สำหรับเหรินโย่วหลุนนั้นไทเฮาก็เปรียบเสมือนมารดาผู้ให้กำเนิด แต่จูมี่เอินไม่เคยคิดเลยว่าไทเฮาจะไม่ได้คิดแบบเดียวกับเขา ไม่เช่นนั้นคงไม่ลงมือโหดเหี้ยมกับคนที่ตนรักจนถึงขั้นเสียชีวิต ยิ่งรวมกับที่พระนางเคยวางยาฮ่องเต้พระองค์ก่อนด้วยแล้ว ก็เป็นไปได้ว่าไทเฮาสามารถลงมือโหดเหี้ยมกับอาหลุนของนางได้โดยไม่รู้สึกเสียใจอันใด ทว่าเมื่อจูมี่เอินตั้งสติและลองไตร่ตรองดูถึงภาพเหตุการณ์ในนิมิตรขึ้นมาอีกรอบ นางก็นิ่งค้างกับความจริงที่เพิ่งจะแน่ใจ หรือนางจะเข้าใจความรู้สึกของไทเฮาที่มีต่ออาหลุนผิดไปกันนะ เพราะในนิมิตรนั้นเมื่อเรียงเหตุการณ์แล้วเป็นเพราะนางเองที่ทำให้อาหลุนโดนไทเฮาใช้มีดแทงเข้าที่อก เขาเข้ามาขวางนางไว้จากด้านข้าง ร่างกายคล้ายจมดิ่งไปในธารน้ำของฤดูเหมันต์ [1] ที่หนาวเหน็บ ความเย็นแผ่กระจายไปทั่วร่างราวกับถูกแช่แข็งจนไม่อาจขยับเขยื้อนกายได้ ทว่ามันกลับไม่สามารถแช่งแข็งหัวใจของนางให้ไม่รู้สึกเจ็บปวดได้ สุดท้ายแล้วนี่อาจไม่ใช่ความผิดของไทเฮาแต่เป็นความผิดของนางเอง แม้จะไม่รู้ต้นสายปลายเหตุว่าทำไมตนถึงไปอยู่ที่นั่น แต่รู้ว่ามีดเล่มนั้นไม่ได้หมายปองชีวิตเขา หากแต่เป็นชี
"..." จูมี่เอินเงยหน้ามองบุรุษที่สูงกว่าตนเอง ใบหน้าของนางยังคงมีความกังวล แววตาคล้ายคนกำลังจะร้องไห้ แล้วนางควรทำเช่นไรดี จะสั่งให้เห็นนิมิตรเพิ่มตอนนี้ก็ไม่ได้ ก่อนหน้านี้นางพยายามหาเหตุผลในการเกิดนิมิตรแต่ก็ไม่เคยได้คำตอบสักครั้ง จนล้มเลิกความคิดไป คิดว่าเห็นบ้างไม่เห็นบ้างก็ไม่เป็นไร ในตอนนี้กลับรู้สึกว่าไม่ได้ดั่งใจขึ้นมาซะงั้น แต่แล้วราวกับฟ้าเข้าข้างและได้ยินเสียงอ้อนวอนของนาง พรึบ ในตอนนั้นดวงตาคู่สวยที่เหรินเยว่เทียนกำลังก้มมองสบตาอยู่ จากสีดำดั่งขนกาก็เปลี่ยนสีทองเปล่งประกาย เป็นสีทองที่งดงามกว่าแสงอาทิตย์ยามสะท้อนบนผิวน้ำเสียอีก ท่านอ๋องห้าแห่งแคว้นเซียวเบิกตาค้างมองภาพตรงหน้าอย่างไม่อยากเชื่อ พลันคิดถึงคำที่คนในวังกล่าวหาว่าสนมจูอาจเป็นปีศาจสาวแปลงกายมา แต่พอนึกถึงเรื่องที่นางทำเพื่อชาวบ้าน ทำเพื่อพี่ชายของตน ถึงขั้นกล้าเอาตัวไปรับธนูแทนได้แล้วนั้นก็คล้ายว่าคำกล่าวหาเหล่านั้นไม่ค่อยจะสอดคล้องกับนิสัยของนางเท่าไร หรือนี่ก็คือพลังวิเศษที่นางกล่าวถึงใช่หรือไม่ พรึบ จูมี่เอินถูกดึงกลับมาจากในนิมิตร พอรู้ว่าอีกฝ่ายเห็นดวงตาของนางแล้วก็ประหม่าขึ้นมา
