บทที่ 1 ความฝันก่อนย้อนเวลา รีไรท์หยางชิงโม่ลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความอ่อนเพลียเหงื่อผุดขึ้นเต็มใบหน้าสวยหวานของเธอ ฝันร้ายยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของเธอ ย้อนไปเมื่อเดือนก่อน ฝันประหลาดเริ่มคุกคามเธอหญิงสาวในฝันมีชื่อและหน้าตาคล้ายเธอมากถึง 70% นามว่าหยางชิงโม่ อายุเพียง 17 ปี ใช้ชีวิตอย่างยากลำบากในยุค 70 ของประเทศจีน แต่งงานกับเฉินหวังตง นายทหารหนุ่มรูปหล่อจากครอบครัวใหญ่ที่มีสมาชิกถึง 10 คนเรื่องราวในฝันของเธอที่หยางชิงโม่จำได้แม่นนั้นคือ เฉินหวังตงเป็นลูกชายคนที่สองของครอบครัวตระกูลเฉินซึ่งเป็นชาวนายากจนอยู่ที่หมู่บ้านหลี่ฮวา ซึ่งครอบครัวนี้มีสมาชิกมากถึง 10 คนด้วยกัน เพราะความลำบากยากจนทำให้เฉินหวัตงสมัครไปเป็นทหารจะได้มีเงินส่งมาจุนเจือครอบครัวของพวกเขา ส่วนหยางชิงโม่นั้นเป็นสาวน้อยนักเรียนมัธยมปลายผู้มีความรู้ ได้ที่ถูกส่งมาจากเซี่ยงไฮ้ ให้มาทำงานใช้แรงงานเป็นยุวชน เพราะต้องใช้แรงงานอย่างหนัก และจำเป็นต้องประหยัดอาหาร เพราะเธอได้อาหารมาน้อย เธอจึงทานอาหารให้น้อยลง ด้วยความหิวโหยและร่างกายเธอเหนื่อยล้าจากงานหนักจนทรุดโทรม วันหนึ่งเมื่อเธอเดินใกล้บริเวณสระน้ำประจำหมู่บ้านจึงเป็นลม
บทที่ 2 แหวนมิติเก็บของเตรียมพร้อมสำหรับการย้อนเวลาหยางชิงโม่ลูบคลำแหวนหยกบนนิ้วอย่างแผ่วเบาทันใดนั้นความเจ็บแปล๊บก็แล่นผ่านปลายนิ้วเธอก้มมองดูพบรอยแผลเล็ก ๆ เลือดซึมออกมาหยางชิงโม่เผลอเอานิ้วเข้าปากดูดเลือดที่ปลายนิ้ว ในเสี้ยววินาทีนั้นหยดเลือดก็สัมผัสถูกแหวนหยกสีเขียวนั้นเข้า ชิงโม่รู้สึกเหมือนมีพลังบางอย่างไหลผ่านนิ้วของเธอ ร่างกายของเธอเริ่มสั่นเทา แสงสีทองสว่างวาบพุ่งออกมาจากแหวน ห่อหุ้มร่างของเธอไว้ ในเสี้ยววินาที ชิงโม่ก็หายตัววับไปเมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง หยางชิงโม่พบว่าตัวเองอยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ ไกลสุดลูกหูลูกตา ท้องฟ้าสีครามสดใส อากาศบริสุทธิ์ สดชื่น ต่างจากโลกที่เธอเคยรู้จักโดยสิ้นเชิงหยางชิงโม่รู้สึกตื่นเต้นปนกับหวาดกลัว เธอไม่รู้ว่านี่คือที่ไหน หรือจะกลับบ้านได้อย่างไร พยายามเดินหาทางออก แต่ก็เหมือนเขาวงกต ไม่มีจุดสิ้นสุดทันใดนั้น หยางชิงโม่นึกถึงแหวนหยก เธอหยิบมันขึ้นมาดูอย่างตั้งใจ จู่ ๆ ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัว "ออกไป"ทันใดนั้น แสงสีทองก็พุ่งออกมาจากแหวนอีกครั้ง คราวนี้หยางชิงโม่รู้สึกเหมือนถูกดูดกลืน ร่างกายของเธอหมุนคว้างไปมา เมื่อแสงสว่างจางลง หยางชิ
