“อยากเห็นศิษย์คนที่สามหรือไม่”
เฉินอันหนิงยังคงตกอยู่ในห้วงความคิด จิวหลินก็เอ่ยถามขึ้น ประโยคคำถามนั้นเขาถามองค์หญิงเก้า แต่ก็สะกิดใจผู้เป็นพี่สาวเช่นนางเช่นกัน คนผู้นั้นหรือ?
ผู้ใดจะไปอยากเห็นเล่า...
“อยากเจ้าค่ะ” เฉินลี่หลินตอบพร้อมกับมองไปรอบ ๆ เผื่อว่าจะได้พบเจอกับศิษย์คนที่สามคนนั้น...ที่ทำให้พี่สาวของนางไร้รอยยิ้มถึงดวงตามาตลอดสองปี
จิวหลินไม่รู้ความนัยของความอยากเจอนั้น บุรุษหนุ่มจึงชี้ลงไปด้านล่างซึ่งคนที่เอ่ยถึงกำลังยืนอยู่ ไม่รู้ว่าโชคชะตาเล่นตลกหรืออย่างไร เจ้าบ้านั่นจึงมาปรากฎตัวอยู่แถวนี้ทั้งที่ชวนมารอองค์หญิงแห่งต้าเฉินที่นี่ด้วยกันฝ่ายนั้นกลับปฏิเสธและอ้างว่ามีงานต้องทำ “นั่นไง เขาอยู่ตรงนั้น”
เฉินลี่หลินมองตามพร้อมกับสะกิดพี่สาวเมื่อได้เห็นใบหน้าของผู้ถูกเอ่ยถึง ซึ่งคล้ายกับท่านลุงฟู่เอามาก ๆ “นั่นน่ะหรือคุณชายใหญ่ฟู่ คล้ายท่านลุงฟู่จริง ๆ ด้วยพี่ใหญ่”
“เจ้าก็เคยเจอเขาตอนเด็กแล้ว ตื่นเต้นอันใด” นางส่งเ
แม้อยากจะอยู่หยอกล้อน้องสาวต่างสายเลือดนาน ๆ แทนที่จะกลับเข้าวังไปปวดหัวกับเรื่องน่ารำคาญแต่ไห่ซุนหลิงก็ไม่อาจรั้งอยู่ได้ ทุกอย่างจึงจำต้องยุติลง จิวหลินและจิวฝู่อารักขาพี่ใหญ่ของพวกเขากลับวัง ส่วนนางและน้องสาวก็...มิได้กลับตำหนักรับรอง หากแต่เปลี่ยนสถานที่เป็นโรงน้ำชาเท่านั้น“พี่ใหญ่ สตรีนางนั้นงดงามมากเลย” เสียงบอกเล่าอย่างตื่นตาตื่นใจของเฉินลี่หลินเรียกให้ผู้เป็นพี่ใหญ่ที่กำลังจ้องมองโฉมสะคราญนางหนึ่งที่กำลังบรรเลงพิณอยู่กลางเวทีแสดงต้องมองตามสตรีงดงามที่เฉินลี่หลินพูดถึงมิใช่เหล่าโฉมสะคราญที่ทำงานอยู่ในโรงน้ำชาแห่งนี้ แต่เป็นสตรีที่เข้ามาใหม่ สตรีผู้นั้นมีผู้ติดตามถึงห้าคนด้วยกัน ซ้ำท่าทียังนับได้ว่าสง่างาม ไว้ตัว และ...หยิ่งยะโส“เฒ่าแก่เหลียง โต๊ะประจำของคุณหนูหยางอ้ายฉิง เหตุใดจึงมีผู้อื่นนั่งอยู่” สตรีที่การแต่งกายบ่งบอกว่าเป็นสาวใช้แต่ก็ทระนงตนเอ่ยขึ้นอย่างไม่พอใจ ร้อนถึงเฒ่าแก่เจ้าของโรงน้ำชาต้องออกมายอบตัวขอทุเลาโทษ ท่าทีนั้นทำให้เฉินอันหนิงและเฉินลี่หลินคิดถึงเหล่ามามาหรือนางกำนันที่ติดตามพระสนมยศใหญ่ขึ