ปัจจุบันในรถม้า เมื่อสองปีล่วงเลยผ่านไปจูมี่เอินไหนเลยจะคิดว่านิมิตรนั้นยังไม่ผ่านพ้น ยังไม่อาจหลีกหนี เมื่อได้สัมผัสตัวของเหรินโย่วหลุนตอนที่อยู่ในป่านางก็ได้มองเห็นมันอีกครา คราวนี้สิ่งที่นางเห็นเพิ่มเติมคือเหตุผลของการฆ่านาง "ปีศาจเช่นเจ้าอยู่ข้างกายฮ่องเต้ รังแต่จะทำให้เขาลำบาก ข้าควรกำจัดเจ้าเสียตั้งแต่สองปีที่แล้ว ไม่ควรให้โอกาสหลุดมือไป" นี่คือคำพูดที่เพิ่มเติมมา ถึงแม้สถานที่เปลี่ยนไป หากแต่เหตุการณ์ยังคงซ้ำรอยเดิม เหรินโย่วหลุนที่นางทอดทิ้งไว้ในวังหลวงกลับโผล่มาช่วยนางไว้เหมือนเดิม นิมิตรยังคงวนเวียนกลับมาอีกครั้ง อาจเป็นเพราะไทเฮายังคงไม่ละความคิดที่จะสังหารนาง จูมี่เอินจำเป็นต้องหนีอีกครา จุดจบของนิมิตรนั้นมีเพียงความตายของเหรินโย่วหลุนเท่านั้น ผ่านมาเนิ่นนานขนาดนี้ ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลง สิ่งที่ทำให้จูมี่เอินรู้สึกดีขึ้นมาได้ในยามนี้คงมีเพียงคำถามเดียวที่ค้างคาในใจมานาน เป็นคำถามที่ว่าไทเฮาทรยศต่อความเคารพที่อาหลุนมีให้พระนางหรือไม่ ตอนนี้จูมี่เอินแน่ใจแล้ว ไทเฮาไม่ได้เกลียดอาหลุน เพราะตอนที่อาหลุนถูกแทงอีกครั้งในนิมิตรนั้น จูมี่เอินได้เห็นไ
.... ในนิมิตรนั้นมีสิ่งหนึ่งที่จูมี่เอินไม่ได้เล่าให้เหรินเยว่เทียนฟัง คือก่อนที่ไทเฮาจะแทงมีดมาที่นางคนที่จะสังหารนางตอนแรกกลับเป็นคนอื่น แต่เมื่อภาพตัดมาอีกทีในตอนท้ายก็มักจะเป็นไทเฮาที่เล็งมีดมาหานาง และจบด้วยความตายของเหรินโย่วหลุนตลอด ด้วยรู้ว่าไทเฮานั้นรอคอยมานานย่อมไม่ปล่อยโอกาสในครั้งนี้หลุดมือไป ไม่ว่าจะสองปีที่แล้วหรือตอนนี้ หรือแม้กระทั่งวันเวลาและสถานที่ได้เปลี่ยนไป แต่ที่ไม่เปลี่ยนคงเป็นไทเฮาที่รอคอยมองดูความตายของนางอยู่เงียบเชียบในความมืด คนที่ไม่เคยย่างกายออกนอกตำหนักหากไม่มีเรื่องสำคัญ แต่กลับมามองดูความตายของนางด้วยตนเองทุกครั้ง แสดงว่าสตรีผู้นั้นก็คงอยู่ที่นี่ด้วย "ไทเฮาเพคะ" จูมี่เอินส่งเสียงเรียกออกไป "..." เหว่ยซูซินที่แอบอยู่ในเงามืดด้านหลังประตูที่ผุพังตามกาลเวลาก็ขมวดคิ้วแน่น นางแอบอยู่ที่ประตูทางเข้าอีกฝั่งมาสักพักแล้วไม่มีทางที่สตรีผู้นั้นจะจับสังเกตได้นี่ 'นางรู้ได้ยังไงว่าเป็นข้า? หึ สมแล้วที่สามารถล่อลวงผู้คนได้ ที่แท้ก็เป็นปีศาจจริงๆ' สิบวันก่อนหน้านี้เหว่ยซูซินที่ได้ส่งนางกำนัลของตนปะปนอยู่ในตำหนักของเหรินโย่วหลุนมานาน
