"ใช่" จูมี่เอินไม่โกหกออกไปสักคำเพื่อเอาตัวรอด กลับตอบออกไปตามสัจจริง "ต่อมากลับพบว่าข้าสามารถช่วยคนที่หมู่บ้านได้ แต่ก็ยังมีท่านมาเกี่ยวข้องอยู่ ข้าเลยยังรั้งอยู่ที่นี่" ถึงจะรู้แต่แรกว่านางไม่ได้ชอบเขา เพียงแค่ไม่อาจหนีไปไหนได้ แต่เมื่อได้มาฟังเช่นนี้ในใจกลับปวดร้าวขึ้นมาได้ บีบรัดจนแทบหายใจไม่ออก ก่อนหน้านี้เขาชักนำนาง หลอกล่อนางให้รู้สึกชอบเขา แต่กลับไม่รู้ว่าความรู้สึกจริงๆ ของนางเป็นยังไง นางชอบเขารึไม่ หรือเป็นเพราะเขาทำให้นางเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับความชอบกัน เขาไม่กล้า...ไม่กล้าถามนางออกไป ว่านางรักเขาบ้างไหม 'รัก' มันมีความหมายลึกซึ้งมากกว่า 'ชอบ' ยิ่งนัก แม้แต่ตอนนี้ไม่รู้ด้วยซ้ำว่านางเข้าใจคำว่าชอบหรือไม่ แล้วคำว่ารักเล่า นางจะรู้ไหมว่าเป็นยังไง... "มี่เอิน เจ้าช่าง...เล่นกับความรู้สึกข้าได้เก่งยิ่งนัก" เขายกมือขึ้นเชยคางมนของนางก้มลงไปทำโทษนางที่มาปั่นป่วนหัวใจของเขา ประกบปากของตนปิดปากเล็กๆ ของนางจนหมด ตวัดเกี่ยวลิ้นเข้าหานาง ตักตวงความหวานจากคนตัวเล็กอย่างเอาแต่ใจ ไม่เคยมีเรื่องไหนเลยทำให้เขาเป็นกังวลและวิตกขนาดนี้มาก่อน มีแต่นางเท่านั้นที่ทำให้เขาเ
ฉึบๆ เสียงเนื้อแน่นๆ กระทบกันดังกลางอากาศ บางอย่างที่ถูกันไปมาทำให้เกิดเสียงที่ชวนเขินอายยามได้ยินไม่หยุดหย่อน "อย่ามาขี้โกงนะ" เหรินโยว่หลุนกัดฟันแน่น โดนนางบีบรัดตัวแน่นขึ้นมาอีกรอบก็เริ่มทนไม่ไหวเช่นกัน "อ่าส์" ร่างใหญ่ปลดปล่อยความร้อนในกายของตนไปสู่อีกฝ่ายแต่ยังไม่ยอมหยุดขยับกายไปมา เพียงแค่ทำช้าลงทีละนิดๆ เท่านั้น คนตัวเล็กก็เกร็งตัวขึ้นมาอีกครั้ง "อื้ม" นางก้มลงไปกัดคอของอีกฝ่ายที่ทำให้นางอับอายเช่นนี้ น่าอายยิ่งนัก นางถูกเขาปลุกปั่นจนเป็นคนแบบนี้ไปเสียได้ ตอนนี้นางกลับกลายเป็นคนขี้โกงแบบที่เขาบอกจริงๆ ไม่อยากเชื่อว่าเขาไม่เคยทำเรื่องแบบนี้มาก่อน แต่ยังสามารถจับจุดอ่อนของนางได้ทุกส่วน "อ่าส์ๆ" ร่างบางหอบหายใจหนักหน่วง เกี่ยวคนตัวสูงไว้แน่น "ภรรยา ข้า...ขออีกรอบได้รึไม่" น้ำเสียงแหบพร่ากระซิบเข้าที่หูเล็ก เจ้าตัวก็ยังไม่ยอมถอนกายออกจากอีกฝ่ายโดยง่าย หวังจะทำตามใจคิดอีกรอบ "..." จูมี่เอินส่ายหน้าไปมาที่ไหล่ของเขา "..." เหรินโยว่หลุนไหนจะยอม เขาจับร่างเล็กวางลงให้นางยืนหันหลังให้เขา จับข้อมือเล็กทั้งสองข้างมากดไว้ที่เอวด้านหลังของนางด้วยมือเด