ได้ทักทายแค่เพียงเล็กน้อยเสียงพิณก็เริ่มเปลี่ยนท่วงทำนองจากเนิบนาบเป็นฮึกเหิมชวนให้ผู้คนต้องหันไปให้ความสนใจราวกับล่อลวงให้หลงเข้าไปในกับดัก แน่นอนว่าพวกนางก็ติดกับเช่นกัน“แม่นางผู้นั้นบรรเลงพิณไพเราะมากเลยพี่ใหญ่ งดงามมากด้วย” เฉินลี่หลินส่งเสียงบอกกับพี่สาวขณะที่สายตายังจับจ้องไปที่สตรีงดงามผู้นั้นไม่วางตาสตรีผู้นั้นนับว่างดงาม แต่ก็มิใช่งามจับตาสำหรับนางและพี่สาวที่พบเจอกับสาวงามมามากมาย สิ่งที่พวกนางสนใจมากกว่าก็คือความสามารถในการดีดพิณของสตรีผู้นั้นซึ่งนับได้ว่ายอดเยี่ยมเฉินอันหนิงมิได้ตอบสิ่งใดทว่าสีหน้ากลับบ่งบอกว่าหลงใหลไปกับห้วงของท่วงทำนองจนกระทั่งบทเพลงจบลงจึงได้เรียกเสี่ยวเอ้อมาเพื่อให้นำหยกชั้นดีไปมอบให้เป็นรางวัลแก่สตรีผู้เล่นพิณได้ถูกใจ“สตรีที่บรรเลงพิณผู้นั้นชื่อเหมยหลิน” หยางอ้ายฉิงที่ไม่ได้ขัดหรือเอ่ยใด ๆ ในตอนที่ทุกคนหันไปให้ความสนใจกับการแสดงเอ่ยขึ้นพร้อมกับบอกเล่าต่อ “นางคือเซียนพิณอันดับหนึ่งของเมืองไห่ฉิน และนางก็ยังเป็นสหายของข้า ข้ามาที่นี่ก
พบกันถือเป็นวาสนา ทว่าหยางอ้ายฉิงใช่ว่าจะอยู่พูดคุยกับพวกนางได้นาน นางอยู่อีกเพียงครู่เดียวก็ต้องกลับเมื่อมีคนของจวนสกุลหยางมาตามให้กลับ เชื้อพระวงค์สาวของต้าเฉินทั้งสองต่างก็เข้าใจได้ไม่ยาก หยางอ้ายฉิงกำลังจะแต่งเข้าราชวงค์ ต้องระวังทั้งชื่อเสียงและกิริยา ซ้ำยังต้องเตรียมตัวสำหรับการเข้าวัง ในแต่ละวันของนางมิได้ว่างเช่นพวกนางสองคน จึงได้แต่บอกลาคนเพิ่งพบเจอและบอกเพียงว่าแล้วพบกันใหม่หยางอ้ายฉิงสะดุดใจกับคำว่าพบกันใหม่อยู่เล็กน้อย แต่ก็ส่งยิ้มกลับมาและตอบกลับมาว่าแล้วพบกันใหม่ บ่งบอกว่าว่าที่ฮองเฮาก็อยากจะพบเจอกับพวกนางอีก แม้ลึก ๆ จะคิดว่าโอกาสจะได้พบเจออีกนั้นแทบจะไม่มีนั่นเพราะหยางอ้ายฉิงไม่รู้สถานะของพวกนาง แต่ทั้งเฉินอันหนิงและเฉินลี่หลินต่างก็รู้ดีว่าจะต้องได้พบเจอกันอีกอย่างแน่นอน เพียงแค่พบกันในอีกสถานะเท่านั้น“พี่ใหญ่ ท่านจะอยู่ที่นี่ต่อหรือ หรือจะไปที่ใดกันดี” เฉินลี่หลินสอบถามพี่สาวทันทีหลังจากที่หยางอ้ายฉิงจากไปและการแสดงบนเวทีเริ่มไม่น่าสนใจ ลึก ๆ แล้วนางอยากไปที่อื่นแล้วด้วยว่าที่แ
สตรีนามว่าหนิงอันเงียบไปชั่วจิบชาก็ยิ้มส่งให้และบอกเล่าถึงสิ่งที่นางอยากจะบอกแก่คนตรงหน้า “คุณหนูเก้า...การออกเรือน เป็นท่านเลือกเอง อย่าได้กังวล เพียงแต่...บางอย่างที่ท่านหลีกเลี่ยง ท่านอาจหนีไม่พ้น ทว่าวันหน้าท่านจะเป็นภรรยาที่โชคดีผู้หนึ่งที่ได้เคียงข้างสามีแต่เพียงผู้เดียว สามีของท่านจะไม่มีภรรยารองหรือแม้แต่อนุภรรยาก็หามีไม่ และจากนั้นท่านจะได้เป็นมารดาของบุตรชายและบุตรสาวที่เก่งกาจถึงห้าคน ขอเพียงท่านกล้าขบถสักครั้ง”“ขะ ข้าไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไหร่เลย” เฉินลี่หลินพูดแล้วก็ถอนใจ ไม่ได้ซักไซ้ในเรื่องนี้มากไปกว่าที่ได้รับบอกเล่า ด้วยรู้ว่าต่อให้หยั่งรู้เพียงใดก็ไม่อาจจะพูดทั้งหมดได้ องค์หญิงเก้าตัดใจจากเรื่องที่ไม่ค่อยเข้าใจของตัวเองแล้วหันสายตาไปหยุดที่ผู้เป็นพี่สาว“แล้วพี่ใหญ่ล่ะ ท่านจะบอกอันใดกับพี่ใหญ่”“ของคุณหนูใหญ่...”“ชะตาวันหน้าของข้า...ราบรื่นหรือไม่” เรื่องที่อีกฝ่ายจะบอกเล่านางมิได้ใส่ใจอันใด สิ่งที่นางให้ความสนใจและเคยคิดว
“คุณหนูใหญ่ หากท่านมิเชื่อคำทำนายของข้าในตอนนี้ก็ไม่เป็นอันใด แต่นับจากวันนี้ไปอีกสองวัน ท่านจะต้องเชื่อข้าอย่างแน่นอน” หนิงอันเอ่ยอย่างคนมองทุกสิ่งออกอย่างทะลุปรุโปรง และก็ไม่ใช่เรื่องผิดแผกอันใด มีผู้คนมากมายที่ไม่เชื่อว่าผู้คนจะสามารถมองเห็นอดีตหรืออนาคตได้ ย่อมเชื่อได้ยากและสำหรับองค์หญิงตรงหน้าที่ผ่านการหวนคืน นางย่อมเชื่อว่าในโลกนี้มีเรื่องเหนือธรรมชาติอยู่ ผู้ที่หยั่งรู้ย่อมมีอยู่จริง เพียงแต่...ผู้ที่แสดงตัวว่าหยั่งรู้นั้น ใช่ตัวจริงหรือไม่ นั่นคือสิ่งที่คนตรงหน้ายังมิเชื่อทั้งหมดนักพยากรณ์ผู้หยั่งรู้ฟ้าดินมิได้ขุ่นเคืองกับสีหน้าลังเลนั้น นางเข้าใจเป็นอย่างดี และก็พร้อมจะพิสูจน์ว่าสิ่งที่นางพูดนั้นเป็นจริง “อีกสองวันหลังจากนี้สิ่งที่ข้าบอกกับท่าน เจ้าสำนักเฟยผิงจะเอ่ยกับท่านอีกครั้ง แม้มิได้พูดเหมือนกันทุกคำ แต่ย่อมคล้ายกันอย่างแน่นอน นั่นคือ...ระวังตัวด้วย อย่าได้ประมาท ท่านอยู่ เขาอยู่ ท่านตาย เขาตาย”“และ...สิ่งที่ข้าบอกแก่ท่านไม่ได้ เขาจะให้คำตอบท่านได้ ทุกอย่างที่ข้
ออกจากหอโหยวหนี่มาได้สองสตรีสูงศักดิ์ก็ก้าวเดินตามเส้นทางกลับตำหนักประทับรับรองอย่างมิได้เร่งรีบ สองข้างทางของถนนที่ตลอดวันเป็นไปอย่างคึกคักในเวลานี้กลับเงียบเหงา มีเพียงแสงโคมไฟตามเส้นทาง แม้แต่ร้านรวงที่เต็มสองข้างทางตลอดวันเวลานี้ก็ปิดหมดแล้ว...นอกจากโรงเตี๊ยมสองสามแห่งที่ดูแล้วน่าจะเป็นโรงเตี๊ยมแห่งใหญ่ที่สุด แล้วก็มีเพียงหอโหยวหนี่ หอเซียงซี และหอคณิกาที่ดูจะเลื่องชื่อในย่านนี้เท่านั้นที่ยังคงเปิดอยู่...โรงน้ำชาที่พวกนางแวะเข้าไปก็ปิดเช่นกันแปลกตาเสียจริงเช่นนี้หากอาจกินบะหมี่สักถ้วยหรือซาลาเปาสักลูกแต่มิอยากเข้าหอโหยวหนี่เท่านั้นหรือ“พี่ใหญ่ ไยค่ำคืนที่ต้าไห่มิได้ครึกครื้นเช่นต้าเฉิน มีเรื่องอันใดหรือไม่” ความสงสัยมิอาจกักเก็บไว้ เฉินลี่หลินสอบถามพี่สาวพลางมองถนนเบื้องหน้าด้วยความหวั่น ๆตอนที่พวกนางเดินผ่านเมื่อกลางวัน ถนนสายนี้คึกคักเป็นอย่างมาก แต่ตอนนี้กลับวังเวงพิลึกจนนางชักใคร่รู้เสียแล้วว่าเป็นเช่นนี้ได้อย่างไรถนนสายนี้มีเรื่องเล่าลืออันใดหรือไม่ ผ
