ครึ่งชั่วโมงต่อมา
ดวงตาหญิงสาวนั่งจ้องมองจานอาหารบนโต๊ะตรงหน้านิ่งอยู่อย่างนั้นราวกับคนหมดอาลัย ความเงียบเหงาได้แล่นจู่โจมเข้าสู่หัวใจจนหยดน้ำตายังคงเอ่อขึ้นมาคลอเบ้าอย่างน้อยเนื้อต่ำใจกับความเฉยชาที่ชายหนุ่มผู้เป็นสามีได้ปฏิบัติต่อภรรยาอย่างเธอยังไม่จางหาย แต่ในระหว่างนั้น จู่ๆ ก็มีเสียงรถหรูของชายหนุ่มได้วิ่งเข้ามาชะลอจอดตรงลานหน้าบ้าน ไม่นานนักร่างสูงของเขาจะก้าวเข้ามาในบ้านมุ่งหน้าเดินมาหาหญิงสาวในห้องครัวทันทีด้วยสีหน้าและท่าทางที่เกรี้ยวกราด ก่อนที่มือใหญ่ของชายหนุ่มจะเอื้อมเข้ามาคว้าท่อนแขนเล็กของหญิงสาวเอาไว้อย่างแรงในขณะที่เธอยังคงนั่งมีสีหน้าเศร้าอยู่ที่โต๊ะทานอาหาร ไม่ทันได้สังเกตว่าเขากลับมาแล้วทำให้เธอที่กำลังอยู่ในความเหม่อลอยถึงเบิกตากว้างตื่นตระหนกอย่างหนัก “ยังไม่ทันไร เธอนี่ชักจะเอาใหญ่ขึ้นทุกทีแล้วนะ” น้ำเสียงชายหนุ่มเปี่ยมพลังตวาดอย่างเกรี้ยวกราด “โอ๊ย! ฉันเจ็บนะคะคุณ” “อย่ามาทำเป็นสำออยไปหน่อยเลย เก่งนักนะ เห็นแม่ของฉันทำดีด้วยหน่อย ยังไม่ทันไรก็วิ่งแจ้นโทรไปพูดเป่าหู ฟ้องท่านสารพัดเรื่องจนเนื้อตัวสั่นเลยสินะ” “ฉันเปล่านะคะ” หญิงสาวรีบเอ่ยปากปฏิเสธทันทีในสิ่งที่เธอไม่เคยนึกและไม่แม้จะคิดทำเรื่องแบบนั้นอย่างที่ชายหนุ่มกำลังเข้าใจผิดอยู่ในตอนนี้เลยสักครั้ง “ยังมีหน้ามาปฏิเสธอีกงั้นเหรอ” เห็นสีหน้าท่าทางไร้เดียงสาของหญิงสาวในตอนนี้แล้ว ชายหนุ่มคิดว่าเธอนั้นกำลังแสดงแกล้งทำเป็นใสซื่อไม่รู้ความ ก็ยิ่งทำให้ความโกรธเกลียดเธอภายในใจเขาเพิ่มมากยิ่งขึ้นเป็นเท่าตัว “คุณเข้าใจผิดแล้ว ฉันไม่เคยคิดเรื่องอะไรแบบนั้นเลยจริงๆ นะคะ” “อย่ามาตอแหลไปหน่อยเลย ถ้าไม่ใช่เธอไปเป่าหูพูดฟ้องแม่ของฉัน แล้วท่านจะรู้ได้ยังไงว่าฉันยังไม่กลับบ้าน!” ชายหนุ่มตะคอกเสียงย้อนถามหญิงสาวทั้งมือใหญ่ของเขาบีบท่อนแขนเล็กของเธอแรงขึ้นด้วยความโกรธ ทั้งเกลียดชังจนผิวขาวเนียนเผยเป็นรอยแดงเถือก “เรื่องนั้น…โอ๊ยคุณฉันเจ็บนะคะ คุณปล่อยฉันเถอะค่ะ” ดวงตาคู่งามมองลึกลงไปในตาของชายหนุ่ม พยายามสะกดกลั้นความรู้สึกข่มขืนในใจเอาไว้ ก่อนจะเอ่ยพูดขอร้องให้เขาปล่อยและยอมรับฟังคำอธิบายของเธอสักนิด แต่ทว่าชายหนุ่มกลับไม่แม้แต่จะสนใจหรืออะไรในตัวของหญิงสาวตรงหน้าที่เขาเกลียดเลย ซ้ำยังกระชากท่อนแขนเล็กของเธออย่างแรงอีกครั้งจนแทบจะพลัดตกจากเก้าอี้แต่ดีที่เธอรั้งตัวเอาไว้ได้ “เจ็บแค่นี้มันยังน้อยไป คิดเหรอว่ามีแม่ฉันคอยคุ้มหัวเอาไว้ แล้วเธอคิดจะใช้ให้ท่านมาเป็นหุ่นเชิดคอยมาออกคำสั่งบังคับอะไรกับฉันได้...อย่าให้ฉันต้องเกลียดผู้หญิงอย่างเธอไปมากกว่านี้นะวนิดา” “อึก…” นัยน์ตาดำสนิทเกรี้ยวกราดของชายหนุ่มจ้องมองใบหน้างดงามแต่กลับมีความชอกช้ำอยู่เต็มเปี่ยมของหญิงสาวด้วยความเกลียดชังเป็นไหนๆ ต่อให้เธอจะพูดอะไรไปในตอนนี้เขาก็ไม่คิดจะสนใจหรือจะยอมรับฟังอะไรทั้งนั้น พูดจบชายหนุ่มได้สะบัดมือใหญ่ของเขาออกจากท่อนแขนเล็กของหญิงสาวก่อนที่ร่างสูงของเขาจะหันหลังเดินจากเธอที่พยายามแอบซ่อนความรู้สึกผิดหวังเอาไว้ในใจสุดกำลังไปอย่างเย็นชา ขึ้นบันไดไปบนชั้นสองของตัวบ้านทันที ดวงตากลมโตสุกใสนั่งนิ่งเงียบอยู่กับที่ จ้องมองแผ่นหลังกว้างเดินจากไปอย่างช้าๆ ก่อนที่น้ำตาที่คิดว่าจะเหือดแห้งไปหมดแล้วได้ไหลทะลักลงมาอีกครั้งพร้อมกับเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นราวกับว่าหัวใจถูกใครสักคนบดขยี้ไม่เหลือชิ้นดี หญิงสาวรับรู้ถึงความรู้สึกข่มขื่นในคำพูดประโยคสุดท้ายของชายหนุ่มได้อย่างชัดเจนแล้วว่าเขานั้นได้เกลียดชังทั้งรังเกียจในตัวของเธอมากจริงๆ … คำพูดไร้หัวใจประโยคนั้นเหมือนเป็นปลายมีดที่กรีดลงบนหัวใจของคนฟังซ้ำแล้วซ้ำเล่าทำให้ความผิดหวังและความน้อยเนื้อต่ำใจพุ่งเข้ามาฉีกกระชากวิญญาณของหญิงสาวอย่างโหดเหี้ยมจนเธอถึงกับต้องนั่งกุมหน้าตัวงอด้วยความเจ็บปวดจนแทบจะสติไปอยู่รอมร่อ 20 นาทีต่อมา หญิงสาวที่นั่งทุกข์ทนกับความเสียใจอยู่นานในความเงียบ เธอได้ตั้งสติก่อนจะยกหลังมือขึ้นมา ค่อยๆ ปาดน้ำตาบนใบหน้าจนแห้งเพราะเกรงว่าอารมณ์ความรู้สึกที่หนักหน่วงของเธอในตอนนี้อาจจะส่งผลกระทบลูกในท้องได้ เธอจึงทำได้แค่บอกกับตัวเองอยู่ในใจว่าต้องเข้มแข็งให้มากขึ้นกว่านี้เพื่อลูกน้อย ถึงแม้ว่าคนเป็นพ่ออย่างชายหนุ่มจะทำเป็นเย็นชาใส่หญิงสาวที่เป็นแม่ของลูกสักแค่ไหนก็ตาม แต่เธอก็ยังคงมีความหวังอยู่ในใจลึกๆ ว่าเมื่อเขาได้เห็นหน้าลูกที่จะคลอดออกมาในอนาคตแล้ว เขาอาจจะมีความรักความเอาใจใส่ให้กับเธอและลูกมากขึ้นก็ได้… 00:30น. บนห้องนอน หญิงสาวแบกร่างกายที่อ่อนเพลียเดินขึ้นบันไดมาบนชั้นสองของตัวบ้าน เธอค่อยๆ เปิดบานประตูห้องนอนอย่างเบามือเพราะกลัวว่าจะรบกวนคนด้านใน ชายหนุ่มซึ่งอยู่คราบชุดนอนกำลังนั่งอ่านหนังสืออย่างสบายอารมณ์อยู่บนเตียงได้เงยหน้าขึ้นมาทันที แต่เมื่อเขาเห็นว่าเป็นหญิงสาวที่เปิดประตูเข้ามาใบหน้าที่ดูระรื่นในทีแรกก็ได้พลันหายไปกลับกลายเป็นสีหน้าที่เคร่งขรึมไร้อารมณ์ขึ้นมาแทน เขาได้ปลายชายหางตามองมาที่เธอด้วยแววตารังเกียจ ในขณะที่หญิงสาวเอาแต่ก้มหน้าก้มตาอย่างไม่กล้าที่จะหันมาสบตามองกับเขากำลังค่อยๆ เดินเข้าไปในห้องน้ำเพื่ออาบน้ำชำระร่างกายก่อนเข้านอนด้วยท่าทีสงบเสงี่ยมเจียมตัว เวลาผ่านไปสักครู่หนึ่งหลังจากที่หญิงสาวอาบน้ำแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยอยู่ในชุดนอนตัวบางสีขาว เธอไม่ลืมที่จะค่อยๆ เปิดประตูห้องน้ำออกไปข้างนอกอย่างเบามืออีกเช่นเคยเพื่อให้มีเสียงรบกวนดังน้อยที่สุด แต่เมื่อเธอก้าวเดินออกมาก็พบว่าชายหนุ่มยังคงนั่งอ่านหนังสืออยู่ ทว่าท่าทางของเขายังคงเยือกเย็นต่อเหมือนเก่าทำราวกับว่าเธอนั้นไร้ตัวตน หญิงสาวทำได้แค่ยืนมองดูเขานิ่งในความเงียบด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความอ้างว้าง เธอได้ผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆ อย่างถอดใจก่อนจะก้าวขาเดินอ้อมมาทางอีกฝั่งของเตียงอย่างเงียบๆ เพื่อเตรียมจะเข้านอน แต่ทว่าในขณะที่หญิงสาวทำท่าจะนั่งลงบนเตียง จู่ๆ น้ำเสียงเสียดสีเย็นชาของชายหนุ่มข้างๆ ก็ได้เอ่ยพูดดักคอดังขึ้นทำให้เธอจึงต้องชะงักตัวไว้แล้วหันกลับไปมองเขาทันที “ใครใช้ให้เธอมานอนบนเตียงไม่ทราบ” “อะไรนะคะ” หญิงสาวเอ่ยถามกลับอย่างไม่เข้าใจ “เธอไม่มีสิทธิ์จะมานอนร่วมเตียงเดียวกับฉัน เอานี่ไป ที่นอนของเธอคือตรงโน้นต่างหาก” ชายหนุ่มได้โยนหมอนกับผ้าห่มผืนบางที่เขาได้เตรียมเอาไว้แล้วส่งให้กับหญิงสาวก่อนจะยกมือชี้นิ้วลงต่ำไปที่ยังพื้นกว้างแข็งกระด้างข้างๆ เตียงนอนทันที เขาเอ่ยพูดด้วยน้ำเสียงที่เยียบเย็นและเฉียบขาดท่าทีจริงจังพลางตวัดสายตามองมาที่หญิงสาวอย่างไร้หัวใจ ทำให้เธอที่เห็นการกระทำของเขาที่กำลังผลักไสเธอแล้วถึงกับจุกอกพูดอะไรไม่ออก “…” สีหน้าเศร้าสร้อยมองชายหนุ่มตรงหน้าอย่างปวดใจ ลำคอของหญิงสาวตีบตัน เธอพยายามสะกดความรู้สึกแสบร้อนที่ผุดขึ้นมาในดวงตา ทำได้เพียงแค่เอื้อมมือไปหยิบผ้าห่มกับหมอนที่เขาโยนส่งมาให้ก่อนหน้านี้ขึ้นมาอย่างไม่พูดอะไรแล้วค่อยๆ ทรุดตัวลงไปนอนที่พื้นเย็นเย็บแข็งกระด้างตามคำสั่งด้วยหัวใจที่เจ็บปวด02.00น.