[6] [เพศรอง]
“อย่าโง่น่าฟรอสต์” สโนว์บ่นเมื่อเห็นเขามาปรากฏตัวข้างกายพวกเธอทั้งที่เขาควรจะวิ่งหนีไปไกลแล้ว
“พวกนายมันงี่เง่า” ฟรอสต์กล่าวขณะหยิบปืนขึ้นมายิงสกัดปรสิตที่พยายามตามเข้ามาโจมตีพวกเขา เนื่องจากว่าอุโมงค์มันไม่ใหญ่มากนักและพวกปรสิตส่วนมากก็ตัวใหญ่ มันจึงง่ายต่อการยิงสกัดไม่ให้พวกปรสิตเข้ามาใกล้และง่ายต่อการกำจัดพวกมันด้วย
แต่ถึงจะทำอย่างนี้ต่อไปพวกปรสิตก็ไม่มีวันหมดอยู่ดีเพราะพวกมันมีจำนวนมากกว่าล้านและพวกเขาก็มีอาวุธและพลังจำกัดด้วย อีกอย่างในตอนนี้สโนว์และวินเตอร์เหมือนจะมีอาการฮีทเพราะเพศรองปรากฏเร็วกว่าที่คาดการไว้ อีกไม่นานพวกเขาทั้งสองอาจเสียสติเพราะถูกสัญชาตญาณของเพศรองกลืนกิน
“ตอนนี้ล่ะ!” วินเตอร์ตะโกนให้สัญญาณจากนั้นพวกเขาก็วิ่งหนีไปยังอีกเส้นทางที่ไม่รู้ว่าข้างหน้าจะมีอะไรรออยู่ มันอาจจะเป็นทางออกหรือไม่ก็อาจจะทางตันหรือที่เลวร้ายกว่านั้นมันอาจเป็นทางกลับไปที่รังของพวกปรสิต แต่ไม่ว่าทางข้างหน้าจะเป็นอะไรพวกเขาก็ต้องวิ่งต่อไปเพื่อยื้อชีวิตของตัวเองไว้อีกสักหน่อย
แม้ว่าพวกเขาตั้งใจจะเป็นเหยื่อล่อแต่พวกเขาไม่ได้ตั้งใจจะตาย พวกเขาจึงวิ่งไปข้างหน้าโดยไม่หยุดพัก ในขณะเดียวกันก็หันไปโจมตีสกัดฝูงปรสิตเพื่อไม่ให้พวกมันตามมาถึงตัวได้ พวกเขาทั้งสามคนวิ่งไปสู้ไปแบบนี้จนกระทั่งวิ่งมาไกลกว่าห้าสิบกิโลเมตร ด้วยร่างกายที่วิวัฒนาการแล้วพวกเขาสามารถวิ่งได้ไกลกว่านี้โดยไม่หยุดพักได้แน่นอน แต่เนื่องจากว่าตอนนี้สภาพร่างกายของวินเตอร์และสโนว์ไม่ได้อยู่ในสภาพปกติพวกเขาทั้งสองคนจึงเริ่มใกล้ถึงขีดจำกัดแล้ว
ฟรอสต์ที่ซึ่งสังเกตดูอาการนั้นของเพื่อนทั้งสองคนของเขามาตลอดรู้ตัวทันทีว่าวินเตอร์และสโนว์ถ่วงเวลาไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว ฟรอสต์หยุดวิ่งพร้อมกับหมุนตัวไปเผชิญหน้ากับฝูงปรสิตจากนั้นเขาก็สาดกระสุนใส่พวกปรสิตโดยไม่ออมกระสุน
“ยังใช้พลังไหวอยู่ไหม” ฟรอสต์ถามวินเตอร์
“แน่นอน” แม้ว่าจะหอบหายใจอย่างหนักเพราะความร้อนที่เพิ่มสูงขึ้นในร่างกายแต่วินเตอร์ก็ฝืนสร้างโล่ล้อมรอบตัวเองร่วมถึงฟรอสต์และสโนว์ไว้
โล่นี้ไม่ใช่เพื่อปกป้องพวกเขาจากฝูงปรสิตเท่านั้น แต่นั่นรวมไปถึงการปกป้องพวกเขาจากแรงระเบิดด้วยเพราะในระหว่างที่พวกเขากำลังวิ่งหนีฟรอสต์ได้ทิ้งระเบิดที่มีสารพิษอันตรายสำหรับพวกปรสิตไว้ตลอดทาง พวกเขาสามารถควบคุมการระเบิดของระเบิดพวกนั้นจากระยะใกล้ได้ เมื่อแน่ใจว่าพวกเขาทั้งสามคนและทหารสี่คนนั้นอยู่ห่างไกลกันมากพอแล้วฟรอสต์ก็พร้อมจะสั่งให้ระเบิดทำงานทันที
“ฆ่าตัวตายชัดๆ” เมื่อคิดว่าตัวเองถูกฝูงปรสิตหลายหมื่นตัวไล่ตามและเพื่อเอาชีวิตรอดพวกเขาก็เลยต้องจุดระเบิดในอุโมงค์ใต้ดินที่คับแคบแบบนี้ แทนที่จะตายเพราะถูกฝูงปรสิตฉีกกินเนื้อพวกเขาน่าจะตายเพราะดินถล่มลงมาทับมากกว่า สโนว์อดหัวเราะออกมาไม่ได้ ในสถานการณ์ที่น่าสิ้นหวังเกินไปก็ทำให้คนเป็นบ้าได้
แต่ถึงจะสิ้นหวังสโนว์ก็ไม่คิดจะละทิ้งความหวัง
“ฉันจะช่วยเสริม” แม้ว่าพลังน้ำของสโนว์จะเน้นโจมตีระยะไกลเป็นหลักแต่มันก็สามารถเป็นโล่ได้เช่นกันหากเธอควบคุมให้น้ำไหลเป็นน้ำวนมันจะสามารถดูดการโจมตีได้เล็กน้อย อย่างน้อยหากเธอใช้ตอนนี้มันจะสามารถป้องกันความร้อนของไฟจากระเบิดได้
เมื่อการป้องกันเตรียมพร้อมแล้วฟรอสต์ก็เตรียมกดปุ่มสั่งการระเบิด แต่ในช่วงเวลานั้นเขาชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวออกมาหนึ่งประโยค “ฉัน…ยังอยากมีชีวิตรอดไปพร้อมกับพวกนาย”
สีหน้าที่นิ่งเรียบราวกับไม่สนโลกของฟรอสต์เปลี่ยนไปวูบหนึ่งแต่น้ำเสียงของเขาซ่อนอารมณ์ของเขาไม่ได้ สโนว์และวินเตอร์อดไม่ได้ที่จะรู้สึกตกตะลึง ดูเหมือนว่าการที่พวกเขาตัดสินใจที่จะไปตายกันสองคนโดยคิดที่จะทิ้งให้ฟรอสต์มีชีวิตอยู่เพียงลำพังมันจะไปสร้างบาดแผลให้กับฟรอสต์เสียแล้ว
