ซ่งซูหลานตั้งใจประดิษฐ์ข้าวของเครื่องใช้ด้วยความขมีขมันเพราะไม่ต้องการให้ตนว่างและคิดฟุ้งซ่านอีก ส่วนหยางเชาแม้ช่วยเหลือได้เพียงหยิบโน่นจับนี่กระจุกกระจิก กระนั้นเด็กน้อยก็ยังคอยส่งกำลังใจให้พี่สาวอยู่ไม่ห่าง
ลี่ถังรับหน้าที่นำสิ่งประดิษฐ์เหล่านั้นไปขายยังตลาด มีทั้งของเล่นเด็ก เครื่องใช้ในครัว และอื่น ๆ แปลกตาอีกมากมาย แม้นาน ๆ ครั้งจะหอบไปขายทว่าเงินที่ได้มากลับไม่น้อยเลย เนื่องจากบรรดาข้าวของเครื่องใช้ทั้งหลายล้วนเป็นสิ่งแปลกตาสำหรับชาวบ้านทั้งสิ้น
"โอ้โห นี่มันเรียกสิ่งใดรึ ไยช่างดูประหลาดตายิ่ง" ชายชรายกตุ๊กตาแกะสลักขึ้น ทว่าแขนขากลับขยับได้ตามประสงค์ อีกทั้งรูปร่างยังดูแปลกตาน่าฉงน
ลี่ถังยิ้มตอบ "นี่น่ะ เขาเรียกว่าหะ...เอ่อ...เดี๋ยวนะข้าขอคิดก่อน"
"อ้าว เจ้าขายแต่ไม่รู้รึ"
"แหมท่านลุง ขอข้านึกสักครู่ ของเหล่านี้แปลกใหม่ประดุจมาจากโลกอนาคตเชียว ชื่อมันก็เรียกยากสักหน่อย อ้อ...นึกออกแล้วล่ะ นี่คือหุ่นยนต์ไขลาน"
"อ่า...นี่มันขยับเองได้ใช่หรือไม่"
"แน่นอนว่าได้มา ๆ ข้าจะสาธิตให้ท่านดู"
"ใต้เท้าซ่งท่านมีสิ่งใดแก้ตัวหรือไม่ มิทราบหรือว่าการทำเช่นนี้เท่ากับกำลังหลอกลวงเบื้องสูง" กู้ฮ่าวเทียนเอ่ยเสียงขรึม นัยน์ตาลดมองขุนนางขั้นหนึ่งอย่างนึกคาดโทษ"ทูลฝ่าบาท เดิมทีกระหม่อมมีบุตรีสองคนก็จริงอยู่ ทว่านางมีดวงมาตุฆาตมารดา นับว่าเป็นดวงอัปมงคลยิ่ง ทั้งนี้ข้าเกรงว่าจะเป็นภัยต่อราชวงศ์ จึงมิได้ทูลเรื่องนี้" ซ่งหยวนหมิงหลุบตามองต่ำ แม้น้ำเสียงดูหนักแน่น ทว่ากรอบหน้าของเขากลับเคลือบไปด้วยหยาดเหงื่อเม็ดละเอียดที่ผุดซึมออกมาดุจหยาดน้ำฝนแม้ตระกูลซ่งจะหนุนหลังราชวงศ์มาช้านานเพียงใด ทว่ากรณีหลอกลวงเบื้องสูงมีโทษทัณฑ์ถึงขั้นประหารเจ็ดชั่วโคตรสังหรไม่ดีผุดขึ้นเป็นริ้ว เขาอยากเอ่ยปากแก้ตัวอีกครา กระนั้นเสียงหนึ่งกลับดังตัดบทความในใจขึ้นเสียก่อน"ใต้เท้าซ่ง ท่านคิดว่าบุตรีเป็นตัวอัปมงคลจริงหรือ หรือเพียงเพราะไม่อยากให้นางข้องเกี่ยวกับราชวงศ์กันเล่าหนำซ้ำท่านเป็นถึงขุนนางขั้นหนึ่งกลับหูเบาเชื่อวาจาซินแสที่มีเพียงลมปาก และวิชาจิ้งจอกลวงหลอกเพ้อเจ้ออีกอย่างนางเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของท่านท่านไม่คิดใส่ใจนางเชียวหรือ ข้าว่าท่านกำลังเล