"อาหลุน..." จูมี่เอินไม่คิดว่ามันจะเป็นดั่งเช่นในนิมิตร ทั้งที่นางพยายามเร่งให้อีกฝ่ายลงมือแล้ว ทั้งที่สถานที่นั้นก็เปลี่ยนไปแล้ว เหตุใดยังไม่อาจฝืนชะตาได้อีก แต่แล้วเมื่อตั้งสติมองดีๆ กลับพบว่าคนที่คล้ายคลึงสามีซึ่งอยู่ด้านหน้าของตนนั้นเหมือนไม่ใช่คนที่นางคนึงหาและห่วงใย "มี่เอิน!" จูมี่เอินสะดุ้งกับเสียงเรียกที่คุ้นเคย หันหน้าไปมองที่ประตูทางเข้าอาราม พบสามีที่อยู่บนหลังม้ากำลังมองมาทางนางด้วยสีหน้าแตกตื่น นั่นเป็นอาหลุน สามีของนางแน่...ถึงแม้ที่นี่จะมืดแต่แสงของจันทร์เต็มดวงก็ทำให้พอมองออกว่านั่นคือเหรินโย่วหลุน จูมี่ เอินหันกลับมามองเบื้องหน้าของตนคิดว่าตนเองตาฟาดไปว่ามีคนมาบังมีดให้นาง ทว่านางก็ยังพบกับความจริงที่ว่ามีคนอยู่ตรงหน้าของนางจริงๆ ตรงทางเข้าอารามคือสามีของนาง เช่นนั้น คนผู้นี้เล่า? เมื่อมองดีๆ นางก็พบว่าเสื้อผ้าของเขาดูคุ้นตายิ่งนัก เหมือนเพิ่งเห็นมาหมาดๆ และคนที่รูปร่างเหมือนสามีนางขนาดนี้นั้นก็มีเพียง... "เยว่เทียน/เยว่เทียน!" สองสามีภรรยาร้องเรียกเหรินเยว่เทียนออกมาพร้อมกัน คนตัวเล็กก้าวไปรับร่างที่กำลังเซมา แม้ร่างกายจะไร้เร
"เจ้าค่ะ!" จูมี่เอินพยักหน้ารับพร้อมยื่นเข็มส่งคืนให้อาจารย์ จากนั้นจับมือสามีออกจากท้องของคนเจ็บ แล้วก็รีบใส่ยาที่อาจารย์นำออกมาเมื่อครู่ใส่แผลให้กับเหรินเยว่เทียน เหรินโย่วหลุนมองด้วยความมึนงง สงสัยว่าคนเมาทำไมพกอะไรเต็มตัว แม้กระทั่งยาห้ามเลือดก็มี ไหนจะผ้าพันแผลที่ไม่รู้หยิบมาจากไหนนั่นอีก ไม่นานหนึ่งลูกศิษย์หนึ่งอาจารย์ก็ทำแผลเสร็จ จูมี่เอินแม้จะแปลกใจที่ตนไม่เห็นนิมิตรที่เปลี่ยนไปในครั้งนี้ อีกทั้งก็ไม่มีนิมิตรการบาดเจ็บของเหรินเยว่เทียนโผล่มาให้เห็น นางเลยได้แต่ตั้งข้อสงสัยว่าคงเพราะเขายังไม่ถึงขั้นเสียชีวิต หรือไม่ก็เพราะเกิดการเปลี่ยนแปลงกระทันหันเกินไป เป็นการเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลัน ชนิดที่ว่านางยังไม่ทันเห็นนิมิตรเหตุการณ์ก็เปลี่ยนไปแล้ว แต่อย่างไรเสียเรื่องราวที่กังวลมาตลอดก็ผ่านพ้นไปแล้ว และเหรินเยว่เทียนเองก็ถูกช่วยไว้โดยอาจารย์ของนาง จึงไม่มีสิ่งใดให้ต้องกังวลมากเกินความจำเป็นอีก "เยว่เทียนท่านไม่ต้องกังวล ไม่มีใครตายคามือของอาจารย์ข้า" จูมี่เอินฉีกยิ้ม พูดออกไปด้วยความใสซื่อ และคงเป็นเพราะนางคลายกังวลเรื่องราวมากมายได้แล้วจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ
หัวใจที่เคยเจ็บปวดและอ้างว้างมาตลอดหลายปีตั้งแต่วัยเด็กถูกเขาเติมเต็มครั้งแล้วครั้งเล่า เคยคิดว่าตนไม่คู่ควรกับเขามาตลอด ครานี้นางขออาจเอื้อมบ้าง ขอยึดเขาไว้กับตัวเองอย่างที่ต้องการ นางสามารถเห็นแก่ตัวได้บ้างใช่หรือไม่ จูมี่เอินวาดนิ้วผ่านใต้เปลือกตาที่ดูช้ำเหมือนคนอดนอนมานานของเหรินโย่วหลุน "..." เหรินโย่วหลุนพอได้มองภรรยาเต็มตาอีกครั้งก็เริ่มอ่อนลง โอบเอวบางแน่นขึ้นอีกนิด