ยามซื่อของอีกวัน [1] (ยามซื่อ 09.00 น. - 10.59 น. ) จูมี่เอินยิ่งนึกถึงภาพที่ตนได้เห็นฮ่องเต้สังหารมารดาของตนก็ทำให้นางคิดไม่ตก นางอยากขอเขาไปพบแม่แต่ถ้าโดนไม่ให้พบนางก็จะคิดกับเขาในทางไม่ดี แล้วถ้าเกิดมารดาไม่ว่างจริงๆ ยามนั้นนางจะรู้สึกผิดกับฮ่องเต้มากแค่ไหนที่ไปคิดไม่ดีกับเขาเช่นนั้น นิมิตรไม่มีทางพลาดนางรู้ จูมี่เอินก้มมองดูหยกห้อยที่เอว จับมันขึ้นมากุมไว้ในมือ เขาดีต่อนางเช่นนี้ นางไม่ควรสงสัยเขา ทั้งยังเชื่อใจเหรินโยว่หลุนมากเช่นกันว่าเขาไม่ใช่คนจิตใจโหดเหี้ยมเช่นนั้น นึกถึงเมื่อเช้าตอนตื่นขึ้นมาก็พบว่าเขาเช็ดตัวให้ แต่งตัวให้ แถมที่แปลกใหม่ก็คงจะเป็นหยกห้อยสีเขียวทรงกลมที่งดงามตาเส้นนี้ ด้านในยังแกะสลักเป็นลายดอกบัวที่วิจิตรตระการตา แม้นนางจะไม่รู้เรื่องหยก แต่ก็คิดว่าคงไม่ใช่ของธรรมดา ยามที่เขาจับมันและเงยหน้ามามองนางด้วยสายตาอ่อนโยนนางยังจำได้เป็นอย่างดี ในใจตอนนั้นรู้สึกอบอุ่นและอ่อนหวานเหมือนยืนอยู่ท่ามกลางทุ่งดอกไม้ในฤดูวสันต์ คนที่ใส่ใจนางเช่นนี้จะโหดเหี้ยมได้เช่นไร จูมี่เอินตัดสินใจในที่สุด "ถิงถิง เจ้าไปถามฝ่าบาทให้ข้าหน่อยว่าวันนี้มารดาของ
ไม่ถึงครึ่งชั่วยามนางก็มาถึงหน้าจวนของมารดา เมื่อมองจวนที่ใหญ่เกินคนผู้เดียวอยู่ก็รู้สึกผิดขึ้นมา เหมือนฮ่องเต้จะทรงใจดีกับมารดาของนางมาก มีแว็บหนึ่งที่ในใจสงสัยในตัวของเขา ยามนี้พอเห็นจวนที่ใหญ่ขนาดนี้ก็อดรู้สึกผิดขึ้นมาไม่ได้จริงๆ นางร้อนใจอยากพบหน้าของมารดาแต่กลับพบเพียงบ่าวรับใช้นางหนึ่งเท่านั้น แถมหญิงสาวนางนั้นก็ไม่ให้นางเข้าไปด้วย จูมี่เอินจึงทำได้แค่รออยู่ข้างนอก เงยหน้ามองท้องฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนสีเป็นส้ม ต่อด้วยน้ำเงินเข้ม แขวนประดับด้วยเสี้ยวพระจันทร์สีเงินก็ยิ่งร้อนใจ ชะเง้อคอมองทางตลอดเวลา นางกลัว กลัวว่ายามนี้ฝ่าบาทน่าจะเสด็จกลับมาที่ตำหนัก กลัวว่าเขาจะออกมาหานางและเจอกับแม่ของนางเข้า จูมี่เอินไม่อยากให้เป็นเช่นนี้ วันนี้คือเส้นตายของนิมิตร นางไม่อยากให้ทั้งคู่ได้พบกันในวันนี้ เพราะในภาพเหตุการณ์นั้นนางไม่รู้ว่าทำไมฮ่องเต้ถึงทรงสังหารมารดาของนาง ตลอดทางที่เดินมายังคิดไปแล้วว่าบางทีฮ่องเต้อาจจะอยู่แถวนี้ก็เป็นได้ ไม่งั้นในวันนั้นตามนิมิตรเขาออกจากวังมาทำไมกันทั้งที่เป็นวันมงคลของเขาและนาง หากจะเกิดการสังหารมารดาของนางขึ้น ไยสถานที่กลับเป็นข้างนอก ไม่ใช่ท