ฟรอสต์กดสั่งการให้ระเบิดทำงาน ในเสี้ยววินาทีต่อมาเสียงระเบิดก็ดังขึ้นมาอย่างต่อเนื่องตามมาด้วยเสียงโหยหวนของฝูงปรสิตและเสียงของชั้นดินที่พังทลายลงมา แม้ว่ามันจะเป็นระเบิดขนาดเล็กแต่ระเบิดพวกนั้นก็รุนแรงพอที่จะสร้างความเสียหายและมากพอที่ดินจะถล่มลงมาปิดทับอุโมงค์ยาวกว่าห้าสิบกิโลเมตรและถึงจุดที่พวกสโนว์ วินเตอร์ และฟรอสต์อยู่ก็ถูกดินถล่มลงมาทับเช่นกัน
สโนว์และวินเตอร์พยายามอย่างมากที่จะสร้างโล่ขึ้นมาป้องกันไม่ให้ดินร่วงลงมาทับ แต่เพราะพวกมันมีมากเกินไปในท้ายที่สุดดินก็ตกลงมาปิดล้อมพวกเขาไว้ทุกด้าน
กว่าทุกอย่างจะสงบมันก็กินเวลาไปหลายนาที
ฝูงปรสิตที่อยู่ในอุโมงค์นั้นต่างก็ถูกระเบิดและดินถล่มลงมาทับตายหมด และถึงแม้ว่าจะมีบางตัวรอดชีวิตมาได้แต่อีกไม่นานพวกมันก็จะตายอยู่ดีเพราะในระเบิดพวกนั้นมีสารพิษพิเศษที่มีไว้ฆ่าพวกมันโดยเฉพาะ ส่วนพวกสโนว์นั้น…
“ฉันไม่อยากมีหลุมศพที่อยู่ลึกขนาดนี้นะ” สโนว์
“อย่าพูดอะไรที่เป็นลางไม่ดีอย่างนั้นสิ…” วินเตอร์พูดขณะที่โล่หายไป แม้ว่าเขาจะเอาโล่ออกดินเหนือหัวของเขาก็ไม่ได้ถล่มลงมาอีก ตราบใดที่มันไม่ถูกระเบิดไปกระตุ้นอีกรอบน่ะนะ
“บ้าเอ๊ย ทำไมกลิ่นแสงแดดมันแรงขึ้นเรื่อยๆ มันจะทำให้ฉันบ้า!” สโนว์พยายามอย่างมากที่จะปิดจมูกไม่ให้ได้กลิ่นที่เธอรู้สึกว่าหอมมากและต้องการกินมัน “ยิ่งอยู่ในที่แคบๆ กลิ่นมันยิ่งแรงขึ้นไปอีก”
“แสงแดด?” ฟรอสต์คิดว่าในอุโมงค์ใต้ดินลึกหลายพันเมตรไม่น่าจะมีกลิ่นแบบนั้นได้ ทันใดนั้นฟรอสต์ก็คาดเดาบางอย่างได้ เขาหันไปมองวินเตอร์ที่ทรุดลงไปนั่งกับพื้นอย่างหมดแรงและหอบหายใจอย่างหนักและใบหน้าก็เปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ
เนื่องจากว่าก่อนหน้านี้มันเป็นสถานการณ์คับขันเมื่อฟรอสต์และคนอื่น ๆ เห็นว่าวินเตอร์และสโนว์มีอาการคล้ายกำลังฮีทจึงสรุปเพียงว่าเพศรองของสโนว์และวินเตอร์ที่ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหันนั้นก็คือโอเมก้า แต่เมื่อฟรอสต์ลองสำรวจแล้วเขาก็พบว่าคนที่มีอาการฮีทนั้นมีเพียงวินเตอร์ ส่วนสโนว์เหมือนจะได้รับผลกระทบจากฟีโรโมนของวินเตอร์จึงได้มีอาการเหมือนฮีทขึ้นมา
สรุปได้ว่าเพศรองของวินเตอร์คือโอเมก้าแน่นอน แต่เพศรองของสโนว์ไม่ใช่โอเมก้า แต่เป็นอัลฟ่า!
ฟรอสต์รู้สึกว่าสถานการณ์มันแย่ขึ้นมาอีกหน่อย หากทั้งสองเป็นโอเมก้าเหมือนกันฟีโรโมนของพวกเขาก็ไม่น่าจะส่งผลกระทบกันและกัน อย่างน้อยมันก็จะทำให้พวกเขาประคองสติตัวเองไปได้อีกหน่อย แต่หากเป็นอัลฟ้าและโอเมก้าแบบนี้มันมีความเป็นไปได้สูงที่ฟีโรโมนของทั้งคู่จะไปกระตุ้นกันและกันจนทำให้พวกเขาขาดสติและบ้าคลั่งไปในที่สุด
“กลิ่นหอมจัง น่ากินจัง…” สโนว์เริ่มพึมพำไม่เป็นศัพท์ ฟรอสต์รีบเอาหน้ากากกันแก๊สออกมาสวมให้สโนว์ทันทีเพื่อที่เธอจะได้กลิ่นฟีโรโมนของวินเตอร์น้อยลงและสามารถประคองสติไปได้อีกหน่อย
“เธอเป็นอัลฟ่า พยายามอย่าหายใจเอาฟีโรโมนของวินเตอร์เข้าไป” ฟรอสต์เอ่ยเตือนสโนว์
“อัลฟ่า?” สโนว์ทวนเสียงหลงเพราะเพิ่งรู้ตัว แต่การได้รู้ความจริงถึงเพศรองของตัวเองมันก็ไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นเลยเพราะโอเมก้ากับอัลฟ้าก็แย่พอกัน
“งั้นกลิ่นเหมือนขนแมวนุ่มๆ นี่ก็คงเป็นฟีโรโมนอัลฟ่าของเธอสินะ” วินเตอร์พูดพลางหัวเราะ
“ขนแมวบ้าอะไร!” ว่าแต่กลิ่นขนแมวนุ่มๆ มันเป็นยังไงวะ? สโนว์ไม่เข้าใจคำบรรยายกลิ่นของวินเตอร์เลยจริงๆ
หลังจากที่สโนว์ได้กลิ่นฟีโรโมนของวินเตอร์น้อยลงเธอก็รู้สึกสงบขึ้นมาเล็กน้อยและสามารถประคองสติของตัวเองได้ไม่ยาก ปัญหาจึงอยู่ที่วินเตอร์ที่มีอาการกระสับกระส่ายมากขึ้นเรื่อยๆ ตอนแรกพวกเขาคิดว่าอาการฮีทครั้งแรกคงจะไม่รุนแรงนักเพราะวินเตอร์สามารถประคองสติไว้ได้นานมาก แต่ดูเหมือนว่ายิ่งเวลาผ่านไปอาการฮีทของวินเตอร์มันก็ยิ่งไต่ระดับความรุนแรงมากขึ้นไปเรื่อยๆ จนอาจจะถึงขั้นทำให้วินเตอร์ขาดสติในที่สุด หากไม่ได้รับยาระงับฮีทอาการฮีทก็ยากที่จะสงบ
