การไต่สวนค่อนข้างใช้เวลากว่าแม่ทัพเผ่าจิ้งจอกจะได้คำตอบจากผู้ที่ถูกจับได้ เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นไปด้วยความซับซ้อน ทว่าเขาคือคนรักจากเผ่าปีศาจของบุตรสาวองค์หญิงหกหลี่ซู่กับท่านอ๋องเฉิงกัง แท้จริงแล้วทั้งคู่แอบคบหากันมานานหลังจากเจอหน้าที่ตลาดซิงสิน ท่านอ๋องหกรู้เรื่องเข้าไม่เห็นด้วย กักบริเวณบุตรสาวไม่ให้ไปเจอกันอีก ชายหนุ่มจากเผ่าปีศาจเห็นว่าคนรักไม่มาพบตามเวลาจึงแอบเข้ามาในเผ่าตามเส้นทางภูเขาที่เคยเข้ามาส่งหญิงสาว และก่อนจะได้พบคนรักกับเจอท่านอ๋องเสียก่อนท่านอ๋องเฉิงกังบอกชายจากเผ่าปีศาจว่าหากสังหารท่านอ๋องเสนาบดีสำเร็จจะยอมให้พาบุตรสาวของตนไปอยู่ด้วย ชายหนุ่มจึงลงมือทำในตอนแรกอีกฝ่ายไม่ยอมเปิดปากใดๆ แต่เพราะข่าวการจับตัวผู้สอบสังหารท่านอ๋องเสนาบดีแพร่ออกไปว่ามาจากเผ่าปีศาจ บุตรสาวองค์หญิงหลี่ซู่กับเฉิงกังจึงหาทางหลบหนีบิดามายังที่คุมขัง แล้วคุกเข่าขอร้อง ขอเข้าไปเห็นผู้ที่ถูกจับว่าใช่คนรักของตนหรือไม่ แม้ทหารไม่ยอม ทว่าสุดท้ายแม่ทัพใหญ่มาพบและอนุญาตให้เข้าไปในที่สุดเรื่องราวก็เปิดเผย ชายจากเผ่าปีศาจยอมรับพร้อมบอกเรื่องราวทั้งหมด เขาใช้พลังเพลิงวิหคเพราะเคยฝึกฝน อีกทั้งไม่อยากให้เผ
กลับถึงสวรรค์เทียนเหวินกลับพาเอินเอินไปส่งยังสำนักของผู้เฒ่าจันทราก่อนจะไปพบมารดา รายงานเทพสงคราม หรือแม้แต่เข้าเฝ้าองค์จักรพรรดิสวรรค์ ทั้งที่ห้าวอี้เตือนแล้ว ทว่าผู้เป็นท่านชายไม่ฟัง“ไยจึงเป็นเช่นนี้”เป็นอีกครั้งที่ผู้เฒ่าจันทราแทบจะลมจับเมื่อห้าวอี้นำกระดิ่งสวรรค์ออกมา ร่ายเวทเพียงชั่วอึดใจร่างน้อยของเสี่ยวจูก็ปรากฏขึ้นบนพื้นเบื้องหน้า“เสี่ยวจู”เอินเอินถลาลงไปนั่งคุกเข่าใกล้ร่างน้อยแล้วค่อยๆ ตระกองอุ้มหมูอ้วนกลมที่นอนนิ่งขึ้นมากอดแอบอก น้ำตาเอ่อคลอล้นขอบตาจนได้ แม้จะพยายามกลั้นไว้ หากไม่ได้สะอึกสะอื้นหนักเหมือนเช่นยามได้รับรู้ว่าสหายจากไปแล้ว นางมีเวลาทำใจพักหนึ่งก่อนเดินทางกลับมาถึงสวรรค์ชั้นฟ้า“เสี่ยวจูปกป้องข้า จึงต้องลงเอยเช่นนี้”นางบอกกับผู้เป็นอาจารย์ผู้เฒ่าจันทราเองก็ไม่อาจระงับความเสียใจไว้ได้เช่นกัน ผู้อาวุโสนั่งลงลูบศีรษะหมูน้อย ซึ่งร่างยังไม่สูญสลายเพราะห้าวอี้ใช้พลังเก็บรักษาเอาไว้ดังเช่นที่เทียนเหวินต้องการ“เสี่ยวจูอยู่กับข้ามานานนัก ไม่คิดเลยว่าเขามาจบชีวิตเร็วเช่นนี้”เสี่ยวจูเป็นสัตว์เทพที่ผู้เฒ่าจันทราช่วยเหลือมาจากดินแดนมนุษย์ นับแต่เจ้าตัวเป็นเซียนอ่อนหัด
