้า ยังไงก็ไม่อยากให้ลูกสาวออกไปอยู่ข้างนอกคนเดียว“คุณคะ แค่สองคืนเอง ยังไงลูกก็ไม่เถลไถลหรอกค่ะ เราก็รู้นิสัยหนูวุ้นดี”คุณดารณีช่วยลูกสาวกล่อมสามี ความจริงตัวท่านเองก็ห่วงอยู่เหมือนกัน แต่พนิดาโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ควรมีอิสระมีเวลาเป็นของตัวเองบ้าง และวันหนึ่งก็ต้องมีคนรัก แต่งงานมีครอบครัว ซึ่งเรื่องนี้คงต้องคุยกันยาวหากถึงเวลานั้นขึ้นมา เพราะสามีของท่านหวงลูกสาวมาก ไม่คิดจะยกให้ใคร นั่นทำให้ท่านนึกสงสารลูก พนิดาถูกปิดกั้นสังคมจากบิดามานานเกินไปแล้ว“นั่นสิครับคุณพ่อ คอนโ
สามทุ่ม...พนิดาลงไปรับภาสกรด้านล่างแล้วขึ้นมาด้วยกัน เธอเห็นเขามีกระเป๋าเป้มาด้วยก็ขมวดคิ้ว ชุดอีกฝ่ายเป็นเสื้อยืดกับกางเกงสแลกส์ แทนที่จะเป็นเสื้อเชิ้ต ชายหนุ่มน่าจะกลับไปที่ห้องเขาก่อนออกมาหาเธอ“ไปที่ห้องก่อนเหรอ”เธอเอ่ยถามเมื่อเข้ามาในลิฟต์“ครับ มาแท็กซี่”“กินอะไรมาหรือยัง”“เรียบร้อยแล้วครับ”เมื่ออีกฝ่ายบอกอย่างนั้นเธอก็พยักหน้ารับ กระทั่งเข้าห้องมาแล้วพนิดาก็เดินเลยไปหาน้ำมาให้ชายหนุ่ม อึดอัดขึ้นมาหน่อยในการต้องอยู่ตามลำพังกับเขา พร้อมกับบ่นตัวเองที่ยอมให้ผู้ชายเข้าห้องอย่างง่ายดายเป็นครั้งที่สองกลับมาก็เห็นร่างสูงกำยำนั่งอยู่บนโซฟาตรงหน้าโน้ตบุ๊กที่เธอเปิดค้างเอาไว้โดยถอดแว่นวางใกล้ๆ ก่อนลงไปรับเขา พนิดาถึงกับสะดุ้งรีบก้าวรวดเร็วไปกดปิดลงทันที“อย่าอ่านนะ”ใบหน้าขาวคมหันมามองเธอช้าๆ กวาดมองทั่วทั้งใบหน้าของเธอ ก่อนจะยื่นมือมาหยิบแก้วน้ำไปจิบทั้งที่ตาคมยังไม่ละจากเธอแล้ววางลงอย่างใจเย็น ทว่าพนิดารู้สึกแปลกๆ จึงถอยหลัง แต่กลับถูกคว้ามือเอาไว้“แนวนางเอกใสๆ น่ารักอินโนเซ้นส์ใช่ไหมครับ”“อ่านแล้วสินะ”เธอพึมพำอย่างไม่พอใจ พร้อมทั้งสะบัดมือออกแต่เขาไม่ยอมปล่อย“ไม่เขียนต่อเหรอค