ก้านธูปต่อมาไม่รู้ว่าเกิดขึ้นเมื่อใด ทว่ารอบตัวของกู้หลุนกงจู่ผู้สูงศักดิ์กลับเงียบสนิทมาได้ระยะนึงแล้วจนนางนึกเอะใจ กว่าจะเอะใจและรู้สึกแปลก ๆ เมื่อมองไปเบื้องหลังก็ไร้เงาผู้คนไปเสียแล้ว“ลี่เอ๋อร์ จื่อหมิง ไปที่ใดหมด”ทุกอย่างเงียบสนิท ไม่มีผู้ใดตอบมาแม้ครึ่งคำ ยิ่งเงาและความเคลื่อนไหวของคนเหล่านั้นก็ไม่มีเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเฉินลี่หลิน หรือฟู่จื่อหมิง หรือองครักษ์คนอื่น ๆไร้วี่แววของคนเหล่านั้น มีเพียงคนผู้นั้นที่ยังคงสัมผัสได้ว่ายังติดตามอยู่...เจ้าน้องตัวแสบเล่นอันใดกันไหนว่ามิใช่วันนี้อย่างไรเล่า“เฮ้อ...เช่นนั้นข้าจะนั่งชมพระจันทร์รอพวกเจ้าสักครู่แล้วกัน” องค์หญิงขั้นหนึ่งแห่งต้าเฉินส่งเสียงราวกับต้องการบอกกับน้องสาวและองครักษ์ที่อยู่ ๆ ก็พลัดหลงกันก่อนจะใช้วิชาตัวเบาลอยตัวขึ้นไปบนหลังคาบ้านหลังใหญ่ที่อยู่เบื้องหน้าโฉมสะคราญแหงนหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า ทอดมองพระจันทร์เบื้องบนที่ส่องสกาวงดงาม ใบไม้ที่ซุกซ่อนเอาไว้ภายในเสื้อถูกหยิบออกมา
ตำหนักรับรองอาคันตุกะจากแคว้นเฉินนับได้ว่าหรูหรา แต่ก็มิได้มีผู้คนจากต่างแคว้นแวะเวียนมาเยี่ยมเยียน มิใช่เพราะอาคันตุกะจากแคว้นต่าง ๆ ไม่อยากพบปะสุงสิง ทว่าเป็นเพราะทหารจากต้าไห่คุ้มกันหนาแน่น ไม่ปล่อยให้ผู้ใดมารบกวนแขกคนสำคัญของโอรสสวรรค์ได้หนึ่งวันที่ผ่านมาจริงค่อนข้างเงียบและชวนให้รู้สึกเบื่อหน่าย เฉินลี่หลินและฟู่จื่อเหยามองไปรอบ ๆ แล้วทอดถอนใจหนัก ๆ พร้อมกับอยู่หลายครั้ง พวกนางเบื่อหน่ายที่จะอยู่เฉย ๆ จะแย่แล้ว ทว่าถ้าพี่สาวไม่คิดออกไปข้างนอก พวกนางก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปกันเองครั้นจะไปกับเหล่าพี่ชายก็ไม่ได้เช่นกัน เหล่าพี่ชายของคุณหนูเล็กสกุลฟู่ในยามนี้มีเพียงพี่สี่ที่ติดตามอารักขาผู้เป็นนาย ส่วนพี่สามผู้นั้นตั้งแต่เมื่อคืนวานจนถึงตอนนี้ที่ฟ้าเริ่มมืดแล้วก็ยังไม่เห็นหัว ไม่มีพี่ชายคนใดว่างพานางไปเที่ยวเล่นสักคน...จะไปหาพี่ใหญ่ท่านพ่อก็ไม่อนุญาตเหล่าพี่ชายของฟู่จื่อเหยาไม่มีผู้ใดว่าง มิใช่เรื่องแปลก ด้วยพวกเขามีหน้าที่ต้องทำ ทว่าเหล่าพี่ชายขององค์หญิงเก้าไม่ว่างเช่นกันนี่สิ ที่ยิ่งน่าเบื่อหน่าย