กลางเวหามืดมิดมีแสงจันทรานวลบดบังแสงดาว ความอ้างว้างดูยิ่งใหญ่จนน่ากลัวในความรู้สึกของผู้ที่แหงนเงยหน้ามอง ดวงตาคู่งามหม่นเศร้าแฝงไปด้วยความเหงา“เจ้าคือดาวดวงใดหรือเสี่ยวจู ข้าไม่เห็นเจ้าเลย”เสียงแผ่วดังจากเจ้าของร่างบอบบางที่นั่งพิงต้นไม้แห่งโชคชะตาต้นใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านครอบคลุมพื้นที่กว้างขวาง ทว่าหญิงสาวกลับไม่รู้สึกถึงความอบอุ่นใจใดๆ เลย ทุกวันที่ผ่านไปนั้นเงียบเหงาเมื่อไร้สหายที่ตนเติบโตมาก็พบเห็นอีกฝ่ายแล้วสำหรับเอินเอิน เสี่ยวจูเป็นทั้งสหายทั้งพี่ชายที่แสนดี แต่ถึงแม้นางจะเสียใจมากเพียงใดก็ไม่กล้าแสดงออกถึงความเศร้าใจให้ผู้เป็นอาจารย์ได้เห็น เพราะท่าทางของท่านก็หม่นเศร้าไม่ต่างจากตน บางครั้งยังเผลอเอ่ยเรียกชื่อ ‘เสี่ยวจู’ แล้วก็เงียบไปหญิงสาวจึงพยายามเอาอกเอาใจผู้เป็นอาจารย์ ตั้งใจช่วยงานของท่านอย่างไม่ให้ขาดตกบกพร่อง“ที่นี่หนาวหรือไม่”เอ่ยถามพลางหันไปยังพื้นดินที่สูงขึ้นเล็กน้อยไม่ห่างนัก บนนั้นมีดอกท้อที่ตนเพิ่งวางลงเพราะเอามาให้สหาย“ที่สำนักของอาจารย์ ไม่มีเจ้าอยู่ ทั้งเงียบ วังเวง บางครั้งข้าก็รู้สึกหนาวจับใจ”“หากเจ้าเหงาล่ะก็ ข้าจะมาเยี่ยมบ่อยๆ ดีหรือไม่”เสียงเข้มด
เอินเอินหันมองคนข้างตัวด้วยความแปลกใจ ทว่าเพียงชั่วอึดใจใบหน้าขาวคมก็โน้มลงประชิด ริมฝีปากอุ่นแตะแนบกลีบปากตนผะแผ่วทำเอาหญิงสาวลมหายใจสะดุดนิ่งงันไปราวทุกอย่างหยุดลงชั่วขณะหนึ่ง แต่แล้วแขนกำยำที่เคลื่อนมาโอบแผ่นหลังก็ทำให้ร่างบอบบางสะดุ้งรู้ตัวจึงขยับกายถอยทันทีคนตัวเล็กหันหน้าหนี ก้มหน้างุดราวทำตัวไม่ถูก แม้แต่เทียน เหวินยังประหลาดใจตนเองเช่นกัน เขาทำไปโดยคิดสิ่งใด เพียงใจรู้สึกร่างกายก็ขยับ“เอินเอิน”“ข้าต้องกลับแล้ว”เพียงเสียงเข้มเอ่ย หญิงสาวก็รีบบอก ทว่าก่อนจะก้าวเท้ามือบางก็ถูกคว้าไว้“อย่าเพิ่งกลับเลย ข้าอุตส่าห์นำหิ่งห้อยกลับมาให้เจ้าดู อยากเห็นเจ้ามีความสุขและยิ้มได้ เจ้าดูเพียงน้อยนิดก็จะไปแล้วหรือ หิ่งห้อยพวกนี้คงน้อยใจแย่”น้ำเสียงของเทียนนั้นไม่มีแววของการบีบบังคับ หากทุ้มเบาและอ่อนโยน ทั้งยังทำให้หญิงสาวต้องกลั้นยิ้ม เพราะต่างรู้แก่ใจดีว่าผู้ที่น้อยใจหาใช่หิ่งห้อยไม่“อยู่ต่อเถิดนะ ดูหิ่งห้อยกับข้า...กับเสี่ยวจูด้วย”แม้จะเงียบอยู่นาน สุดท้ายแล้วเอินเอินก็หันกลับมา ปลดมือหนาออกจากมือตน ชายหนุ่มกำลังจะแย้ง ทว่าหญิงสาวกลับไปนั่งพิงต้นไม้เช่นเดิม ริมฝีปากได้รูปจึงระบายยิ้