ค่ำคืนนี้ช่างหนาวเหน็บยิ่งนัก ดูเหมือนเหมันตฤดูกำลังมาเยือน ตำบลเลี่ยงหลินที่แร้นแค้นมานานก็ยิ่งเข้าสู่ยุคข้าวยากหมากแพงเข้าไปอีก ซ่งซูหลานกำลังคิดหาวิธีเอาตัวรอดในช่วงฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึงในเร็ววันลี่ถัง "คุณหนูมานั่งทำอันใดผู้เดียวเจ้าคะ เข้าบ้านเถิดเดี๋ยวไม่สบายเอาได้"ซ่งซูหลานยิ้มตอบ "ยามหน้าหนาวชาวบ้านคงลำบากน่าดูเดิมทีทุกคนล้วนน่าเวทนายิ่งที่ต้องอาศัยอย่างอดอยากปากแห้งอยู่ในพื้นที่ทุรกันดาร พืชพรรณธัญญาหารมิอาจเติบโตงอกงามเฉกเช่นที่อื่น ความช่วยเหลือจากเมืองหลวงก็เข้าถึงเพียงน้อยนิด ข้าเกรงว่าที่เป็นเช่นนี้เพราะมีการยักยอกความช่วยเหลือเสียมากกว่า"ลี่ถังเบิกตาโพลงด้วยความตระหนก พลางเหลือบซ้ายแลขวา "ตายจริงคุณหนู ท่านอย่าเอ่ยวาจาส่งเดชเช่นนี้อีกนะเจ้าคะ ภัยอาจมาถึงตัวได้""แม่บ้านลี่ท่านกังวลเกินไปแล้ว""ไม่เอาเจ้าค่ะ ไปกันเถิด หนาวเพียงนี้เดี๋ยวไม่สบายเอาได้"ซ่งซูหลานยิ้มตอบ ร่างบอบบางลุกเดินตามอีกฝ่ายอย่างเชื่อฟัง "เด็ก ๆ เล่า""เด็ก ๆ หลับไปแล้วเจ้าค่ะ"ซ่งซูหลานพยักหน้าด้วยความเข้าใจ..รุ่งอร
"ฮือ...พี่ฉาว อย่าเอาพี่ฉาวของอาเชาไป" เจ้าตัวเล็กวิ่งล้มลุกคลุกคลานตามรถม้าที่เคลื่อนตัวห่างออกไปซ่งซูหลานเห็นแล้วปวดใจยิ่ง กระบอกตาคู่งามร้อนรื้นแดงก่ำ นางถูกสองแม่ลูกจับมัดแล้วโยนเข้ามาด้านใน เพราะทั้งสองนำบ่าวรับใช้ร่างกำยำติดตามมาด้วยทำให้นางมิอาจขัดขืน"อาเชา กลับไปอย่าวิ่งเดี๋ยวบาดเจ็บ" ซ่งซูหลานตะโกนด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ"ฮื่อ…ฮื่อ… พี่ฉาว พี่ฉาว รออาเชาด้วย อาเชาจาไปกับพี่ฉาว" เด็กน้อยยกมือปาดน้ำตา วิ่งเตาะแตะตามหลังอยู่ไม่ห่าง ขาน้อย ๆ สะดุดหินล้มหน้าคะมำ ซ่งซูหลานตกใจเบิกตาโพลง นางตั้งท่ากระโจนลงจากรถม้าด้วยความเป็นห่วงหยางเชา ทว่าสองแม่ลูกกลับคว้ากายของนางให้นั่งแหมะลงเช่นเดิมซ่งยวี่เฟิง "นั่งลง! เจ้าอย่าได้ทำเสียเรื่อง"ก่อนรถม้าจะเลี้ยวลับตาไป ซ่งซูหลานมองเห็นหยางเชานั่งร่ำไห้กายเปื้อนเขรอะมอมแมม ลี่ถังวิ่งถลาเข้าโอบประคองเจ้าตัวเล็กแนบอกพลางมองตามซ่งซูหลานด้วยแววตาเศร้าหมอง ซ่งซูหลานไม่อาจข่มกลั้นน้ำตาได้อีก หยาดน้ำสีใสพลันหลั่งรินบริเวณหางตาดุจทำนบแตกอาเชารอพี่สาวก่อน พี่สาวจะกลับมาห