ห้องนอนบรรยากาศในช่วงตกดึกที่เงียบสงัดชายหนุ่มนอนหลับสบายอยู่บนเตียงนุ่มทั้งมีห่มผ้าผืนหนาให้ห่ม แต่ผิดกลับหญิงสาวที่ถูกเขาผู้เป็นสามีผลักไสอย่างเย็นชาให้เธอลงมานอนอยู่บนพื้นปูนแข็งกระด้างร่างบางของหญิงสาวเริ่มนอนตัวงอสั่นเทิ่มเพราะความหนาวเย็นของอุณหภูมิแอร์ในห้องที่เขาได้ปรับให้เย็นขึ้น ทั้งเธอรู้สึกมีอาการปวดหลังจนยากที่จะข่มตานอนหลับอย่างสบายใจได้หญิงสาวทำได้แค่นอนตะแคงเอามือเรียวประสานกอดร่างกายบางของเธอเอาไว้ภายใต้ผ้าห่มผืนบางเพื่อสร้างความอบอุ่นอยู่เงียบๆ ทั้งดวงตาสุกใสแดงระเรื่อขึ้นด้วยความน้อยอกน้อยใจแต่กลับทำอะไรไม่ได้เพราะคำว่า ‘อดทนเพื่อลูก’ แค่คำเดียว07.30น.ห้องครัวหญิงสาวที่อดทนนอนปวดหลังมาตลอดทั้งคืน ได้ตื่นนอนขึ้นมาตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสางเพื่อทำหน้าที่ภรรยาที่ดีของสามี เร่งรีบลงมาเข้าครัวทำอาหารมื้อเช้าสุดอร่อยอย่างพิถีพิถันและใส่ใจให้ทันก่อนที่ชายหนุ่มจะตื่นนอนและไม่นานนักในขณะที่หญิงสาวกำลังจัดจานอาหารมื้อเช้าหน้าตาน่าทานทั้งมีกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วทั้งบ้านที่เธอนั้นได้ตั้งใจทำอย่างสุดฝีมือเสร็จพอดี และเป็นจังหวะเดียวกันกับที่ร่างสูงของชายหนุ่มอยู่ในคราบชุ
ร่างกายอ้อนแอ้นยังคงสั่นสะท้านขณะสะอื้นไห้ราวกับได้ยินเสียงหัวใจตนเองถูกฉีกทึ้งแล้วเขวี้ยงทิ้งลงพื้นเหมือนดอกไม้ในระหว่างนั่งทำแผลที่นิ้วเรียวของตนเองอยู่เงียบๆ ภายในห้องนั่งเล่น ในความรู้สึกโหวงเหวงอ้างว้างกุมหัวใจ คำพูดเย็นชาเหล่านั้นของชายหนุ่มยังคงแทรกเข้ามาผ่านโสตประสาทของหญิงสาวแผดเผาหัวใจจนเจ็บแสบราวกับโดนยาพิษ ไม่ว่าเธอจะทำดีสักแค่ไหน แต่เขากลับไม่เคยเห็นความดีที่เธอคอยพยายามทำมาเลยสักครั้งผิดกับตอนที่เพิ่งรักกันใหม่ๆ ไปโดยสิ้นเชิงเพราะตอนนี้ในสายตาของเขานั้นได้มองเธอเป็นเพียงผู้หญิงโง่คนหนึ่งที่เขาเบื่อและไม่ต้องการไปตั้งนานแล้ว...หญิงสาวยกมือขึ้นปิดหน้าครวญครางร้องไห้ด้วยความอัปยศอดสูในความเจ็บปวดระลอกแล้วระลอกเล่าผุดขึ้นมาเสียดความรู้สึก ทั้งในดวงตาทั้งคู่เต็มไปด้วยความอ่อนแอไร้ที่พึ่ง ช่างน่าเศร้านักที่เธอดันไปหลงรักคนเลือดเย็นไร้หัวใจอย่างเขา…ติ๊ดดด~ในระหว่างที่ความเสียใจกำลังล้นทะลักออกมาให้เจ็บปวดอยู่นั้น จู่ๆ เสียงสายเรียกเข้าโทรศัพท์ก็ได้ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบที่มีแต่ความเสียใจเศร้าโศกของหญิงสาวมือบางสั่นระริกรีบยกขึ้นมาปาดน้ำตาที่ยังคงไหลไม่หยุดบนแก้มเนียนออกพ
ร่างบางเล็กของหญิงสาวเต็มไปด้วยเหงื่อเย็นที่ผุดขึ้นมาไม่หยุด ร่างกายยังคงสั่นเทาเพราะพิษไข้ แม้ว่าชายหนุ่มจะพยายามเช็ดตัวและห่มผ้าหนาๆ ให้แล้วแต่อุณหภูมิในตัวของเธอก็ยังคงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่มีทีท่าว่าจะลดลงเลยสักนิด ทำให้ความกังวลและความหวาดกลัวได้พลันถาโถมเข้ามาในใจของเขาทันทีอย่างกลัวว่าเธอจะเป็นอะไรไปชายหนุ่มสับสนจนทำอะไรไม่ถูกในตอนนี้ เขาไม่มีทางเลือกจึงได้ตัดสินใจรวบร่างเล็กของหญิงสาวมากอดไว้ในอ้อมอกและใช้อ้อมแขนอันทรงพลังกอดร่างเธอเอาไว้แน่นทันที คิดว่าอาจจะคลายความหนาวได้บ้าง“นะ หนาว หนาวจังเลย” น้ำเสียงสั่นเครือได้เอ่ยพูดแผ่วเบา“ทำใจดีๆ ไว้ เธออย่าเป็นอะไรไปนะ” บนใบหน้าชายหนุ่มปรากฏความกังวลใจเอ่ยพูดกับเธอเสียงอ่อน“นะ หนาวเหลือเกิน”“อึก”ใบหน้าเคร่งขรึมแสดงความวิตกกังวลออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน ก้มมองร่างเล็กของหญิงสาวที่ซุกซบอยู่ในอ้อมกอดกำลังตัวสั่นเทาบวกกับอุณหภูมิในร่างกายของเธอที่ยังคงพุ่งขึ้นเรื่อยๆชายหนุ่มที่เห็นท่าทีว่าหญิงสาวดูไม่ดีขึ้นทำให้หัวใจของเขาบีบตัวแน่นอย่างไร้สาเหตุ ความร้อนใจที่กลายเป็นความตื่นตระหนกกำลังกัดกินหัวใจเขาอย่างช้าๆ เขาจึงไม่รอช้าตั