กระแสวูบวาบพรึ่บพั่บอยู่ในอกหญิงสาว ปากได้รูปที่บดจูบไม่ว่างเว้นก่อให้เกิดประกายเร่าร้อนในตัว ทั้งอึดอัดทั้งวิบวับหวามไหว จากอาการหายใจแรงก็แปรเปลี่ยน พนิดาครางแผ่วชิดปากอุ่นเมื่อไม่อาจต้านทานอารมณ์ที่ปะทุของตนเองได้เสียงหวานครวญพร่าส่งผลต่อเรือนกายแกร่งอย่างมาก จนภาสกรต้องระงับตัวเองเอาไว้ก่อนจะไม่อยากหยุด ชายหนุ่มผละออกมาไม่ห่างนัก หน้าผากกว้างยังแนบหน้าผากสวย จมูกโด่งชนจมูกเล็ก ตาคู่คมกวาดมองดวงหน้าสวยที่ปราศจากแว่นตาปรอย อีกฝ่ายหลับตาพริ้ม กลีบปากสีสวยเผยอน้อยๆ แก้มแดงระเรื่อ ราวพึงพอใจกับจูบของเขา ทำเอาชายหนุ่มอดยิ้มมุมปากแล้วจูบซ้ำหนักๆ ไปบนปากอิ่มอีกครั้งเปลือกตาบางเปิดขึ้น เมื่อสบตากันแล้วหน้าที่ร้อนอยู่แล้วของเธอก็แทบจะระเบิด ตาคมเต็มไปด้วยแววระยิบระยับเลยทีเดียว เห็นชัดว่าเขาถูกใจแค่ไหนที่สุดท้ายแล้วเธอก็ยอมโอนอ่อนตาม“หยุดยิ้มได้แล้ว”หญิงสาวบ่นกลบเกลื่อน รู้สึกเหมือนกลีบปากตัวเองเห่อไปหมด และอับอายหลังจากผ่านการจูบที่เร้าอารมณ์สุดชีวิตสำหรับตนมาแล้วกลับไม่นึกกลัวหรือรังเกียจอีกฝ่ายสักนิด พูดให้ถูกคือชายหนุ่มทำให้เธอรู้สึกตื่นเต้น ตื่นตาตื่นใจตามไปด้วย เมื่อเขินจนไม่สามารถ
“อยากรู้ไหมครับว่าเวลาผู้ชาย...เป็นยังไง”“อ๊าย! ซัน! ปล่อยมือพี่เดี๋ยวนี้!”เธอใช้เสียงข่ม กลัวจนใจจะระเบิดออกมาแล้ว ทว่าคนเหนือร่างเธอยังไม่ยอมหยุด“ผมเดือดแล้วอะ ไม่ไหวจริงๆ แค่คุณวุ้นลูบผมก็ลุกแล้ว”สุดท้ายพนิดาก็ทนไม่ไหว ลืมตาขึ้นแล้วหันมาจ้องหน้าเขา มือข้างที่ปิดตาอยู่เปลี่ยนมาทุบตีอกกว้างและลำคอหนาไม่ยั้ง“ทำแบบนี้กับพี่ได้ยังไง ปล่อยนะ ปล่อย!”“ไม่ลองไม่รู้นะครับ แค่ดู เปิดจินตนาการไงครับ”ไม่พูดเปล่ามือหนาพาเธอสอดผ่านขอบกางเกงของเขาเข้าไป พนิดาเผลอมองตามด้วยความตกใจ แล้วก็เห็นว่ากางเกงสแลกส์ถูกปลดตะขอและรูดซิปลงเมื่อไรไม่รู้ แถมตอนนี้มือเธอก็ผ่านบอกเซอร์ไปแล้ว“ซัน...”หญิงสาวพึมพำเสียงเข้มแต่สั่นพร่า ดวงตาคู่สวยดึงขึ้นไล่มาตามหน้าท้องแกร่ง แผงอกกว้าง ลำคอหนาอย่างรวดเร็ว ความหวาดผวาเข้าครอบงำจนเหมือนจะช็อกไป หากยังรู้สึกตัวเธอถูกบังคับให้จับ...ทั้งที่อยากกรีดร้อง ทุบตี ด่าทอ แต่เปล่าเลย พนิดานิ่งงัน ตัวเกร็ง แทบลืมหายใจ“คุณวุ้นของผม ผมหลงคุณจัง ช่วยผมนะครับ”หลังจบคำกระซิบข้างหู เขาก็จูบข้างขมับเธอ พร้อมกับมือหนากระชับมั่นบนมือเธอ ก่อนร่างสูงกำยำจะเริ่มเคลื่อนไหว สะโพกแกร่ง