หกเดือนต่อมา...ในที่สุดงานมงคลของกู้หลุนอันหนิงกงจู่อันเป็นที่รักของผู้คนและราชวงศ์ก็เกิดขึ้น ฟู่จื่อเหยียนในชุดสีแดงปักเย็บอย่างดีขี่ม้าคู่ใจนำหน้าแห่ขบวนเจ้าสาวอันยาวเหยียดด้วยสีหน้าเต็มเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มกว่าจะมีวันนี้ มิใช่ง่าย ๆ เลย แม้ว่าบิดาของเขาจะใช้หลายคำพูดทำให้ฮ่องเต้ไท่เสียนยินยอมให้เขาและบุตรสาวอันเป็นที่รักออกเรือนได้แต่เหล่าอ๋องมิใช่จะยินยอมง่าย ๆ แม้จะทำสิ่งใดเขาไม่ได้แต่ก็พยายามขัดขวางอย่างถึงที่สุดกว่าที่จะยินยอมให้พี่สาวได้ออกเรือน ก็ล่วงเลยมาถึงครึ่งปีทีเดียวฟู่จื่อเหยียนในตอนที่กลับมาต้าเฉินในฐานะบุตรชายคนโตของสกุลฟู่มิได้มีตำแหน่งใดนอกจากสถานะคุณชายฟู่ แต่ระยะเวลาหกเดือนจากคุณชายฟู่ก็ได้เปลี่ยนแปลงไป ผู้คนเรียกขานเขาว่าแม่ทัพฟู่ อันเนื่องมาจากแม้เหตุการณ์หลายอย่างจะเปลี่ยนไป แต่แคว้นฉีก็ยังดันทุรังจะตีต้าเฉิน เหล่าอ๋องต้องการยื้อเวลาไม่ให้พี่ใหญ่ของตนได้ออกเรือนเร็วเกินไป จึงเสนอให้เขาออกรบและกำราบแคว้นฉีเสียแม้การทำศึกกับฉีไม่ได้ยากเย็น แต่ก็กินเวลาไปหลายเดือน
เรื่องราวทุกสิ่งจบลงที่การแต่งตั้งหยางอ้ายฉิงเป็นหยางฮองเฮา ก่อนกำหนดพิธีอภิเษกสมรสในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้าเรื่องงานอภิเษกเป็นเรื่องภายใน ฮ่องเต้ไท่เสียนแม้เอ็นดูไห่ซุนหลิงดั่งบุตรชายแต่ก็ไม่อาจรั้งอยู่ต่อรอถึงงานอภิเษกได้ ครั่นจะเดินทางกลับก่อนแล้วค่อยมาก็ไม่ทันอย่างแน่นอน จึงได้แต่ตัดใจ ไม่รั้งอยู่กำหนดเดินทางกลับต้าเฉินจึงเป็นเช้าวันรุ่งขึ้น หลังเสร็จการประชุมฮ่องเต้และฮองเฮาบอกลาคนเป็นดุจบุตรชายและขอตัวกลับตำหนักรับรองไปแล้ว เหลือเพียงเฉินอันหนิงและจิวหูที่ยังอยู่รับน้ำชากับฮ่องเต้ซุนหลิงและว่าที่ฮองเฮา วันนี้เองที่เฉินอันหนิงได้พูดคุยกับหยางอ้ายฉิงอีกครั้ง ทั้งคู่เข้ากันได้ดีเมื่อได้พูดคุยขอโทษขอโพยที่ต่างล่วงเกินกันในวันแรกที่เจอก่อนที่เฉินอันหนิงจะกล่าวขออภัยที่ไม่อาจอยู่ร่วมงานอภิเษกได้“ขออภัยพี่ใหญ่จิว และคุณหนูหยาง ที่มิอาจอยู่ร่วมงานอภิเษกได้”“อย่าได้คิดมาก ข้ามิใช่คนคิดเล็กคิดน้อย” จิวหลิงพูดแล้วก็ยกยิ้มและเอายคล้ายจะแกล้งเย้า “แต่งานของเจ้ากับเขา ช่วยเผื่อเวลาให้