"ท่านมีนามว่าอะไรเจ้าคะ"เกาหล่างคลี่ยิ้ม นานมากแล้วที่นางไม่ได้เห็นใบหน้างดงามเฉกเช่นฮูหยินใหญ่ เมื่อเห็นซ่งซูหลานมายืนเบื้องหน้ากระบอกตาจึงร้อนผ่าวแดงก่ำ เอ่ยตอบเสียงสั่นเครือ "ข้ามีนามว่าเกาหล่างเจ้าค่ะ"ริมฝีปากสีกุหลาบคลี่ยิ้มละไม อย่างน้อย ๆ ก็ยังมีคนที่ดีกับนางตั้งหนึ่งคน จู่ ๆ หญิงชราก็เยื้องย่างมายืนเบื้องหน้า พลางประคองมือของซ่งซูหลานขึ้นแนบแก้มเหี่ยวย่น สาวใช้ที่ยืนขนาบข้างซ้ายขวาตะลึงลานไปตามกัน เกาหล่างเป็นหัวหน้าสาวใช้ในจวนที่ทั้งเคร่งครัดเข้มงวด คาดไม่ถึงว่ายามนี้กลับทำตัวราวแมวเชื่อง ๆ ต่อหน้าคุณหนูที่เพิ่งพบกันเพียงครั้งแรกซ่งซูหลานงุนงง "แม่บ้านเกา เป็นอะไรไปเจ้าคะ""คุณหนู ข้าขอโทษที่ไม่อาจปกป้องท่านแทนฮูหยินใหญ่ได้ ท่านเติบใหญ่แล้ว ช่างงดงามคล้ายฮูหยินใหญ่มากไม่ผิดเพี้ยน ทว่ากลับซูบผอมไปเสียหน่อย… ไปเถิดเจ้าค่ะ บ่าวจะพาไปหาอะไรทาน"ที่แท้นางก็เคยเป็นสาวใช้ข้างกายมารดาของข้างั้นหรือซ่งซูหลานแย้มยิ้ม พลางลูบมือบนแก้มเหี่ยวย่นนั้นอย่างนึกเอ็นดู "แม่บ้านเกา ท่านไม่ต้องรู้สึกผิด ข้าอยู่ที่นั่นมีความสุขมาก"แม
ณ จวนสกุลเจี่ย"ท่านพ่อ ไหนท่านบอกว่าท่านจะส่งข้าไปเป็นชายารัชทายาท เหตุใดยามนี้ข้าทราบข่าวว่าฝ่าบาทมีราชโองการ มอบสมรสพระราชทานให้กับคุณหนูตระกูลซ่งนั่น"เจี่ยอีหนิงกระเง้ากระงอด บิดาของนางเป็นขุนนางขั้นสองก็จริงอยู่ ทว่ามิได้หนุนหลังราชวงศ์มาช้านานเฉกเช่นตระกูลเก่าแก่อย่างตระกูลซ่ง ซ้ำอีกฝ่ายยังเป็นถึงขุนนางขั้นหนึ่งความรู้ความสามารถมากล้นเจี่ยเหวยเจินมีบุตรสาวเพียงคนเดียว เดิมทีนางสามารถเข้ารับการคัดเลือกเป็นชายาขององค์ชายคนอื่น ๆ ได้ ทว่านางกลับปักใจชมชอบรัชทายาทเสียได้ บิดาเช่นเขาล้วนลำบากใจยิ่ง หาไม่แล้วอาจต้องแย่งชิงความดีความชอบของราชวงศ์จากตระกูลซ่งให้จงได้เจี่ยเหวยเจินถอนหายใจ "เอาอย่างนี้ พ่อจะส่งเจ้าเข้าไปเป็นสนมของรัชทายาทเช่นนี้แล้วเจ้าพอใจหรือไม่"เจี่ยอีหนิงหน้าคว่ำ "ข้าจะพอใจได้อย่างไร ข้าอยากเป็นชายาหาใช่สนม""จะให้ข้าทำอย่างไร ตระกูลซ่งเป็นตระกูลหนุนหลังราชวงศ์มานานโข ซ้ำยังศักดิ์ใหญ่โตกว่าขุนนางอื่น ๆ ในแคว้น เอาอย่างนี้ เมื่อเจ้าเข้าไปเป็นสนมแล้วก็ชิงความโปรดปรานมาให้ได้มีที่ใดยากหรื
เกี้ยวเจ้าสาวพร้อมขบวนแห่แหนเอิกเกริกถูกยกมาวางด้านหน้าจวนสกุลซ่ง ร่างบอบบางในชุดวิวาห์สีชาดถูกส่งขึ้นนั่งด้านในเป็นที่เรียบร้อย เมื่ออยู่ที่จวนสกุลซ่งนางไม่มีผู้ใดให้ต้องคะนึงหา มีเพียงแม่บ้านเกาที่ยังคงดีกับซ่งซูหลานที่สุด กระทั่งหน้าของผู้เป็นบิดานางก็แทบมิได้มอง ส่วนสองแม่ลูกอย่าได้เอ่ยถึง ท่าทางเหยียดหยันไม่เคยลดละลงแม้สักวันนับตั้งแต่ซ่งซูหลานก้าวเท้าเข้ามาเกี้ยวถูกยกขึ้นแล้ว ทุกอย่างเคลื่อนไหวเนิบช้า ทว่าหัวใจของซ่งซูหลานกลับเต้นระส่ำควบคุมไม่อยู่ ยามนี้ขบวนเจ้าสาวกำลังมุ่งหน้าเข้าวังหลวง ซ่งซูหลานเคยเห็นบรรยากาศเช่นนี้แค่เพียงในซีรีส์ฉากหนึ่งเท่านั้น ทว่าตอนนี้กลับเป็นนางตัวเป็น ๆ ซึ่งกำลังนั่งอยู่บนเกี้ยวในยุคจีนโบราณเสียเอง องค์รัชทายาทจะหน้าตาเป็นอย่างไร โหดร้ายน่ากลัว หล่อเหลาน่ามอง หรือว่าเงียบขรึมจนอยากถอยห่าง ยิ่งคิดก็ยิ่งประหวั่น"เอาเถอะซูหลาน ถึงอย่างไรก็ไม่อาจหลีกพ้นโชคชะตา ถือซะว่าเข้าวังหลวงหนนี้เฉกเช่นได้หนีออกจากถ้ำเสือหวังเพียงว่าในนั้นคงไม่ใช่รังหมาป่าเป็นพอ"ซ่งซูหลานเป่าลมออกจากปากเสียจนแก้มป่อง ผ้าแพรผืนสีแดงคลี่คลุมอยู่บ
ซ่งซูหลานตื่นตระหนกถึงขีดสุด ทว่ายามนี้นางไม่อาจควบคุมความปรารถนาและร้อนรุ่มที่ถาโถมเข้ามาได้แล้ว มือเรียวเอื้อมปลดอาภรณ์ตัวนอกออกจากนั้นขว้างทิ้งด้วยอาการร้อนรนเหลือไว้เพียงอาภรณ์ตัวบางสีชาดที่สวมอยู่ด้านในกู้หย่งเฟิงเลิกคิ้วพลางมองท่าทางลนลานของอีกฝ่ายด้วยความสนใจ"ชายาข้าใจร้อนนัก"ซ่งซูหลานแหงนมองหน้าเขาด้วยดวงตาแดงก่ำ ยามนี้ความกระดากอายมลายหายไปสิ้น "เสี่ยวไป๋ ข้าร้อน...""