คนที่กำลังเหม่อลอยกับความคิดของตัวเองเย็นวูบเมื่อร่างใหญ่ถอยออกห่างแต่ยังไม่ทันขยับตัวเขาก็ช้อนอุ้มเธอขึ้น“อุ้มทำไม จะทำอะไร”หญิงสาวรีบถามพัลวัน มือบางสองข้างผลักอกหนา“ผมจะพาไปห้องน้ำครับ คุณวุ้นน่าจะอยากอาบน้ำแล้ว”เมื่อเขาบอกอย่างนั้นเธอจึงไม่ขัด ความจริงก็ไม่ได้อยากให้เขาอุ้มนัก แต่ความล้าทั้งกายใจทำให้หมดแรงต้าน เหมือนกำลังถูกภาสกรทลายกำแพงใจและขุดเอาสิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ลึกที่สุดจนมองไม่เห็นในตัวขึ้นมาเปิดเปลือยภาสกรปล่อยร่างนุ่มนิ่มลงเมื่อพาเธอเข้าประตูห้องนอนมาจนถึงห้องน้ำ เขาเลือกที่จะออกมาก่อนตัวเองจะไม่อยากหันหลังกลับร่างบางขยับไปยืนใกล้กระจกมองตนเอง หน้าเธอยังแดงระเรื่ออยู่เลย แววตาคู่สวยสับสน แม้พยายามยับยั้งจิตใจที่เคลิบเคลิ้มตามชายหนุ่ม บอกตัวเองว่าอีกฝ่ายทำให้เธอได้รู้ได้เห็นในสิ่งที่ไม่เคยรู้ และช่วยงานเขียนของเธอ ทว่าของจริงต่างจากอ่านในนิยายลิบลับในแง่ความรู้สึก ทั้งที่เพียงแค่มอง ได้ยินเสียง แตะต้องด้วยมือเธอยัง...พนิดาหลับตาลงยิ่งคิดถึงก็ยิ่งอายตัวเอง หญิงสาวส่ายหน้าพยายามไม่คิดอะไรอีกแล้วเริ่มปลดสูทของตน ความจริงเธอถอดวางไว้บนพนักโซฟาตอนนั่งทำงาน แต่พอภาสกรมาก็ใ
“อยากทำแบบนี้กับคุณวุ้นตั้งแต่วันที่แอบจูบแน่ะ”เสียงทุ้มดูสนุกตื่นเต้น ทว่าคนได้ยินอายจนตัวแทบม้วน“ใครจะยอม”“รู้ว่าวันนั้นไม่ยอม แต่วันนี้ยอมนะครับ”คุยไปด้วยมือหนาก็ดึงชายเสื้อที่อยู่ในขอบเอวกระโปรงหญิงสาวขึ้น สอดมือเข้ามาเคล้นคลึงอกอวบภายใน ปลุกเร้าอารมณ์สาวไปด้วยอย่างไม่ยอมเสียเวลา สะโพกสวยถูกบดเบียดรุมร้อน เร่งความปรารถนาให้กับคนทั้งคู่ พนิดารับรู้ถึงกายแกร่งชัดเจน“อื้อ ใจร้อนไปไหม เร็วจัง”“กับคุณวุ้นก็เร็วตลอดอยู่แล้วนี่ครับ”ชายหนุ่มยิ้มมุมปากทั้งยังขยับสะโพกเข้าหาไม่หยุด กับพนิดาแล้วเขาไม่เคยรู้สึกตัวช้าเลย หากก็รั้งตัวเองให้เวลาหญิงสาวเสมอ“นะครับ ขอนะ”เสียงทุ้มครางพร่าชิดซอกคอนุ่มบ่งบอกว่าเจ้าตัวมาถึงจุดที่ฝืนไม่ไหวแล้ว นอกจากเขาจะตั้งใจเร่งร้อนแล้วน้ำตาของหญิงสาวก็ทำให้เขายิ่งอยากกอดเธอ ภาสกรแพ้น้ำตาอีกฝ่ายเห็นเมื่อไรทนไม่ได้ทุกที อยากกอดอยากคลุกเคล้ากระโปรงบานพอดีเข่าไม่ยากที่จะรั้งขึ้นสูง มือหนาโลมเล้าผ่านผ้าเนื้อบางแนบสัดส่วนอ่อนไหว ปากก็เม้มผิวเนื้ออ่อนข้างลำคอ ได้ยินเจ้าของร่างบางหอบแรงและไม่มีเสียงห้ามปรามอีกแล้ว เขาจึงเดินหน้าดูแลให้ หญิงสาวพร้อมก้าวขั้นต่อไป ซ
1 ปีผ่านไป...ภาสกรไปส่งพนิดาทุกบ่ายวันเสาร์ตามคำสั่งของคุณไพศาลหลังจากหญิงสาวอยู่กับเขาที่คอนโดในคืนวันศุกร์ และอยู่กินข้าวเย็นที่นั่นทุกวัน ชายหนุ่มไม่ได้เป็นที่ชื่นชอบของบิดาหญิงสาวนัก หากท่านก็ยอมรับในตัวเขา เพราะถือว่าทำมาหากินดูแลตัวเองมาตั้งแต่เรียนจบ ค่อนข้างมีความมั่นคงในหน้าที่การงาน และเป็นคนเก่งคนหนึ่ง โดยข้อนี้พศินกับพริษฐ์ยืนยันเสียงเดียวกัน ถือว่าอนาคตไกล ส่วนกับคุณดารณีนั้นท่านถูกใจ ชายหนุ่ม เพราะเขาเอาใจเก่งปากหวานกับท่านเหมือนกับพนิดา และเอาอกเอาใจท่านกับหญิงสาว ต่างจากคุณไพศาลที่ชายหนุ่มไม่เข้าหาหรือตีสนิท เขาวางตัวปกติ ตอบคำถามอย่างเป็นการเป็นงานข้อนี้พนิดาบอกกับมารดาว่าน่าจะเพราะภาสกรไม่ได้รับการเลี้ยงดูที่อบอุ่นจากบิดาของเขา เขาอยู่กับมารดา เมื่อสูญเสียมารดาก็โหยหาความรักความทะนุถนอมอ่อนโยนแบบที่เคยได้รับ จึงชินกับการเข้าหาผู้หญิงและทำให้รักเอ็นดูตนเองมากกว่าผู้ชาย สังเกตได้จากที่ชายหนุ่มสนิทกับผู้หญิงหลายคนในที่ทำงาน รวมทั้งอนงค์นางกับนิอรด้วยตอนนี้ภาสกรมีคีย์การ์ดสำรองเข้าห้องของพนิดาได้โดยที่หญิงสาวไม่ต้องลงไปรับอีกแล้ว หลังจากล้างหน้าล้างตาก็มาหาเจ้าของร่าง
“อือ ซัน”เสียงหวานพึมพำเมื่อชายหนุ่มเร่งมือก่อนจะตัวสั่นเล็กน้อย ทว่าเพียงเท่านั้นยังไม่พอ อีกฝ่ายปล่อยให้หน้าอกเธอเป็นอิสระ ใบหน้าขาวคมซุกไซ้ลงเรื่อยไป หากก็ไม่ลืมพาเธอลงไปนอนแล้วเปิดเปลือยร่างงามไปด้วยเมื่อหญิงสาวไร้ซึ่งเสื้อผ้า เขาก็ปลดเปลื้องตนเองเช่นกันอย่างไม่ให้น้อยหน้า