แต่ในตอนนี้พวกเขาไม่มียาระงับฮีท เนื่องจากว่ายาระงับฮีทนั้นมีค่ามาก ทางกองทัพจึงไม่มีทางให้ยาที่มีค่านั่นกับใครจนกว่าจะมีการยืนยันว่าคนคนนั้นเป็นโอเมก้า เพราะงั้นพวกเธอจึงไม่ได้รับแม้แต่ยาระงับฮีทแบบสำรองมาแม้ว่าจะมีความเสี่ยงที่เพศรองที่ยังไม่ปรากฏของพวกเธอจะเป็นโอเมก้าก็ตาม
“เดี๋ยว! นั่นนายจะทำอะไรน่ะวินเตอร์!” ฟรอสต์ตะโกนห้ามปรามขึ้นมาเมื่อจู่ๆ วินเตอร์ก็ทำท่าจะพุ่งเข้าไปตะครุบสโนว์อย่างกะทันหัน
“อย่าง อย่างน้อยก็ขอจูบ” วินเตอร์ที่กำลังกระสับกระส่ายพยายามดิ้นรนออกจากการจับกุมของฟรอสต์
“นายกำลังทำให้ตัวเองคุมสติของตัวเองไม่ได้นะ” หากวินเตอร์ปล่อยตัวเองให้เป็นไปตามสัญชาตญาณ เขาอาจคุมสติของตัวเองไม่อยู่ ฟรอสต์จึงไม่ยอมปล่อยวินเตอร์ไป “อย่าลืมว่าเรารั้งอยู่ที่นี่ต่อนานไม่ได้ ปรสิตที่สามารถมุดดินได้อาจมาถึงตัวพวกเราเมื่อไหร่ก็ได้” เขาเอ่ยเตือน
แต่สโนว์คิดต่างจากฟรอสต์ “ฟรอสต์ เราระเบิดอุโมงค์ยาวกว่าห้าสิบกิโลเมตรเลยนะ กว่าพวกมันจะขุดดินมาถึงพวกเรามันก็น่าจะใช้เวลาสักพัก ฉันว่าการที่จะให้วินเตอร์ปลดปล่อยสักครั้งมันน่าจะทำให้เขาดีขึ้นนะ”
ฟรอสต์หันมาสบตากับสโนว์ เมื่อเขามั่นใจว่าเธอสามารถคงสติได้เขาก็คิดพิจารณาในใจหน้าเครียดและจากนั้นเขาก็ยอมปล่อยวินเตอร์ไป วินเตอร์ก็เลยรีบพุ่งเข้าไปกอดสโนว์อย่างรีบร้อนและคลอเคลียเธอราวกับแมวยักษ์ขี้อ้อน
“สโนว์ฉันขอจูบหน่อย” เอ่ยเสียงอ้อนพลางจูบหน้ากากกันแก๊สที่สโนว์สวมอยู่
“ไม่” สโนว์ตอบปฏิเสธทันที ขนาดสวมหน้ากากอยู่เธอยังได้กลิ่นฟีโรโมนอันเข้มข้นของเขาเลย ถ้าถอดหน้ากากออกกลิ่นนั่นคงทำให้เธอบ้าคลั่งแน่ เธอไม่อยากถูกอารมณ์ครอบงำไปด้วยอีกคนหรอกนะ
วินเตอร์ได้แต่ส่งเสียงคร่ำครวญอย่างเสียดาย เขาเลื่อนใบหน้าไปจูบคอของสโนว์แทน กลิ่นฟีโรโมนอัลฟ่าอ่อนๆ ของสโนว์ทำให้เขาร้อนรุ่มไปทั้งตัวแต่ในขณะเดียวกันมันก็ทำให้เขาสงบลงด้วย เขาจึงต้องการสูดดมกลิ่นของสโนว์มากกว่านี้และขณะก้มหน้าจูบคอของสโนว์เขาก็พยายามปลดกางเกงของตัวเอง
เอาแล้ว หนังสดกในสถานการณ์นี้เหรอ?
[7] [ทางออก]ขณะที่ปล่อยให้วินเตอร์คลอเคลียและใช้กลิ่นอัลฟ่าของเธอในการช่วยตัวเอง สโนว์ก็พยายามทำใจให้สงบเพื่อไม่ให้กลิ่นโอเมก้าของวินเตอร์มาควบคุม ส่วนฟรอสต์นั้นก็ไม่ได้ปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยเสียเปล่า เขาพยายามขุดเจาะกำแพงดินที่ถล่มลงเพื่อหาเส้นทางไปต่อผ่านไปครึ่งชั่วโมงในที่สุดสโนว์ก็หลุดพ้นจากสถานการณ์น่าอึดอัดใจและร่างกาย ส่วนวินเตอร์ก็ดูหน้าตาแจ่มใสขึ้นมาเล็กน้อยหลังจากที่ได้ปลดปล่อยไปครั้งหนึ่ง ตอนนี้อาการฮีทของวินเตอร์น่าจะอยู่ในการควบคุมอย่างสงบไปได้อีกสักพักและก่อนอาการฮีทจะพลุ่งพล่านขึ้นมาอยู่เหนือการควบคุมอีกพวกเขาควรเร่งรีบออกจากที่นี่ สโนว์และวินเตอร์จึงไปช่วยฟรอสต์ขุดดินที่ได้ถล่มลงมากลบฝังทางหนีของพวกเขาไว้ใช้เวลาไม่นานพวกเขาก็ขุดทะลุผนังดินจนทะลุไปถึงเส้นทางอุโมงค์อีกด้านที่ไม่ได้รับผลกระทบกับระเบิดทางจึงปิดโล่งและไม่มีปรสิตสักตัวเพราะพวกมันทั้งหมดถูกดินถล่มลงมาทับตายที่อุโมงค์อีกด้านแล้ว“มีแค่ทางเดียวแล้วที่เราไปได้…แถมยังเป็นทางที่ไม่รู้จุดหมายอีก” สโนว์หันไปมองทางตันข้างหลังที่มีเส้นทางที่สามารถพาพวกเขาออกไปข้างนอกได้ก่อนจะหันกลับมามองทางข้างหน้าที่ไม่รู้ว่าจะมีท