บทที่ 3 เตรียมข้อมูลเหตุการณ์สำคัญในยุค60-จนถึงปีปัจจุบันไปด้วย เมื่อเตรียมความพร้อมด้านอาหารปัจจัยสี่พร้อมแล้ว หยางชิงโม่ได้ค้นดูข้อมูลใน internet เกี่ยวกับยุคสมัยปี 60-มาจนถึงปีปัจจุบัน ของประเทศจีน ซึ่งในปี 1976 จะเป็นปีที่เหมาเจ๋อตุงผู้นำคนเก่าได้เสียชีวิตแลเติ้ง เสี่ยวผิง ผู้นำคนใหม่ขึ้นสู่อำนาจและเริ่มปฏิรูปเศรษฐกิจจีน เธอสังเกตเห็นจุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์จีนยุคนั้น ที่เริ่มทำให้เศรษฐกิจของจีนมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก โดยจะไม่มีนโยบายการทำนารวมอีกต่อไปแล้ว ซึ่งจะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรในประเทศดีขึ้น และมีการเริ่มสอบเกาเข่าเพื่อเข้ามหาวิทยาลัยแล้วทุกอย่างจะเริ่มต้นใหม่ทำให้เศรษฐกิจจีนเติบโตอย่างรวดเร็วและไม่ขาดแคลนอาหารเหมือนเดิมอีกต่อไป ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้นแน่นอนว่าพวกเขาจะต้องการสินค้ามากขึ้นด้วยทั้งสินค้าอุปโภค์บริโภคเช่นกัน นี้จะถือเป็นโอกาสของเธอที่จะนำพาตัวเองและครอบครัวให้พ้นจากความยากลำบากสู่การเป็นเศรษฐีในยุค80 ให้ได้ก่อนใครในยุค 80-90 ถือเป็นยุคทองของการเติบโตของจีน พอเข้าปี 2000 ก็จะเป็นปีแห่งการแข่งขันทางเทคโนโลยี สกุลเงินใหม่ Ai ต่างๆ ที่เริ่มจะเข
บทที่ 4 ซื้อ ซื้อ ซื้อ Shop Shop Shop ก่อนออกจากคอนโดหยางชิงโม่ได้โทรเช่าโกดังขนาดใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลเอาไว้ ถึงแม้จะราคาค่าเช่าสูงหน่อยแต่ว่าเพื่อความสะดวกในการรับของเมื่อมีคนมาส่ง เธอก็ตัดสินใจเช่าเมื่อเรียบร้อย หยางชิงโม่ก็ขับรถออกมาจากคอนโดหยางชิงโม่ก็พุ่งไปที่ตลาดสดทันที เธอยังม่ีของที่จะต้องซื้ออีกหลายอย่างเธอจึงนำได้ ลิสต์รายการที่ทำเอาไว้ก่อนหน้านี้ออกมา เพื่อดูว่ามีของอะไรที่สามารถสั่งตอนนี้ได้เลยบ้าง เมื่อมาถึงก็พุ่งไปหาสิ่งของสำคัญทันที เพราะสิ่งที่จะลืมไม่ได้สำหรับเราชาวย้อนเวลาก็คือ ซาลาเปา หยางชิงโม่จัดเลยทั้งไส้เค็ม ไส้หมู ไส้กุ้ง ไส้เนื้อ ไส้หวาน อย่างละ5000 ลูก ทั้งแบบสุกและแบบดิบ รวมทั้งขนมจีบ ทั้งจีบกุ้ง ปูและหมูด้วย จากนั้นก็เริ่มสั่งพวกอาหารปรุงสุกที่ทำสำเร็จแล้ว ตอนนี้ที่ตลอดเธอเห็นมี ไก่ทอด แฮมเบอร์เกอร์ เฟรนด์ฟราย พวกของทอด ของปิ้งย่างทั้งหลาย เมื่อมาถึงร้านชื่อดังเธอก็สั่งทันที โดยให้ทางร้านทำเป็นชุดอย่างละ 500 ชุด และให้จัดส่งในวันพรุ่งนี้ เธอจ่ายมัดจำบางส่วนและแจ้งสถานที่จัดส่งเอาไว้ด้วย มีแม่ค้าบางรายสงสัยเธอก็บอกว่าจะเอาไปบริจาคซึ่งพวกเขาก็เข้าใจในทันที เพ
