"ฉะ..ฉันขอโทษที่ว่าคุณไปแบบนั้น ฉันกลัวแล้วคุณอย่าทำอะไรฉันเลยขอร้อง ฮึก!" ความกลัวมันทำให้พระพายลืมศักดิ์ศรีไปหมดสิ้นเอ่ยเว้าวอนร่างสูงที่นั่งคร่อมตัวด้วยน้ำเสียงสั่นระริก ขอเพียงเขายอมหยุดการกระทำเขาจะมองเธอยังไงก็ไม่สำคัญ"ทำให้คนรักฉันกลับมาสิแล้วฉันจะเลิกยุ่งกับเธอ" อลันเอ่ยออกมาอย่างเย้ยหยันจ้องมองคนที่เว้าวอนอย่างหมดท่าด้วยความรู้สึกสมเพช "บอกฉันมาสิว่าเธอเป็นใคร และอยู่ที่ไหนฉันจะไปพาเธอมาหาคุณ" ไม่รู้ว่าที่ชายหนุ่มพูดมาเป็นความจริงไหมแต่แค่มันทำให้หลุดพ้นไปจากเรื่องอัปยศนี้เธอก็พร้อมทำ"อย่ามาตีหน้าซื่อทำเป็นไม่รู้ว่าแฟนฉันเป็นใครพระพาย" เขากัดฟันพูดเสียงแข็งอารมณ์ที่เดือดดาลอยู่แล้วยิ่งเพิ่มเป็นทวีคูณทำไมผู้หญิงอย่างเธอถึงได้แสแสร้งและตอแหลเก่งขนาดนี้กันทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าทำอะไรไว้"ฉันไม่รู้จริง ๆ" ยิ่งฟังชายหนุ่มพูดพระพายก็ยิ่งไม่เข้าใจมองสบตาดวงตาคมกริบอย่างสับสน ตีหน้าซื่ออะไรกันก็เธอไม่รู้จริง ๆ ว่าแฟนเขาคือใครทำไมเขาไม่ยอมพูดออกมา "คุณบอกมะ.." "กรี๊ด!!" ยังไม่ทันจะได้เอ่ยประโยคถัดมาจบเธอก็ต้องกรีดร้องดิ้นพล่านด้วยความเจ็บปวดเมื่อคนด้านบนใช้เข่าแยกขาเรียวออกแล้วกด
"ตื่นจะนอนกินบ้านกินเมืองไปถึงไหน" ร่างบอบบางที่นอนขดตัวอยู่ภายใต้ผ้าห่มผืนใหญ่สะลืมสะลือตื่นด้วยความตกใจ เมื่อได้ยินเสียงดังที่รบกวนโสตประสาทและแรงเขย่าอย่างแรงจนร่างกายสั่นสะเทือน"คะ..คุณอลัน" ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจเมื่อลืมตาขึ้นมาเห็นร่างสูงที่ยืนหน้าทมึงทึงราวกับปีศาจอยู่ข้างเตียง จับจ้องมายังเธอราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ รีบพยุงร่างกายอันหนักอึ้งลุกขึ้นนั่งก่อนจะถดถอยหนีตามสัญชาตญาณ แววตาไหวระริกช้อนขึ้นมองใบหน้าทมึงทึงด้วยความหวาดกลัว น้ำสีใสค่อย ๆ เอ่อคลอดวงตาอย่างกลั้นไม่อยู่เพียงแค่เห็นหน้าผู้ชายสารเลวภาพความรุนแรงเมื่อคืนก็ฉายขึ้นในโสตประสาทอีกครั้ง"จะร้องไห้ทำไมนักหนาเมื่อคืนยังร้องไม่พออีกเหรอ" เสียงทุ้มเอ่ยอย่างนึกรำคาญกับความเจ้าน้ำตาของหญิงสาวไม่รู้จะร้องไห้อะไรกันนักกันหนา อีกคนได้แต่เม้มปากแน่นน้ำตาที่คลั่งอยู่ในหน่วยตาหยดเผาะลงบนพวงแก้มนวล มือเรียวกำผ้าห่มแน่นด้วยความคับแค้นใจคนไม่มีหัวจิตหัวใจอย่างเขาจะไปเข้าใจอะไรกันอลันถึงกับถอนหายใจออกมาพรืดใหญ่ใช้ลิ้นดุนกระพุ้งแก้มอย่างไม่สบอารมณ์ อยากจะบ้าตายจริง ๆ ที่พูดไปก็เพื่อให้หยุดร้องไห้ แต่กลับกลายเป็นว่าเธอ
"ฮึก! ยะ..อย่าเข้ามา" ร่างบอบบางที่นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียงคิงไซส์สะอื้นไห้ออกมาโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย ใบหน้าซีดเผือดสั่นส่ายระรัว ขณะที่มือทั้งสองข้างยกขึ้นปัดป่ายมั่วไปหมดคล้ายกับคนกำลังฝันร้ายทำให้นิกกี้ที่กำลังเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้ตกใจเล็กน้อย ก่อนจะรีบจับไหล่มนแล้วเขย่าเบา ๆ เพื่อเรียกสติเธอ "คุณคะคุณ" "เฮือก!" ทำให้ร่างบอบบางที่กำลังฝันว่าตัวเองถูกปีศาจร้ายไล่ล่าจนตกหน้าผาสะดุ้งเฮือกลืมตัวตื่นขึ้นมาด้วยความหวาดกลัว และตกใจสุดขีด แววตาไหวระริกที่พร่าเบลอด้วยหยาดน้ำตาปรายมองหน้าคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เล็กน้อย เธอจำหน้าได้ว่าผู้หญิงคนนี้คือคนที่ชายหนุ่มพามาเมื่อวันก่อนแต่จำไม่ได้แล้วว่าชื่ออะไรจึงเค้นน้ำเสียงแหบพร่าถามไป "คะ..คุณชื่ออะไรคะ""ฉันชื่อนิกกี้ค่ะ""ค่ะ" เธอขานรับในลำคอเบา ๆ แล้วกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ห้องนี้เป็นห้องของชายหนุ่มเธอจำได้ แล้วเธอมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงกัน สมองเริ่มประมวลเรื่องราวต่าง ๆ ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าตัวเองถูกเขาลากให้ไปทานข้าวด้วยหลังจากนั้นทุกอย่างก็มืดไปหมดไม่รู้อะไรอีกเลย"คุณเป็นลมพี่อลันเลยให้ฉันมาดูแล" นิกกี้บอกไปเมื่อเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย"คุณเป็นอะไ
"พูดแบบนี้ใครก็พูดได้พระพาย อย่าคิดว่าฉันจะเชื่อผู้หญิงอย่างเธอ" อลันเอ่ยเสริมเขาไม่เชื่อเรื่องคำสาบงสาบานหรือคำพูดไร้สาระแบบนี้อยู่แล้ว"งั้นก็สุดแล้วแต่คุณเถอะค่ะฉันไม่มีอะไรจะพูดแล้ว" พระพายเองก็เหนื่อยที่จะพูดแล้วเหมือนกันจึงตัดบทพร้อมกับค่อย ๆ พยุงร่างกายอันบอบช้ำเพื่อลงจากเตียงกลับไปยังห้องตัวเอง แต่เธอก็ต้องหยุดชะงักเมื่อร่างสูงเดินมาดักหน้าไว้ในตอนที่กำลังจะย่างขาลงจากเตียง"คุณต้องการอะไรจากฉันอีก" ใบหน้าซีดเซียวเงยขึ้นถามร่างสูงที่ยืนจังก้าตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจ"นับจากนี้ไปเธอต้องอยู่ห้องเดียวกับฉัน ไปขนข้าวของกลับมา" คำตอบที่ได้รับทำให้เธอถึงกับหน้าเหวอยิ่งไม่เข้าใจเข้าไปอีก ตอนแรกเป็นเขาเองที่บอกให้เธอย้ายไปอยู่ห้องอื่น แต่มาตอนนี้กลับสั่งให้ย้ายข้าวของกลับมา "เกลียดฉันไม่ใช่เหรอแล้วจะให้ฉันย้ายกลับมาอยู่ด้วยทำไม"เขากำลังคิดจะทำอะไรอีกกันแน่เธอแทบอยากจะร้องไห้ออกมา ลำพังอยู่บ้านเดียวกันก็ทุกข์ใจและอึดอัดมากพออยู่แล้วนี่ต้องมาอยู่ห้องเดียวกันอีกชีวิตเธอเหมือนอยู่บนปากเสือปากจระเข้ที่พร้อมจะเขมือบเธอตลอดเวลา"กี้ออกไปก่อนพี่มีเรื่องต้องคุยกับเธอเป็นการส่วนตัว" อลันไม่ได้ตอบ