ไร้เงาของชายหนุ่มอย่างจิรายุยามเมื่อพยาบาลพิเศษเดินทางมาถึงบ้านหลังใหญ่ มีเพียงหญิงสาวตั้งครรภ์นอนซมเพราะพิษไข้อยู่บนเตียงเพียงลำพัง เธอคงยังมีไข้แต่ไม่สูงมากเท่าไหร่เหมือนก่อนหน้านี้หลังจากได้พยาบาลพิเศษคอยดูแลอย่างใกล้ชินไม่นานก็คงหายสองวันผ่านไป...ร่างกายของคนป่วยเริ่มฟื้นฟูไม่มีไข้ หญิงสาวยังคงนอนหลับใหลไม่ได้สติดีจนมาวันนี้วันที่พิษไข้ทุเลาลงมากขึ้น“อื้อ” เสียงครางในลำคอเล็กดังขึ้นก่อนที่เปลือกตาบางเริ่มขยับหลังจากหลับไปเป็นเวลานาน ทำให้ดวงตาคู่สวยของเธอได้รับการปรับแสง“ตื่นแล้วเหรอคะ” เสียงหวานของพยาบาลวัยกลางคนเอ่ยดังขึ้นทันทีเมื่อหญิงสาวตื่นเปิดเปลือกตาเต็มดวงเพื่อจ้องมองพยาบาลวัยกลางคนในชุดทำงานตรงหน้า“คะ...คุณคือ” หญิงสาวขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางเอ่ยถามขึ้นอย่างสงสัย“ฉันเป็นพยาบาลพิเศษที่คุณจิรายุจ้างให้มาดูแลคุณค่ะ”“จ้างให้ดูแลฉัน อย่างนั้นเหรอคะ” หญิงสาวย้ำถามหญิงตรงหน้าขึ้นอีกครั้งอย่างไม่เข้าใจ“ใช่ค่ะ คุณไม่สบายมีไข้สูง คุณจิรายุเลยโทรให้ฉันมาช่วยดูแลคุณ” พยาบาลวัยกลางคนส่งยิ้มพูดคุยอย่างเป็นมิตรจนหญิงสาวอดไม่ได้ที่จะยิ้มตามเธอ“แล้ว…นี่คุณวายุเขาอยู่ไหนเหรอคะ”“คะ? ค
ห้องครัวพยาบาลพิเศษวัยกลางคนได้ประคองหญิงสาวลงมาที่ห้องครัวเพื่อรับประทานอาหารทั้งที่เธอไม่หิวแต่ก็ต้องฝืนร่างกายตัวเองกินเพื่อให้มีแรงและเพื่อลูกน้อยในท้องหลังจากที่ชายหนุ่มจิตใจร้ายกาจทั้งเย็นชาออกไปข้างนอกแล้วหญิงสาวไม่รู้เลยว่าเขาไปไหนหรือมีธุระอะไรแต่ในตอนนี้เธอเองก็ไม่จำเป็นและไม่อยากจะไปสนใจเรื่องของเขาอีกต่อไปแล้ว เหมือนกันกับที่เขาไม่เคยคิดจะสนใจเธออย่างตอนนี้…ดวงตากลมโตกวาดมองดูอาหารหน้าตาน่าทานหลายอย่างที่ถูกจัดเตรียมไว้บนโต๊ะครู่หนึ่ง ก่อนจะหรี่ตาลงเล็กน้อยแล้วระบายลมหายใจออกมาเบาๆ ข่มกลั้นความรู้สึกอยากร้องไห้เอาไว้ด้วยหัวใจที่เหนื่อยล้าก่อนที่มือเรียวของเธอจะยื่นไปหยิบช้อนแล้วค่อยๆ ตักอาหารเข้าปากทีละคำสองคำแต่ทว่าหญิงสาวกลับกินไปเพียงไม่กี่คำก็รู้สึกอิ่มจนฝืนกินต่อไม่ไหวแล้ว ทำให้พยาบาลพิเศษวัยกลางคนที่ชายหนุ่มจ้างให้มาดูแลเธอที่กำลังยืนเฝ้าอยู่ๆ ข้างเห็นว่าเธอกินน้อยก็ได้เอ่ยปากพูดขึ้นด้วยสีหน้าที่ดูเป็นกังวลทั้งเห็นอกเห็นใจเธอไม่น้อย“คุณวนิดากินอีกสักนิดเถอะนะคะ คุณกินน้อยเกินไปร่างกายจะไม่มีแรงเอานะคะ”“ฉันกินไม่ลงแล้วจริงๆ ค่ะ”“…”ใบหน้าระทมทุกข์ของหญิงสาวแลดู
หญิงสาวร่างเล็กอุ้มท้องลูกของชายหนุ่มเธอนั่งร้องไห้อยู่บนเตียงนอนอย่างเงียบ ๆ ความเจ็บปวดแทรกไปทั่วทุกอณูของหัวใจดวงน้อยที่เจ็บช้ำครั้งแล้วครั้งเล่า มันยิ่งทำให้เธออยากจะก้าวขาเดินออกไปจากตรงจุดนี้ วินาทีนี้ ตอนนี้ เธออยากจะหนีออกไปให้พ้นจากผู้ชายใจร้ายอย่างเขาเต็มที่แล้วจริงๆครืด ครืด ครืดในความว่างเปล่า จู่ๆ เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์ดึงสติของหญิงสาวให้กลับมา เธอจึงหันหน้าไปมองยังทางต้นเสียงโทรศัพท์เครื่องบางที่กำลังส่งเสียงร้อง ทำให้กรอบดวงตาแดงก่ำผ่านการร้องไห้มาอย่างหนักกำลังจ้องมองชื่อที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอโทรศัพท์'แม่'เพียงแค่ได้เห็นชื่อของผู้เป็นมารดาที่แสดงอยู่บนหน้าจอ หญิงสาวก็รีบใช้ฝ่ามือปาดน้ำตาให้เหือดแห้งทันที ก่อนที่เธอจะสูดลมหายใจเข้าออกอย่างเต็มปอดพยายามบังคับโทนน้ำเสียงของตัวเองไม่ให้สั่นแล้วเอื้อมมือไปคว้าโทรศัพท์ขึ้นมากดรับสายของท่าน“สวัสดีค่ะแม่”(ยัยนิดลูกรักของแม่ แม่ขอให้แกกับตัวเล็กในท้องมีความสุขมาก ๆ เลยนะ)(พ่อเองก็เหมือนกันนะ พ่อขอให้ลูกและเจ้าตัวน้อยหลานพ่อมีสุขภาพที่แข็งแรงมีความสุขมาก ๆ นะลูก)หลังจากสิ้นเสียงของผู้เป็นบิดาและมารดาที่อยู่ในสาย คิ้วเรี