พาร่างสูงกำยำแทรกกลางเรียวขาสวย หากเมื่อเคลื่อนใบหน้าลงต่ำก็ได้ยินทักแผ่วหวิว“ซันจ๊ะ”พนิดาอายที่เขาจะทำแบบนี้กับเธออีก เพราะเวลานี้ร่างกายเธอตอบสนองว่าตนเองพร้อมแล้ว ทว่าชายหนุ่มส่งยิ้มอ่อนโยนพร้อมบอก“ผมอยากทำครับ”หน้าที่ร้อนผ่าวอยู่แล้วของเธอร้อนราวกำลังไหม้เมื่อตามองใบหน้าขาวคมฝังลงกลางกาย สัมผัสนุ่มนวลอ่อนโยน หากก็ประชิดทุกซอกมุมทำให้เธอเขินสุดขีด แต่ก็ต้องยอมรับว่าปลายลิ้นร้อนชื้นกับปากอุ่นทำให้เธอรู้สึกดีอย่างเหลือแสน สุขสมเต็มอิ่มล้นอกภาสกรไล้ปากกับปลายลิ้นอย่างพึงพอใจ ความงามตรงหน้าเชิญชวนให้ลิ้มชิมไม่รู้เบื่อ ยิ่งเห็นสะโพกสวยขยับ เขาก็ยิ่งปรนเปรอหญิงสาว หากมือหนาก็ไม่ลืมเตรียมตนเองไปด้วย ใช่ว่าเขาไม่ลุกเพราะพนิดา แต่เพราะอยากตื่นตัวถึงขีดสุดเพื่อจัดเต็มในทันทีที่ชิดใกล้ต่างหาก แน่นอนว่าครั้งนี้เขา
พนิดาไม่ยอมให้ภาสกรอาบน้ำด้วยแม้เขาจะอ้อนแค่ไหนก็ตาม ขณะกินข้าวด้วยกันเจ้าตัวก็ส่งสายตาคมวาบหวามให้เธออย่างมีความนัยตลอดเวลาจนเธอต้องถอนหายใจให้รู้ว่าอ่อนใจกับเขาแค่ไหน ทว่าแทนที่ชายหนุ่มจะสลดกลับหัวเราะกรุ้มกริ่มในลำคอเสียอย่างนั้น“ซันล้างจานแล้วกันนะ”หญิงสาวบอกแล้วก็ลุกขึ้นเดินหนีไปทันที ทั้งที่ปกติเธอจะช่วยเขา แม้ชายหนุ่มจะอาสาทำเองก็ตาม ทำเอาภาสกรได้แต่เกาหัว“สงสัยแสดงออกมากเกินไปแฮะเรา”หลังจากจัดการในครัวเรียบร้อย ภาสกรก็ไปยังห้องทำงานของพนิดาเพราะคิดว่าหญิงสาวน่าจะอยู่ในนั้น ร่างสูงกำยำชะงักเมื่อเห็นอีกฝ่ายยืนหันหลังหาอะไรสักอย่างบนชั้นหนังสือขณะคุยโทรศัพท์“หึๆ ไม่ต้องอ้อนเลยอ้น ไม่ได้ผล”คิ้วเข้มขมวด พยายามตีความกับสิ่งที่ได้ยิน“ไม่...ไม่เล่า”พนิดาเสียงแข็งแต่ก็เจือความขำ“หาเอาเองสิจ๊ะ ผู้ชายแซบๆ น่ะ ไม่ได้เก็บได้ตามถนนสักหน่อย”ภาสกรเริ่มย่องเบาๆ เข้าไปใกล้ร่างบาง เหมือนเธอจะได้หนังสือเล่มที่ต้องการแล้ว“ไม่ให้ลูบ หวง...เด็กใครเด็กมัน วุ้นยังไม่สนใจจะยุ่งกับเด็กอ้นเลย”คราวนี้เขาหยุดไม่ห่างจากหญิงสาวนักแล้วเกาหัว“เดี๋ยวจะกระซิบบอกซันว่าเจอกันอ้นจะแอบลูบกล้าม เขาจะได้ร