"ฝ่าบาทโปรดอภัยด้วย" เพยเพยผู้เป็นพี่รีบโขกหัวขอร้องแต่ถิงถิงนั้นสติหลุดไปแล้ว "ฝ่าบาททรงเมตตาด้วยเพคะ" ทหารสองคนที่ทำการจับนางกำนัลทั้งคู่กดน้ำได้ยินคำสั่งก็รีบลากทั้งสองคนออกไปทันที เพยเพยหัวอาบไปด้วยเลือดน่าเวทนา ปากก็พร่ำขอให้ฮ่องเต้ไว้ชีวิตไม่หยุด ส่วนถิงถิงคล้ายคนตายไปแล้ว โดนลากไปก็ไม่แม้แต่จะใช้ขาเดินเอง ปล่อยขาลู่ไปกับพื้น ทิ้งไว้เพียงรอยน้ำจากร่างกายเป็นทางยาว "ฝ่าบาทเย็นพระทัยก่อนเถิดพะยะค่ะ เป็นไปได้ไหมว่านางจะออกไปพบมารดาของนาง" เมื่อเช้าเห็นถิงถิงมาขอเข้าเฝ้าฝ่าบาทด้วยเรื่องนี้ฟางอี้เลยลองพูดถึงความเป็นไปได้ออกมาดู "..." เหรินโยว่หลุนก็คิดถึงตรงนั้นตั้งแต่แรกแล้ว แต่อีกใจก็ยังกลัวว่าคนในวังหลังอาจมานำตัวภรรยาของเขาไป ไม่งั้นสองแฝดนั้นทำไมถึงได้สลบไปไม่รู้เรื่องรู้ราวอันใด เขาเลยให้ฟางอี้ไปค้นก่อน เพราะคิดว่านางไม่น่าจะออกจากวังได้ง่ายขนาดนั้น แต่พอรู้ว่าในวังไม่มีก็พยักหน้าเห็นด้วยกับฟางอี้ทันที "เตรียมม้า!" เขาร้อนใจ ไม่รู้ว่านางออกไปนานขนาดไหนแล้ว กว่าจะค้นตำหนักหลังเสร็จ ไหนจะค้นทั่ววังอีกก็ปาไปชั่วยามกว่าแล้ว หากไม่รีบร้อนอีกต่อไปอาจจะสา
"อย่ามาเรียกข้าว่าแม่ นังเด็กปีศาจ!" พอรู้ว่าคนที่ตนอยากรีดไถไม่มีเงินมาให้ก็เก็บอาการไม่อยู่ เริ่มพูดสิ่งที่คิดในหัวออกมาทั้งหมด จูมี่เอินน้ำตาไหลอาบสองแก้มปะปนไปกับสายฝน ใครจะว่านางยังไงก็ได้ จะทุบตีนางไล่นางยังไงก็ได้ ขอแค่มารดาและบิดายังอยู่ข้างนางเหมือนในตอนนั้นก็พอ แต่ยามนี้คนที่นางรักมากที่สุดคนหนึ่งกลับมาพูดเช่นนี้ แม้แต่มารดาของนางก็เชื่อคำพูดของชาวบ้านที่กล่าวหานางหรือ ไม่ใช่ว่ามารดาคือคนที่ปกป้องนางมาตลอดหรือไร "ท่านแม่" จูมี่เอินพยายามจะไปประคองมารดาเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังเซถอยหลังจนจะล้ม "หุบปากฉันไม่ใช่แม่ของแก!" จางอี้ซูไม่อยากให้ความหายนะมาติดตัว ไม่อยากโดนคำสาปแบบที่ชาวบ้านเคยพูดถึง นางรีบผลักจูมี่เอินที่มาโดนตัวเองออกทันที มิน่า มิน่าชีวิตที่ผ่านมาของนางไม่มีเรื่องดีเลยสักเรื่อง "เพราะแก เพราะแกฉันถึงต้องมีชีวิตแบบนี้!" เสียงสายฝนว่าดังมากแล้ว หากแต่เสียงที่จางอี้ซูตะเบ็งออกมากลับดังมากกว่า ทั้งเกรี้ยวกราดและน่าหวาดผวา ใบหน้าที่ผอมแห้งบิดเบี้ยวดูไม่ได้ "โอ้ย!" จูมี่เอินไม่ทันระวังโดนผลักจนล้มลงไปนั่งที่พื้นซึ่งเจิ่งนองไปด้วยน้ำฝนจนเกิดเป็นเอ
ฉึก "อึก" ใครบางคนเข้ามาบังภาพตรงหน้าไปจากสายตา "อาหลุน" จูมี่เอินมองแผ่นหลังที่คุ้นเคยเซถอยหลังมาชนกับนางก็จำได้ทันทีว่าเป็นใคร ยามนั้นจูมี่เอินก็คิดว่า ไม่ทันแล้ว! ไม่ทันแม้แต่จะหาทางแก้ภาพที่เห็นในนิมิตรเมื่อครู่ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในนิมิตรกลับเกิดขึ้นจริงในเวลาต่อมาทันที ไม่มีเวลาที่จะได้ไตร่ตรอง "..." เหรินโยว่หลุนสายตาเรียบนิ่งแม้จะเจ็บแต่กลับไม่แสดงสีหน้าออกมา มือของเขายังค้างอยู่ที่ข้อมือของจางอี้ซู เขาออกแรงบีบมือของสตรีตรงหน้าแน่นเพื่อยับยั้งแรงที่ส่งมา กันไม่ให้มีดแทงลึกลงไปมากกว่าเดิมได้ "ไม่ ไม่ ข้าไม่ได้ทำ" จางอี้ซูคล้ายได้สติขึ้นมาเล็กน้อย แต่มือยังกำมีดพกที่ปักอยู่กับหน้าท้องของบุรุษผู้เข้ามาขวางทางมีดไว้แน่น "อาหลุน อาหลุน" จูมี่เอินรับร่างที่เซมาหานางไว้จนตัวเองทรุดลงไปกองที่พื้นพร้อมกับเขา เหลือบมองเห็นมีดที่ปักคาอยู่บนท้องและเลือดที่เริ่มไหลออกมาก็เหมือนในนิมิตรไม่มีผิด สายไปแล้ว… "ไม่จริง..." จางอี้ซูก้าวถอยหลังหน้าตาตื่น หันตัวออกวิ่งหนีด้วยความกลัวที่เผลอทำร้ายคนออกไป ทว่าเพียงวิ่งได้ไม่กี่ก้าว ขาที่ซวนเซก็พาให้นางล้
ด้านจูมี่เอินเห็นคนยังไม่ออกมาเปิดประตูก็วิ่งไปหยิบคบเพลิงอีกอันที่เหลืออยู่มาถือไว้ในมือ ทำท่าจะจุดไฟไปที่ซุ้มประตูที่ไม่เปียกฝนและมันก็เป็นเชื้อเพลิงอย่างดีเพราะประตูค่อนข้างเก่ามากแล้ว "รู้แล้วๆ เจ้าวางคบเพลิงในมือก่อน!" เมื่อท่านหมอเปิดประตูออกมาก็ทันได้เห็นหญิงสาวที่หน้าตาดีคนหนึ่ง อาภรณ์ที่นางสวมแม้จะเปื้อนดินและเลอะเลือดไปบ้างแต่เนื้อผ้านั้นมองแว็บเดี๋ยวก็รู้ว่าราคาแพง บนใบหน้าสวยยังมีคราบน้ำตาอยู่เต็มสองแก้ม ในมือกำลังถือคบไฟไว้เตรียมจะจุดไปใส่โรงหมอจริงๆ "มีคนโดนแทงที่หน้าท้อง ท่านรีบไปเตรียมกระเป๋ายา!" จูมี่เอินทิ้งคบเพลิงในมือไป นางวิ่งนำเข้าไปในโรงหมอด้วยความไว ก่อนจะหยุดเพื่อรอท่านหมอเดินกลับเข้ามาเตรียมของ และด้วยกลัวท่านหมอจะปิดโรงหมอหนีอีกจึงตามเขาทุกฝีก้าว ดีที่นางนำม้ามาอีกตัว เมื่อท่านหมอเตรียมของเสร็จนางก็ช่วยเขาขึ้นไปบนหลังม้า จากนั้นก็รีบไปขึ้นม้าอีกตัว ท่านหมอบอกว่าขี่ม้าไม่เป็นนางก็เป็นคนจูงบังเหียนม้าตัวที่ท่านหมอนั่งด้วยตนเอง นางหาใช่คนที่ขี่ม้าเก่ง นอกจากท่องจำบทสวดได้แม่นยำแล้วเรื่องอื่นก็ไม่ได้ถนัดเท่าไหร่ แต่ยามคับขันเช่นนี้กลับทำ
วันสถาปนา กัวเจียงมิ่งยืนอยู่รวมกับผู้คนสองฟากฝั่งของทางเดินในงานพิธี ดวงตาคู่คมมองสตรีตัวเล็กที่แต่งชุดเต็มยศ บนหัวเล็กๆ นั้นประดับไปด้วยเครื่องหัวหลากชิ้น ท่าทางการเดินที่มั่งคง ใบหน้าที่เรียบนิ่งแต่เป็นมิตร อาภรณ์สีแดงสดที่นางสวมคือลายหงษ์ปักด้วยด้ายทอง พอเห็นลูกศิษย์ใส่ชุดนี้แล้วก็นึกถึงวันแรกที่เจอกัน ยามนั้นเด็กน้อยก็สวมชุดสีแดงอยู่บนหลังของอาชาตัวใหญ่ คนตัวเล็กควบม้ามาหานางที่ลอยน้ำมาติดอยู่ข้างทาง กระโดดลงจากม้าด้วยความคล่องแคล่ว ออกแรงลากนางให้ห่างจากแม่น้ำที่ไหลเชี่ยว "แม่นาง แม่นางทำใจดีๆ ไว้ ข้าจะช่วยท่านเอง" นั่นคือคำที่จูมี่เอินกล่าวกับนางในครั้งแรกที่เจอกัน กัวเจียงมิ่งคิดว่าตนจะตายอยู่ที่นั่นเสียแล้ว นางได้รับบาดเจ็บมีแผลหลายแห่งแล้วพลัดตกน้ำมาไกล อีกทั้งที่ซึ่งนางพยายามตะเกียกตะกายขึ้นมาจากแม่น้ำนั้นก็ห่างไกลไร้ผู้คน แถมทางด้านหน้าที่สตรีชุดแดงควบม้าผ่านมายังมีต้นไม้และหญ้าหนาทึบ ต่อให้มีคนผ่านมาก็ไม่น่ามองเห็นนาง ทว่าสตรีตัวเล็กผู้นี้มาจากไหนไม่รู้ ราวกับตั้งใจมาหานางโดยเฉพาะ คนตัวเล็กสั่งม้าให้นั่งลงแล้วยกนางที่ตัวใหญ่กว่าให้ขึ้นไ
"เพราะนางคือหัตถ์เซียน นามเดิมของอาจารย์คือกู่เฟยเซียน" จูมี่เอินได้รู้ความลับนี้ผ่านการมองเห็นของนางในช่วงจังหวะหนึ่งหลังจากที่ใช้ชีวิตอยู่กับอาจารย์มาสักพักแล้ว หลอมรวมกับที่เคยสังเกตการณ์ดูก็พบว่ากัวเจียงมิ่งนั้นสามารถทำให้คนเจ็บหายป่วยได้ในเร็ววันกว่าที่ตำราบอกไว้มากนัก "ตอนเด็กข้าเคยอ่านเจอเกี่ยวกับคนที่มีพลังวิเศษเหนือคนทั่วไป นั่นเป็นครั้งแรกที่ข้าได้สัมผัสความรู้สึกดีอย่างหนึ่งว่าตนเองไม่ใช่คนที่แตกต่างจากคนอื่น ยังมีอีกหลายคนที่คล้ายกันกับข้า คราแรกที่ได้อ่านข้าสะดุดชื่อของนางและความสามารถของนางเป็นที่สุด ตอนที่ได้เจอกันข้ายังไม่รู้ว่านางคือคนที่ข้าเคยอ่านเจอในตำรา แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งในนิมิตร ข้าเห็นคนเจ็บและคนผู้นั้นไม่รอด ข้าพยายามเปลี่ยนนิมิตร ต่อมาจึงเกิดนิมิตรใหม่ขึ้น ในนิมิตรที่สองข้าไปช่วยคนเจ็บไว้แล้วพามาให้นางรักษา คนที่ไม่น่ารอดก็สามารถรอดได้อย่างปาฏิหาริย์ แต่เรื่องเหล่านั้นก็ไม่ได้เกิดขึ้นจริง เพราะข้าหาของไปขวางทางไว้ก่อนที่คนผู้นั้นจะเดินทางผ่านถนนเส้นหนึ่งซึ่งจะมีต้นไม้โค่นลงมาใส่เขา ภายหลังพอจับสังเกตดูและแน่ใจแล้วก็ลองถามท่านอาจารย์ออกไป นางก็เลยเล่
...... วันต่อมาก็ได้เวลาเดินทางกลับวังหลวง รอบนี้มีอาจารย์และโม่โฉวติดตามกลับไปร่วมงานสถาปนาด้วย นอกเหนือจากนั้นแล้วยังมีคนเจ็บอีกคนที่ต้องพาเขากลับไปส่งบ้าน ซึ่งเป็นทางผ่านพอดี ที่รถม้าคันหน้า "กัวเจียงมิ่งท่านมายืนทำอะไรหน้ารถม้าผู้อื่น" เหรินโย่วหลุนเอามือพ่ายหลัง หันมองไปที่อื่น แสดงท่าทางวางอำนาจเต็มที่ แผ่รังสีความเป็นฮ่องเต้ที่มีมาแต่กำเนิดออกไปโดยรอบเพื่อกดดันสตรีชุดฟ้าหน้าไม่อายข้างกาย "สตรีก็ต้องนั่งไปกับสตรีด้วยกันสิ นู้น บุรุษไปขึ้นคันหลัง" กัวเจียงมิ่งเลียนแบบท่าทางเหรินโย่วหลุน นางหมุนตัวเอาหลังหันให้รถม้า ยืนเคียงข้างคนตัวสูงที่สูงเกือบเท่ากันแถมมือพ่ายหลังและหันหน้าไปทางเดียวกัน "สตรีหรือ? ท่านเหมือนสตรีตรงไหนกัน" รถม้าคันหลังนั้นมีคนเจ็บขึ้นไปก่อนแล้วและมีโม่โฉวเป็นคนคุมม้า ความจริงเขาก็ไม่ติดอะไรแม้รถม้าเก่ามากและจะต้องนั่งไปกับราษฎรของตนเอง แต่ที่นั่นไม่มีทั้งภรรยาไม่มีทั้งบุตรชาย เขาจึงไม่อยากไปนั่ง เขาห่างจากภรรยามาถึงสองปีแล้ว ได้อยู่ด้วยกันทั้งวันก็ยังคิดว่ายังไม่พออยู่ดี ยามนี้ยังต้องมานั่งแยกกันอีกเกือบสามวัน ยังไงเขาก็ไม่ยอม "เห
"เดี๋ยว! ท่านจะทำอันใด?" จูมี่เอินรีบเอาตัวไปยืนขวางโม่โฉวไว้ "เจ้าปกป้องเขา?" เหรินโย่วหลุนแทบไม่อยากเชื่อ "อย่าบอกนะว่าเขาเป็นพ่อของเด็กคนนั้น" ทั้งที่ได้ยินเต็มสองหูแล้ว แต่เขาก็ยังอยากจะถามย้ำให้แน่ใจอีกรอบ "ใช่...อย่า!" จูมี่เอินเห็นเหรินโย่วหลุนยกมือสั่งฟางอี้ให้เข้ามาทางโม่โฉวนางก็รีบเบี่ยงตัวปิดคนด้านหลังไว้มากกว่าเดิม "เขาเป็นพ่อบุญธรรม เป็นพ่อบุญธรรม!" ก่อนจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นนางรีบพูดต่อให้จบประโยค เพราะไม่คิดว่าก่อนหน้านี้เขาจะไม่เข้าใจจริงๆ ตอนนั้นฟางอี้ก็หยุดเท้าลงพอดี พร้อมกับเก็บมีดลับที่ดึงออกมาจากไหนไม่รู้กลับไป เพราะการเดินทางฮองเฮาบอกไม่ให้สะดุดตา จึงต้องเก็บดาบที่ใช้ประจำไว้ในรถม้า แต่เขาเป็นองครักษ์ส่วนพระองค์ย่อมไม่อาจปล่อยปะละเลยความปลอดภัยของฮ่องเต้ได้ จึงได้พกมีดสั้นที่ยาวจนถึงข้อศอกซ่อนไว้ในกายด้วย "?!" เหรินโย่วหลุนเลิกคิ้วขึ้นสูง ตอนที่ได้ยินจูมี่เอินบอกว่านั่นเป็นลูกนางเขาก็คาดเดาไปหลายอย่าง คิดว่าอาจเป็นลูกของเขาแต่เพราะท่าทางที่สนิทสนมของภรรยากับคนผู้นั้นดูไม่ปกติ แถมเด็กน้อยก็เรียกคนด้านหลังว่าท่านพ่อ แล้วภรรยาก็ดันมาบอกอีกว่
....... "เจ้าอยู่ที่นี่มาตลอดหรือ" "ใช่แล้ว" จูมี่เอินยกกาชามาวางที่โต๊ะน้ำชา นั่งลงแล้วรินชาให้สามีก่อนจะรินให้ตัวเองทีหลัง "นี่ก็เป็นชาที่ข้าดื่มตลอดสองปีเช่นกัน ไม่หอมมาก หากแต่เมื่อลองได้จิบทีละนิดและมองออกไปที่ป่าไผ่ ต่อจากนั้นค่อยๆ หลับตาฟังเสียงลมที่กระทบผ่านไป ก็พอที่จะทำให้ชารสชาติธรรมดาเช่นนี้พิเศษขึ้นมามากกว่าเดิม ชนิดที่ว่าต่อให้หาที่ไหนก็หาไม่ได้อีกแล้ว" จูมี่เอินยกจอกชาขึ้นมาจิบทำท่าหลับตาพลางพูดอธิบายไปด้วย "..." เหรินโย่วหลุนก็ลองทำตาม จิบชามองป่าไผ่ หลับตาและฟังเสียงลมที่กระทบกับใบของต้นไผ่ "สงบยิ่งนัก" แถมยังได้กลิ่นของธรรมชาติที่สดชื่นลอยมาตามลมด้วย จูมี่เอินเองสองปีกว่าที่ผ่านมา ทุกครั้งที่มีเวลาว่างมานั่งจิบชาและได้ใช้เวลาอยู่กับตนเอง เมื่อจิบชาไปด้วยแล้วได้มองป่าไผ่ ทั้งที่ทำให้รู้สึกสบายใจแต่กลับทำให้นางนึกถึงสามีทุกครั้ง หลังจากที่มานั่งจิบชาคนเดียวทีไรต่อมานางก็จะต้องหาอะไรทำเพื่อไม่ให้ตัวเองได้มีเวลาคิดถึงเขาอีก ช่างเป็นช่วงเวลาที่สงบสุขแต่ก็เศร้าใจในคราเดียว "เสียดายที่ไม่มีท่านอยู่ที่นี่" จูมี่เอินเอ่ยความรู้สึกออกมาจากใจจริง ลืมตาข