“ข้าอยู่นี่”ทุกสายตาต่างก็หันไปมองยังทางเข้าท้องพระโรง แล้วก็ต้องประหลาดใจเมื่อเห็นว่า ร่างสูงใหญ่ที่ก้าวเข้ามานั้นจูงมือหญิงสาวคนหนึ่งมาด้วย แม้เจ้าตัวจะพยายามแกะมือออกทว่าเขาไม่ปล่อยผู้เฒ่าจันทราที่มาร่วมงานมงคลสมรสเห็นศิษย์ของตนก็ถึงกับยกมือทาบอก พูดไม่ออกองค์จักรพรรดิกับเทพสงครามเหลือบสบตาห้าวอี้ที่ตามมาด้านหลังทว่าขุนพลสวรรค์ส่ายหน้าเล็กน้อย ด้วยไม่อาจห้ามปรามได้ทางด้านราชากับราชินีเผ่าวิหคถึงกับชักสีหน้า ส่วนรองแม่ทัพจี้เหยาเม้มริมฝีปากด้วยจำหญิงสาวผู้นี้ได้ดี“เทียนเหวิน ลูกทำอะไร ไยไม่เตรียมตัว แล้วนี่พาใครมา”องค์หญิงจื่อเยว่รีบมายืนชิดบุตรชายพลางตำหนิเสียงเบา“ท่านแม่ ที่ลูกเคยขอให้ท่านแม่รักปากว่าจะช่วยลูก ลูกขอเรื่องนี้ ลูกไม่อยากแต่งกับคนที่ลูกไม่รัก”เทียนเหวินเอ่ยชัดเจนโดยไม่เกรงใจผู้ใด แม้แต่ท่านตาผู้เป็นจักรพรรดิสวรรค์“นี่มันอะไรกัน ท่านทำเช่นนี้ได้อย่างไรท่านชาย หรือต้องการหักหน้าเผ่าวิหคเรา”ราชาเผ่าวิหคสือเฟิ่งไม่พอใจ ไม่คิดว่าท่านชายสวรรค์จะกล้าดูถูกเผ่าวิหคต่อหน้าธารกำนัลเช่นนี้“ข้าเพียงไม่ต้องการทำในสิ่งที่ฝืนใจ”ปัง!“เทียนเหวิน!”เสียงทุบโต๊ะดังพร้อมเสีย
“ฝ่าบาท ข้าขอร้อง ละเว้นโทษศิษย์ของข้าด้วยเถิด นางยังเยาว์นัก หาได้มากเล่ห์ร้ายกาจใดๆ ไม่ ฝ่าบาท”ในตอนนั้นเองผู้เฒ่าจันทราก็รีบถลามาคุกเข่าหน้าบัลลังก์จักรพรรดิสวรรค์“อาจารย์”เอินเอินปวดใจเมื่อเห็นอาจารย์ที่อาวุโสมากแล้วถึงกับต้องคุกเข่า ท่านเพิ่งสูญเสียเสี่ยวจูไป เรื่องของนางคงยิ่งทำให้อาจารย์เสียใจเป็นอย่างมาก นางไม่กล้าขอให้ช่วยตนแม้จะกลัวจับขั้วหัวใจ ได้เพียงน้ำตาไหลพรากพลางส่ายหน้าเพราะไม่ได้ทำสิ่งใดผิดผู้เฒ่าจันทราเองก็ถึงกับน้ำตาหลั่งรินเช่นกัน แม้จะสะท้อนใจทว่าองค์จักรพรรดิก็ไม่เปลี่ยนใจ โบกมือให้ทหารพาร่างบอบบางออกไป“เอินเอิน”ทั้งเทียนเหวินและผู้เฒ่าจันทราต่างขยับตาม ผู้อาวุโสรีบลุกขึ้นก้าวตามด้วยไม่อาจตัดใจให้ศิษย์ของตนจากไป ส่วนเทียนเหวินรีบหันมาขอร้องท่านตาของตน“ท่านตา ได้โปรดเปลี่ยนพระทัย”องค์จักรพรรดิจิ่นลี่วางเฉยก่อนจะเอ่ยเสียงดังฟังชัด“เตรียมดำเนินงานแต่งต่อ”“ท่านตา ข้าไม่แต่ง!”เทียนเหวินยังไม่ยอมจำนน“หากท่านขับไล่นางไปยังโลกมนุษย์ ข้าก็จะไปอยู่กับนาง”“เหลวไหล!”ครั้งนี้ทั้งองค์จักรพรรดิจิ่นลี่ รวมถึงเทพสงครามเฟยอวี้ตวาดเสียงเข้มพร้อมกัน ทว่าชายหนุ่มไม่เกร
แต่แล้วอยู่ๆ ก็มีใครคนหนึ่งก้าวมายืนชิดมองลงไปด้านล่าง สีหน้าและแววตานิ่งของผู้มาใหม่ทำให้เทียนเหวินนึกหวั่นในใจ อีกฝ่ายนั่งลง ดวงตาคู่งามมองสบกับเขาแล้วเลื่อนมองเอินเอินซึ่งเขากอดกระชับเอวบางไว้แน่น ร่างบอบบางที่เกาะเขาเองก็ตัวสั่นเทาเช่นกัน ทว่าชายหนุ่มไม่ได้ขอให้ผู้ที่อยู่ด้านบนช่วย“ข้าเคยรักนางอย่างที่สุด แต่เวลานี้ ข้าชิงชังนางเป็นที่สุด”ในที่สุดหลินเฟยก็เอ่ยขึ้น