“เห็นได้ชัดว่าท่านยังโง่งมอยู่ ท่านจะป้อนยาล้ำค่าที่มีเพียงหกเม็ดให้พี่ใหญ่ได้อย่างไรกัน นั่นคือของสำคัญของท่านนะ” เป็นเฉินไป๋เสวี่ยที่มาห้ามเอาไว้ ในขณะที่สถานการณ์รอบข้างคลี่คลายลงได้แล้วด้วยฝีมือของหานอ๋องและเหล่าองครักษ์ร่วมมือกับคนของพรรคเมฆาสุริยันต์เฉินไป๋เสวี่ยส่ายหน้าพร้อมกับกำข้อมือของผู้เป็นศิษย์สำนักเดียวกันเอาไว้แน่น ไม่ยอมปล่อยให้จิวหูได้ทำตามใจ เขาเป็นศิษย์หมอเทวดาย่อมรู้ว่ายาลูกกลอนในมือของอีกฝ่ายนั้นเป็นยาล้ำค่าที่สามารถรักษาคนที่อาการสาหัสให้ฟื้นคืนได้ ทว่าสิ่งนั้นมีเพียงน้อยนิด หลายปีก่อนเจ้าสำนักโอวหยางเหวินหลงปรุงยาขึ้นมาได้หกเม็ด เก็บเอาไว้เองหนึ่งเม็ดและมอบให้กับลูกศิษย์ทั้งห้าคนละเม็ดและไม่คิดจะปรุงเพิ่มอีก หวังให้ศิษย์ใช้ยานี้เมื่อถึงคราวคับขันแต่คราวคับขันนั้นมิใช่ให้ใช้กับผู้อื่น...คนผู้นี้ไม่รักชีวิตถึงขั้นจะแลกเพื่อพี่สาวของเขาเชียวหรือ หากวันหน้าเป็นอันใดไปจะทำอย่างไรเล่า“ยานี้ไม่สำคัญอันใด ถ้าไม่มีนาง ต่อให้ต้องแลกกับโลกใบนี้เพื่อนาง ข้าก็จะแลก” ไม่มีสิ่งใดม
รถม้าเคลื่อนไปแล้ว แต่ชายหนุ่มยังคงยืนนิ่งอยู่ ไม่ได้เข้าไปภายในตำหนักรับรอง และไม่ได้จากไปที่ใดมิใช่เพราะลังเลอันใดอีก แต่เพราะกำลังขบคิดกับคำของอาจารย์ สิ่งที่อาจารย์ตักเตือนเขาและเหล่าเศิษย์พี่น้องไม่เคยไม่เชื่อ ด้วยว่าอาจารย์ไม่เคยมองสิ่งใดผิดพออาจารย์เอ่ยเช่นนี้ เขาก็ชักสังหรณ์ใจไม่ดีเสียแล้ว“อะ พี่ใหญ่” ไม่ทันจะได้คิดสิ่งใดมากไปกว่านั้นเสียงเรียกจากด้านหลังก็ดังขึ้น“เหยาเหยา” จิวหูส่งเสียงให้น้องสาวที่ส่งเสียงเรียกก่อนจะได้เห็นว่าด้านหลังของฟู่จื่อเหยายังมีเฉินอันหนิง เฉินลี่หลิน และอ๋องทั้งสอง กับฟู่จื่อหมิงและฟู่จื่อหลิงอยู่ด้วย“จะออกไปที่ใดกัน”“หอเมฆาเจ้าค่ะ พี่ใหญ่ก็ไปด้วยกันนะเจ้าคะเหยาเหยาอยากอยู่กับพี่ใหญ่” ฟู่จื่อเหยามิได้ชักชวนแต่ดึงแขนผู้เป็นพี่ให้เดินตามเหล่าเชื้อพระวงศ์ทั้งสี่ที่เดินนำไปก่อนแล้ว นั่นย่อมหมายถึงนางไม่เปิดโอกาสให้จิวหูได้ปฏิเสธ บุรุษผู้ไม่มีสิ่งใดให้ต้องลังเลอีกก้าวตามไปด้วยโดยไร้คำใดโต้แย้ง
เฉินอันหนิงเป็นฝ่ายก้าวนำบุรุษหน้ากากออกไปด้านนอกก่อนจะนำเขาไปยังสวนด้านหลังซึ่งเงียบสงบ แค่เพียงหยุดเดินบทสนทนาก็เริ่มต้นขึ้นจากฝ่ายของผู้หยั่งรู้ฟ้าดินในทันที“เขายังสบายดีได้ ย่อมเพราะชะตาของท่านยังปลอดภัย”“หมายความว่าอย่างไรหรือเจ้าคะ?”