พระพายหอบร่างกายอันหนักอึ้งกลับมายังห้องนอนของตัวเองทันทีที่ผู้ชายใจร้ายเดินออกจากห้องไป เธอล็อกประตูอย่างแน่นหนาแล้วเดินมาล้มตัวลงนอนบนเตียงด้วยความอ่อนเพลียถึงแม้อาการไข้จะดีขึ้นแต่ก็ยังไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ยังตัวรุ่ม ๆ มีอาการปวด ๆ มึน ๆ ศีรษะอยู่โดยเฉพาะกลางกายสาวมือเรียวยกขึ้นกายหน้าผากอย่างคิดไม่ตกเธอจะทำยังไงดีที่จะไม่ต้องไปอยู่ห้องเดียวกับผู้ชายใจร้าย แต่ไม่ว่าพยายามคิดเท่าไรก็คิดไม่ออกหรือเธอจะเอาเรื่องนี้ไปบอกกับพ่อแม่บุญธรรมดีเผื่อท่านทั้งสองจะยอมให้เธอหย่ากับเขาเธอจะได้หลุดพ้นจากเรื่องบ้า ๆ นี้สักที แต่ถ้าเธอทำแบบนั้นก็เท่ากับทำร้ายจิตใจท่านทั้งสองเพราะท่านคิดมาตลอดว่าบุตรชายตัวเองเป็นคนดีแสนดีหากรู้คงเสียใจมากแน่ ๆ ไม่ก็อาจจะไม่เชื่อ หรือเข้าข้างบุตรชายซึ่งเป็นสายเลือดตัวเองถึงแม้ท่านทั้งสองจะเป็นคนดีมาก ๆ แต่เลือดก็ย่อมข้นกว่าน้ำมันทำให้เธออดคิดแบบนี้ไม่ได้จริง ๆแกร็ก!เธอรีบดีดตัวลุกขึ้นนั่งเมื่อได้ยินเสียงคล้ายกับกำลังมีคนไขกุญแจเข้ามาในห้องซึ่งจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากผู้ชายใจร้าย หัวใจดวงน้อย ๆ พลันเต้นไม่เป็นส่ำ ๆ ด้วยความหวาดหวั่นไม่รู้ว่าเขาจะมาไม้ไหนอีก มือเรียวกำห
เธอเดินลงมาทิ้งตัวหลบมุมในห้องนั่งเล่นไม่ได้ไปหาอะไรกินตามที่บอกผู้ชายใจร้าย นั่นมันก็เป็นแค่ข้ออ้างเพื่อหลีกหนีออกมาจากเขา ดวงตาเศร้าหมองก้มมองถุงยาในมืออย่างเหม่อลอย ก่อนความคิดบางอย่างจะแวบเข้ามาในสมอง มือเรียวหยิบยาในถุงออกมาเทใส่ฝ่ามือรวมกันทั้งหมดบางทีการจากโลกนี้ไปอาจจะดีที่สุดสำหรับเธอจะได้ไม่ต้องทนอยู่กับเรื่องอัปยศนี้ และหากเธอตายไปก็คงไม่มีผลต่อใครอยู่แล้วแต่อีกใจกลับแย้งขึ้นมาว่าทำไมเธอต้องสละชีวิตตัวเองเพียงเพราะผู้ชายเลวทรามต่ำช้าเพียงคนเดียว หากเธอตายไปก็เท่ากับว่ายอมรับข้อกล่าวหาทั้งที่โดนคนสารเลวปักปรำ เธอจะต้องอยู่พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองและรอดูวันที่เขาได้รับผลกรรมคิดได้ดั้งนั้นจึงเก็บยาใส่ซองเหมือนเดิมแล้วลุกเดินไปอุ่นข้าวต้มที่ทำเมื่อเช้าทานแล้วทานยาตามจากนั้นก็เดินกลับไปนั่งในห้องรับแขกอีกครั้ง เปลือกตาบางเริ่มหนักอึ้งเรื่อย ๆ จนแทบจะปิดอยู่รอมร่อหลังจากหย่อนก้นนั่งได้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงคงเป็นเพราะฤทธิ์ของยาที่กินเข้าไป และในที่สุดเธอก็ไม่อาจฝืนร่างกายได้อีกต่อไปค่อย ๆ ล้มตัวลงนอนบนโซฟาแล้วผล็อยหลับไปทันทีหลังจากหญิงสาวหลับไปได้ประมาณครึ่งชั่วโมงอลันก็เดิ
แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านม่านหน้าต่างเข้ามากระทบสองร่างหนุ่มสาวที่นอนอยู่บนเตียงโดยพระพายนั้นรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาก่อน เธอยกมือขึ้นขยี้ตาไล่อาการงัวเงียเบา ๆ เมื่อคืนเธอกะว่ารอให้อีกคนหลับก่อนจะหนีลงไปนอนบนพื้น แต่ปรากฏว่าไม่สำเร็จขนาดเขาหลับไปแล้วยังกอดเธอไว้แน่นจนไม่สามารถขยับเขยื้อนตัวได้เลยพอเธอพยายามมาก ๆ เขาก็รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาขู่ฟ่อ ๆ ราวกับงูเห่าจนเธอไม่กล้า สุดท้ายก็ต้องจำใจนอนให้เขากอดอยู่อย่างนั้นไม่รู้ว่าผล็อยหลับไปตั้งแต่เมื่อไร และจนถึงตอนนี้เขาก็ยังนอนกอดเธออยู่เลยไม่คิดจะเปลี่ยนท่าบ้างหรือยังไงกันใบหน้าเรียวค่อย ๆ เอี้ยวมองใบหน้าหล่อเหลาที่เกยอยู่เหนือศีรษะอย่างระมัดระวังเมื่อเห็นว่าเขายังหลับสนิทอยู่จึงค่อย ๆ ยกท่อนแขนหนัก ๆ ที่วางพาดบนเอวคอดออกอย่างแผ่วเบาเพราะกลัวจะทำให้อีกคนตื่นขึ้นมาแยกเขี้ยวใส่ เธอลอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกเมื่อสามารถหลุดพ้นจากวงแขนแกร่งได้รีบพาตัวลงจากเตียง แล้วเดินเข้าไปล้างหน้าล้างตาในห้องน้ำ หลังจากล้างหน้าล้างตาเสร็จจึงเปิดประตูออกจากห้องเพื่อลงไปทำอาหารเช้าตามหน้าที่ของตัวเอง วันนี้เธอเลือกทำไข่กระทะเพราะตอนอยู่บ้านใหญ่เคยเห็นเขาสั่งให้
วันต่อมา..พระพายตื่นนอนมาในเช้าวันใหม่ด้วยความรู้สึกที่ไม่สดชื่นมากนักถึงแม้เมื่อคืนจะนอนแยกห้องกับผู้ชายใจร้ายก็ตาม แต่เพราะมัวกังวลเรื่องการทานยาคุมเลยทำให้นอนไม่ค่อยหลับเธอลอบถอนหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนสะบัดผ้าห่มออกจากตัวแล้วลุกลงจากเตียงวันนี้เธอตั้งนาฬิกาปลุกไว้หกโมงเช้าเพราะต้องทำอาหารให้เสร็จก่อนเจ็ดโมงเพื่อจะได้อาบน้ำแต่งตัวไปทำงานให้ทันก่อนแปดโมง เธอใช้เวลาในการทำอาหารประมาณสี่สิบห้านาทีก็เสร็จหลังจากนั้นจึงขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัวเพื่อไปทำงานเท้าเล็กหยุดชะงักฉับพลันในตอนที่กำลังจะก้าวเท้าลงบันไดขั้นสุดท้ายแล้วเห็นผู้ชายใจร้ายนั่งอยู่ในห้องโถงด้วยชุดสูทสุดเนี้ยบคงจะเตรียมตัวไปทำงานเช่นกัน เธอลอบถอนหายใจออกมาเบา ๆ ด้วยความเหนื่อยหน่ายแล้วรีบก้มหน้าก้มตาเดินต่อทำเหมือนไม่เห็นว่าเขานั่งอยู่ "จะรีบไปไหนนี่มันแค่เจ็ดโมงครึ่ง" ทว่าเดินผ่านร่างสูงไปได้เพิ่งนิดเดียวเท่านั้นเสียงทุ้มก็ดังขึ้นทำให้เธอต้องชะงักเท้ากึก หลับตาถอนหายใจออกมาอีกครั้งแล้วหันไปตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "กลัวรถติดเลยรีบไปค่ะ"ที่เธอบอกชายหนุ่มไปมันก็เป็นแค่ข้ออ้างเท่านั้นความจริงเธอต้องการออกจากบ้านให้เร็วต่างหากเพรา