แม้นางออกมาจากตำหนักสวรรค์ก่อน แต่เห็นเทียนเหวินเร่งรีบมุ่งหน้ามาทางด้านนี้ก็รู้ได้ทันทีว่าจะมาที่ใด แม้พยายามไม่สนใจแต่ก็ห้ามใจตนไม่ได้“นางทำให้ข้าจมอยู่กับความทุกข์ ความรู้สึกผิด ความเสียใจที่สูญเสียสหายที่รักมากที่สุดมานับพันปี แต่สุดท้าย นางก็กลับมาครอบครองหัวใจของท่านอีกครั้ง”เอ่ยกับชายหนุ่มแล้วนางก็เอ่ยกับเอินเอิน ซึ่งเจ้าตัวมองตอบกลับมาด้วยสีหน้างุนงงไม่เข้าใจ“ข้าเกลียดเจ้า...แต่ข้าไม่อาจปล่อยให้เจ้าจากไปต่อหน้าต่อหน้าได้”บอกแล้วหญิงสาวก็เอื้อมมือลงไปดึงแขนกำยำ ทว่ากำลังของนางก็รั้งคนทั้งคู่ขึ้นมาไม่ได้ เทียนเหวินจึงเอ่ยขึ้น“ข้าจะส่งเอินเอินขึ้นไปก่อน”ชายหนุ่มออกแรงด้วยแขนเพียงข้างเดียวยกร่างของเอินเอินสูง
“ท่านแม่ นางคือเสี่ยวเหลียน”ราวต้องการย้ำให้มารดารับรู้ถึงจิตใจของตนเทียนเหวินจึงเอ่ยความจริง“ข้าไม่ใช่...”เอวเล็กยิ่งถูกรัดให้ร่างกายเบียดเข้าหาเรือนกายอุ่น เสียงหวานที่จะแย้งจึงชะงัก“ลูกหมายถึง ดอกบัว?”“ใช่ หากท่านแม่ไม่เชื่อลูก ถามห้าวอี้ดูได้ เขาเองยังยอมรับว่าเอินเอินคล้ายเสี่ยวเหลียนมาก”เอินเอินอยากจะแย้งนัก ว่านางคล้ายแต่อาจไม่ใช่คนผู้นั้น ทว่าองค์หญิงจื่อเยว่หันไปยังอาจารย์ของตน“ท่านผู้เฒ่า นางคือ?”“ใช่แล้วองค์หญิง เอินเอินคือเซียนน้อยที่กำเนิดจากดอกบัวสววรค์ในตำหนักเทียนหลันของท่าน”ผู้เฒ่าจันทราตอบรับ แต่ผู้ที่ประหลาดใจยิ่งกว่าองค์หญิงจื่อเยว่ก็คือเทียนเหวิน“หมายความว่าอย่างไรท่านแม่ ท่านรู้อยู่แล้วว่าเสี่ยวเหลียนกำเนิดใหม่แล้ว และอยู่กับท่านผู้เฒ่าอย่างนั้นหรือ”ผู้เป็นมารดาส่ายหน้า“ตอนนั้นแม่ไม่รู้ กระทั่งลูกบอกว่าดอกบัวนั่นมีดวงจิตวิญญาณอยู่”“แล้วไยท่านไม่เคยบอกลูก”“แม่คิดว่าอย่างไรนางก็จำลูกไม่ได้ ไม่คิดว่า...”“ไม่ว่านางจะเป็นใคร กำเนิดใหม่กี่ครั้ง นางก็คือคนที่ลูกรัก”“เทียนเหวิน อย่าเอ่ยเช่นนี้กับท่านแม่เจ้า”เทพสงครามตำหนิเมื่อบุตรชายเสียงเข้มกับผู้เป็นมา
ต่างฝ่ายต่างแตะต้องกันและกัน มือกระด้างบีบนวดผิวบางในทุกสัดส่วน มือนุ่มก็เคล้นไปตามกล้ามแน่น ทั้งแขนกำยำ แผงอกกว้าง หน้าท้องแกร่ง รวมถึงต้นขาชายหนุ่มที่แข็งแรงชวนให้ต้องกลืนน้ำลาย ยิ่งยามที่มืออุ่นทาบทับแนบดอกไม้แสนงาม หญิงสาวก็เกาะกุมตัวตนแกร่งร้อนไว้ในมือตนเช่นกันสองหนุ่มสาวแบ่งปันห้วงอารมณ์วาบหวาม เร่งเร้านำพาให้ร่างกายทั้งคู่ค่อยๆ พลุ่งพล่านขึ้น ตาสบตา ขณะที่ต่างก็หอบหนัก เอินเอินรู้สึกได้ว่ามือตนแทบไหม้ทีเดียว อึดใจต่อมาร่างสูงใหญ่จึงขยับมาชิดบดเบียดเรือนกายเสียดสีเร้าใจเปลือกตาบางปิดลงพร้อมครางเสียงหวานข้างใบหูชายหนุ่ม