แกร๊กประตูห้องน้ำถูกเปิดออกพร้อมกับร่างสูงใหญ่ท่อนล่างพันด้วยผ้าเช็ดตัวผืนเดียวเดินออกมา หญิงสาวจึงรีบวางโทรศัพท์ลงทันทีเธอนั่งก้มหน้าไม่กล้าเงยขึ้นมาสบตากับอีกฝ่าย ทางด้านของชายหนุ่มเองเมื่อเห็นว่าเธอไม่ปริปากเอ่ยพูดอะไร เขาจึงทำทีเดินผ่านไปยังห้องแต่งตัวทำราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นตึก ตึก ตึกผ่านไปสักพักหนึ่งเสียงฝ่าเท้าหนัก ๆ ได้เดินออกมาจากห้องแต่งตัวก่อนจะเดินมุ่งตรงมาที่หญิงสาวทำให้เธอแทบจะลืมจังหวะการหายใจ เมื่อเห็นฝ่าเท้าใหญ่ดูสะอาดของผู้เป็นสามีเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้า แต่เธอก็ยังนั่งก้มหน้าก้มตาสีหน้าเศร้าอยู่เช่นเดิมเพราะกลัวว่าจะทำให้เขารู้สึกไม่พึงพอใจขึ้นมาอีก“เย็นนี้เตรียมตัวให้พร้อม อาบน้ำแต่งตัวให้สวยฉันจะพาเธอไปที่หนึ่ง” น้ำเสียงที่เย็นชาเอ่ยพูดขึ้นและสายตาคมของเขาเหลือบมองเสี้ยวใบหน้าของหญิงสาวแวบหนึ่งก่อนจะก้าวขาเดินออกไปจากห้องนอนไปทันทีหลังพูดจบ ปล่อยให้เธอจมอยู่กับความสงสัยทั้งแปลกใจเล็กน้อยแต่ก็ไม่กล้าที่จะปริปากถามเขาออกไป“จะทำอะไรอีก แค่นี้ฉันยังเจ็บไม่สาแก่ใจของคุณอีกอย่างนั้นเหรอ...” หญิงสาวพึมพำกับตัวเองก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยล้าหัวใจ ก่อนที่เธอเ
พรึบเสียงไวโอลินบรรเลงขึ้นเป็นท่วงทำนองของบทเพลงวันเกิดดังขึ้น ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกันกับที่แสงไฟภายในร้านถูกหรี่ลงให้จนแทบจะมองอะไรไม่เห็นก่อนที่แสงสว่างจะทำให้หญิงสาวละสายตาหันไปสนใจกับเสียงเพลง เธอจ้องมองไปยังชายหนุ่มในชุดสูททักซิโด้ซึ่งกำลังเล่นบทเพลงด้วยไวโอลินอยู่ไม่ไกลแต่ในนาทีนั้นทว่า จู่ๆ หัวใจของหญิงสาวกลับต้องเต้นแรงขึ้นมาหลายจังหวะราวกับเสียงกลองเพลยังไงอย่างนั้นเมื่อเห็นพนักงานเสิร์ฟคนหนึ่งได้ถือเค้กก้อนใหญ่ถูกปักด้วยเทียนส่องแสงเดินตรงมาทางเธอเห็นแบบนั้นแล้วก็ยิ่งทำให้หัวใจดวงน้อยพองฟูเต้นแรงขึ้นมาหลายจังหวะกว่าเมื่อครู่หลายเท่าตัว เมื่อพนักงานเสิร์ฟได้นำเค้กก้อนนั้นมาวางบนโต๊ะตรงหน้าเธอซึ่งมีข้อความเขียนว่า'สุขสันต์วันเกิด วนิดา ที่รัก'หญิงสาวเจ้าของวันเกิดกวาดสายตามองบนหน้าเค้กแล้วเธอแทบหลั่งน้ำตาในใจเต็มไปด้วยความตื้นตันก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มอย่างช้า ๆ ดวงตาสวยทั้งสองข้างเบิกกว้างอย่างไม่คิดว่าเขาจะทำสิ่งนี้ให้กับเธอหัวใจที่ไม่เคยได้สัมผัสความรักเช่นนี้มานานได้ตกเข้าไปวังวนของห้วงเสน่หา ความรู้สึกทั้งดีใจและรู้สึกสับสนในเวลาเดียวกันว่าชายหนุ่มจะคิดทำสิ่ง
ความโศกเศร้าปกคลุมไปทั่วบริเวณภายในวัด แขกที่ตามร่วมงานกันมากมายต่างสวมใส่ชุดสีดำเพื่อไว้อาลัยให้กับผู้ล่วงลับ“ดิฉันขอแสดงความเสียใจกับคุณหญิงด้วยนะคะ” มารดาของหญิงสาวเดินทางมาร่วมไว้อาลัยให้กับลูกเขยอย่างจิรายุ ถึงแม้ว่าชายหนุ่มจะทำไม่ดีกับบุตรสาวเอาไว้มากมายแต่ในเมื่อเขาจากไปแล้วก็ทำได้แค่อโหสิกรรมให้แก่กันเท่านั้น“ขอบคุณจากใจนะคะที่คุณหญิงอุตส่าห์เดินทางมาร่วมงาน อีกอย่างต้องขอโทษคุณหญิงแทนวายุลูกชายดิฉันด้วยนะคะกับในสิ่งที่เคยทำไม่ดีกับหนูวนิดา”ผู้เป็นมารดาพูดขอโทษทั้งน้ำตาอย่างเจ็บปวดใจที่ต้องมาสูญเสียลูกชายคนเดียวทั้งที่ยังไม่ได้ตั้งตัวและยังทำใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เลยสักนิด หัวอกของคนเป็นแม่แตกสลายเมื่อได้เห็นร่างไร้ลมหายใจของลูกชายชิงตายจากไปก่อนอย่างไม่อาจจะยอมรับความจริงได้ในตอนนี้“คุณหญิงไม่ต้องขอโทษดิฉันเลยค่ะ เรื่องแบบนี้คงไม่มีใครอยากให้มันเกิดขึ้น...แต่ในเมื่อมันเกิดขึ้นมาแล้ว เราคนเป็นแม่ก็ทำให้ได้แค่ต้องทำใจยอมรับมันให้ได้เท่านั้น” มารดาของหญิงสาวก็เศร้าใจไม่น้อยทั้งเห็นใจหัวอกคนเป็นแม่ด้วยกันว่ามันทรมานเจ็บปวดเจียนตายแค่ไหนที่ต้องมาเจอเรื่องอะไรแบบนี้ ทุกอย่า
หญิงสาวที่กำลังยืนอยู่หน้าประตูห้องทำงานชายหนุ่มพร้อมกับแม่สามี เธอพยายามตั้งสติระบายลมหายใจออกมาเบาๆ ข่มกลั้นความรู้สึกอยากร้องไห้เอาไว้ก่อนจะตัดสินใจเอื้อมมือไปเคาะบานประตูทันทีก๊อก ก๊อก ก๊อกเพียงไม่นานนักผ่านประตูห้องทำงานก็ถูกเปิดออก เผยให้เห็นร่างสูงของชายหนุ่มที่เสื้อผ้าอยู่ในสภาพยับเยิน คงไม่ต้องเดาเลยว่าเขาเพิ่งจะเสร็จจากภารกิจทางกายมาแต่ทว่าทันทีที่ได้เห็นเธอกับมารดาอยู่ตรงหน้าเขาถึงกับเบิกตากว้าง ใบหน้าก็ซีดเผือดลงทันทีหญิงสาวที่เห็นสภาพของชายหนุ่มที่รักมากในตอนนี้แล้ว ริมฝีปากของเธอถึงกับสั่นระริกอย่างแค้นใจ แต่ทำได้แค่ผ่อนลมหายใจระงับอารมณ์ความรู้สึกเหล่านั้นเอาไว้ในอก “คะ คุณแม่กับดา…มากันตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ ทำไมไม่โทรมาบอกผมก่อน” ชายหนุ่มเอ่ยถามน้ำเสียงอึกอัก“ว่าไงพ่อตัวดี คุยกับหนูวนิดาเขาเถอะนะ ฉันไม่อยากจะคุยกับแก” น้ำเสียงของผู้เป็นแม่แข็งกระด้าง ชักสีหน้าใส่ลูกชายด้วยความโกรธก่อนจะยืนกอดอกหันหลังให้กับเขา“เห็นช่วงนี้คุณทำงานหนักไม่ค่อยได้กลับไปทานข้าวที่บ้าน...ดาก็เลยซื้อข้าวมาฝากคุณค่ะ”“อะ อ๋อขอบคุณนะครับ” ชายหนุ่มยิ้มเจื่อน ยื่นมือมารับถุงข้าวในมือของหญิงส
คฤหาสน์“หนูวนิดาไปยังไงมายังไงลูก” แม่สามีอ้าแขนโอบกอดร่างของลูกสะใภ้ด้วยความรักก่อนที่ทั้งสองจะนั่งลงบนโซฟาในห้องรับแขก แต่เธอในตอนนี้เมื่อเห็นใบหน้าของท่านแล้วถึงกับลำคอตีบตัน พยายามสะกดความรู้สึกที่แสบร้อนในดวงตาเอาไว้“สวัสดีค่ะคุณแม่” เธอยกมือพนมไหว้“แม่คิดถึงหนูจังเลย เป็นยังไงบ้างลูกช่วงนี้”“ก็ดีค่ะคุณแม่ หนูกับคุณวายุก็เพิ่งจะกลับมาจากเที่ยวทะเล”“ดีจริง วายุลูกชายของแม่ดูเอาใจใส่หนูเก่งจังเลยนะช่วงนี้ เห็นแบบนี้แล้วแม่ค่อยสบายใจหน่อย” เมื่อเห็นท่าทีว่าแม่สามีกำลังสบายใจ เธอจึงเค้นยิ้มรับบางๆ ที่แสนอ่อนโยนและขมขื่นใจยังไม่อยากจะพูดอะไรออกไปในตอนนี้“คุณแม่คะ เย็นนี้คุณแม่ว่างหรือเปล่าคะ พอดี…ดาอยากจะพาคุณแม่ไปที่หนึ่งหน่อยนะค่ะ”“ได้สิสำหรับลูกสะใภ้ของแม่ แม่ว่างอยู่แล้วจ้ะ ว่าแต่หนูวนิดาอยากพาแม่ไปที่ไหนเหรอลูก”“ดายังขอไม่บอกตอนนี้นะคะ พอดีเป็นเซอร์ไพรส์ค่ะ”“แหมะ ลูกสะใภ้คนนี้มีเซอร์ไพรส์ให้แม่ด้วย น่ารักจริงๆ เลย” พูดจบแม่สามีก็คว้าร่างตั้งครรภ์ของลูกสะใภ้เข้ามากอดด้วยความรัก หญิงสาวรรับรู้ได้ถึงความอบอุ่นอ่อนโยนจากท่านพลันทำให้น้ำตาแวววาวค่อยๆ เอ่อขึ้นมาคลอเบ้าตาอย่าง