บทที่ 5 แม่ครับโจ๊กอร่อยมากเลยครับ เสี่ยวเป่าชอบมากเลยณ หมู่บ้านชนบทที่ห่างไกลในปี 1978…..".ฮือ!!..ฮือ!!..ฮือ!!..แม่จ้า....แม่...แม่ตื่น".“แม่ครับ แม่ตื่นนะ ตื่นนะ หิวแล้ว พวกหนูหิวแล้ว”เสียงร้องไห้หลายเสียงประสานกัน....พร้อมกับดวงตาที่ลืมขึ้นของหยางชิงโม่......หยางชิงโม่รู้สึกมึนงง ศีรษะของเธอยังหนักอึ้ง ราวกับถูกก้อนหินทับอยู่ เธอค่อยๆ หันศีรษะมองตามเสียงที่ร้องไห้อยู่เสียงเหล่านั้นเป็นเสียงของเด็กๆ แน่นอน และดูเหมือนว่าคงร้องไห้มานาน เพราะเสียงร้องไห้ของพวกเขาต่างก็แหบแห้ง เมื่อหันมาก็เห็นเด็กน้อยทั้งสามนั่งร้องไห้น้ำตาไหลอาบแก้มอยู่ เสื้อผ้าเปียกปอน มองดูน่าสงสาร เด็กๆ นั่งเรียงกันอยู่ข้างๆ เตียงของเธอ ใบหน้าของพวกเขาเหมือนกันราวกับแกะสลัก ดวงตากลมโตสีดำขลับ จมูกโด่ง ปากเล็ก ผิวสีแทนเล็กน้อย เมื่อพวกเขาเห็นเธอลืมตาขึ้นมาเสียงร้องไห้นั้นก็หยุดลง และบนดวงหน้าที่ถึงจะผอมแต่ทว่าพวกเขาก็น่ารักนัก และตอนนี้บนใบหน้าพวกเขาก็มีแต้มด้วยรอยยิ้มจางๆ ที่เปื้อนคราบน้ำตา แม่ของพวกเขาตื่นแล้ว คุณแม่ตื่นแล้ว!!!!หยางชิงโม่พยายามฝืนความอ่อนเพลีย ลุกขึ้นนั่ง มองดูลูกๆ ของเธอ เด็กน้อยทั้งสามผอมแ
บทที่ 6 เสี่ยวเฮยก็ตามมาด้วย!!!..."เหมียวววววววว!"...เสียงร้องแหลมดังขึ้นกะทันหัน ทำให้หยางชิงโม่สะดุ้ง เธอหันไปตามเสียงด้วยความตื่นเต้น หัวใจเต้นรัว "เสี่ยวเฮย!! เจ้าเสี่ยวเฮยหรือเปล่า?" เธอรีบลุกขึ้นจากที่นั่ง เรียกมันเสียงดังด้วยความหวังท่ามกลางแสงสลัวของสถานที่แปลกประหลาด เจ้าแมวสีดำตัวอ้วนกลมปรากฏตัวขึ้น มันชำเลืองมองหยางชิงโม่ด้วยสายตาที่ไม่ใส่ใจ ก่อนจะหันหลังนั่งเลียขนของมันต่อ ด้านหลังที่อ้วนกลมเหมือนถังแก๊สเล็ก ๆ ทำให้เธอมั่นใจว่านั่นคือเจ้าเสี่ยวเฮยของเธอแน่นอน แมวตัวไหนจะอ้วนกลมขนาดนี้ได้ถ้าไม่ใช่มัน?ครู่หนึ่ง มันแอบชำเลืองมองเธออีกครั้ง สายตาที่ส่งมาเหมือนจะบอกว่า "จะเสียงดังทำไม?" แต่หยางชิงโม่ไม่ถือสา เธอยิ้มกว้าง ดวงตาเป็นประกายระยิบระยับด้วยความดีใจ เธอรีบวิ่งเข้าไปหาเจ้าแมวตัวน้อย อุ้มมันมากอดแน่น ๆขนปุยสีดำสนิทมันวาวของมันบ่งบอกว่ามันกินดีอยู่ดีและอุดมสมบูรณ์มาก แม้แต่เด็ก ๆ ในแถวนี้ยังผอมแห้ง แต่เสี่ยวเฮยกลับอ้วนกลมเป็นถังแก๊สน้อย ๆ ขนของมันนุ่มนิ่ม เมื่อเธอยกมันสัมผัสกับแก้มของเธอ เสียง "เพอร์" เบา ๆ ดังก้องอยู่ในหู ราวกับกลัวว่ามันจะหายไปอีกครั้ง เธอกอดมันแน่
บทที่ 7 มาเปลี่ยนบ้านหลังน้อยให้ดูอบอุ่น Cozy cozy กันเถอะ. หยางชิงโม่ทิ้งเจ้าเสี่ยวเฮยเอาไว้กับเด็กๆ เธอลุกเก็บถ้วย จาน แก้วไปล้างที่ด้านหลังบ้าน..และได้เวลาสำรวจบ้านช่องกันแล้ว...