มองเห็นแววตาที่เปลี่ยนไปมาของนางก็เข้าใจได้ทันทีถึงความรู้สึกที่นางมีต่อตนเอง และนึกได้ว่านางหนีเขาทำไมก็ทำให้เขาอุ่นวาบขึ้นมาในใจ ราวกับกำลังยืนอาบแดดท่ามกลางอากาศหนาวเย็น เป็นความอบอุ่นที่หาได้ยากในฤดูเหมันต์ [1] นางไม่ได้ไม่รักเขา แต่เพราะรักมากเกินไป จึงทำเรื่องที่ต้องทำให้ตนเองเจ็บปวดขนาดนี้ เหรินโย่วหลุนเพิ่งเข้าใจก็ตอนนี้เองว่าคนที่เจ็บปวดมากที่สุดไม่ใช่เขา แต่เป็นนางเอง "อย่าหนีข้าไปอีก" เขาเอ่ยเสียงเบา อ้อนวอนนางออกไป "ข้าขอโทษ" จูมี่เอินน้ำตาคลอ นางผิดเอง ผิดที่ทิ้งเขาไป เห็นเขาผ่ายผอมเช่นนี้นางก็ปวดใจขึ้นมา "เจ้าดื้อยิ่งนัก" เขาไหนเลยจะเคยเจอคนเช่นนาง รับมือได้ยากยิ่ง แทบจะ
"ท่านอาจารย์จากไปแล้ว?" จูมี่เอินเดินทางมาที่ตำหนักของเหรินเยว่เทียนก็ได้รับข่าวของอาจารย์เป็นอันดับแรก นางทำเพียงพยักหน้าเข้าใจ โดยด้านหลังของนางมีเงาดำที่ชื่อว่าสามีตามติดไม่ห่าง บางครั้งเขายังเอาแต่มองนางจนไม่รู้ว่านางหยุดเดิน เผลอชนนางอยู่หลายรอบอีกด้วย ถึงแม้นางจะบอกเขาไปหลายรอบแล้วว่าจะไม่ไปไหน เขาก็เหมือนไม่วางใจ ยังเดินตามมาไม่หยุด จูมี่เอินก็ได้แต่ยกยิ้มเหนื่อยใจและกล่าวกับเขาอีกรอบโดยไม่ได้หันไปมองว่า "ข้าไม่ไปไหนแล้วท่านวางใจเถิด" เมื่อพูดจบนางก็หัวเราะแผ่วเบาก่อนจะเดินเข้าไปในห้องของคนเจ็บ "..." เหรินโย่วหลุนทำคล้ายไม่ได้ยินยังคงเดินตามไม่ห่าง กงกงที่อยู่ระหว่างเรื่องราวความรักของสองคนนี้มาตลอดมองดูฮองเฮาและฮ่องเต้ทั้งสองพระองค์เดินอยู่ด้วยกัน แต่เป็นการที่คนหนึ่งเดินนำ อีกคนเดินตาม ภาพที่ดูคุ้นเคยนี้ทำให้กงกงหวนนึกถึงวันนั้นที่อารามของหมู่บ้านจิ้ง ยามที่ฮ่องเต้ทรงไปรับตัวนักบวชคนหนึ่งมาจากอารามที่ถูกเผาไหม้ ตอนนั้นพระนางเดินนำอยู่ด้านหน้า ฮ่องเต้เดินตามหลัง เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นสำหรับคนที่มีฐานะสูงส่งเหนือผู้ใด แต่กลับคล้ายเป็นลางบอกเหตุถึงความสัมพ
วันสถาปนา กัวเจียงมิ่งยืนอยู่รวมกับผู้คนสองฟากฝั่งของทางเดินในงานพิธี ดวงตาคู่คมมองสตรีตัวเล็กที่แต่งชุดเต็มยศ บนหัวเล็กๆ นั้นประดับไปด้วยเครื่องหัวหลากชิ้น ท่าทางการเดินที่มั่งคง ใบหน้าที่เรียบนิ่งแต่เป็นมิตร อาภรณ์สีแดงสดที่นางสวมคือลายหงษ์ปักด้วยด้ายทอง พอเห็นลูกศิษย์ใส่ชุดนี้แล้วก็นึกถึงวันแรกที่เจอกัน ยามนั้นเด็กน้อยก็สวมชุดสีแดงอยู่บนหลังของอาชาตัวใหญ่ คนตัวเล็กควบม้ามาหานางที่ลอยน้ำมาติดอยู่ข้างทาง กระโดดลงจากม้าด้วยความคล่องแคล่ว ออกแรงลากนางให้ห่างจากแม่น้ำที่ไหลเชี่ยว "แม่นาง