สองแขนเรียวกอดร่างหนา กางกรงเล็บเล็กเกาะเกี่ยวข่วนบางเบาบนแผ่นหลังอีกฝ่าย ทั้งฟันเล็กยังกัดใบหูชายหนุ่มยั่วเย้า“อา คนดีของข้า เจ้าทำให้ข้าร้อนยิ่งกว่าร้อนแล้วในตอนนี้”เทียนเหวินเสียวสยิวไปทั้งกาย เพราะร่างที่แนบชนิดทั้งหอมกรุ่นและนุ่มนิ่ม ทั้งเจ้าตัวยังรู้ดีว่าต้องปลุกเร้าตนเช่นไร นานวันที่ได้ร่วมรัก เอินเอินสั่งสมประสบการณ์มาอย่างโชกโชน เขากระตุ้นนาง นางก็กระตุ้นกลับไม่แพ้กัน หากนั่นก็ทำให้ชายหนุ่มยิ่งพอใจในคนรักของตน เพราะหญิงสาวเร่าร้อนได้ถึงเพียงนี้ก็เพื่อ
ณ ศาลาริมสระน้ำตำหนักเทียนหลันอีกหมื่นปีต่อมาปลายนิ้วเรียวงามกรีดไปตามเส้นสายบรรเลงพิณตามที่ผู้เป็นเจ้าของตำหนักชี้แนะอย่างช้าๆ ด้วยความตั้งใจ ดวงหน้างามมีความจริงจังจนคิ้วขมวดมุ่น ริมฝีปากอิ่มเม้มจดจ่อร่างสูงใหญ่ที่เพิ่งก้าวเข้ามาหยุดยืนกอดอกพิงต้นไม้ใหญ่ห่างออกมา ทอดสายตามองภาพที่คล้ายตนเคยฝันถึง ทว่าในเวลานั้นเทพธดาจันทราผิงเชี่ยนบรรเลงพิณได้ไพเราะยิ่ง ขณะที่เอินเอินไม่เคยแตะต้องมาก่อน เวลานี้หญิงสาวกำลังเรียนรู้ในสิ่งที่มารดากับท่านยายของเขาสอนสั่งเอินเอินต้องฝึกฝนตนให้เหมาะสมกับที่กำลังจะเป็นสตรีที่เคียงข้างทายาทสวรรค์ ด้วยอีกไม่นานองค์จักรพรรดิสวรรค์จะแต่งตั้งเทียนเหวินขึ้นเป็นรัชทายาท เนื่องจากชายหนุ่มอุทิศตนในหน้าที่ของตนมาตลอดหมื่นปีมานี้จนกระทั่งได้ตำแหน่งหนึ่งในแม่ทัพสวรรค์ นับว่าเป็นเวลาเหมาะสมแล้วที่ชายหนุ่มจะเข้าไปช่วยงานราชกิจของเทพสงครามกับองค์จักรพรรดิเต็มตัวและงานอภิเษกขององค์รัชทายาทก็จะตามมา แม้จะไม่เร็ววันนี้ก็ตาม เพราะเอินเอินสำเร็จเซียนขั้นสูงแล้ว หญิงสาวจึงฝึกหัดสิ่งที่สตรีชาววังสรรค์ต้องสามารถทำได้ไปพลางยืนมองจนพอใจแล้วเทียนเหวินก็ก้าวเข้าไปที่ศาลา และผู้
“ข้าต้องการเจ้า”ชุดบางลอยเหนือผิวน้ำแทบไม่ปกปิดร่างกายงดงาม เทียน เหวินเองก็ใส่เพียงกางเกงตัวเดียว สองเรือนกายแทบเปลือยเปล่า เมื่อโอบกอดเสียดสี ความรุ่มร้อนย่อมก่อเกิด แรงบดเคล้าจากตัวตนเบียดสะโพกอวบ มือกร้านกระด้างวนเวียนเหนือเกสรอ่อนบางทำเอาร่างอรชรอ่อนระทวยแทบทรงกายไม่ได้เพียงอึดใจต่อมาแรงแทรกลึกก็ล่วงล้ำอย่างรวดเร็ว เสียงหวานครางแผ่วอย่างหมดแรงต้านทาน จิตใจหญิงสาวหวั่นไหวไปพร้อมกับหัวใจที่เต้นระทึกกับสถานที่อันแปลกใหม่ ได้เพียงรับกายแกร่งไว้ยามอีกฝ่ายส่งตัวตนดุนดันแนบสะโพก สองมือหนาย้ายมาโอบตระกองปทุมถันคู่งามราวโอบร่างเล็กไว้กลายๆทว่ายิ่งเบียดเร้าหญิงสาวยิ่งขาอ่อนแรงจนตัวลอย ชายหนุ่มจึงกอดเอวเล็กไว้แล้วพาไปยืนชิดโขดหินก้อนใหญ่ ให้เจ้าตัวได้เกาะพยุงกาย ก่อนปลายนิ้วแกร่งจะกลับมาระรานเกสรดอกไม้แสนงาม บดขยี้พร้อมแรงรักจากสะโพกหนาภายในกายเอินเอินกำลังถูกพายุอารมณ์ร้อนแรงบ้าคลั่งพัดโหมอยู่ภายใน ความเสียวสยิวพุ่งสูงละลิ่วรวดเร็วจนกระตุกรุนแรงกะทันหัน“อื้อ”หญิงสาวครวญครางเสียงพร่าด้วยสุดจะทานทน เรือนร่างงามสั่นรัวพร้อมหอบหนัก เอนอิงพิงหลังกับแผ่นอกหนาขณะเดียวกันนั้นเทียนเหวินปลดชุ
สองร้อยปีในดินแดนมนุษย์ของเทียนเหวินกับเอินเอินผ่านไป ทว่าความหวานชื่นของคู่สามีภรรยากลับไม่ลดลง ทั้งสองดำรงชีวิตด้วยการลงไปขายของป่า และไม่ได้ต้องการทรัพย์สมบัติเงินทองมากไปกว่านี้ พอใจที่จะอยู่เพียงบนภูเขา ท่ามกลางธรรมชาติอันเงียบสงบแต่การที่ลงไปในตัวเมืองก็จำต้องพานพบผู้คน ในบางครั้งความงดงามของเอินเอินก็เป็นปัญหา เมื่อขายผักผลไม้ป่าตามลำพัง ในยามที่เทียนเหวินไปซื้ออาหารหรือข้าวของบางอย่างเพราะเขาไม่ต้องการให้นางลำบากดอกไม้งามย่อมมีภมรเข้ามาดอมดม เอินเอินก็ย่อมมีบุรุษเข้ามาเกี้ยวพา“แม่นาง เจ้าจะลำบากอยู่กับสามีที่ยากจนไปไย นายท่านของข้ายินดีรับเจ้าเป็นอนุ พาไปอยู่ในจวนอย่างสุขสบาย รับรองว่าเจ้าไม่ต้องนั่งตากแดดขายของป่าทั้งวันให้เหนื่อยยากเช่นนี้”“ใช่ นายท่านของพวกข้าสามารถมอบให้เจ้าได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเครื่องประทินโฉม หรือชุดสวยงาม เจ้าเพียงแต่งเนื้อแต่งตัวให้งดงาม ยิ้มหวานรอปรนนิบัติพัดวียามนายท่านกลับมาที่จวนก็เพียงเท่านั้น”บางครั้งผู้ที่เข้ามาถามไถ่พูดคุยก็ไม่รู้ว่านางสามีแล้ว ด้วยกาลเวลาที่ผ่านไปนาน หากก็มีบ้างที่รู้แก่ใจ ทว่ายังไม่วายตามตอแย ภูเขาที่เทียนเหวินกับเอินเอิน
“ข้าอยากแตะต้องเจ้า”“สุดแล้วแต่ท่านต้องการ ข้าไม่ได้ห้าม”บอกแล้วเอินเอินก็กลับมาจูบซ้ำเหนือริมฝีปากได้รูป ครั้งนี้ปลายลิ้นเล็กไล้เย้ายวนตามมาด้วย แน่นอนว่าชายหนุ่มย่อมต้องเปิดรับหญิงสาว ทั้งสองรวบรัดเกี่ยวกระหวัดปลายลิ้นอย่างเร่าร้อน ขณะที่มือหนาเริ่มเคลื่อนไล้ไปตามเนื้อตัวหญิงสาว สัดส่วนงดงามกับผิวเนียนน่าสัมผัสทำให้เขาไม่อาจอยู่นิ่งได้ฝ่ามือกระด้างไต่ข้างเอวบางกับสะโพกอวบ ส่วนอีกข้างเคล้าคลึงหน้าอกหน้าใจนุ่มหยุ่น เอินเอินเริ่มกายอ่อยระทวยกับความเร่าร้อนที่ตนเป็นฝ่ายจุดชนวน และชายหนุ่มสานต่ออย่างเร้าใจ หญิงสาวทรุดกายลงช้าๆ พร้อมมือบางก็ลูบไล้แผงอกหนาขณะริมฝีปากอิ่มขยับลงจูบคางแกร่ง แตะแผ่วไซ้ลำคอหนาและได้ยินเสียงเครางเข้มในลำคอเทียนเหวินปลายนิ้วเรียวเกลี่ยสะกดเหนือยอดอกที่แข็งเป็นไตของชายหนุ่ม ขณะที่เขายังบีบเคล้นหน้าอกตน มือบางอีกข้างวางยันต้นขาแกร่งเพื่อพยุงกาย โดยลืมคิดไปว่านั่นเป็นการกระทำสุดล่อแหลม ยิ่งทำให้เจ้าของร่างสูงใหญ่ถอนหายใจแรง ทว่าที่ทำเอาเขาต้องครางเสียงเข้มต่ำก็เพราะริมฝีปากนิ่มจูบเม้มยอดอกสีเข้ม“อืม”เหมือนเอินเอินจะค่อยๆ รับรู้ได้ว่าตนต้องทำอย่างไรให้ชายหนุ่มพ