“ตอนนี้มีแต่กลิ่นกับข้าวมั้งจ๊ะ”เธอแย้งเสียงเบาหวิวอารมณ์ใคร่ตีตื้นวนเวียนเพราะมืออีกฝ่ายไม่ได้อยู่นิ่ง“ไม่ครับ หอม”ชายหนุ่มย้ำแล้วจูบซ้ำมาอีก คลอเคลียปากกับจมูกจนผิวอ่อนเริ่มแดงเพราะไรเครา ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเม้มแล้วจูบแรงขึ้น ร่างบางสะดุ้งนิดๆ ขณะที่มือหนาไล้วนช่วงท้องน้อยไม่ห่าง“ซันจ๊ะ ขาวุ้น...”พนิดาชักจะยืนไม่ไหวแล้ว เธออ่อนเปลี้ยไปทั้งตัว เมื่อบอกไปแล้วอีกฝ่ายก็ช้อนอุ้มเธอขึ้นพาเดินมายังโซฟา ทิ้งกระเป๋าเป้ของเขาไว้ที่พื้นหน้าประตูห้องอย่างนั้นชายหนุ่มวางคนตัวเล็กให้นั่งบนโซฟา ส่วนตนคุกเข่าข้างหนึ่งคร่อมข้างสะโพกสวยโน้มหน้าลงไปหาปากอิ่มแสนหวาน ขณะเดียวกันก็ถอดสูทของหญิงสาวออก ลูบผะแผ่วไปบนบ่าบอบบาง ทรวงอวบงดงาม หน้าท้องขาวผ่องแล้วกลับมากอบกุมบีบกระชับหน้าอกหน้าใจที่เสื้อตัวสั้นลูกไม้สีขาวโอบอยู่ สิ่งที่รับรู้ทำให้ภาสกรถอนจูบ ตาคมหลุบลงมองแฟชั่นแสนเซ็กซี่ของคนรักแล้วยิ้มมุมปาก มีเสื้อสูทคลุมก็ดูเรียบร้อยดี ใครจะไปคิดว่าด้านในจะทั้งหวานทั้งเซ็กซี่ขนาดนี้ เขารู้มาบ้างว่าบางครั้งสาวๆ ก็ใส่เพียงเสื้อชั้นในด้านในสูท ทว่าผิวขาวนวลกับเสื้อลูกไม้ขาวตัวสั้นบนเรือนร่างงามลออของพนิดาก็เห
ร่างสูงกำยำที่ยืนล้วงกระเป๋ากางเกงหน้าประตูแผนกทำให้คนที่เพิ่งก้าวออกมาเห็นรีบเดินเข้าไปตบไหล่หนา“เฮ้ย มาทำอะไรถึงนี่ หรือมาหาเพื่อนกินข้าว”จักรินทร์ถามเจ้าตัวก็หันมายกมือไหว้เขา“พี่โจ๊ก สวัสดีครับ”ภาสกรทักทาย ขณะนั้นหลายคนในแผนกเริ่มออกมาแล้วมองเขาอย่างสนใจและทักเช่นกัน เพราะไม่ได้เห็นหน้าเท่าไรนัก รวมทั้งญาดาด้วย“ว่าแต่ ทำไมหน้าเหมือนไปกินยำตีนมาวะ”คนถูกถามยิ้มขื่น ญาดาซึ่งเดินมาใกล้จึงเอ่ยแทน“ซันมันไปสะดุดตอใหญ่มาก”“สะดุดตอก็น่าจะล้ม ทำไมไม่หัวแตก แต่ดันปากแตกหน้าช้ำ”จักรินทร์ยิ่งสงสัย หลายคนขมวดคิ้วไปตามๆ กัน“นั่นสิคะพี่พริก”นัชชาสาวกราฟิกคนสนิทของญาดาพูดพร้อมพยักหน้า“น่า บอกว่าสะดุดตอก็สะดุดตอสิ แล้วนี่...อย่าบอกนะว่ามา...”