[8] [สิ่งมีชีวิตประหลาด]พวกเขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่ารังของพวกปรสิตมันมีทางเชื่อมต่อกัน!“วิ่งเร็วกว่านี้ไม่ได้รึไง! พวกข้างหลังจะตามมาทันแล้ว!” สโนว์ตะโกนขณะเดียวกันก็ยิงกระสุนน้ำใส่ฝูงปรสิตที่วิ่งตามมาจากข้างหลัง“ข้างหน้ามีพวกมันเต็มเลยนะ!” วินเตอร์ตะโกนประท้วง “อีกอย่างฉันแบกพวกเธอทั้งสองคนอยู่นะ!” เขาตะโกนประท้วงอีกประโยคเนื่องจากว่าวินเตอร์วิ่งเร็วและแข็งแรงมาก เมื่อถึงยามหนีเขาสามารถวิ่งทิ้งห่างสโนว์และฟรอสต์ได้เป็นกิโลเมตร เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์วิ่งหนีทิ้งเพื่อนไว้ข้างหลังวินเตอร์ก็เลยต้องแบกเพื่อนทั้งสองคนขึ้นบ่าและวิ่งหนี สโนว์และฟรอสต์จึงรับหน้าที่กำจัดฝูงปรสิตที่เข้ามาขวางทางแต่พวกเขาคงทำแบบนี้ไปได้อีกไม่นานมากนักเพราะตราบใดที่ยังไม่เจอทางออกพวกเขาก็จะถูกฝูงปรสิตรุมล้อมจนไร้ทางหนีและถูกรุมทึ้งจนไม่เหลือแม้แต่กระดูกให้ใครมาเก็บ“ไปทางไหนดี!” วินเตอร์ตะโกนถามความเห็น“เลือกสักทางสิ!” ฟรอสต์ตอบขณะนำปืนกระบอกใหม่ที่มีกระสุนเต็มกระบอกออกมาและโยนปืนที่หมดกระสุนแล้วกลับเข้าไปในมิติ ทุกขั้นตอนนั้นไม่มีการขาดช่วงแม้แต่น้อย“งั้นทางนั้น!” วินเตอร์วิ่งไปยังทางที่ตัวเองเลือกทันทีแม
[9] [ต้นกำเนิดของปรสิต]บ้านของเคนเหนือความคาดหมายของทหารหน่วยพลีชีพทั้งสามคนมาก ไม่ใช่เพราะมันเป็นถ้ำใต้ดินขนาดใหญ่ที่มีพืชมากมายเติบโตจนเขียวชอุ่มเนื่องจากได้รับแสงอย่างเพียงพอจากรูโหว่บนเพดานและได้รับน้ำอย่างต่อเนื่องจากน้ำตกใต้ดิน ทั้งหมดนั้นดูเหนือความคาดหมายก็จริง แต่สิ่งที่เหนือความหมายกว่านั้นเป็นสิ่งมีชีวิตจำนวนมากที่อาศัยอยู่ที่นั่น“นี่มันรังแกะรึไงกัน”ในโลกที่มีปรสิตครองร่างของสิ่งมีชีวิตทุกประเภทบนโลก การที่จะได้เห็นสัตว์ธรรมดาตามธรรมชาตินอกเหนือจากสัตว์ที่มนุษย์เลี้ยงไว้กินมันหาได้ยากมากเพราะส่วนมากสัตว์พวกนั้นจะถูกปรสิตยึดครองร่างจนหมดเสียก่อนด้วยเหตุนั้นพวกเขาทั้งสามคนจึงตกใจและแปลกใจมากเมื่อเห็นฝูงแกะสีขาวธรรมดาเต็มถ้ำไปหมด“พวกนี้คือเพื่อนของนายเหรอ?” วินเตอร์ถามหน้าซื่อ“หา? ฉันเนี่ยนะจะเป็นเพื่อนกับพวกสิ่งมีชีวิตไร้สมองพวกนี้น่ะ? นายโง่รึไงถึงได้เอาฉันไปเทียบกับสัตว์พวกนั้นน่ะ!” ใบหน้าน่ารักราวกับแกะน่ารักของเคนเปลี่ยนเป็นโกรธเกรี้ยวทันทีวินเตอร์กะพริบตาปริบๆ หน้าตาซื่อบื้อของเขาแสดงความสับสน เขาพูดอะไรผิดทำไมถึงโกรธขนาดนั้น? เคนก็เป็นแกะเหมือนกันไม่ใช่เหรอ? วิน
[10] [บ่อน้ำพุร้อน]ฟรอสต์ได้ติดต่อกลับไปยังกองทัพทหารที่สังกัดอยู่เพื่อรายงานตัวแล้วและหลังจากนั้นเขาก็ได้รับคำสั่งจากผู้บัญชาการให้รอรับภารกิจต่อไปอยู่ที่ฐานทัพที่ใกล้ที่สุด พวกเขาจึงเดินทางไปยังฐานทัพทหารรหัส 056 ซึ่งเป็นฐานทัพที่ใกล้ที่สุดในตอนนี้เมื่อทหารหน่วยพลีชีพทั้งสามคนเดินทางไปถึงฐานทัพทหารรหัส 056 สิ่งแรกที่พวกเขาต้องทำก็คือการตรวจร่างกาย ทั้งตรวจเพื่อยืนยันว่าร่างกายไม่มีปรสิตแฝงตัวอยู่ ตรวจเพื่อดูแลสุขภาพร่างกายให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ที่สุด และตรวจเพื่อยืนยันเพศรองด้วยแน่นอนว่าผลการตรวจเพศรองของวินเตอร์และของสโนว์ปรากฏออกมาอย่างที่คาดไว้“โอเมก้า มีกำกับไว้ด้วยนะว่าพัฒนาสมบูรณ์มาก” วินเตอร์อ่านผลการตรวจในแท็บเล็ต“อัลฟ่า” ผลการตรวจไม่ต่างจากที่คาดไว้ สโนว์จึงไม่ได้สนใจและหันไปสนใจผลการตรวจของฟรอสต์ที่เธอยังไม่รู้ “ผลออกมาเป็นไง”ฟรอสต์อ่านผลการตรวจของตัวเอง ท่าทางนิ่งเงียบคาดเดาอารมณ์ได้ยาก สโนว์และวินเตอร์จึงยื่นคอไปแอบอ่าน ซึ่งผลก็ปรากฏออกมาเหมือนกับของวินเตอร์“โอเมก้า พัฒนาสมบูรณ์…เรามันโชคร้ายจริงๆ” วินเตอร์ตบบ่าฟรอสต์พลางถอนหายใจยอมรับผลตรวจที่ไม่เป็นอย่างที่หวัง“เ
[11] [วันพักผ่อน]ทหารหน่วยพลีชีพทั้งสามมาถึงใจกลางเมืองแล้ว พวกเขาเลือกที่จะมาเปิดหูเปิดตาที่นี่ก็เพราะมันเป็นย่านท่องเที่ยวของโดมแห่งนี้ แต่เมื่อมาถึงใจกลางเมืองพวกเขาก็เริ่มรู้สึกว่าพวกเขาได้ตัดสินใจผิดไป“ที่นี่มันอะไรกัน มนุษย์เดินยั้วเยี้ยไปมาอย่างกับปรสิต”ความสงบสุขในโดมทำให้มนุษย์ข้างในลดการป้องกันตัวลงและกล้าที่จะออกมาเดินเล่นโดยไม่ได้คำนึงถึงความปลอดภัยเลยแม้แต่น้อย ในเมืองจึงเต็มไปด้วยผู้คนที่เดินขวักไขว่กันไปมาด้วยท่าทางสบายใจและมีความสุขทหารหน่วยพลีชีพทั้งสามนึกภาพสถานการณ์ในใจกลางเมืองที่มนุษย์อาศัยอยู่ไม่ออกอยู่แล้ว พวกเขาจึงไม่ได้คาดการไว้ว่าจะเจอกับสถานการณ์เช่นนี้“ทำไมเอาไปเปรียบเทียบกับพวกปรสิตล่ะ” วินเตอร์ถามสโนว์ที่เพิ่งกล่าวประโยคเมื่อกี้ออกมา“เดินอย่างไร้ระเบียบ ชนกันจนสับสนวุ่นวายไปหมด ถ้าเกิดถึงเวลาต่อสู้หรือหนีขึ้นมาคงเหยียบกันตายก่อนที่จะถูกปรสิตฆ่า” สโนว์วิจารณ์“จะว่าไปก็ใช่” วินเตอร์พยักหน้าเห็นด้วย “แต่วันนี้เรามาเที่ยวเล่นที่นี่เพื่อเปิดหูเปิดตากันนะ เพราะงั้นช่างเรื่องนั้นไปเถอะน่า” กล่าวจบวินเตอร์ก็พาสโนว์และฟรอสต์เดินเข้าไปในฝูงชน“แล้วจะไปไหน” ฟ
[12] [วันพักผ่อน]หลังจากได้เสื้อผ้าคนละสามตัวแล้วพวกเขาก็ยังเดินสำรวจเมืองต่อจนกระทั่งสโนว์ไปเจอร้านหนึ่งที่สะดุดตาของเธอไม่น้อย“อะไรกันเนี่ย เสื้อผ้าที่ปิดเฉพาะส่วนล่างและส่วนหน้าอกแบบนี้มันจะป้องกันอะไรได้กัน มันเป็นเสื้อผ้าที่คนที่นี่นิยมใส่กันเหรอ?” วินเตอร์วิจารณ์เสื้อผ้าที่อยู่บนหุ่นลองเสื้ออย่างตกใจ“เจ้าโง่ นั่นมันชุดชั้นในต่างหากล่ะ” สโนว์พูด ใช่แล้วร้านที่เธอสนใจมันก็คือร้านชุดชั้นในยังไงล่ะ! สโนว์ไม่ลังเลที่จะเดินเข้าไปในร้าน“เธอจะซื้อเหรอ” วินเตอร์ถาม“แน่นอน ชุดชั้นในมันใส่ไว้ข้างในเพราะงั้นมันไม่มีทางส่งผลต่อความล่าช้าตอนที่ฉันจะเปลี่ยนไปสวมเครื่องแบบทหารหรอก” เธอหันไปพูดกับฟรอสต์เพื่อบอกเป็นนัยว่าเธออยากจะซื้อมันมากกว่าหนึ่งตัว!เมื่อได้เข้าไปข้างในร้านชุดชั้นในหญิง มันก็ได้เปิดหูเปิดตาพวกเขาในเรื่องที่ไม่เคยรู้มาก่อนอีกครั้ง“ปกติชุดชั้นในมันเล็กอย่างนี้เหรอ? แล้วนี่คือเส้นอะไร” วินเตอร์สับสนอย่างมากกับกางเกงในขนาดที่เล็กกว่ามือและเส้นระโยงระยางที่น่าจะเป็นกางเกงในด้วยเหมือนกัน ดูขาดแคลนผ้ามาก ชั้นในของทหารยังมีผ้ามากกว่าเลย อย่างน้อยชุดชั้นในของสโนว์มันก็เป็นกางเกง
[13] [ฟรอสต์กับอาการฮีท] ก่อนวันที่คาดว่าอาการฮีทครั้งแรกของฟรอสต์จะมาถึงหนึ่งวัน ฟรอสต์ก็ได้เริ่มเก็บตัวทันที นั่นบ่งบอกถึงความกังวลของฟรอสต์เกี่ยวกับการฮีทครั้งแรกของตัวเองไม่น้อยฟรอสต์เป็นคนพูดน้อยและไม่ค่อยแบ่งปันความกังวลของตัวเองให้ใครฟังมากนัก สโนว์และวินเตอร์อดรู้สึกเป็นห่วงไม่ได้ก็เลยไปยืนเฝ้าหน้าห้องที่ฟรอสต์ใช้ซ่อนตัวชั่วคราวเพื่อความสบายใจของพวกเขาและรวมถึงฟรอสต์ด้วย“ถ้านายอยากได้อะไรเรียกพวกเราได้นะ” วินเตอร์เคาะประตูและตะโกน“นายลืมไปแล้วรึไงว่าฟรอสต์มีกระเป๋ามิติของตัวเอง” สโนว์พูด“เผื่อว่าฟรอสต์ลืมเอาบางอย่างใส่กระเป๋ามิติไง” วินเตอร์เอ่ย “ว่าแต่อาการฮีทของฟรอสต์จะอยู่นานแค่ไหน?”“ถ้าไม่มีอะไรผิดปกติก็น่าจะแค่สามสี่วัน คงไม่ยาวนานเป็นสัปดาห์เหมือนนายหรอก”สามวันผ่านไปแต่ปรากฏว่าสามวันผ่านไปฟรอสต์ก็ไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้นหรือออกจากห้องเลย เสียงหอบอย่างทรมานของฟรอสต์ดังเล็ดลอดออกมาจากข้างในห้องสร้างความกังวลให้สโนว์และวินเตอร์ไม่น้อยทั้งที่ฟรอสต์ใช้ยาระงับฮีทไปแล้วแต่มันกลับไม่ดีขึ้นเลย! ยาระงับฮีททั่วไประงับอาการฮีทของฟรอสต์ไม่ได้อย่างที่แพทย์บอกไว้ไม่มีผิด“อาการฮี
[14] [เดินทางท่องเที่ยว?]คำสั่งของผู้บัญชาการของหน่วยพลีชีพที่หนึ่งมาถึงแล้ว คำสั่งคือ [เดินทางไปพักผ่อนทางเหนือได้ตามใจชอบ ระยะเวลาคือสามเดือน]หากคนธรรมดาได้ยินคำสั่งนี้คงเข้าใจว่าพวกเขาได้รับวันหยุดพักผ่อนสามเดือนเต็ม แต่สำหรับทหารหน่วยพลีชีพที่คุ้นเคยกับคำสั่งเช่นนี้ของผู้บัญชาการแล้วสามารถเข้าใจได้ทันทีว่ามันคือคำสั่งให้พวกเขาเดินทางไปทางเหนือโดยทำเหมือนไปพักร้อนแต่ความจริงแล้วคำสั่งก็คือให้พวกเขาไปรอประจำการที่ทางเหนือเพื่อรอรับภารกิจที่อาจจะมาอย่างกะทันหันภายในสามเดือนนี้ไม่ต่างจากคำสั่งให้ไปทำภารกิจนัก“เดี๋ยวนะ คำสั่งคือให้เราเดินทางเองเหรอ” สโนว์ถามด้วยสีหน้าขยาดเมื่อทราบว่าทางกองทัพจะไม่ส่งยานพาหนะมาให้พวกเธอเพราะพวกเธอจะไป ‘พักผ่อน’ ไม่ได้ไปทำภารกิจ ซึ่งไม่มีสิทธิ์ใช้ยานพาหนะของทางกองทัพแต่อย่างที่ทราบกันดีว่ายานพาหนะและเชื้อเพลิงของยานพาหนะหายากแค่ไหนในยุคนี้ คนธรรมดาแทบไม่มีโอกาสได้ครอบครองเพราะส่วนมากของพวกนี้ทางกองทัพทหารจะยึดครองไว้ใช้เองทั้งหมด และยังมีอุปสรรคอย่างพวกปรสิตที่มักจะเข้ามาโจมตีทั้งทางพื้นดินและทางอากาศอีก แม้จะหายานพาหนะได้แต่ถ้าหากยานพาหนะไม่แข็งแรง