....... การเดินทางด้วยรถม้าเพื่อมาที่หมู่บ้านตงนั้นใช้เวลาเกือบสามวันเพราะมีแวะพักบ้าง ไม่เหมือนกับตอนแรกที่เหรินโย่วหลุนเร่งเดินทางอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อแบกภรรยากลับวังในตอนนั้น แต่ก็ใช้เวลาไม่นานเกินที่คาดการณ์ไว้พวกเขาก็มาถึง หน้าโรงหมอกัว หมู่บ้านตง "แปลกจัง..." จูมี่เอินที่ถูกเหรินโย่วหลุนประคองลงรถม้ามาก็มองไปที่รั้วไม้ไผ่ของโรงหมอซึ่งถูกเปิดแง้มไว้ "มีอะไรผิดปกติหรือ?" เหรินโย่วหลุนถามพลางยกมือขึ้นในระดับหัว เตรียมจะส่งสัญญาณให้องครักษ์เงาของตนที่แอบอยู่รอบตัวบุกเข้าไปด้านใน "เดี๋ยว!" ดีที่จูมี่เอินสังเกตทัน รีบยกมือดึงแขนของเขาลงทันที พอห้ามคนสั่งการได้แล้วนางก็ผ่อนลมหายใจออกมาแผ่วเบา เกือบเป็นเรื่องไปเสียแล้ว "ข้าแค่แปลกใจเล็กน้อย อาจารย์ปกติมักจะเอาแต่นั่งดื่มชามองต้นไผ่อยู่ที่โต๊ะน้ำชาตรงนั้นและไม่ค่อยเปิดรั้วทิ้งไว้ แต่บางทีนางอาจไปพักด้านในแล้วก็ได้" "อ่อ..." เหรินโย่วหลุนลากเสียงยาว ที่แท้นอกจากปากเสียแล้วก็ไม่ทำอะไรนอกจากจิบชาสินะ เป็นคนที่ขี้เกียจเสียจริง จูมี่เอินเปิดประตูเข้าไปด้วยความเคยชินและออกตัวเดินนำไปก่อน เมื่อได้กลับมา
....... รถม้าเดินทางออกจากวังแล้ว จูมี่เอินเลือกรถม้าที่ดูธรรมดาที่สุดแต่ก็ยังถือว่าค่อนข้างเตะตาไม่น้อย การเดินทางรอบนี้มีเพียงฟางอี้ที่เป็นคนขับรถม้าตามมาด้วยเท่านั้น เพราะจูมี่เอินไม่อยากให้สะดุดตา แต่นางก็รู้ว่าสามีได้เตรียมองครักษ์เงาให้ตามอยู่ห่างๆ แล้ว "ข้างนอกคึกคักยิ่งนัก" จูมี่เอินเลิกม่านมองดูเมืองหลวงที่ตนไม่ได้กลับมานานถึงสองปี ตื่นเต้นจนถึงขั้นเกาะขอบหน้าต่างดูเหมือนเด็กน้อยที่ไม่เคยออกจากบ้าน "อดีตผู้สำเร็จราชการแทนทำงานได้ดี" เหรินโย่วหลุนยามนี้ใส่ชุดสีเขียวอ่อนกำลังนั่งกอดอกพิงพนักที่นั่งและมองดูด้านนอกรถม้าเช่นกัน ตอนนี้คือยามอู่[1] ผู้คนเลยสัญจรไปมาค่อนข้างมาก ของขายข้างทางก็มีไม่น้อย เหรินโย่วหลุนเองก็รู้สึกแปลกตาเช่นกัน แต่ก็รักษาท่าทีสุขุมไว้ ([1] ยามอู่ 11.00 น. -12.59 น.) "..." จูมี่เอินนิ่งไปสักพักเมื่อเห็นสตรีงดงามผู้หนึ่งเดินเคียงมากับบุรุษที่เหมือนจะคุ้นหน้าก็ขมวดคิ้วมอง "อาหลุน คนนั้นไม่ใช่...ฟู่เจาหยางกระมัง" "..."เหรินโย่วหลุนทันทีที่ได้ยินชื่อบุรุษอื่นออกจากปากของภรรยาก็หรี่ตาลงด้วยความไม่สบอารมณ์ ขยับเอนตัวไปมองผ่านศีรษะขอ