1 ปีต่อมา.."คุณพ่อพักผ่อนบ้างนะครับน้องพีร์กับคุณแม่เป็นห่วงครับ" น้ำเสียงเล็กหวานหูดังขึ้นทำให้อลันที่นั่งเอนกายพักผ่อนสายตาอยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่นระบายยิ้มออกมาบาง ๆ พร้อมกับปรือตาขึ้นมองเจ้าของเสียง ซึ่งไม่ใช่บุตรชายแต่เป็นเมียสาวที่ทำน้ำเสียงเลียนแบบบุตรชายต่างหากคงเพราะเห็นเขาเครียดกับการตามหาน้องสาวฝาแฝดอย่างอลินดาจึงอยากทำให้ยิ้มได้ และมันก็ได้ผลบุตรชายกับเมียสาวก็เหมือนที่ชาตพลังชั้นดีของเขา"งั้นพ่อขอเติมพลังจากน้องพีร์กับคุณแม่หน่อยได้ไหมครับ" มือหนาเอื้อมไปรั้งร่างบอบบางที่ยืนอุ้มลูกน้อยอยู่ตรงหน้าให้นั่งลงบนตักกอดเธอไว้หลวม ๆ ก่อนจะโน้มหน้าลงหอมแก้มซ้ายขวาบุตรชายฟอดใหญ่แล้วกดจูบลงบนไหล่มนของเมียสาวต่อ ขณะที่พระพายนั้นใช้แขนโอบไหล่กว้างข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างอุ้มบุตรชายไว้บนตัก"ได้ข่าวอะไรเกี่ยวกับพี่อลินไหมคะ" ดวงตากลมโตมองใบหน้าหล่อเหลาอย่างเห็นใจ ตั้งแต่น้องสาวฝาแฝดหนีไปในวันแต่งงานคนเป็นสามีก็ดูจะเครียดมากเพราะงานแต่งถูกจัดอย่างใหญ่โตเชิญแขกมาไม่รู้กี่พันคน คนที่ต้องรับผิดชอบทุกอย่างคือพ่อแม่ท่านทั้งสองเครียดมาก แม่บุญธรรมเป็นลมไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ ผลที่ตามมาจากการก
เสียงเนื้อกระทบเคล้าเสียงครางหอบของคนทั้งสองดังระงมทั่วรูฟท็อปโชคดีที่อลันบอกให้พนักงานทุกคนกลับไปหมดแล้วที่นี่จึงเหลือเพียงเขากับเธอสองคน บทรักดำเนินไปอย่างนุ่มนวลภายใต้แสงดาว แสงเทียน และแสงสีของเมือง บรรยากาศรอบ ๆ บริเวณอบอวลไปด้วยแรงสวาทของทั้งสองสายลมที่ว่าเย็นก็ไม่สามารถดับความร้อนรุ่มนี้ได้"ผมรักคุณนะ" ริมฝีปากร้อนผละจูบเอื้อนเอ่ยชิดกลีบปากอวบเสียงอ่อนเสียงหวานพร้อมกับตระกองกอดร่างบอบบางแนบแน่นจนทรวงอกเต่งตึงบดเบียดกับมัดกล้ามเนื้อ ขณะที่สะโพกสอบก็ตอกตรึงฝากฝังตัวตนอย่างหนักหน่วง ร่างบอบบางเสียวซ่านจนเกินจะบรรยายหลับตาพริ้มส่งเสียงครางไม่เป็นภาษา ช่องทางรักบีบรัดท่อนเนื้อที่สอดใส่เข้าออกรัวเร็วถี่ ๆอลันขบกรามกรอดด้วยความเสียวซ่านพร้อมกับผละตัวออกจับร่างบอบบางนอนตะแคง จากนั้นจึงนอนซ้อนหลังสอดแขนเข้าไปใต้ศีรษะทุยประคองใบหน้าเรียวให้หันมารับจูบแสนดูดดื่มพลางเสือกไสท่อนเนื้อเข้าสู่ร่องอ่อนนุ่มอีกครั้งเขายกขาเรียวขึ้นพาดแขนแล้วกระหน่ำแทงจนร่างบอบบางสั่นคลอน ทรวงอกเต่งตึงกระเพื่อมสั่นไหวราวกับยั่วยวนจนเขาอดไม่ได้ต้องตะปบแล้วบีบขยำแรง ๆ ใบหน้าก็ซุกไซ้คลอเคลียใบหูเล็ก ขบเม้มติ่งหูเ
หลังจากทานอาหารเสร็จสองหนุ่มสาวก็นั่งจิบไวน์ต่อ ดื่มด่ำกับบรรยากาศภายใต้ท้องฟ้าอันปลอดโปร่งมีดวงดาวน้อยใหญ่พราวระยับท่ามกลางความสลัวที่มีเพียงแสงไฟจากเทียนรอบบริเวณรูฟท็อป และแสงสียามค่ำคืนของเมืองกรุงให้ความสว่างร่างบอบบางที่อยู่ในอาการเมากรึ่มวางแก้วไวน์ลงบนโต๊ะแล้วลุกไปยืนชิดระเบียงกระจกทอดสายตาหวานฉ่ำมองแสงสียามค่ำคืน ใบหน้าแดงซ่านจากฤทธิ์แอลกอฮอล์เคลือบด้วยรอยยิ้มบาง ๆ สายลมเย็นพัดเอื่อย ๆ เคล้าด้วยกลิ่นหอมหวานจากเทียนหอมมีเสียงเพลงบรรเลงคลอเบา ๆ ทำให้รู้สึกผ่อนคลายอารมณ์ยิ่งนัก"ขโมยกอดพายอีกแล้วนะคะ" เธอสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อถูกสวมกอดจากด้านหลังเอียงหน้าเอ่ยอย่างไม่จริงจังมากนักพลางระบายยิ้มบาง ๆ ไม่คิดจะผลักไสร่างสูงออกเพราะกำลังรู้สึกหนาวพอดีได้ไออุ่นจากร่างกำยำก็ค่อยคลายความหนาวลงหน่อย"งั้นขออนุญาตนะครับ" อลันหยอกล้อกลับด้วยใบหน้าเคลือบรอยยิ้มพลางกระชับกอดร่างบอบบางแน่นขึ้นราวกับกลัวว่าเธอจะหายไป ริมฝีปากหนากดจูบขมับอย่างรักใคร่ ก่อนผละกอดออกจับไหล่มนหมุนให้ร่างบางหันมาสบสายตาสื่อความในใจสองสายตามองสบประสานอย่างลึกซึ้งเนิ่นนานหลายนาทีเหมือนมีแรงดึงดูดมิอาจละสายตาจากกันได้ ก
วันนี้เป็นวันหยุดของอลันเขาจึงพาลูกเมียไปหาพ่อแม่ที่บ้านนั่งคุยกับพวกท่านจนเริ่มบ่ายคล้อยจึงพาลูกน้อยมานั่งเล่นที่สวนสาธรณะต่อเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง เมื่อมาถึงสวนสาธรณะเขาก็เดินหาทำเลเหมาะ ๆ สำหรับปูเสื่อนั่งชมบรรยากาศโดยมีพระพายอุ้มลูกน้อยเดินเคียงข้างไป"ตรงนี้แหละ" เขามองหาบริเวณที่คนไม่พลุกพล่านและมีต้นไม้ให้ความร่มรื่นพอได้ดั่งต้องการก็หันไปบอกกล่าวกับร่างบอบบางข้าง ๆ พร้อมกับวางตระกร้าใส่สัมภาระลูกลง แล้วเอาเสื่อที่เตรียมมาปูบนพื้นหญ้าสีเขียวชะอุ่มที่ถูกตัดจนเรียบไปกับผืนดินจากนั้นก็พากันนั่งลง"มาหาพ่อครับน้องพีร์" เขาเอี้ยวตัวไปยกลูกน้อยจากตักของคนเป็นแม่มายืนบนตักเพราะอยากให้เธอได้นั่งสบาย ๆ ซึ่งพระพายก็ไม่ได้ขัดอะไรจ้องมองเขาก้มหน้าพูดคุยกันลูกบนตักพลางระบายยิ้มออกมาบาง ๆ พ่อก็ชวนลูกคุยเก่งส่วนลูกก็คุยเก่งไม่แพ้กันส่งเสียงอ้อแอ้ตลอดเวลา พอโดนคนเป็นพ่อหยอกเย้าหน่อยก็หัวเราะออกมาจนเธอเองก็พลอยหัวเราะตามไปด้วย"ผมพาลูกเดินเล่นหน่อยดีกว่า" ผ่านไปสักพักอลันก็ลุกพาลูกเดินชมนกชมไม้รับลมเย็นโดยมีพระพายมองตามไม่คาดสายตาใบหน้าของเธอเคลือบด้วยรอยยิ้มตลอดเวลากระทั่งสองคนพ่อลูกเดินกลับ
จากนั้นทั้งสองก็พากันเดินไปยังโต๊ะอาหาร"กินเยอะ ๆ ครับคุณแม่" ระหว่างทานอาหารอลันก็คอยตักนู่นตักนี้ใส่จานให้หญิงสาวตลอด อีกคนเพียงยกยิ้มมุมปากเล็กน้อยก่อนยกกับข้าวที่เขาตักให้ใส่ปากอย่างไม่รังเกียจ ทุกครั้งที่ทานข้าวด้วยกันเขามักทำแบบนี้เสมอจนมันเป็นเรื่องปกติไปแล้ว"เริ่มหลงรักผมขึ้นบ้างหรือยัง" แค่ก ๆ! ทว่าเธอก็ต้องสำลักข้าวในวินาทีต่อมาเมื่อเจอกับประโยคจากริมฝีปากหนาทำเอาเจ้าของคำถามต้องรีบลุกจากเก้าอี้วิ่งมาลูบหลังแผ่นหลังบางด้วยความเป็นห่วง "มันใช่เวลาพูดไหมเนี่ยคุณอลัน" เมื่อเริ่มรู้สึกดีขึ้นพระพายก็หันมองร่างสูงที่ยืนข้าง ๆ เขม็งพร้อมกับใช้มือหยิกหน้าท้องแกร่งเบา ๆ ด้วยความรู้สึกหมั่นไส้ เขาพูดตอนทานข้าวไม่พอยังพูดต่อหน้าแม่บ้านสองคนที่ยืนอยู่ด้วยมันใช่เวลาพูดเสียที่ไหนเธอทั้งอายทั้งนึกโมโหเขาจริง ๆ "ผมเจ็บนะ" คนถูกหยิกร้องโอยพลางกลั้วหัวเราะออกมาอย่างนึกขำ พวงแก้มที่ขึ้นสีแดงระเรื่อนั้นไม่รู้ว่าเพราะโกรธหรือเขินกันแน่ มือหนาอดไม่ได้จะยื่นไปบีบด้วยความรู้สึกมันเขี้ยว "เอามือออกไปเลยนะ" ยิ่งทำให้คุณแม่ลูกหนึ่งรู้สึกอายและนึกโกรธเข้าไปอีกแหวใส่คนตัวโตเสียงดังลั่นพร้อมกับยื่