[33] [ขั้นตอนสุดท้าย]“ฮา…” ลมหายใจที่สโนว์พ่นออกมากลายเป็นควันเพราะความหนาวในอุณหภูมิเยือกแข็ง สโนว์ยกขาถีบปรสิตที่กลายเป็นรูปปั้นน้ำแข็งตรงหน้าให้ล้มจนมันแตกเป็นเสี่ยง จากนั้นสโนว์ก็เริ่มไล่ทุบและเตะปรสิตทั้งหมดที่ขยับไม่ได้เพราะถูกพลังของเธอแช่แข็งจนพวกมันแตกเละไม่เหลือชิ้นดี หมดโอกาสที่จะกลับมามีชีวิตอีกแล้ว ซึ่งจุดประสงค์ในการไล่ทุบทำลายอย่างโหดเหี้ยมของเธอก็เพื่อระบายอารมณ์หงุดหงิดล้วนๆ ไม่ได้มีโกรธแค้นพวกมันมาตั้งแต่ชาติปางก่อนแต่อย่างใดสโนว์สูดหายใจเข้า “ไปตายซะไอ้พวกปรสิตเฮงซวยเอ๊ย!” เมื่อตะโกนเพื่อระบายอารมณ์แล้วเธอก็ยังกระทืบเศษน้ำแข็งที่เคยเป็นปรสิตมาก่อนจนมันกลายเป็นฝุ่นไปแล้วซึ่งสาเหตุของอารมณ์หงุดหงิดของสโนว์ก็จะมาจากไหนไปไม่ได้นอกจากเรื่องของวินเตอร์และฟรอสต์ที่เธอได้ยินมาจากอีธาน เธอไม่มีทางเชื่อเด็ดขาดว่าพวกเขาจะตายไปทั้งแบบนั้น เธอหวังว่ามันจะเป็นเรื่องโกหก แต่ความกังวลและความกระวนกระวายก็ยังไม่หายไปและมันทำให้เธอรู้สึกหงุดหงิด สุดท้ายเธอก็ได้มาระบายอารมณ์กับปรสิตที่อีธานให้เธอใช้สำหรับทดสอบใช้พลังจนปรสิตที่ถูกเธอใช้เป็นที่ระบายอารมณ์ไม่เหลือแม้แต่ซากอย่างที่เห็น
[32] [ผลของฟีโรโมน]“ทดลอง ทดลอง ใส่สารตัวนี้สักหน่อย ใส่ตัวนี้สักนิด ไม่สิ ตัวนี้มีฤทธิ์เบาเกินไป ส่วนตัวนี้มีผลเสียต่อร่างกาย งั้นลองสารนี้แล้วกัน” อีธานพึมพำขณะที่กำลังปรุงสารบางอย่างลงในหลอดแก้วอย่างอารมณ์ดีสโนว์นั่งมองรอยยิ้มกว้างนั่นด้วยสายตาปลาตาย น่าเสียดายมากที่เธอไม่สามารถหนีไปจากเจ้าคนประหลาดคนนี้ได้ ในขณะที่เธอปลงตกอีธานก็เหมือนจะเสร็จธุระของตัวเองแล้ว เขาหันมาหาเธอพร้อมกับถือหลอดแก้วที่มีสารบางอย่างที่ปรุงแล้วเรียบร้อยในมือ“ลองชิมได้ไหมครับ? ไม่เป็นอันตรายแน่นอนเพราะผมมั่นใจในการคำนวณมากเลย” อีธานยื่นหลอดแก้วที่มีสารเหลวสีน้ำเงินมาให้สโนว์ แต่เมื่อเห็นว่าสโนว์ที่มีบรรยากาศต่อต้านมือที่ยื่นหลอดแก้วออกไปก็มีท่าทีเงอะงะอย่างตื่นเต้น แม้ว่าเธอจะไม่ต่อสู้เพื่อต่อต้านแล้วแต่ก็ไม่ได้ยอมจำนน อีธานคิดว่าหากเขากระตุ้นเธอสักหน่อยมันก็มีความเป็นไปได้ที่เธอจะอาละวาดเพียงแค่จินตนาการเปลือกตาของอีธานก็กระตุก ริมฝีปากของเขาเม้มลงเล็กน้อย และแก้มของเขาก็แดงขึ้นมาเล็กน้อย เขากำลังคาดหวังให้มันเกิดขึ้นอีธานก้าวไปยืนชิดกับเก้าอี้ที่สโนว์นั่งอย่างกะทันหันจนสโนว์ผงะ เธอขมวดคิ้วขณะเงยหน้ามอ
[31] [ราชา]มองไปทางไหนก็เจอแต่หิมะสีขาวโพลนและสายลมเย็นยะเยือก ความหนาวเย็นบนยอดภูเขาหิมะทำให้ความเจ็บปวดจากแผลไฟลวกบนมือของสโนว์ลดลงเล็กน้อย“ทำไมต้องมาอยู่บนภูเขาหิมะด้วยเนี่ย” สโนว์บ่น หากให้บุกฝ่าภูเขาหิมะไปโดยที่ไม่พกอะไรติดตัวไปสักอย่างก็เกรงว่าจะหมดแรงและหนาวตายอยู่ระหว่างทางเสียก่อน แต่สโนว์ในตอนนี้ไม่มีทางให้เลือกมากนัก เธอเดินเหยียบหิมะหนาไปข้างหน้า แต่เมื่อเดินไปได้ไม่ไกลสโนว์ก็รู้สึกถึงอันตรายบางอย่างโดยสัญชาตญาณมีบางอย่างใต้หิมะแต่ยังไม่ทันที่สโนว์จะรู้ว่ามันคืออะไรสิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้หิมะก็คลานออกมาจากใต้หิมะหนา มันไม่ได้มีเพียงตัวเดียว แต่มีหลายตัว“คน?” เมื่อเห็นในแวบแรกเธอก็คิดอย่างนั้นเพราะรูปร่างที่เหมือนมนุษย์ของมัน แต่กลิ่นอายของมันทำให้สโนว์รู้สึกว่ามันไม่ใช่“ห้าม…ออก…ไป” คนที่โผล่ออกมาจากหิมะได้พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก“ห้าม…ออก…ไป” “ห้าม…ออก…ไป” “ห้าม…ออก…ไป” พวกมันเริ่มพูดคำพูดเดียวกันซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับพูดคำอื่นไม่เป็น สโนว์รู้สึกว่าคนพวกนั้นผิดปกติ เธอเตรียมตัวต่อสู้ได้ทุกเมื่อหากพวกมันโจมตี แม้ว่าเธอจะเสียพลังไปมากจนฝืนต่อไปแทบไม่ไหว แต่เธอก็พร