ตอนพิเศษ 1 หนึ่งอาทิตย์ผ่านไป เหรินโย่วหลุนเห็นถิงถิงวิ่งเข้ามาขอเข้าเฝ้าหน้าตื่นก็ลางสังหรณ์ไม่ดีขึ้นมา ด้วยวางใจว่าตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมา ภรรยาดูท่าตกลงปลงใจจะอยู่กับเขาไม่หนีไปไหนอีก เขาจึงกลับมาทำงานดังเดิม แต่ท่าทางของถิงถิงก็ทำกังวลขึ้นมา เหรินโย่วหลุนไม่แม้แต่จะรอเรื่องที่ถิงถิงได้รายงานก็รีบวิ่งออกจากห้องทรงงานของตนไปแล้ว เป็นดังคาด เมื่อเข้ามาถึงที่ห้องก็พบว่าภรรยากำลังเก็บเสื้อผ้าอยู่ "มี่เอิน เจ้าจะไปไหน!!!" เหรินโย่วหลุนตะโกนลั่นตำหนัก ดังไปไกลหลายจั้ง[1] ทำเอาคนที่กำลังหันหลังจัดห่อผ้าอยู่สะดุ้งเฮือก "อาหลุน..." คนตัวเล็กหันมาเรียกหาเขาเสียงเบา ตอนแรกยังยกยิ้มตาหยีส่งไปเพื่อระงับโทสะของอีกฝ่าย หากแต่เมื่อเห็นสามีเดินหน้าตั้งเข้ามาหาด้วยใบหน้าโกรธขึงนางก็หุบยิ้มลง หมุนกายรีบปีนหนีขึ้นเตียงไป ด้วยความตัวเล็กท่าทางตอนหนีเลยดูเหมือนกระต่ายน้อยกำลังกระโดดไปมา "ท่าน ท่าน! ใจเย็นก่อน" นางร้องเสียงหลง ไต่ตัวเข้าไปด้านในสุดของเตียง แต่พบว่าตนเองตัดสินใจผิดเสียแล้ว นอกจากทางที่เพิ่งขึ้นมาเมื่อครู่ รอบด้านก็ไม่มีทางให้หลบหนีอีก "จะหนีไปไหนอีก" เ
จูมี่เอินยืนนิ่ง จ้องมองบานประตูตำหนักของเหรินเยว่เทียนเพราะเพิ่งโดนไล่ออกมา ก่อนจะหันมองคนที่ยืนอยู่ด้านหลังของตน เอาเถอะ แม้แต่ฮ่องเต้ก็ยังโดนไล่ออกมา นางเองก็ควรปล่อยให้เหรินเยว่เทียนได้พักผ่อน จูมี่เอินจึงคิดจะกลับตำหนักของตนเอง "จะไปที่ใด?" เหรินโย่วหลุนเพียงแค่เห็นภรรยาขยับกายก็เอ่ยปากถามอีกรอบ วันนี้เขาพูดประโยคนี้ไปกี่ครั้งแล้วก็ไม่อาจนับได้ครบ "กลับตำหนัก" ความจริงแล้วเหรินโย่วหลุนไม่น่าถาม ที่ที่จูมี่เอินจะไปก็มีแค่ตำหนักของตนเองเท่านั้น หรือในตอนนี้ก็คือตำหนักบรรทมของฮ่องเต้นั่นเอง เพราะเขาไม่ยอมให้นางย้ายไปอยู่ที่ตำหนักในวังหลังเหมือนเมื่อก่อน กฏวังหลังถูกเขาเมินไปเสียแล้ว ครั้นพอได้นึกถึงก็คิดว่าที่แห่งนั้นยามนี้ต่อให้ไม่เหมือนในนิมิตรที่ถูกรื้อจนไม่เหลือเค้าเดิม แต่ก็คงเงียบเหงาไม่ต่างกัน พอคนตัวเล็กเดินนำ เหรินโย่วหลุนก็เดินตาม "..." ระหว่างทางเขาก็มองท้องฟ้า ยังไม่มืด หันมองภรรยาที่ร่างกายยังไม่หายดีจากรอยช้ำที่เขาทำไว้ก็ได้แต่ถอนหายใจเบาๆ หากรู้ว่าเรื่องจะมาถึงยามที่เขาและนางสามารถกลับมาอยู่ด้วยกันได้ปกติโดยที่นางไม่คิดหนีไปอีก หลายวันที่