“เจ้าสามจะอยู่รอดปลอดภัยหรือไม่ขึ้นอยู่ที่ชะตาของท่าน”คำบอกเล่าของคนตรงหน้ามิได้แตกต่างจากหนิงอันมากนัก ทว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเรื่องรองในใจของนาง เฉินอันอันหนิงมองสบตาคู่คมกริบก่อนจะสอบถามออกไปโดยตรง “ท่านพอจะบอกได้หรือไม่ ว่าเหตุใดข้าจึงได้รับโอกาส”“ต้าเฉินมีมังกรและหงส์เพลิงพิทักษ์อยู่ เรื่องนี้ข้าคงไม่ต้องบอกท่านกระมัง”ตำนานมังกรและหงส์พิทักษ์ต้าเฉิน ผู้คนทั้งต้าเฉินล้วนเคยได้ยิน ยิ่งมีตำนานว่าราชวงค์คือลูกหลานของมังกรและหงผู้พิทักษ์ นางย่อมได้ยินมาตั้งแต่เด็ก ๆ ในชาติก่อนแล้ว เฉินอันหนิงไม่ได้มีคำถามใด ๆ นางพยักหน้าให้เท่านั้นอีกฝ่ายก็บอกเล่าต่อ “ยามใดที่ต้าเฉินลุกเป็นไ
“เมื่อก่อนข้าคิดว่าฮวาเอ๋อร์จะรักกับฟู่เสวียน แต่นางกลับเลือกหยวนจิ้ง ชะตาของคนเราช่างแปลกนัก” ฮ่องเต้ไท่เสียนที่ผายมือเชิญแขกผู้มาเยือนให้ไปนั่งเอ่ยก่อนจะหัวเราะอย่างขบขันขึ้นมาและพูดต่อถึงโชคชะตาที่เล่นตลก “ส่วนฟู่เสวียน ไปตกหลุมรักบุตรสาวเซียนทวนจนถึงขั้นขโทยบุตรสาวผู้อื่นกลับบ้าน”“ห๊า ท่านพ่อ...ท่านแม่เป็นถึงบุตรสาวเซียนทวนเชียวหรือเจ้าคะ” ฟู่จื่อเหยาแทรกขึ้นก่อนมองบิดาด้วยความสงสัย ทั้งยังหันไปสะกิดพี่สาวบุตรธรรมเพื่อบอกเล่า “พี่หญิง ท่านแม่เป็นบุตรสาวเซียนทวนล่ะ”“บิดาเจ้ายังไม่ได้ตอบเลย” เฉินลี่หลินแทรกขึ้นบ้างแต่สายตาก็บ่งบอกว่าสนใจเรื่องนี้เช่นกันด้วยอายุนาง ในยามเด็กนางย่อมทันฟู่ฮูหยินที่ผู้คนกล่าวว่างดงามเป็นที่ต้องตาของบุรุษ และรับรู้เพียงแค่นั้นมาโดยตลอด...เรื่องที่ว่าฟู่ฮูหยินเป็นบุตรสาวเซียนทวนแห่งสำนักเฟยผิง นั่นย่อมน่าสนใจไม่เพียงแค่เฉินลี่หลินที่สนใจ เฉินอันหนิงเองก็คิดไม่ต่างกันและนั่นทำให้สายตาแทบทุกคู่มองไปยังฟู่เสวี
งานเลี้ยงต้อนรับในช่วงเช้าเป็นไปอย่างราบรื่น และหลังงานเลี้ยงสิ้นสุดอาคันตุกะต่าง ๆ ก็กลับที่พัก ฮ่องเต้ซุนหลิงมาส่งฮ่องเต้ไท่เสียนและคณะจากแคว้นเฉินด้วยตนเองก่อนจะกลับไปจัดการเรื่องในวังหลังของตน ยิ่งบ่งบอกถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของสองแคว้น และทำให้ผู้คนเข้าใจว่ากู้หลุนกงจู่ผู้สูงส่งแห่งต้าเฉินไม่ปรารถนาให้วังหลังมีสนมมากมายหากตนจะต้องอยู่ที่นี่จึงได้ยื่นคำขาดให้ฮ่องเต้ซุนหลิงปัดกวาดวังหลังให้ดีซึ่งนั่นก็เป็นสิ่งที่กู้หลุนกงจู่ผู้ถูกเอ่ยถึงและโอรสสวรรค์แห่งต้าไห่ต้องการให้นางสนมทั้งหลายเข้าใจ เพื่อให้อะไร ๆ ง่ายขึ้นเรื่องในวังหลังจะเป็นเช่นไร เฉินอันหนิงไม่ได้ให้ความสนใจอีก นางเพียงเดินทางกลับตำหนักรับรองพร้อมบิดามารดา มิได้เข้าไปมีบทบาทเพิ่มเติมอันใดบทบาทอีกครั้งของนาง ก็คงจะเป็นในตอนจะกลับต้าเฉิน ที่จะเฉลยให้ผู้คนรู้ว่านางมิได้จะมาเป็นมารดาแห่งแผ่นดินนี้...ถึงตอนนั้นเหล่าสนมที่เลือกออกจากวัง ก็กลับเข้าไปมิได้อีกทุกอย่างนับว่าเสร็จสิ้นสมบูรณ์ตำหนักใหญ่ใบหน้าเต็มเปี่ย