หลังจากช่วยกันขนย้ายข้าวของมายังกระท่อม โดยที่เทียน เหวินยกของหนักเสียเป็นส่วนใหญ่จนเสร็จ ทั้งยังใจดีตักน้ำมาให้เอินเอินอาบในส่วนที่เขาล้อมไม้ไผ่กั้นแบ่งด้านหลัง แม้นางจะเกรงใจบอกว่าไปอาบที่น้ำตกเช่นเดิมได้ หากชายหนุ่มก็ยืนยัน“ข้าตั้งใจทำไว้ให้เจ้า...”ใบหน้าขาวคมขยับมาใกล้พร้อมส่งสายตาวาววามพร้อมเอ่ยเสียงกระเส่าทำเอาใจสาวหวิว“กับข้าลงอาบในถังด้วยกัน”หลังปลายนิ้วแกร่งไล้แก้มนวล ทว่าสีหน้าแววตากลับเปลี่ยนไปเป็นแสนเสียดายแทน“แต่วันนี้เจ้าอาบคนเดียวเถิด ข้ายังต้องไปหาอาหารด้วย คงอาบจากที่น้ำตกมาเลย”เพราะวันนี้ค่อนข้างวุ่นวาย เร่งมือสร้างกระท่อมเสร็จ พาเอินเอินมาที่นี่แล้วก็ขนของ ชายหนุ่มจึงยังไม่ได้จัดการเรื่องอาหารเย็น“ลำบากท่านแล้ว หรือข้าไปช่วยท่านดีกว่า”“อย่าเลย เจ้าเหนื่อยขนของขึ้นลงทางลาดชันหลายรอบแล้ว อาบน้ำพักให้สบายใจเถิด”“ท่านเหนื่อยกว่าข้าเสียอีก”“เถิดน่า หากข้าอยู่ด้วยเจ้าคงไม่ได้อาบน้ำเสร็จง่ายๆ”สุดท้ายเอินเอินก็เชื่อฟัง เพราะหาคำมาแย้งไม่ได้ จำต้องพยักหน้ารับอย่างเขินอายค่ำคืนมาเยือนหลังจากทานอาหารมื้อเย็น เทียนเหวินก็นอนเอนกายรับลมเย็นที่ระเบียง สองมือยกขึ้นรองใ
ช่วงเวลาในดินแดนมนุษย์นั้น ราวเป็นชีวิตที่เทียนเหวินต้องการมากกว่าการเป็นทายาทสวรรค์ แม้ต้องทำทุกอย่างด้วยสองมือ ต้องหาเงินเพื่อดำรงชีวิต ทว่าเขากลับพึงพอใจที่ได้อยู่กับเอินเอิน ทำมาหากินเช่นบุรุษหนึ่งคนที่ต้องดูแลภรรยาให้สุขสบายในช่วงแรกที่ทำงานด้วยตนเอง มือหนาแทบจะแตกยับเลยทีเดียว หากก็ได้เอินเอินหาสมุนไพรมาทาและพันผ้าให้อย่างห่วงใยใส่ใจ เห็นใบหน้างามหมองลงทั้งน้ำตายังเอ่อคลอหน่วยตา ก็เป็นเทียน เหวินที่ต้องเป็นฝ่ายปลอบหญิงสาว‘อย่ามองข้าด้วยสายตาสงสารเช่นนั้น ข้าภูมิใจในตัวเองที่จับปลา ขุดหน่อไม้มาได้ เจ้าได้อิ่มท้องด้วยสองมือของข้า ข้าอยากให้เจ้าภูมิใจในตัวข้าเช่นกัน’เอินเอินพยักหน้ารับ ทว่ากลับน้ำตารินเจ้าตัวก็รีบเช็ดแล้วยิ้มหวานให้เขา นั่นทำให้เทียนเหวินอดใจไม่อยู่ เคลื่อนใบหน้าไปจูบแก้มนุ่มชื้นด้วยน้ำตา ทำเอาหญิงสาวตกใจหน้าแดงเรื่อ เขินอายหากก็ไม่ได้โกรธเคืองเขาแต่อย่างใดยิ่งได้ใช้ชีวิตร่วมกันนานวัน สองหนุ่มสาวก็ยิ่งผูกพันใจ ความลำบากทำให้ต่างช่วยเหลือกันและกัน ห่วงใยกัน ในบางวันที่ชายหนุ่มหาปลากลับค่ำมืดเอินเอินก็กระวนกระวายนั่งไม่ติด เดินไปเดินมาหน้าถ้ำด้วยความกังวล กระทั่ง