ดวงตาคู่กลมโตของญาดาเหลือบเข้าไปข้างในแวบหนึ่งโดยไม่พูดอะไร ขณะที่ภาสกรยกยิ้มมุมปาก ทำเอาคนอื่นยิ่งสงสัย แล้วสามสาวเพื่อนซี้รุ่นใหญ่ในแผนกก็ออกมาพอดี“มายืนมุงอะไรกันตรงนี้จ๊ะ ไม่รีบไปกินข้าวเหรอ”เสียงอนงค์นางดังขึ้นทำให้หลายคนเริ่มขยับตัว ทว่าเมื่อปรากฏร่างสูงกำยำท่ามกลางผู้คนหญิงสาวก็ถอนหายใจ ทว่าเสียงที่ทักขึ้นเป็นนิอร“แหม มารอเร็วจังนะพ่อคุณ”
“นายตามฉันมาที่ห้องทำงาน”ทั้งที่คิดว่าเรื่องจบแล้วแต่คุณไพศาลยังเคลียร์ไม่จบ พูดเสร็จก็เดินนำไปก่อน เมื่อภาสกรจะก้าวตามไปพนิดาก็สอดมือเข้าประสานนิ้วมือตนกับชายหนุ่มเขาจึงชะงัก แต่หญิงสาวยิ้มบางและเป็นฝ่ายเดินนำเอง บอกให้รู้ว่าเธอจะอยู่กับเขาไม่ปล่อยให้คุยกับบิดาตามลำพังคุณดารณีมองตามลูกสาวด้วยสายตาเอ็นดู ขณะที่พศินกับพริษฐ์มองหน้ากันแล้วถอนหายใจ ส่วนญาดายังมองตามพนิดากับภาสกรด้วยสายตาห่วงใย“ไม่มีอะไรแล้วล่ะ เชื่อสิ”พริษฐ์กระซิบบอกคนรัก หญิงสาวจึงพยักหน้าทั้งที่คิ้วยังขมวดอยู่“พ่อจะคุยกับมัน...กับเขาแค่สองคน”คุณไพศาลเปิดประตูห้องทำงานเอาไว้ แล้วไปนั่งรอบนโซฟาตัวใหญ่ ทว่าพอเห็นบุตรสาวก้าวเข้ามากับชายหนุ่มก็ขมวดคิ้ว“วุ้นขอคุยด้วยค่ะ”“วุ้นไม่เคยขัดคำสั่งพ่อ”แม้เสียงของบิดาจะไม่ได้ดุ หากก็ราบเรียบจนเย็นวาบ แต่พนิดาดูออกว่าท่านไม่ได้โกรธเธอ“เรื่องนี้พูดกันตามจริงแล้ววุ้นเป็นคนผิด วุ้นบอกคุณพ่อไปแล้วว่ากลัวที่บ้านรู้ วุ้นปิดบังทุกคน กลัวคุณพ่อคุณแม่จะผิดหวัง”หญิงสาวเอ่ยเสียงเครือสั่น“ซันไม่ได้อยากไห้วุ้นปกปิดเรื่องของเราเลยค่ะ เขาพร้อมจะแสดงออกกับทุกคนว่าเรารักกัน พร้อมจะมาหาคุณพ
“คุณจะเข้าใจยังไงก็เรื่องของคุณ ผมมายืนยันความจริงใจที่มีต่อ ลูกสาวคุณไพศาลจริงๆ ใครจะไปรู้ล่วงหน้าได้ครับว่าคุณจะมา”ภาสกรยืนยันเหมือนเดิม ตอนนี้สายตาเขาอยู่ที่คุณภานุแทนคุณไพศาลแล้ว“แต่ถ้าไปกระทบคุณเข้าก็ต้องขอโทษครับ”คุณภานุกัดฟันกรอด ก่อนจะยกยิ้มมุมปาก“หึ แกคิดว่าแค่ลำพังตัวแก ไพศาลจะยกลูกเขาให้เหรอ อย่างแกถ้าไม่มีนามสกุลฉันแกก็ไปไหนไม่รอดหรอก”ชายหนุ่มตาวาววับ แล้วเอ่ยในสิ่งที่เขาอยากพูดมานานแล้วแต่ไม่เคยได้พูด“ผมเปลี่ยนไปใช้นามสกุลแม่ก็ได้ครับ”“ซัน มีมารยาทหน่อย ทำไมพูดกับคุณพ่อแบบนี้”“ก็มันจริง ไม่ได้อยากใช้สักหน่อยนามสกุลของคุณน่ะ...”