เธอหันมองไปรอบตัวของเธออย่างช้า ๆ บ้านอิฐคับแคบและมืดมน เตียงไม้เก่า ๆ ตู้เก็บของที่อับชื้น มีโต๊ะกลมเล็ก ๆ ที่สีถลอก และเก้าอี้โทรม ๆ สาม สี่ตัวตรงมุมห้อง แต่สิ่งที่เตะตาเธอที่สุดคือปฏิทินติดผนังเมื่อเข้าไปมองใกล้ ๆ เธอก็รู้ว่าตอนนี้เป็นกลางเดือน 7 ปี 1978 ใกล้จะเข้าหน้าหนาวเข้าไปทุกทีแล้ว อากาศเริ่มลดมา เธอต้องเตรียมความพร้อมให้กับลูกๆ ของเธอก่อน สภาพของบ้านเธอแบบนี้หน้าหนาวจะต้องทรมานมากแน่ๆ เธออยากทำบ้านใหม่ให้ทันหน้าหนาวที่จะมาถึงในอีกไม่ถึง 2 เดือนนี้ แต่กลัวว่าการสร้างบ้านต้องใช้เวลานานกว่านั้น ดังนั้นในตอนนี้ที่ทำได้น่าจะแค่ซ่อมแซมหลังคาและตัวให้แน่นหนาก่อนและดูว่าถ้าเธอจะให้ทำเตาผิงในโถงบ้านจะทำได้หรือไม่ อย่างน้อยถ้าในบ้านมีเตาผิงพวกเธอ 4 แม่ลูกยังมานอนในห้องโถงได้ถ้าอากาศหนาวจัดหยายชิงโม่เดินดูรอบ ๆ บ้านว่าจะต้องซ่อมแซมอะไรบ้าง หลังจากหมดหน้าหนาวค่อยหาทางสร้างบ้านใหม่หรือขยับขยายออกไป.เมื่อเดิ
บทที่ 8 เริ่มต้นชีวิตใหม่พร้อมมิติที่ตามมาเช้าวันต่อมา หยางชิงโม่ที่ตั้งใจจะซ่อมแซมและจัดบ้านของเธอได้ตื่นขึ้นมาแต่เช้าเธอเดินเข้าไปในครัวเพื่อเตรียมอาหารเช้าสำหรับเด็กๆ วันนี้เธอจะเอาข้าวต้มกุ้งจากมิติที่เธอสั่งจากร้านชื่อดังออกมาทาน เธอสั่งมาถึงอย่างละ 500 ชุดเลยทีเดียวเอาเป็นว่าไม่ต้องทำอาหารประเภทข้าวต้มกันไปอีกนานเลย เพราะมันมีทั้งข้าวต้มกุ้ง ข้าวต้มปลา ข้าวหมู ข้าวต้มทะเล รู้สึกอยากทานแบบไหนก็เอาออกมาเลย เธอดีใจที่มีมิติติดมาในยุคนี้ด้วย เพราะไม่เช่นนั้นเธอจะต้องปวดหัวกับการที่จะต้องหาอาหารมาทานแน่นอนถึงแม้ว่าช่วงนี้จะไม่อดอยากเหมือนหลายปีก่อน แต่การจะได้ทานเนื้อสัตว์ก็ไม่ได้บ่อยนัก นอกจากนำข้าวต้มออกมาเธอยังเอาปาท่องโก๋และนมสดออกมาด้วย ลูกๆ ของเธอต้องเริ่มดื่มนมตั้งแต่ตอนนี้ ส่วนเจ้าเสี่ยวเฮยเธอได้เอาเนื้อปลาที่ใส่ในข้าวต้มปลา แยกออกมาให้มันต่างหากด้วย 1 ถ้วยใหญ่เมื่อเตรียมทุกอย่างเรียบร้อยเธอเดินไปปลุกเด็กๆ ให้ตื่นมาล้างหน้า แปรงฟัน โดยเธอนำแปรงสีฟัน ยาสีฟัน สบู่ แชมพู ครีมนวดผม ออกมาวางไว้ในห้องน้ำเรียบร้อยและเธอได้สอนเด็ก ๆ ในการแปรงฟัน ล้างหน้า ด้วยสบู่ ยาสีฟันที่เธอนำมาด
บทที่ 88 นายพลเซี่ยจงถึงแก่อสัญกรรม วันเวลาผันผ่านไปดุจดั่งสายน้ำไหล ที่ไม่มีทางที่จะไหลย้อนคืนมาเปรียบดังชีวิตของคน ไม่ว่าจะยิ่งใหญ่เพียงใดสุดท้ายชีวิตก็ต้องดับสูญไปตามกาลเวลา นายพลเซี่ยจงชายชราในวัย 89 ปี ตอนนี้นอนอยู่บนเตียงภายในโรงพยาบาลอันดับหนึ่งของปักกิ่ง โรงพยาบาลเซี่ยเฉิน รอบเตียงนั้นญาติพี่น้อง ลูกหลานต่างก็มารายล้อมท่าน บางคนนั่งที่โซฟา บางคนยืน บางคนนั่งกลับพื้น เป็นภาพที่ ถ้าจะมองให้อบอุ่นก็คือความอบอุ่น ถ้าจะมองให้โศกเศร้านี้คือภาพของการจากลาเซี่ยจงนายทหารชายชราผู้ที่เคยองอาจกล้าหาญ สง่างามบ่าอันกว้างใหญ่ของเขาที่เคยแบกรับภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่มามากมาย