“เมื่อครู่ ในหัวข้าเห็นคู่รักคู่หนึ่งปรากฏขึ้น พวกเขามีใบหน้าเหมือนท่านกับ...ข้า”ชายหนุ่มรู้ได้ในทันใดว่าคือซีอวิ๋นกับผิงเชี่ยน“นั่นคืออดีตของเจ้ากับข้า”เทียนเหวินยินดีบอกกล่าวให้อีกฝ่ายได้รับรู้ความสัมพันธ์อันแสนลึกซึ้งที่ผูกพันตนกับเอินเอินเอาไว้“เดิมทีข้าเองก็ไม่รู้เกี่ยวกับเรื่องนี้มาก่อน แต่เพราะก่อนนี้เจ้ากำเนิดเป็นเสี่ยวเหลียน ภูตรับใช้ของหลินเฟย เราบังเอิญได้พบกัน ข้าช่วยเจ้าไว้ และเจ้าเสียสละตนเองช่วยข้ากับคนอื่นๆ ข้าจึงรักษาดวงจิตวิญญาณของเจ้าไว้ในดอกบัวสวรรค์ หวังว่าสักวันจะช่วยเจ้าให้กลับมามีกายทิพย์อีกครั้ง”เอินเอินเข้าใจถึงสายตาราวคุ้นเคยทว่าเจ็บปวดเพราะตนของหลินเฟยก็ในตอนนี้นั่นเอง“แล้วข้าก็ฝันถึงเทพฤดูกาลซีอวิ๋นกับเทพธิดาจันทราผิงเชี่ยนที่มีความรักต่อกันมากมายในครั้งบรรพกาลทุกค่ำคืน จนวันสุดท้ายของทั้งสองที่ต้องจากกันด้วยความเจ็บปวดเพราะความรัก ข้านำบัวสวรรค์มาฝากไว้ยังตำหนักเทียนหลันของท่านแม่ เพราะต้องทำหน้าที่ทหารสวรรค์ ไม่อาจนำดอกบัวติดตามไปทุกที่ได้ แต่แล้ววันหนึ่งเจ้าก็หายไป ต่อจากนั้นก็เช่นที่เจ้ารู้มาก่อนหน้านี้”หญิงสาวไม่คิดเลยว่าเรื่องราวชีวิตตนจะมีเบื
“ท่านพี่”“อย่าได้กลัว ข้าจะสัมผัสเจ้าอย่างอ่อนโยนที่สุด”ลมร้อนรินรดทำเอามือบางจิกปลายนิ้วลงบนบ่ากำยำ ทว่าร่างบางกลับต้องกระตุกเบาๆ จากปลายลิ้นอุ่นที่ลากไล้ก่อนบดจูบเร่าร้อนดื่มด่ำกับรสชาติหวานล้ำเต็มคำ แต่ผู้ที่ทรมานคือเอินเอิน หญิงสาวหอบหายใจแรง ริมฝีปากฝีปากอิ่มถูกขบกัดด้วยเจ้าตัวพยายามข่มบางอย่างที่ปะทุไต่ระดับสูงขึ้น หากจนแล้วจนรอดก็ไม่อาจกลั้นเสียงครวญครางไว้ได้ จำต้องเปล่งเสียงจากอาการเสียดเสียวขั้นสุดที่แล่นปราดทั่วร่าง ชนิดที่ทำเอาปลายเท้าหงิกงอด้วยไม่เคยรับรู้ถึงอาการเช่นนี้มาก่อนแม้จะรู้ว่าคนตัวเล็กก้าวข้ามที่สุดแห่งความสุขสันต์แล้ว ถึงอย่างนั้นเทียนเหวินก็ยังจุมพิตกลีบกุหลาบงาม ลิ้มรสชาติแสนพิสุทธิ์ด้วยความพึงพอใจ ขณะที่อารมณ์หนุ่มก็ทะยานสูงไปด้วยพร้อมกัน กายแกร่งเคร่งเครียดขึงขัง ทว่าเขายังไม่อยากรีบร้อนจนเกินไปร่างอรชรเริ่มคลายอาการเกร็งลง เมื่อริมฝีปากแกร่งผละห่าง แต่แล้วก็ต้องครางฮือในทั้งครั้งที่รอยจูบอุ่นชื้นฝากฝัง จุมพิตบางเบาเคลื่อนไล้จากต้นขาขาวลงต่ำเรื่อยไปถึงปลีน่องจรดปลายเท้า แล้ววกกลับมาอีกข้างไล่สูงขึ้นมาตามเรียวขางาม มือหนาลูบไล้สลับไปมาระหว่างขาสองข้างไม