“ไอ้ซัน!”เพี้ยะ!!เมื่อทนฟังไม่ได้คุณภานุก็ลงไม้ลงมืออีก คนถูกตบได้แต่ขบกรามกำมือแน่นเพียงเท่านั้น ไม่คิดตอบโต้ผู้บังเกิดเกล้า“มันจะมากไปแล้วนะ”คนเป็นพ่อเสียงเข้มขณะที่ภาวัตรีบก้าวมายืนข้างพ่อ เมื่อคิดว่าน้องชายคนละแม่ของตนพูดสิ่งไม่ควร“นี่นายยังเห็นคุณพ่อเป็นพ่ออยู่ไหม”“จำได้ว่าไม่เคยมีใครในบ้านนั้นเห็นผมเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวนี่ครับ”“ไอ้...”มือหนายกขึ้นพร้อมกับเสียงเข้มเข่นเขี้ยวอีกครั้ง ทว่าเสียงหวานห้วนดังแทรกขึ้น“อย่าค่ะ”ร่า
“คุณวุ้นเป็นเมียผม ท่านพรากเราสองคนจากกันได้แค่ตัวกับลมหายใจ ยังไงหัวใจของเราก็อยู่ด้วยกัน”ภาสกรเอ่ยอย่างมั่นใจ ได้ยินหญิงสาวพึมพำชื่อเขา แต่เขาไม่ได้มองเธอ ต้องการสื่อสารกับบิดาเธอว่าเขาจริงจังจริงใจแค่ไหน เขารู้ว่าควรอ่อนน้อมถ่อมตนแต่ก็อยากให้ท่านเห็นนิสัยของเขาที่ไม่ใช่การเสแสร้งแกล้งทำดี สงบเสงี่ยมเจียมตัวตอนนี้คุณไพศาลยืนนิ่ง หายใจดังฟืดฟาด จ้องตากับคนที่ท่านไม่อยากเห็นหน้าอยู่นาน หากมันก็จ้องกลับไม่ยอมลดราวาศอกจนท่านหงุดหงิดในใจ ท่านเห็นโลกเห็นคนมาเยอะ ผู้ชายตรงหน้าถือว่าเป็นคนจริงคนหนึ่ง แถมยังตรงขวานผ่าซาก ตั้งแต่ก้าวเข้ามามันไม่พูดคำหวานเลยสักคำ นอกจากยกย่องชื่นชมลูกสาวท่าน ทีท่าชัดเจนว่าไม่ใช่คนที่ยอมก้มหัวให้ใครง่ายๆ แต่ถ้ารักใครก็รักจริง ทุ่มสุดตัวเพื่อคนคนนั้น ดูจากที่เดินเข้ามาในบ้านของท่านอย่างไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม ที่สำคัญ มันไม่กลัวท่าน“แกบอกว่าฉันพรากได้แค่ตัวกับลมหายใจใช่ไหม”ถึงไม่ตอบหากสีหน้าชายหนุ่มก็ย้ำชัดว่าเขาไม่เปลี่ยนคำพูด“ได้...”พูดแล้วคุณไพศาลก็จ้ำอ้าวไปยังถุงกอล์ฟที่ท่านเอาออกมาพัตค่าเวลาระหว่างรอแขกเมื่อครู่ใหญ่ซึ่งยังไม่ได้เก็บ ดึงไม้ออกมาไม้หนึ่