แม่นางทำใจดีๆ ไว้ ข้าจะช่วยท่านเอง" นั่นคือคำที่จูมี่เอินกล่าวกับนางในครั้งแรกที่เจอกัน กัวเจียงมิ่งคิดว่าตนจะตายอยู่ที่นั่นเสียแล้ว นางได้รับบาดเจ็บมีแผลหลายแห่งแล้วพลัดตกน้ำมาไกล อีกทั้งที่ซึ่งนางพยายามตะเกียกตะกายขึ้นมาจากแม่น้ำนั้นก็ห่างไกลไร้ผู้คน แถมทางด้านหน้าที่สตรีชุดแดงควบม้าผ่านมายังมีต้นไม้และหญ้าหนาทึบ ต่อให้มีคนผ่านมาก็ไม่น่ามองเห็นนาง ทว่าสตรีตัวเล็กผู้นี้มาจากไหนไม่รู้ ราวกับตั้งใจมาหานางโดยเฉพาะ คนตัวเล็กสั่งม้าให้นั่งลงแล้วยกนางที่ตัวใหญ่กว่าให้ขึ้นไ
"เพราะนางคือหัตถ์เซียน นามเดิมของอาจารย์คือกู่เฟยเซียน" จูมี่เอินได้รู้ความลับนี้ผ่านการมองเห็นของนางในช่วงจังหวะหนึ่งหลังจากที่ใช้ชีวิตอยู่กับอาจารย์มาสักพักแล้ว หลอมรวมกับที่เคยสังเกตการณ์ดูก็พบว่ากัวเจียงมิ่งนั้นสามารถทำให้คนเจ็บหายป่วยได้ในเร็ววันกว่าที่ตำราบอกไว้มากนัก "ตอนเด็กข้าเคยอ่านเจอเกี่ยวกับคนที่มีพลังวิเศษเหนือคนทั่วไป นั่นเป็นครั้งแรกที่ข้าได้สัมผัสความรู้สึกดีอย่างหนึ่งว่าตนเองไม่ใช่คนที่แตกต่างจากคนอื่น ยังมีอีกหลายคนที่คล้ายกันกับข้า คราแรกที่ได้อ่านข้าสะดุดชื่อของนางและความสามารถของนางเป็นที่สุด ตอนที่ได้เจอกันข้ายังไม่รู้ว่านางคือคนที่ข้าเคยอ่านเจอในตำรา แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งในนิมิตร ข้าเห็นคนเจ็บและคนผู้นั้นไม่รอด ข้าพยายามเปลี่ยนนิมิตร ต่อมาจึงเกิดนิมิตรใหม่ขึ้น ในนิมิตรที่สองข้าไปช่วยคนเจ็บไว้แล้วพามาให้นางรักษา คนที่ไม่น่ารอดก็สามารถรอดได้อย่างปาฏิหาริย์ แต่เรื่องเหล่านั้นก็ไม่ได้เกิดขึ้นจริง เพราะข้าหาของไปขวางทางไว้ก่อนที่คนผู้นั้นจะเดินทางผ่านถนนเส้นหนึ่งซึ่งจะมีต้นไม้โค่นลงมาใส่เขา ภายหลังพอจับสังเกตดูและแน่ใจแล้วก็ลองถามท่านอาจารย์ออกไป นางก็เลยเล่
...... วันต่อมาก็ได้เวลาเดินทางกลับวังหลวง รอบนี้มีอาจารย์และโม่โฉวติดตามกลับไปร่วมงานสถาปนาด้วย นอกเหนือจากนั้นแล้วยังมีคนเจ็บอีกคนที่ต้องพาเขากลับไปส่งบ้าน ซึ่งเป็นทางผ่านพอดี ที่รถม้าคันหน้า "กัวเจียงมิ่งท่านมายืนทำอะไรหน้ารถม้าผู้อื่น" เหรินโย่วหลุนเอามือพ่ายหลัง หันมองไปที่อื่น แสดงท่าทางวางอำนาจเต็มที่ แผ่รังสีความเป็นฮ่องเต้ที่มีมาแต่กำเนิดออกไปโดยรอบเพื่อกดดันสตรีชุดฟ้าหน้าไม่อายข้างกาย "สตรีก็ต้องนั่งไปกับสตรีด้วยกันสิ นู้น บุรุษไปขึ้นคันหลัง" กัวเจียงมิ่งเลียนแบบท่าทางเหรินโย่วหลุน นางหมุนตัวเอาหลังหันให้รถม้า ยืนเคียงข้างคนตัวสูงที่สูงเกือบเท่ากันแถมมือพ่ายหลังและหันหน้าไปทางเดียวกัน "สตรีหรือ? ท่านเหมือนสตรีตรงไหนกัน" รถม้าคันหลังนั้นมีคนเจ็บขึ้นไปก่อนแล้วและมีโม่โฉวเป็นคนคุมม้า ความจริงเขาก็ไม่ติดอะไรแม้รถม้าเก่ามากและจะต้องนั่งไปกับราษฎรของตนเอง แต่ที่นั่นไม่มีทั้งภรรยาไม่มีทั้งบุตรชาย เขาจึงไม่อยากไปนั่ง เขาห่างจากภรรยามาถึงสองปีแล้ว ได้อยู่ด้วยกันทั้งวันก็ยังคิดว่ายังไม่พออยู่ดี ยามนี้ยังต้องมานั่งแยกกันอีกเกือบสามวัน ยังไงเขาก็ไม่ยอม "เห
"เดี๋ยว! ท่านจะทำอันใด?" จูมี่เอินรีบเอาตัวไปยืนขวางโม่โฉวไว้ "เจ้าปกป้องเขา?" เหรินโย่วหลุนแทบไม่อยากเชื่อ "อย่าบอกนะว่าเขาเป็นพ่อของเด็กคนนั้น" ทั้งที่ได้ยินเต็มสองหูแล้ว แต่เขาก็ยังอยากจะถามย้ำให้แน่ใจอีกรอบ "ใช่...อย่า!" จูมี่เอินเห็นเหรินโย่วหลุนยกมือสั่งฟางอี้ให้เข้ามาทางโม่โฉวนางก็รีบเบี่ยงตัวปิดคนด้านหลังไว้มากกว่าเดิม "เขาเป็นพ่อบุญธรรม เป็นพ่อบุญธรรม!" ก่อนจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นนางรีบพูดต่อให้จบประโยค เพราะไม่คิดว่าก่อนหน้านี้เขาจะไม่เข้าใจจริงๆ ตอนนั้นฟางอี้ก็หยุดเท้าลงพอดี พร้อมกับเก็บมีดลับที่ดึงออกมาจากไหนไม่รู้กลับไป เพราะการเดินทางฮองเฮาบอกไม่ให้สะดุดตา จึงต้องเก็บดาบที่ใช้ประจำไว้ในรถม้า แต่เขาเป็นองครักษ์ส่วนพระองค์ย่อมไม่อาจปล่อยปะละเลยความปลอดภัยของฮ่องเต้ได้ จึงได้พกมีดสั้นที่ยาวจนถึงข้อศอกซ่อนไว้ในกายด้วย "?!" เหรินโย่วหลุนเลิกคิ้วขึ้นสูง ตอนที่ได้ยินจูมี่เอินบอกว่านั่นเป็นลูกนางเขาก็คาดเดาไปหลายอย่าง คิดว่าอาจเป็นลูกของเขาแต่เพราะท่าทางที่สนิทสนมของภรรยากับคนผู้นั้นดูไม่ปกติ แถมเด็กน้อยก็เรียกคนด้านหลังว่าท่านพ่อ แล้วภรรยาก็ดันมาบอกอีกว่
....... "เจ้าอยู่ที่นี่มาตลอดหรือ" "ใช่แล้ว" จูมี่เอินยกกาชามาวางที่โต๊ะน้ำชา นั่งลงแล้วรินชาให้สามีก่อนจะรินให้ตัวเองทีหลัง "นี่ก็เป็นชาที่ข้าดื่มตลอดสองปีเช่นกัน ไม่หอมมาก หากแต่เมื่อลองได้จิบทีละนิดและมองออกไปที่ป่าไผ่ ต่อจากนั้นค่อยๆ หลับตาฟังเสียงลมที่กระทบผ่านไป ก็พอที่จะทำให้ชารสชาติธรรมดาเช่นนี้พิเศษขึ้นมามากกว่าเดิม ชนิดที่ว่าต่อให้หาที่ไหนก็หาไม่ได้อีกแล้ว" จูมี่เอินยกจอกชาขึ้นมาจิบทำท่าหลับตาพลางพูดอธิบายไปด้วย "..." เหรินโย่วหลุนก็ลองทำตาม จิบชามองป่าไผ่ หลับตาและฟังเสียงลมที่กระทบกับใบของต้นไผ่ "สงบยิ่งนัก" แถมยังได้กลิ่นของธรรมชาติที่สดชื่นลอยมาตามลมด้วย จูมี่เอินเองสองปีกว่าที่ผ่านมา ทุกครั้งที่มีเวลาว่างมานั่งจิบชาและได้ใช้เวลาอยู่กับตนเอง เมื่อจิบชาไปด้วยแล้วได้มองป่าไผ่ ทั้งที่ทำให้รู้สึกสบายใจแต่กลับทำให้นางนึกถึงสามีทุกครั้ง หลังจากที่มานั่งจิบชาคนเดียวทีไรต่อมานางก็จะต้องหาอะไรทำเพื่อไม่ให้ตัวเองได้มีเวลาคิดถึงเขาอีก ช่างเป็นช่วงเวลาที่สงบสุขแต่ก็เศร้าใจในคราเดียว "เสียดายที่ไม่มีท่านอยู่ที่นี่" จูมี่เอินเอ่ยความรู้สึกออกมาจากใจจริง ลืมตาข