วันต่อมาเช้าวันนี้มีการต้อนรับอาคันตุกะทั้งหลายอย่างเป็นทางการ หลายแคว้นที่เชื้อพระวงค์มาร่วมด้วยตนเอง แต่ก็มีหลายแคว้นที่ส่งมาเพียงขุนนาง ด้วยว่าแคว้นไห่นับว่าห่างไกล และตกต่ำมาหลายปีเพราะฮ่องเต้ทรราชองค์เก่าทำให้หลายแคว้นดูแคลน จึงส่งเพียงขุนนางมา ทว่าเมื่อผู้คนทั้งหลายได้เห็นว่าฮ่องเต้แห่งแคว้นเฉินเดินทางมาด้วยพระองค์เองพร้อมกับฮองเฮาทั้งยังสนิทสนมกับฮ่องเต้ซุนหลิงราวกับเป็นบิดามารดาและบุตร ท่าทีเย่อหยิ่งของเหล่าขุนนางต่างแคว้นก็เปลี่ยนไป แม้แต่เชื้อพระวงค์จากแคว้นต่าง ๆ ก็เปลี่ยนไปเช่นกันทว่านอกจากท่าทีของอาคันตุกะจะมีความเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ท่าทีของเหล่าสนมและขุนนางในต้าไห่เองก็ผิดปกติเช่นกันเฉินอันหนิงมองท่าทีของคนเหล่านั้นก่อนจะสบตากับว่าที่ฮ่องเต้อย่างเป็นทางการของต้าไห่ที่ยกยิ้มอยู่ก่อนแล้ว....เรื่องนี้ มันเริ่มขึ้นเมื่อสายของวานนี้หนึ่งวันก่อน...กลับมาถึงตำหนักรับรองแทนที่จะได้พักผ่อนหรืออาละวาดที่คนผู้นั้นไม่ตามมาพูดคุยต่อเฉินอันหนิงกลับต้องเก็บกังความคิดเอาไว้เพราะแขกที่ย่อ
ครืดไม่ทันทีผู้ถูกหาว่าไม่ยอมออกจากห้องจนทำให้น้อง ๆ เบื่อหน่ายจะได้เอ่ยสิ่งใดประตูห้องก็เปิดออก ทว่าผู้ที่เข้ามากลับมิใช่เสี่ยวเอ้อที่นำอาหารและสุรามาให้ แต่เป็นผู้ถูกเจ้าของห้องนินทาว่ามิออกจากห้องตั้งแต่เมื่อวาน“ถิงถะ...แม่นางเสียน” ผู้มาใหม่ที่คิดจะเรียกน้องสาวถึงกับชะงักเมื่อเห็นว่าภายในห้องมิได้มีเพียงน้องสาว“แม่นางหลัน พบกันอีกแล้ว” เฉินอันหนิงทักทายก่อนจะส่งยิ้มให้และอธิบาย “พวกข้าเห็นหอเมฆาน่าสนใจ จึงแวะเข้ามาแล้วก็ได้เจอกันหลันถิงน่ะ หลันถิงชวนพวกข้าขึ้นมาดื่มกินที่ห้องของนาง”“อย่างนี้เอง เช่นนั้นก็ตามสบายนะเจ้าคะ” หลันซิ่วอิงยังคงมิได้มีท่าทีเปลี่ยนไปจากตอนที่ได้พบกัน นางยังคงมีท่าทีเป็นมิตรเช่นเดิม และยังคงเห็นสหายร่วมทางทั้งหลายเป็นผู้มีคุณทว่าสายตาที่เฉินอันหนิงมองไปกลับมิได้เป็นเช่นเดิม ตอนเจอกันนางเพียงรู้สึกว่าสตรีผู้นี้เป็นสตรีน่าสนใจ แต่หลังจากที่รู้ว่าคนตรงหน้าคือคนรักของฟู่จื่อหลิงที่เดินทางหลายร้อยพันลี้เพื่อติดตาม