อารมณ์ของหญิงสาวในตอนนี้ดิ่งลงสู่เหว แววตาคู่นั้นมองลึกเข้าไปในตาของชายหนุ่มอย่างพยายามสะกดกลั้นความขมขื่นเจ็บปวดในใจ ไม่ว่ารสชาติของอาหารตรงหน้ามันจะอร่อยมากขนาดไหนแต่ความรู้สึกของเธอในตอนนี้นั้นมันชั่งขมฝาดลิ้นกินเหลือเกิน จนกินได้ไม่กี่คำก็ต้องวางช้อนยกแก้วน้ำขึ้นมาดื่มแต่ผิดกับชายหนุ่มที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อเขากำลังนั่งทานอาหารตามปกติทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น แต่เธอก็แอบสังเกตได้ว่าสายตาของเขาเหลือบมองไปยังโต๊ะของหญิงสาวซึ่งอยู่โต๊ะถัดไปที่เขาได้แอบเจอกันก่อนหน้าตอนไปห้องน้ำเป็นครั้งคราว แลดูแล้วอายุของหล่อนน่าจะน้อยกว่าเธอไม่กี่ปีแต่ทว่าผู้หญิงคนนั้นดูมีเสน่ห์ไม่น้อย ใบหน้าดูสะสวยรสนิยมในการแต่งตัวก็ดูเซ็กซี่ทั้งน่าค้นหา ไม่เหมือนกับเธอในตอนนี้ที่ดูจืดชืดมองไปตรงไหนก็ไม่มีชีวิตชีวาแตกต่างราวฟ้ากับเหว สรุปแล้วเธอไม่มีอะไรเทียบผู้หญิงคนนั้นได้เลยจริงๆ …ห้องพัก“เดี๋ยวผมจะลงไปซื้อยามาให้ คุณนอนรอผมอยู่ที่ห้องก่อนนะ”“อย่าไปนานนะคะ ดา…ไม่อยากอยู่คนเดียว”“ครับที่รัก รอแป๊บนึงนะแล้วผมจะรีบกลับมา”“ค่ะ” ริมฝีปากชมพูดยกเป็นรอยยิ้มขมๆ หลังจากจบบทสนทนาหญิงสาวพยักหน้ารับ
00.45น.ด้วยฮอร์โมนของคุณแม่ตั้งครรภ์ทำให้หญิงสาวสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกรู้สึกปวดฉี่อยากเข้าห้องน้ำแทบจะทุกเวลา ทว่าหัวใจของภรรยาอย่างเธอหล่นไปกองอยู่ปลายเท้าเมื่อไร้เงาของสามี“คุณคะ”เงียบ ไม่มีเสียงตอบรับ หญิงสาวจึงพยุงร่างขึ้นมาแล้วก้าวขาลงจากเตียง ก่อนที่เธอกวาดสายตามองหาร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มรอบห้องแต่ก็ไม่มีแม้แต่เงาของเขาแต่โทรศัพท์เขาก็ยังไม่เอาไปหญิงสาวทำได้เพียงเก็บความสงสัยเอาไว้ในใจเธอจึงเดินเข้าไปในห้องน้ำแล้วกลับมานอนบนเตียงเช่นเดิมราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นจนเวลาล่วงเลยผ่านไปพักหนึ่งเปลือกตาบางยังคงข่มตานอนไม่หลับนอนพลิกตะแคงไปมาอย่างเป็นกังวลทั้งข้องใจว่าชายหนุ่มนั้นหายไปไหนในเวลาดึกขนาดนี้ทำให้เธออดไม่ได้ที่จะรู้สึกวูบโหวงอยู่ภายในใจราวกับว่าเซ้นส์สัมผัสกำลังทำงานขึ้นมาอย่างน่าแปลกประหลาด อีกทั้งลูกน้อยในท้องก็ออกแรงดิ้นจนเธอรู้สึกจุกราวกับว่าเด็กน้อยกำลังสื่อสารอะไรบางอย่างให้เธอรู้02.30น.แกร๊กเสียงประตูห้องพักถูกเปิดออกแม้มันจะแผ่วเบามากแค่ไหนแต่ก็ยังมีเสียงเล็ดลอดออกมาท่ามกลางความเงียบงัน เพียงไม่นานเสียงฝ่าเท้าหนักๆ ก็เดินเข้ามาในห้องนอน หญิงสาวที่ยังคงนอนไม
หลายวันต่อมา“หน้าตาคุณดูอิดโรยจังเลยนะคะช่วงนี้ พักผ่อนก็น้อยทำงานก็หนักดาเป็นห่วงคุณจัง”หญิงสาวเอ่ยขึ้นในขณะที่กำลังนั่งทานอาหารเช้า เธอมองหน้าของสามีด้วยความเป็นห่วงทั้งกังวลอยู่ในใจลึกๆ เพราะเห็นว่าช่วงนี้เขาทำงานจนต้องกลับบ้านดึกทุกวัน เวลาพักผ่อนก็ไม่ค่อยจะมีแถมรุ่งเช้าก็รีบขับรถออกไปทำงานอีกเป็นแบบนี้มาสักพักหนึ่งแล้ว“คุณไม่ต้องเป็นห่วงผมนะ ที่ผมทำงานหนักก็เพื่อให้คุณกับลูกได้อยู่อย่างสุขสบายนะรู้มั้ย” ชายหนุ่มยื่นฝ่ามือไปกุมมือหญิงสาวเอาไว้ทั้งยังคงมีรอยยิ้มอ่อนโยนให้เธอเหมือนกับในทุกครั้งๆ“ขอบคุณนะคะที่คุณยอมทำงานหนักเพื่อดากับลูก”“อีกไม่กี่เดือนก็ใกล้จะคลอดแล้ว คุณอยู่แต่บ้านคงจะเบื่อแย่เลยใช่มั้ย งั้นเราไปหาที่ผ่อนคลายสมองสักหน่อยดีมั้ยครับเผื่อคุณจะได้สบายใจขึ้น คุณอยากไปเที่ยวที่ไหนหรือเปล่าเดี๋ยวผมพาไป”“ดาไปได้เหรอคะ” ได้ยินชายหนุ่มพูดแบบนั้นแล้วดวงตากลมโตก็เบิกกว้างอย่างตื่นเต้นขึ้นมาทันที“ทำไมจะไม่ได้ล่ะครับ แต่ห้ามไกลเกินไปนะคุณท้องแก่แล้วผมไม่อยากให้คุณต้องรถเดินไกลนานๆ” ทันทีที่ชายหนุ่มพูดจบหญิงสาวคลี่ยิ้มหวานอย่างรื่นเริงใจ เธอจึงไม่รอช้ารีบบอกสถานที่ที่อยากจ