ตอนนี้ผอมบางลงจนเปราะบางราวกับกิ่งไม้แห้งที่พร้อมจะหักโค่นเขาหลับตาพริ้มระลึกถึงอดีตอันรุ่งโรจน์เขาระลึกถึงความหลังตอนที่เขาสมัครไปเป็นพลทหารเพื่อรับใช้ชาติ เหตุการณ์ในชีวิตหลายอย่างไหล่หลั่งผ่านเข้ามาในสมองของเขาบางครั้งเขายิ้มบางครั้งก็มีสีหน้าโศกเศร้าและมีน้ำตาไหลซึมออกมาเขาพยายามมองดูลูกหลานที่มาเฝ้าเขาที่ห้องด้วยดวงตาฝ้าฟางของเขา มองดูทุกๆ คน นี้คือกิ่งก้านสาขาของตระกูลเซี่ยที่ยิ่งใหญ่ของเขา เขามองดูลูกชายคนโตที่ส
บทที่ 87 เที่ยวรอบโลก / หยางชิงเย่วหนีออกจากบ้านแสงแดดยามเย็นสาดส่องลงบนทะเลสาบลูเซิร์นประเทศสวิสแลนด์ ท้องฟ้าเป็นสีทองอร่าม ทิวทัศน์โดยรอบงดงามราวกับภาพวาด เซี่ยชิงโม่ หญิงสาววัย 55 ปี กำลังนั่งจิบไวน์อยู่ริมทะเลสาบ ใบหน้าของเธอยังคงเปี่ยมเสน่ห์ ดวงตากลมโตเปล่งประกาย ความงามของเธอไม่ได้ลดน้อยลงไปเลย แม้จะผ่านร้อนผ่านหนาวมาครึ่งค่อนชีวิตเซี่ยชิงโม่สวมชุดเดรสสีขาวเข้ารูปเนื้อผ้าไหมพรม เส้นผมสีดำขลับยาวสลวยประดับด้วยเครื่องประดับเพชรระยิบระยับ ผิวพรรณของเธอขาวเนียนละเอียดไร้ริ้วรอยบ่งบอกถึงการดูแลตัวเองเป็นอย่างดีเคียงข้างเธอคือ เฉินหวังตงสามีผู้เป็นที่รักทั้งสองนั่งอยู่บนเก้าอี้หวายตัวเดิมโต๊ะตัวเดิมที่พวกเขาเคยมานั่งจิบไวน์ด้วยกันเมื่อหลายปีก่อนในช่วงฮันนิมูนแต่ตอนนั้นพวกเขาพาเด็กๆมาด้วยเลยไม่ค่อยได้สวิทกันมากนักคราวนี้พวกเขามาแค่สองคนเธอหันไปมองเฉินหวังตงที่นั่งข้างๆ รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าของเธอ ชีวิตหลังเกษียณช่างแสนวิเศษหลังจากลูกๆ หลานๆ เรียนจบและเริ่มทำงาน พวกเขาก็ทยอยส่งต่องานทั้งหมดให้ลูกหลานดูแล เซี่ยชิงโม่และเฉินหวังตง จึงตัดสินใจใช้ชีวิตที่เหลืออย่างอิสระ ออกเดินทางท่องเที
บทที่ 86 เจ้าชายทั้งสามของตระกูลเฉินเรื่องราวชีวิตของเซี่ยชิงโม่ผันผ่านขึ้นลงมากมายตอนนี้เธออายุเข้าปีที่ 42 แล้ว เธอมีความสุขกับชีวิตในตอนนี้มาก ความกังวลเรื่องการที่ต้องย้อนกลับไปโลกปัจจุบันหมดไปแล้ว สิ่งที่เธอต้องทำในตอนนี้คือการมีความสุขกับชีวิตครอบครัว เธอมีสามีที่ดีเลิศเคียงข้างมีครอบครัวที่อบอุ่นช่วยเหลือกันและกันเสมอ ตอนนี้เธอรอดูความสำเร็จของลูกๆ ของเธอและมีความสุขไปกับความสำเร็จของพวกเขาเท่านั้น และแล้วลูกชายของเธอก็เรียนจบเจ้าใหญ่เฉินหลง คุณชายใหญ่ผู้เก่งกาจด้านบริหารเฉินหลง ในวัย 25 ปี เติบโตขึ้นมาเป็นชายหนุ่มรูปร่าง สง่างาม สมกับเป็นคุณชายใหญ่แห่งตระกูลเฉิน ดวงตาสีดำขลับฉายแววมุ่งมั่น บ่งบอกถึงความทะเยอทะยานที่เปี่ยมล้น รอยยิ้มของเขาอบอุ่น ดึงดูดใจผู้คนให้เข้าหา เฉินหลงไม่ใช่แค่หนุ่มรูปงาม แต่เขายังมีสมองที่เฉียบแหลม เพิ่งเรียนจบปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยชั้นนำในอเมริกากลับมาเขามีทักษะการคิดวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม เข้าใจกลไกของธุรกิจ และพร้อมนำความรู้มาประยุกต์ใช้เขาไม่ต้องการแค่สานต่อธุรกิจของครอบครัว แต่เขาใฝ่ฝันที่จะขยายอาณาจักรให้ยิ่งใหญ่กว่าเดิม เขามีคว