....... การเดินทางด้วยรถม้าเพื่อมาที่หมู่บ้านตงนั้นใช้เวลาเกือบสามวันเพราะมีแวะพักบ้าง ไม่เหมือนกับตอนแรกที่เหรินโย่วหลุนเร่งเดินทางอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อแบกภรรยากลับวังในตอนนั้น แต่ก็ใช้เวลาไม่นานเกินที่คาดการณ์ไว้พวกเขาก็มาถึง หน้าโรงหมอกัว หมู่บ้านตง "แปลกจัง..." จูมี่เอินที่ถูกเหรินโย่วหลุนประคองลงรถม้ามาก็มองไปที่รั้วไม้ไผ่ของโรงหมอซึ่งถูกเปิดแง้มไว้ "มีอะไรผิดปกติหรือ?" เหรินโย่วหลุนถามพลางยกมือขึ้นในระดับหัว เตรียมจะส่งสัญญาณให้องครักษ์เงาของตนที่แอบอยู่รอบตัวบุกเข้าไปด้านใน "เดี๋ยว!" ดีที่จูมี่เอินสังเกตทัน รีบยกมือดึงแขนของเขาลงทันที พอห้ามคนสั่งการได้แล้วนางก็ผ่อนลมหายใจออกมาแผ่วเบา เกือบเป็นเรื่องไปเสียแล้ว "ข้าแค่แปลกใจเล็กน้อย อาจารย์ปกติมักจะเอาแต่นั่งดื่มชามองต้นไผ่อยู่ที่โต๊ะน้ำชาตรงนั้นและไม่ค่อยเปิดรั้วทิ้งไว้ แต่บางทีนางอาจไปพักด้านในแล้วก็ได้" "อ่อ..." เหรินโย่วหลุนลากเสียงยาว ที่แท้นอกจากปากเสียแล้วก็ไม่ทำอะไรนอกจากจิบชาสินะ เป็นคนที่ขี้เกียจเสียจริง จูมี่เอินเปิดประตูเข้าไปด้วยความเคยชินและออกตัวเดินนำไปก่อน เมื่อได้กลับมา
....... รถม้าเดินทางออกจากวังแล้ว จูมี่เอินเลือกรถม้าที่ดูธรรมดาที่สุดแต่ก็ยังถือว่าค่อนข้างเตะตาไม่น้อย การเดินทางรอบนี้มีเพียงฟางอี้ที่เป็นคนขับรถม้าตามมาด้วยเท่านั้น เพราะจูมี่เอินไม่อยากให้สะดุดตา แต่นางก็รู้ว่าสามีได้เตรียมองครักษ์เงาให้ตามอยู่ห่างๆ แล้ว "ข้างนอกคึกคักยิ่งนัก" จูมี่เอินเลิกม่านมองดูเมืองหลวงที่ตนไม่ได้กลับมานานถึงสองปี ตื่นเต้นจนถึงขั้นเกาะขอบหน้าต่างดูเหมือนเด็กน้อยที่ไม่เคยออกจากบ้าน "อดีตผู้สำเร็จราชการแทนทำงานได้ดี" เหรินโย่วหลุนยามนี้ใส่ชุดสีเขียวอ่อนกำลังนั่งกอดอกพิงพนักที่นั่งและมองดูด้านนอกรถม้าเช่นกัน ตอนนี้คือยามอู่[1] ผู้คนเลยสัญจรไปมาค่อนข้างมาก ของขายข้างทางก็มีไม่น้อย เหรินโย่วหลุนเองก็รู้สึกแปลกตาเช่นกัน แต่ก็รักษาท่าทีสุขุมไว้ ([1] ยามอู่ 11.00 น. -12.59 น.) "..." จูมี่เอินนิ่งไปสักพักเมื่อเห็นสตรีงดงามผู้หนึ่งเดินเคียงมากับบุรุษที่เหมือนจะคุ้นหน้าก็ขมวดคิ้วมอง "อาหลุน คนนั้นไม่ใช่...ฟู่เจาหยางกระมัง" "..."เหรินโย่วหลุนทันทีที่ได้ยินชื่อบุรุษอื่นออกจากปากของภรรยาก็หรี่ตาลงด้วยความไม่สบอารมณ์ ขยับเอนตัวไปมองผ่านศีรษะขอ