[30] หิมะไม่ยอมละลาย“เฮ้อ…” วินเตอร์ไม่รู้ว่าตัวเองถอนหายใจออกมากี่ครั้งแล้ว ใครจะไปสนใจนับจำนวนลมหายใจของตัวเองในขณะที่ยังไม่รู้ว่าเพื่อนที่ถูกลักพาตัวไปเป็นตายร้ายดียังไงได้อย่างไรกัน“…” ฟรอสต์มีท่าทีนิ่งสงบตรงกันข้ามกับท่าทางของวินเตอร์ที่กระวนกระวายเคียร่ามองหน้าทหารหน่วยพลีชีพทั้งสองคนสลับไปมา ถึงท่าทางที่แสดงออกของพวกเขาจะตรงกันข้ามกัน แต่เคียร่าสามารถบอกได้ว่าพวกเขาอยู่ในอารมณ์เดียวกัน“ตาแดง ขอบตาดำคล้ำ….อย่างกับปรสิตแพนด้า” “อาการแบบนี้เรียกว่าเครียดจนนอนไม่หลับครับ” เซบาสเตียนกล่าว ในอ้อมแขนของเขายังอุ้มแมวขาวที่กำลังนอนหลับสนิทแลดูสบายอกสบายใจเข้าสู่วันที่เจ็ดแล้วตั้งแต่สโนว์ถูกลักพาตัวหายไป ด้วยความช่วยเหลือจากผู้นำโดมอย่างอลันที่ช่วยแกะรอยองค์กรไกด์ที่คาดว่าลักพาตัวสโนว์ไป วินเตอร์และฟรอสต์ก็มุ่งหน้าตามร่องรอยได้มาอย่างไม่หยุดพัก พวกเขาไม่ได้แม้จะนอนหลับด้วยซ้ำ เพียงหลับตาเพื่อพักสายตาครู่หนึ่งก็ตื่นขึ้นมาค้นหาร่องรอยต่อจนกระทั่งร่างกายที่แม้จะวิวัฒนาการแล้วก็ยังแสดงอาการที่บ่งบอกว่านอนน้อยให้เห็น“เฮ้อ” วินเตอร์ในสภาพนอนน้อยจนใต้ตาดำถอนหายใจออกมาอีกรอบพลางหันไปมองฟร
[29] [หลบหนี]บนหน้าต่างยังฉายภาพภูเขาหิมะเช่นเดิม สวยงามแต่ก็น่าเบื่อ สโนว์ยืนมองออกไปอย่างไร้อารมณ์ เฝ้ารอการมาของคนเพียงคนเดียวที่เข้ามาหาเธอในห้องสีขาวอันว่างเปล่านี้ตามช่วงเวลาเดิมของทุกวันประตูห้องที่เหมือนกับห้องปิดตายนี้ก็เปิดออก ในเสี้ยววินาทีที่ประตูปลดล็อกและแง้มเปิดพลังพิเศษของสโนว์ก็พุ่งตรงเข้าไปทำลายประตู แต่ในเสี้ยววินาทีเดียวกันปลอกคอและกำไลบนข้อเท้าและข้อมือของเธอก็เริ่มทำงานเช่นกันแม้ว่าประตูจะหยุดทำงานชั่วคราวและมีโอกาสให้หนีออกไปจากห้องขังนี้แต่สโนว์ก็ได้ทรุดลงไปนอนกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรงหนีแล้ว อีธานเดินเข้ามาและหยุดอยู่ตรงหน้าสโนว์“ผมไม่คิดว่าคุณจะเป็นเด็กดื้อขนาดนี้” สโนว์มองปลายเท้าที่มาหยุดอยู่ตรงหน้าของเธอ ทันใดนั้นแขนที่น่าจะขยับไม่ได้ของเธอได้เอื้อมไปคว้าข้อเท้าของอีธานอย่างรวดเร็ว “!?” อีธานที่ไม่ทันระวังตัวพยายามชักเท้าหนี แต่ทันใดนั้นเขาก็รู้มึนงงราวกับสมองกลับด้านอย่างกะทันหัน อีธานล้มลงไปนั่งกับพื้นอย่างอ่อนแรงโดยที่สโนว์ไม่จำเป็นต้องออกแรงดึงข้อเท้าของเขาเลยดวงตาสีฟ้าของเขาเบิกกว้างขณะมองสโนว์ที่ยืนขึ้นได้ทั้งที่กำไลข้อมือและข้อเท้ากำลังทำงานด้
[28] [หนีดีกว่า]ไม่สามารถต่อต้าน ไม่สามารถหลบหนี ไม่สามารถจบชีวิตตัวเองได้ และไม่อยากให้ความร่วมมือ แต่ท้ายที่สุดก็ไม่มีอะไรที่ทำได้นอกจากยอมจำนน ซึ่งทางเลือกในการยอมจำนนมันก็ไม่ใช่ทางเลือกที่น่าลำบากใจนักสำหรับสโนว์ ถ้าให้เลือกระหว่างต่อต้านโดยอาละวาดอย่างไร้ความหมายและไร้ผลลัพธ์ที่ต้องการ เธอเลือกยอมจำนนอย่างสงบเพื่อหาทางรอดอื่นดีกว่าตัวเลือกแรกก็คงต้องเป็นการยื่นข้อเสนอ“สองเดือน ฉันมีเวลาแค่สองเดือนที่นี่เพราะฉันยังมีภารกิจที่ต้องทำอยู่” ภารกิจที่เธอหมายถึงคือหยุดพักจากงานและเดินทางไปทางเหนือ“อือ…ยอมรับได้เพียงครึ่งเดียว” อีธานครุ่นคิดเพียงครู่เดียวก่อนจะพยักหน้าเห็นด้วย เขายอมตกลงง่ายมากจนสโนว์แปลกใจสโนว์เพิ่งมานึกระแวงว่าการทดลองที่ว่านั่นอาจจะทำให้เธอกลายเป็นตัวอะไรสักอย่างที่ไม่รู้จักก็ได้“นายต้องการทดลองอะไรถึงต้องมาเจรจากับฉันเพื่อขอความร่วมมือก่อนในเมื่อนายสามารถบังคับฉันได้?” “ผมไม่อยากได้ตัวทดลองที่ไร้จิตวิญญาณ สิ่งสำคัญในการทดลองครั้งนี้จะต้องคงอยู่เช่นเดิมของสติปัญญาของสิ่งมีชีวิต” “ฉันไม่ค่อยอยากจะเชื่อนายเท่าไหร่ นายคงไม่ได้มีแผนอย่างการกล่อมให้ฉันยอมรับการทดลอ