บทที่ 85 เสียวเฮยกลับมาแล้วเซี่ยชิงโม่นั่งอ่านรายงานผลประกอบการของหลีว่านเคอประจำปี 1995 รอยยิ้มกว้างปรากฏบนใบหน้าของเธอ ผลประกอบการดีเกินคาด รายได้สุทธิเพิ่มขึ้น 32% จากปีก่อน กำไรขั้นต้นแตะ 45% ของรายได้ทั้งหมด บริษัทเติบโตอย่างรวดเร็ว และกำลังขยายสาขาไปทั่วประเทศผลประกอบการที่ยอดเยี่ยมนี้ แสดงให้เห็นถึงความทุ่มเทของเธอและทีมงานทั้งหมดเธอรู้สึกภูมิใจในความสำเร็จนี้ ตอนนี้หลี่ว่านเคอมีสำนักงานสาขาย่อยอยู่ที่กรุงปักกิ่งเธอและเฉินหวังตงดูแลสาขานี้ ส่วนสาขาที่เซินเจิ้นยังคงเป็นหลี่เฉินที่บริหารอยู่ พวกเขาจะนัดประชุมกันทุก 2 – 3 สัปดาห์ หรือขึ้นอยู่กับโปรเจคที่ได้มา..ตอนนี้การทำงานของทั้งสามคนนั้นประสานกันได้ดีมากทีเดียวเธอพลิกดูรายงานอีกครั้ง ตัวเลขต่างๆ ล้วนน่าประทับใจ กำไร ยอดขายเติบโตในทุกๆ แผนก ลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เซี่ยชิงโม่ลุกขึ้นยืน เดินไปที่หน้าต่าง มองออกไปยังทิวทัศน์ของเมือง เธอเคยลั่นวาจาว่าจะพัฒนาบริษัทนี้ต่อไปให้มุ่งสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ ตอนนี้ทุกอย่างกำลังดำเนินตามทางของมันอยู่ในขณะที่เธอกำลังคิดอยู่นั้น ประตูห้องทำงานก็ถูกเคาะ"เข้ามา" เซี่ยชิ
บทที่ 84 แฝดสามไปเรียนต่อที่อเมริกา/ยุโรปเดือนกุมภาพันธ์ของปี 1993 แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านหน้าต่าง กระทบใบหน้าของเซี่ยชิงโม่ หญิงสาววัย 32 ปี แต่ด้วยรูปร่างหน้าตาที่เป๊ะปัง ผิวพรรณผ่องใส ไร้ริ้วรอย ทำให้เธอดูเหมือนอายุเพียง 24-25 ปีเท่านั้นเซี่ยชิงโม่ลืมตาตื่นขึ้นมา ย้อนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อ 15 ปีก่อน วันที่เธอได้ย้อนเวลากลับมาในอดีต ชีวิตที่ผ่านมาของเธอช่างมีความสุข ครอบครัวอบอุ่น สามีที่แสนดี และลูกๆ ทั้งสามที่น่ารัก ตอนนี้ลูกๆ ของเธอเริ่มโตเป็นหนุ่มแล้ว ถึงเวลาที่พวกเขาจะต้องออกจากรังเพื่อโบยบิน เรียนรู้ และหาประสบการณ์ในชีวิตบนโลกกว้างเจ้าใหญ่และเจ้ารองตัดสินใจไปเรียนต่อที่อเมริกา ประเทศมหาอำนาจที่เต็มไปด้วยโอกาส ส่วนเจ้าเล็กเลือกที่จะไปเรียนต่อที่ยุโรป ดินแดนแห่งวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์อันยาวนานเซี่ยชิงโม่รู้สึกทั้งดีใจและใจหาย ดีใจที่ลูกๆ ของเธอมีโอกาสได้ไปเรียนรู้และหาประสบการณ์ในชีวิต แต่ในเวลาเดียวกันนั้นเธอก็รู้สึกใจหายที่ลูกๆ จะต้องอยู่ห่างไกลจากเธอเธอเดินไปที่เตียงนอน มองดูลูกๆ ทั้งสามที่กำลังหลับใหลอย่างสบาย เซี่ยชิงโม่ยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน ลูบไล้เส้นผมของพวกเขาเบาๆ“