ห้องนอน“คุณกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ” หญิงสาวเอ่ยถามสามีทันทีเมื่อเธอลืมตาขึ้นมาแล้วพบว่าชายหนุ่มกำลังนอนอยู่ข้างๆ ทั้งกลิ่นอายที่คุ้นเคยยังโอบกอดร่างของเธอเอาไว้แน่น“เมื่อเช้าครับ แต่เดี๋ยวอีกสักพักผมก็ต้องกลับเข้าไปทำงานต่อพอดีเมื่อคืนยังทำไม่เสร็จเลย” เขาพูดด้วยน้ำเสียงงัวเงีย‘ที่งานไม่เสร็จเพราะเขามัวแต่ตรวจอย่างอื่นตลอดทั้งคืนจวบจนรุ่งเช้ามันทำให้เขาต้องเสียเวลาในการทำงานไปไม่น้อย’“คุณพักผ่อนบ้างนะคะ อย่าหักโหมทำงานหนักมากจนเกินไปเดี๋ยวจะไม่สบายเอาได้นะ” เธอเอ่ยพูดน้ำเสียงนุ่มนวลอย่างเป็นห่วงใยหารู้ไม่ว่าที่จริงแล้วมันเกิดอะไรขึ้นเมื่อคืน“ขอบคุณนะที่คุณเป็นห่วง ที่รักผมขอนอนสักงีบนะเดี๋ยวถ้าใกล้จะถึงเวลาคุณปลุกผมหน่อยนะ”“ได้ค่ะ”หลังจากหญิงสาวตอบรับ ดวงตาคมกริบของชายหนุ่มผู้เป็นสามีก็ค่อยๆ หรี่ตาลงจนปิดสนิทก่อนที่เขาจะหลับเข้าสู่ห้วงนิทรา มีเพียงเธอที่นั่งมองผู้ขายที่รักด้วยแววตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความอิ่มเอมในโดยที่ไม่รู้เลยว่า…‘ผู้ชายคนนี้ได้ทรยศต่อคำสัญญาที่เคยพูดไว้กับเธอไปแล้ว’จนเวลาผ่านไปพักใหญ่ หญิงสาวได้ปลุกชายหนุ่มให้ตื่นอาบน้ำแต่งตัวก่อนครึ่งชั่วโมงเมื่อใกล้จะถึงเวล
เนื้อนวลผิวพรรณขาวผ่องตรงหน้าดูอวบอิ่มมีน้ำมีนวลชวนให้หลงใหล หล่อนเดินเข้ามาประชิดกายจนใบหน้าหล่อเหลาของชายหนุ่มอยู่ในระดับเดียวกันกับหน้าอกอวบใหญ่ ยิ่งได้เห็นยิ่งได้กลิ่นกายหอมๆ มันก็ยิ่งทำให้เขาสติแตกแทบจะอดใจไม่ไหวอีกต่อไปหัวใจของชายหนุ่มในเวลานี้กระเพื่อมไหวระลอกแล้วระลอกเล่าหวั่นไหวยากจะสงบ ความต้องการภายใต้จิตใจพุ่งทะยานจนห้ามไม่อยู่กับสิ่งยั่วยุตรงหน้า ยิ่งวนิดาผู้เป็นภรรยาไม่ค่อยจะให้เขาจับต้องเนื้อตัวสักเท่าไหร่นั่นก็ยิ่งทำให้ต้องการความใคร่ทางกายมากยิ่งขึ้นเท่านั้นเพียงครู่เดียวความคิดอันแสนเลวร้ายพุ่งเข้าสู่หัวสมองของชายหนุ่ม คิดว่าถ้าหากเขาและหล่อนเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับก็จะไม่มีใครรู้ ความลับจะยังคงเป็นความลับตลอดไป เขาเองก็ไม่ได้รักผู้หญิงตรงหน้าเลยสักนิดแต่เป็นเพราะหล่อนเองที่ยอมเสนอตัวใช้ร่างกายแลกกับความสุขชั่วคราวเท่านั้นต่างหากสุดท้ายแล้วจิตใจที่ยึดมั่นในคำสัญญาที่ให้ไว้กับหญิงสาวที่กำลังอุ้มท้องลูกของเขารอที่อยู่บ้านมาตั้งแต่ไหนแต่ไรกลับถูกสิ่งยั่วยวนทางกายตรงหน้าก่อกวนปลุกระดมห้วงอารมณ์อ่อนไหว จนถึงขั้นยอมทำผิดต่อเธอเป็นครั้งที่สองเพราะเพียงแค่ให้ได้ปลดปล่อ
บริษัท“ขยันจังเลยนะ มาแต่เช้าเชียว”“ยี่หวาอยากทำให้เต็มที่นะคะ” “ขยันไว้ดีแล้ว เดี๋ยวเอากาแฟไปเสิร์ฟให้ผมสักหนึ่งแก้วนะ”“ได้ค่ะ” หล่อนยิ้มหวานหยดเป็นพิเศษแต่ทว่าแววตาแฝงไปด้วยความเสน่หาเวลาผ่านไปยี่หวามาฝึกงานที่นี่เกือบจะครบหนึ่งเดือนแล้ว กิ่งแก้วเลขาสาวของชายหนุ่มยังคงขอลางานชั่วคราวเพราะว่าแม่ของเธออาการยังไม่ดีขึ้นเป็นปกติ ซึ่งหน้าที่ของเลขาสาวแทบจะทั้งหมดในตอนนี้คอยมียี่หวาจัดการเป็นธุระแทนทุกอย่างและหล่อนก็ทำมันได้อย่างดีเยี่ยมราวกับไม่ใช่ฝีมือของนักศึกษาฝึกงานใหม่ห้องทำงาน“นี่ค่ะกาแฟ”“ขอบคุณ” ชายหนุ่มยื่นมือมารับแก้วกาแฟก่อนจะยกขึ้นดื่มเพื่อคลายความง่วงทั้งที่สายตาคมเข้มของเขายังคงก้มหน้าอ่านเอกสารในมือ โดยมีแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความหลงใหลแอบแฝงของยี่หวาคอยจ้องมองอยู่ตลอดเวลาอย่างโหยหาปราถนาที่อยากจะครอบครองเป็นเจ้าของหัวใจดวงนั้น“วันนี้ผมมีงานอะไรบ้าง” “ค่ะ วันนี้คุณวายุมีงาน…” ยี่หวาทำการรายงานตารางงานของชายหนุ่ม ซึ่งจากที่ฟังตารางงานแน่นอนว่าวันนี้เขาคงได้กลับบ้านดึกอีกแล้ว“ช่วงนี้ตารางงานของคุณวายุแน่นทุกวันลากยาวไปถึงอาทิตย์หน้าเลยค่ะ”“ผมน่ะไม่เป็นไร แต่เธอนี่สิ