[27] [เจรจา]เมื่อตื่นขึ้นมาสโนว์รู้สึกเหมือนกับว่าเธอได้นอนหลับไปยาวนานมาก ไม่สิ มันไม่ใช่ความรู้สึก ความจริงแล้วเธอรู้ตัวว่าตัวเองนอนหลับไปยาวนานมากแล้วจริงๆ แม้ว่ายาสลบยังไม่หมดฤทธิ์แต่สโนว์ก็ได้สติกลับมาเป็นบางช่วงจึงสามารถรับรู้ถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นรอบตัวได้ในช่วงเวลาสั้นๆ ซึ่งก็ดูเหมือนว่าตัวเธอจะกำลังถูกคนบางกลุ่มพาตัวไปที่ไหนสักแห่งโดยระหว่างทางคนกลุ่มนั้นก็จะคอยให้ยาสลบกับเธอตามเวลาเพื่อไม่ให้เธอตื่นขึ้นมากลางคันแต่ตอนนี้สโนว์ไม่รับรู้ถึงคนกลุ่มนั้นอยู่รอบตัวอีกแล้ว หลังจากตื่นมารอบนี้ก็ไม่มีใครให้ยาสลบอย่างต่อเนื่องกับเธออีก สโนว์จึงเริ่มกลับมาควบคุมร่างกายของเธอได้อีกครั้งและในที่สุดก็ลืมตาขึ้นมาได้แล้วดวงตาของสโนว์ปรับเข้ากับแสงบนเพดานห้องได้อย่างรวดเร็ว อย่างแรกคือสำรวจรอบตัว ตอนนี้เธอกำลังอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมขนาดค่อนข้างใหญ่แต่มันไม่มีอะไรเลยนอกจากเตียงสีขาวที่เธอนอนอยู่และหน้าต่างกระจกบานหนึ่งที่มีขนาดเท่าผนังห้อง ส่วนผนังอีกสามด้าน พื้น และเพดานห้องก็เป็นแค่สีขาวว่างเปล่า สโนว์เดินเข้าไปใกล้หน้าต่างกระจกใส ภาพหลังกระจกที่ได้ปรากฏให้เห็นก็คือภูเขาหิมะ หากว่าหลังกระ
[26] เจรจา โดมได้ผ่านพ้นวิกฤตจากปรสิตมดมาได้แล้ว จากความช่วยเหลือจากกำลังเสริมจากกองทัพทหารใกล้เคียงพวกเขาจึงสามารถกวาดล้างปรสิตที่ยังหลงเหลืออยู่ในโดมได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น เมื่อสถานการณ์อยู่ในการควบคุมแล้วทหารหน่วยพลีชีพที่อยู่ในช่วงวันหยุดพักผ่อนจึงไม่จำเป็นต้องฝืนทำงานต่อ พวกเขาจึงถอยออกมาจากสนามรบ แต่พวกเขาก็ได้รับข่าวร้ายหลังจากนั้น“หมายความว่ายังไงที่ว่าสโนว์หายไป!” วินเตอร์แทบจะแสดงความโกรธเกรี้ยวทั้งทีที่ได้รับข่าว เขาเกือบจะพุ่งเข้าไปกระชากคอเสื้อของอลันที่เป็นคนบอกข่าวนี้กับเขา โชคดีที่ฟรอสต์จับไหล่ของวินเตอร์เอาไว้ได้ก่อน“อธิบาย” ฟรอสต์ถามเพียงคำเดียว แต่นั่นก็สร้างความกดดันให้กับอลันไม่ต่างจากที่เกือบโดนวินเตอร์กระชากคอ“มีรายงานจากทหารทีมลอบยิงทางอากาศมาว่าพลทหารหญิงสโนว์หายตัวไปหลังจากเข้าไปช่วยพลเรือนคนหนึ่งที่ทำงานเป็นพนักงานซ่อมแซมกำแพง หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจพวกเขาจึงเข้าไปตรวจสอบและยืนยันว่าพลทหารสโนว์ไม่ได้เสียชีวิตแต่หายตัวไปเพราะมันไม่ร่องรอยของการถูกสังหาร ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดของการหายตัวไปแต่น่าจะเกี่ยวข้องกับพลเรือนที่เธอเข้าไปช่วยเพราะเมื่อทหารทีมลอบยิงท
[25] [ลักพาตัว] [จบ part 1]ฟรอสต์และวินเตอร์ถูกล้อมไว้ทุกทางโดยปรสิตเพราะพวกเขากลายเป็นเป้าหมายของความโกรธแค้นของพวกปรสิต แต่ตอนนี้วินเตอร์และฟรอสต์ไม่สามารถหนีไปจากตรงนี้ได้ วินเตอร์จำเป็นต้องปิดปากหลุมด้วยพลังโล่ของเขาเพื่อไม่ให้แก๊สพิษและปรสิตที่เหลือรอดเล็ดลอดออกมา ในขณะเดียวกันฟรอสต์ก็คอยปกป้องวินเตอร์ที่ไม่สามารถปกป้องตัวเองได้ชั่วคราวการรับมือกับฝูงปรสิตร่างมดที่ไม่ได้มีพลังโจมตีมากนักไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับฟรอสต์ เขายังมีอาวุธเหลืออยู่มากมายในคลังมิติของเขา เขายืนอย่างมั่นคงต่อหน้าฝูงปรสิตแล้วนำปืนกลอัตโนมัติออกมาสองกระบอกและปล่อยให้พวกมันทำงานกำจัดปรสิตโดยอัตโนมัติ ถ้ามีปรสิตที่หลบวิถีกระสุนของปืนกลได้พวกมันก็จะถูกระเบิดไฟฟ้าของฟรอสต์โจมตีแทนระยะการระเบิดของระเบิดไฟฟ้าไม่กว้างนักแต่อานุภาพของมันไม่อาจดูถูกได้ ปรสิตร่างมดที่ถึงแม้จะมีเกราะหุ้มตัวที่หนาในระดับหนึ่ง แต่ก็พ่ายแพ้ให้กับไฟฟ้าแรงสูงได้อย่างง่ายดายแต่ยังไงระยะการโจมตีของระเบิดไฟฟ้าก็แคบเกินไป การใช้ระเบิดไฟฟ้าจึงถือว่าเปลืองเกินไป ฟรอสต์จึงโจมตีเป็นหลักด้วยปืนที่มีอานุภาพในการทำลายสูงทั้งสองกระบอกในมือ เขายิงปืนอย