หลายเดือนต่อมา..อลันที่เพิ่งกลับมาจากทำงานระบายยิ้มออกมาบาง ๆ เมื่อเดินเข้ามาในบ้านแล้วเห็นพระพายกำลังนั่งชมลูกน้อยอยู่ในห้องโถง จากที่รู้สึกเหนื่อยล้ามาจากการทำงานก็หายเป็นปลิดทิ้ง นี่ก็เข้าสามเดือนแล้วที่เขา เธอและลูกกลับมาอยู่ที่บ้านด้วยกันนับตั้งแต่วันออกจากโรงพยาบาล ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเธอเริ่มดีขึ้นตามลำดับเพราะมีลูกน้อยเป็นตัวเชื่อม "กลับมาแล้วครับ" เขาเดินเข้าไปหย่อนก้นนั่งข้างร่างบอบบาง ก่อนจะโน้มใบหน้าลงหอมแก้มลูกน้อยที่นอนอยู่บนตักเธอฟอดใหญ่จากนั้นก็ผงกหน้าขึ้นเอื้อนเอ่ยกับลูกน้อยที่นอนตาใสแป๋วส่งเสียงอ้อแอ้ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "วันนี้น้องพีร์กวนคุณแม่รึเปล่าครับ" พระพายก้มมองคนที่กำลังหยอกล้อบุตรชายอยู่บนตักด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มสิ่งที่เขาทำอยู่มันเป็นเรื่องปกติไปแล้วเพราะทุกวันก่อนไปทำงานเขาจะหอมแก้มซ้ายแก้มขวาบุตรชายก่อนเสมอ พอกลับมาตอนเย็นสิ่งแรกที่เขาจะทำก็คือเข้ามาหอมมาเล่นกับลูกเช่นกัน "เหนื่อยไหม" เมื่อหยอกล้อบุตรชายจนพอใจอลันก็ถามไถ่คนเป็นแม่ต่อพร้อมวางมือลงบนไหล่มนด้วยความเอ็นดู เขารู้ว่าการเลี้ยงลูกมันเหนื่อยแค่ไหน "ไม่เลยค่ะ" ใบหน้าเรียวยิ้มตอบเธอจะเ
อลันรับซองสีน้ำตาลจากมือผู้เป็นพ่อมาเปิดด้วยความสงสัย ก่อนจะต้องรีบช้อนสายตาขึ้นมองหน้าพ่อแม่ด้วยความตกใจเมื่อเห็นเอกสารด้านในไม่คิดว่าท่านจะเล่นใหญ่ขนาดนี้ภาคินกับเอวาเพียงระบายยิ้มให้บุตรชายบาง ๆ ก่อนจะก้มหน้าชื่นชมหลานต่อสองชั่วโมงต่อมาพระพายที่ผล็อยหลับไปด้วยฤทธิ์ของยาแก้ปวดก็รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาเพราะเสียงร้องของลูกน้อย "โอ๋ ๆ ไม่ร้องนะครับคนเก่ง ไม่ร้องนะครับ โอ๋ ๆ" ทันทีที่ลืมตาขึ้นมาเธอก็ต้องอมยิ้มกับภาพที่อลันกำลังอุ้มลูกพร้อมทั้งโอ๋ทั้งกล่อมด้วยสีหน้าแตกตื่น ในขณะเดียวกันก็อดแปลกใจไม่ได้เขาไปเรียนรู้วิธีการอุ้มลูกมาจากไหนกันดูท่าทางคล่องปรือเชียว "ลูกคงหิวนม" เธอได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้แล้วเปล่งเสียงพูดไปเพราะไม่อยากปล่อยให้ลูกร้องนาน ๆ "คุณตื่นแล้วเหรอ" อลันที่กำลังยืนโยกบุตรชายหยุดชะงักการกระทำ แล้วรีบพาลูกไปวางลงบนเตียงทันที"คุณเอาลูกมาวางฝั่งนี้ดีกว่า" พระพายรีบบอกกล่าวก่อนที่ชายหนุ่มจะได้วางลูกลงบนเตียงข้างขวาทำให้อลันถึงกับชะงัก แต่ก็ยอมอุ้มลูกไปวางบนเตียงอีกฝั่งในใจก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมเธอต้องให้เขาวางลูกฝั่งซ้ายทั้งที่ใั่งขวาน่าจะถนัดกว่าเมื่อวางลูกลงบนเตียงแล