บทที่ 83 ฟองสบู่แตก / หลีว่านเคอ อนาจักรอสังหาริมทรัพย์บนเส้นด้ายปี 1992 หลี่เฉิน ประธานบริหารบริษัทอสังหาริมทรัพย์ หลี่ว่านเคอ ยักษ์ใหญ่แห่งเซินเจิ้น กำลังเผชิญกับ มรสุมลูกใหญ่ ในชีวิต ฟองสบู่เศรษฐกิจจีนที่พองโตมาหลายปี เริ่มแตกออก ส่งผลต่อทุกภาคส่วน ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เคยเฟื่องฟู กลายเป็น ทะเลทราย ร้อนระอุโครงการ ของหลี่ว่านเคอ หลายแห่ง หยุดชะงัก ผู้ซื้อ หายหน้า เงินทุน ขาดแคลน พนักงาน เริ่ม หวาดกลัว อนาคต บรรยากาศในบริษัท อึมครึมหลี่เฉิน กัดฟันฝ่าฟัน พยายามหาทางออก เขา ทุ่มเท ทั้งแรงกายแรงใจ หาเงินทุนใหม่ เจรจากับธนาคาร โน้มน้าวลูกค้าแต่ ปัญหาไม่ได้ง่าย หลายธนาคาร ปิดตายไม่ยอมที่จะเจรจากับเขาเพื่อขอผ่อนผันการชำระหนี้อีกต่อไปลูกค้าของเขาทั้งหมดต่างลังเล ไม่กล้าซื้อ ขายในช่วงวิกฤตเช่นนี้ทุกคนต่างต้องการที่จะถือเงินสดเอาไว้ให้ได้มากที่สุดความเครียด กัดกินหลี่เฉิน เขาเริ่ม สูญเสีย ความมั่นใจภาพอดีตอันรุ่งเรืองย้อนกลับมาหลอกหลอน เขาเคยเป็น เด็กหนุ่ม ไฟแรงเขาสร้างอาณาจักรอสังหาฯ ขึ้นมาจาก ศูนย์แต่ตอนนี้ อาณาจักรของเขา กำลัง พังทลาย ต่อหน้าต่อตาหลี่เฉิน รู้ดีว่า เขาต้อง ตัดสิน
บทที่ 82 ขายหุ้นเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วดังสายลมพัด ตอนนี้เข้าเดือนที่2 ที่พวกเขาซื้อหุ้นเอาไว้และตอนนี้แก๊งบอยแบนด์และทุกคนต่างก็มีความสุขที่หุ้นที่ซื้อเอาไว้นั้น ราคาพุ่งขึ้นมาทำให้พวกเขามีกำไรมหาศาล พวกเขาต่างก็เฉลิมฉลองกับความสำเร็จนี้ และแล้วก่อนที่จะเข้าเดือนที่ 3 เซี่ยชิงโม่ก็ส่งข่าวบอกทุกคนว่าเธอต้องการที่จะขายหุ้นที่ซื้อเอาไว้ทั้งหมดแล้วตอนนี้แก๊งบอยแบนด์และทุกคนต่างมารวมตัวกันที่บ้านสี่ประสานหยางหยาง: "ทำไมถึงจะรีบขายละครับคุณหนูเซี่ย ตอนนี้ราคากำลังขึ้นดีเลยนะ" หยางหยางอาแป๊ะสายร่าเริง ขวัญใจสาวๆ ถามขึ้นมา เขารู้ว่าเซี่ยชิงโม่นั้นเก่งมาก แต่ว่าคราวนี้ราคามันกำลังขึ้นมาสวยจริงๆ ทำไมถึงได้จะรีบขาย เขาไม่ค่อยเข้าใจเพราะถ้าให้ปล่อยให้ราคาขึ้นอีกสักหน่อยเงินก็จะก้อนใหญ่มากกว่านี้ (คิดตามประสาเม่าน้อย)เว่ยอัน หนุ่มเซอร์ : "จริงของหยางหยางนะครับ ราคากำลังดีเลย ทำไมถึงรีบขายล่ะครับ"สมาชิกคนอื่นๆ : "ใช่ ใช่ ใช่ รออีกนิด ราคาน่าจะขึ้นไปอีก"เซี่ยชิงโม่: (ยิ้ม) "ฉันรู้ว่าทุกคนสงสัย แต่ฉันมีเหตุผลของฉันเอง"หยางหยาง: "อะไรเหรอครับคุณหนูเซี่ย บอกพวกเรามาหน่อยสิ"เซี่ยชิงโม่: "จากการ