ตอนพิเศษ 1 หนึ่งอาทิตย์ผ่านไป เหรินโย่วหลุนเห็นถิงถิงวิ่งเข้ามาขอเข้าเฝ้าหน้าตื่นก็ลางสังหรณ์ไม่ดีขึ้นมา ด้วยวางใจว่าตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมา ภรรยาดูท่าตกลงปลงใจจะอยู่กับเขาไม่หนีไปไหนอีก เขาจึงกลับมาทำงานดังเดิม แต่ท่าทางของถิงถิงก็ทำกังวลขึ้นมา เหรินโย่วหลุนไม่แม้แต่จะรอเรื่องที่ถิงถิงได้รายงานก็รีบวิ่งออกจากห้องทรงงานของตนไปแล้ว เป็นดังคาด เมื่อเข้ามาถึงที่ห้องก็พบว่าภรรยากำลังเก็บเสื้อผ้าอยู่ "มี่เอิน เจ้าจะไปไหน!!!" เหรินโย่วหลุนตะโกนลั่นตำหนัก ดังไปไกลหลายจั้ง[1] ทำเอาคนที่กำลังหันหลังจัดห่อผ้าอยู่สะดุ้งเฮือก "อาหลุน..." คนตัวเล็กหันมาเรียกหาเขาเสียงเบา ตอนแรกยังยกยิ้มตาหยีส่งไปเพื่อระงับโทสะของอีกฝ่าย หากแต่เมื่อเห็นสามีเดินหน้าตั้งเข้ามาหาด้วยใบหน้าโกรธขึงนางก็หุบยิ้มลง หมุนกายรีบปีนหนีขึ้นเตียงไป ด้วยความตัวเล็กท่าทางตอนหนีเลยดูเหมือนกระต่ายน้อยกำลังกระโดดไปมา "ท่าน ท่าน! ใจเย็นก่อน" นางร้องเสียงหลง ไต่ตัวเข้าไปด้านในสุดของเตียง แต่พบว่าตนเองตัดสินใจผิดเสียแล้ว นอกจากทางที่เพิ่งขึ้นมาเมื่อครู่ รอบด้านก็ไม่มีทางให้หลบหนีอีก "จะหนีไปไหนอีก" เ
จูมี่เอินยืนนิ่ง จ้องมองบานประตูตำหนักของเหรินเยว่เทียนเพราะเพิ่งโดนไล่ออกมา ก่อนจะหันมองคนที่ยืนอยู่ด้านหลังของตน เอาเถอะ แม้แต่ฮ่องเต้ก็ยังโดนไล่ออกมา นางเองก็ควรปล่อยให้เหรินเยว่เทียนได้พักผ่อน จูมี่เอินจึงคิดจะกลับตำหนักของตนเอง "จะไปที่ใด?" เหรินโย่วหลุนเพียงแค่เห็นภรรยาขยับกายก็เอ่ยปากถามอีกรอบ วันนี้เขาพูดประโยคนี้ไปกี่ครั้งแล้วก็ไม่อาจนับได้ครบ "กลับตำหนัก" ความจริงแล้วเหรินโย่วหลุนไม่น่าถาม ที่ที่จูมี่เอินจะไปก็มีแค่ตำหนักของตนเองเท่านั้น หรือในตอนนี้ก็คือตำหนักบรรทมของฮ่องเต้นั่นเอง เพราะเขาไม่ยอมให้นางย้ายไปอยู่ที่ตำหนักในวังหลังเหมือนเมื่อก่อน กฏวังหลังถูกเขาเมินไปเสียแล้ว ครั้นพอได้นึกถึงก็คิดว่าที่แห่งนั้นยามนี้ต่อให้ไม่เหมือนในนิมิตรที่ถูกรื้อจนไม่เหลือเค้าเดิม แต่ก็คงเงียบเหงาไม่ต่างกัน พอคนตัวเล็กเดินนำ เหรินโย่วหลุนก็เดินตาม "..." ระหว่างทางเขาก็มองท้องฟ้า ยังไม่มืด หันมองภรรยาที่ร่างกายยังไม่หายดีจากรอยช้ำที่เขาทำไว้ก็ได้แต่ถอนหายใจเบาๆ หากรู้ว่าเรื่องจะมาถึงยามที่เขาและนางสามารถกลับมาอยู่ด้วยกันได้ปกติโดยที่นางไม่คิดหนีไปอีก หลายวันที่