หลังจากผ่าคลอดเสร็จพระพายก็ถูกนำตัวกลับมายังห้องพัก ส่วนลูกน้อยยังคงอยู่กับพยาบาลตลอดการคลอดพระพายรับรู้และมีสติดีทุกอย่างเพราะหมอใช้วิธีฉีดยาชาเข้าสู่บริเวณไขสันหลังไม่ได้วางยาสลบตอนผ่าคลอดเธอทั้งรู้สึกกลัวและตื่นเต้นจนเนื้อตัวสั่นไปหมด แต่วินาทีแรกที่ได้ยินเสียงลูกร้องอาการเหล่านั้นก็มลายหายไปสิ้นกลายเป็นน้ำตาแห่งความสุขที่เอ่อล้น และรอยยิ้มแห่งความปิติยินดีมาแทนที่ ยิ่งเมื่อได้เห็นหน้าของลูกน้อยที่รอคอยมันตื้นตันจนยากที่จะเอื้อนเอ่ยออกมาเป็นคำพูดได้ มันเป็นความเจ็บปวดที่งดงามมาก ๆ"เอ๊ะ!" เธอขมวดคิ้วเป็นปมด้วยความแปลกใจในตอนที่เข้ามายังห้องพักแล้วพบว่าห้องถูกตกแต่งด้วยลูกโป่งมากมาย บนผนังหัวเตียงมีลูกโป่งตัวอักษรสีฟ้าขาวเรียงกันเป็นคำว่า 'Welcome Baby boy peerawit'และยังมีลูกโป่งรูปหน้าเด็กประดับอยู่ทั้งด้านหน้าและด้านหลังข้อความ ข้าง ๆ หัวเตียงก็มีลูกโป่งน้อยใหญ่ประดับประดาอยู่ทำให้เธออดยิ้มไม่ได้ทั้งที่กำลัวรู้สึกเจ็บแผลผ่าคลอดไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นฝีมือของทุกคนในห้องนี้แน่นอนเพราะแต่ละคนออกอาการเห่อหลานเอามาก ๆ คนเป็นแม่อย่างเธอก็พลอยปลื้มใจแทนลูกไปด้วยที่มีคนรักเขามากมายเ
และแล้วเวลาก็ดำเนินมาถึงวันที่พระพายถึงกำหนดคลอด เธอมานอนเตรียมตัวผ่าคลอดที่โรงพยาบาลตั้งแต่เมื่อวานโดยมีอลันเป็นคนเฝ้า และเขาก็ดูจะตื่นเต้นกว่าคนคลอดอย่างเธอเสียอีก หลังจากลองเปิดใจตามคำพูดของแม่บุญธรรมที่ท่านพูดให้เธอฟังในคืนวันแรกที่กลับมาจากเชียงคานก็ทำให้เธอได้เห็นด้านดี ๆ ของเขามากขึ้นแม่บุญธรรมเล่าให้เธอฟังว่าเมื่อก่อนท่านกับพ่อบุญธรรมก็มีจุดเริ่มต้นเหมือนกับเธอ คือถูกเข้าใจผิดจนนำมาสู่เรื่องราวอันเลวร้ายต่าง ๆ ตอนนั้นท่านก็เกลียดพ่อบุญธรรมมาก แต่พอเวลาผ่านไปท่านก็ได้เรียนรู้ว่าการอาฆาตแค้น และเกลียดชังมีแต่บั่นทอนจิตใจ และทำลายความสุขของตัวเองท่านจึงยอมปล่อยวาง ตอนนั้นพ่อบุญธรรมก็เหมือนอลัน ถูกความโกรธแค้นเข้าครอบงำจนหูตาพร่าเบลอไม่ฟังอะไรทั้งสิ้น แต่เมื่อรู้ความจริงพ่อบุญธรรมก็ยอมหยุดการแก้แค้น แล้วตามง้อและพิสูจน์ตัวเองกับท่านนานอยู่เหมือนกันกว่าท่านจะยอมให้อภัยและได้รักกันจวบจนทุกวันนี้และอย่างที่เห็นหลังจากท่านให้โอกาสและเริ่มต้นใหม่พ่อบุญธรรมก็ไม่เคยทำท่านเสียใจอีกเลย รักและดูแลท่านเสมอต้นเสมอปลายวันแรกเป็นยังไงวันนี้ก็ยังคงเป็นอย่างนั้นเธอเก็บคำพูดของแม่บุญธรรมมาคิ