บทที่ 81 ซื้อหุ้น กาลเวลาผันผ่านมาหนึ่งปีหลังเหตุการณ์ประท้วงที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน แม้รอยแผลในใจผู้คนจะยังคงอยู่ แต่ชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป ครอบครัวของหมอเซี่ยชิงโม่ก็เช่นกัน ทุกคนกลับมารวมตัวกันที่เรือนสี่ประสานในกรุงปักกิ่งอีกครั้งเพื่อฉลองปีใหม่บรรยากาศภายในบ้านอบอวลไปด้วยความสุขสมาชิกครอบครัวต่างมีรอยยิ้มบนใบหน้า พี่ใหญ่ น้องสาม และน้องสะใภ้สาม ต่างทำงานที่โรงงานผลิตสบู่ของครอบครัวช่วงแรก พวกเขาต้องปรับตัวกับงานใหม่ โชคดีที่หมอเซี่ยชิงโม่ได้จัดหาผู้จัดการและเลขาที่มีความสามารถจากปักกิ่งมาช่วยสอนงานและให้คำปรึกษา เปรียบเสมือนการฝึกอบรมผู้บริหารแบบเข้มข้นน้องสะใภ้สามเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์ในการเรียนรู้ เธอสามารถเข้าใจงานต่างๆ ภายในโรงงานได้อย่างรวดเร็ว เพียง 6 เดือน เธอก็ได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้จัดการฝ่ายบุคคล และเธอก็ไม่ทำให้หมอเซี่ยชิงโม่ผิดหวัง จัดการงานที่รับผิดชอบได้อย่างยอดเยี่ยม ส่วนพี่ใหญ่และน้องสามก็เรียนรู้งานต่างๆ ได้ดีเช่นกัน พวกเขาช่วยกันบริหารโรงงานให้เจริญรุ่งเรืองส่วนร้านหมูพะโล้วังหลวงที่ตอนนี้ เป็นร้านมีชื่อเสียงอันดับหนึ่งของเมืองจู่ไห่นั้น พี่สะใภ้ใหญ่ขึ้น
บทที่ 80 โรงพยาบาลเอกชนที่ทันสมัยที่สุดในปักกิ่ง(ศูนย์รวมแพทย์เทพแห่งปักกิ่ง)เสียงแตรรถดังระงมผู้คนต่างรีบเร่งไปทำงานบนถนนสายหลักของกรุงปักกิ่งเต็มไปด้วยรถจักรยานและรถยนต์เก่า ๆ ท่ามกลางความคึกคักนั้น มีตึกสูงเด่นเป็นสง่า ต่างจากตึกอื่น ๆ ในบริเวณนั้น ที่นี่คือ ‘โรงพยาบาลเอกชนเซี่ยเฉิน Xie Chen Hospital and Care’ โรงพยาบาลเอกชนที่ทันสมัยที่สุดในปักกิ่งหลายเดือนที่ผ่านมาตั้งแต่โรงพยาบาล ‘โรงพยาบาลเอกชนเซี่ยเฉิน Xie Chen Hospital and Care’ ได้เปิดทำการรักษาให้คนปักกิ่งนั้นได้เห็นศักยภาพของคุณหมอเซี่ยชิงโม่ลูกสาวคนเล็กของนายพลเซี่ยจงอย่างแท้จริง พวกเขาสามารถพูดได้เต็มปากว่า คนไข้ที่ผ่านมือเธอไม่ว่าอาการจะหนักหนาสาหัสแค่ไหน ถ้าถึงมือคุณหมอชิงโม่ โอกาสที่จะรอดคือ 99% เลยทีเดียว และอีกอย่างทีมหมอที่เธอสร้างขึ้นมานั้น สามารถใช้คำว่า ‘รวมทีมหมอเทพแห่งปักกิ่ง’ เลยก็ว่าได้ เพราะได้รับการฝึกสอนแบบเข้มงวดสุดๆ จากเธอ และเครื่องไม้เครื่องมือที่ทันสมัยที่สุด (เธอนำออกมาจากแหวนมิติทั้งหมด)โรงพยาบาลเซี่ยเฉิน เมื่อคนไข้พูดปากต่อปากถึงความเก่งกาจของคุณหมอเซี่ยชิงโม่ ได้กลายมาเป็นโรงพยาบาลหมอเทวดา เ