เสี่ยวไป๋..." กู้หย่งเฟิงยิ้มขัน นางถึงขั้นเรียกเขาว่าเสี่ยวไป๋ ดูเหมือนคำเรียกเช่นนี้ก็ไม่เลว ฝ่ามือหยาบระคายลูบไล้ใบหน้าเกลี้ยงเกลาอย่างทะนุถนอม"ร้อนหรือ ให้ข้าช่วยคลายร้อนหรือไม่"ซ่งซูหลานกลืนน้ำลายหนืดเหนียวลงคอ นางพยักหน้าหงึกหงัก รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลา เขาโน้มลงหมายประทับจุมพิตบนริมฝีปากสีกุหลาบ ทว่าซ่งซูหลานกลับเบือนหน้าหนี พลางหอบหายใจถี่ระรัว"มะ...ไม่ใช่แบบนี้เสียหน่อย น้ำ ข้าอยากกินน้ำ"กู้หย่งเฟิงหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก นางถูกยาปลุกกำหนัดแท้ ๆ ทว่ากลับยังดื้อรั้นถึงเพียงนี้ ปลายนิ้วห
กลิ่นหอมจาง ๆ จากกำยานภายในห้องลอยล่องปะทะโสตประสาท แพขนตางอนสั่นระริกตามแรงขยับไหวของดวงตา ซ่งซูหลานรู้สึกเมื่อยขบยิ่งนัก เรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนั้นเป็นเพียงความฝันหรือไม่ นัยน์ตาดอกท้อแง้มเปิดแช่มช้า ซ่งซูหลานพยายามขยิบดวงตาเพื่อปรับให้เข้ากับแสงของอรุณรุ่งเมื่อทุกอย่างกระจ่างชัดนัยน์ตาดอกท้อก็พลันเบิกโพลงด้วยความตระหนก ใครบางคนกำลังส่งยิ้มละไมให้นางอย่างนึกหยอกล้อ ซ่งซูหลานยกมือขึ้นจิ้มแก้มอีกฝ่ายไปหนึ่งครา พลางกะพริบตาถี่"หือ...ข้าไม่ได้ฝันหรือ"กู้หย่งเฟิงขำพรืด "ไยจึงคิดว่าฝันเล่า" เขานอนตะแคงข้างพลางเท้าแขนรองศีรษะ ส่วนมืออีกด้านกอดเอวคอดเอาไว้หละหลวมเพื่อไม่ให้นางอึดอัดมากจนเกินไป"หา...ปะ...ไป๋หมิง นี่ท่าน" ความทรงจำเมื่อคืนสะท้อนกลับ ซ่งซูหลานลดสายตามองเรือนร่างเปลือยเปล่าซึ่งมีผ้าแพรผืนบางห่อหุ้มอยู่ก็พลอยหน้าแดงก่ำ เรียวมืองามยกผ้าขึ้นปิดใบหน้าครึ่งล่างของตนทันควัน พลางกะพริบตาปริบ ๆ"เป็นอะไร อายหรือ" เสียงทุ้มกระซิบแผ่วซ่งซูหลานรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เมื่อคืนนางกระทำสิ่งใดไปบ้างน
"จงเทียนเจ้าไปที่ตำบลเลี่ยงหลิน แล้วเร่งส่งข่าวซูหลานมาให้ข้า""พ่ะย่ะค่ะ" เย่จงเทียนหมุนกายกลับ ทว่าใครบางคนกำลังยืนขวางทางอยู่หน้าธรณีทางเข้า"องค์ชายสาม"กู้หย่งเฟิงมองผ่านไหล่ของเย่จงเทียนไป เขาหรี่นัยน์ตามองอีกฝ่ายด้วยความคลางแคลง "เจียฮ่าน มาได้อย่างไร""กำลังจะไปที่ใดหรือพี่รอง" กู้เจียฮ่านเอ่ยเรียบเรื่อย"ข้าก็มิได้จะไปที่ใด ทำไมเล่า เจ้าจะนำเรื่องนี้ไปกราบทูลเสด็จพ่อรึ"กู้หย่งเฟิงกล่าวอย่างไม่อนาทรร้อนใจ เขาโบกมือหนึ่งคราเพื่อให้เย่จงเทียนเร่งออกไปกู้เจียฮ่านมองตามองครักษ์ของผู้เป็นพี่ชาย จากนั้นผ่อนหายใจเบา "พี่รอง ท่านกำลังให้องครักษ์เย่ไปตำบลเลี่ยงหลินกระมัง""ไม่ใช่เรื่องของเจ้า"กู้เจียฮ่านย่างกรายเนิบนาบ เย่จงเทียนไม่กล้ากระดิกกายออกไปทันที เพราะเขาเกรงว่าอาจเกิดปัญหาใหญ่ตามมา เนื่องจากรัชทายาทยังถูกกักบริเวณเพราะราชโองการร่างสูงหย่อนกายลงนั่งพิงพนักเก้าอี้เนื้อดี จากนั้นยกมือขึ้นมาครูดเล็บสะบัดนิ้วทั้งห้าเล่นหนึ่งฝั่งด้วยท่วงท่าสบายอารมณ์กู้ห
ทว่าสิ่งหนึ่งที่ทำให้ซ่งซูหลานรู้สึกขุ่นเคืองนัก ไฉนบรรดาทหารหน้าบากเหล่านั้นต้องมาทำลายกังหันลมของนางด้วย นางอุตส่าห์ทุ่มทั้งแรงกายแรงใจกว่าจะทำสำเร็จ เช่นนี้ต้องสั่งสอนให้รู้เข็ดหลาบ"เอาเถิด เรื่องนี้ไม่ต้องกังวลใจ พวกเขาย้อนกลับมาบ่อยหรือไม่"ลี่ถังพยักหน้า "บางคราก็ห้าวัน บางคราก็เจ็ดวันเจ้าค่ะ""ข้าเข้าใจแล้ว เจ้าพักผ่อนเถิด ทุกอย่างจะเรียบร้อย อย่าลืมดูแลลูก ๆ ให้ดี"..ขันทีและทหารเรียงหน้าเข้ามายังตำหนักของรัชทายาท ร่างสูงที่นั่งประทับบนหลังม้าขมวดคิ้วมุ่นกู้หย่งเฟิงเอ่ยถามเสียงขรึม "พวกเจ้าทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร"เสียงขันทีประกาศก้อง "องค์รัชทายาทรับราชโองการ"เย่จงเทียนขมวดคิ้ว "ราชโองการใดกัน""ขออภัยท่านองครักษ์ เป็นราชโองการโดยตรงจากฝ่าบาท" ขันทีเอ่ยนอบน้อมกู้หย่งเฟิงจึงกระโดดลงจากหลังม้าทันควัน จากนั้นคุกเข่าโดยไม่ปริปากเรื่องใดต่อ"รัชทายาทไร้คุณธรรมกระทำเรื่องเสื่อมเสีย รีดไถราษฎร ไม่คำนึงถึงความผาสุกบรรเทาทุกข์แก่ผู้ยากไร้ จึงให้กักตัวอยู่ที่ตำหนักจนกว่าทุกอย่างจะกระจ่างแจ้ง
ซ่งซูหลานเดินทางมาจนถึงตำบลเลี่ยงหลินแล้ว นางมิได้ให้รถม้าไปส่งจนถึงจวนทว่าเพียงต้องการเดินชมท้องตลาดดูก่อน บางทีอาจได้อะไรติดมือไปฝากลี่ถังและเด็ก ๆ ร่างบอบบางในอาภรณ์บุรุษเดินสอดส่ายสายตาไม่นานก็พบกับทหารกลุ่มหนึ่ง และชาวบ้านที่เรียงแถวกันเป็นระเบียบ บางคนถือข้าวสาร บางคนถือถุงเงินด้วยสีหน้าเศร้าสลดซ่งซูหลานเกิดความใคร่รู้จึงสาวเท้าเข้าไปกระซิบถามผู้ที่อยู่หางแถว "พี่ชาย เหตุใดชาวบ้านจึงถืออาหารแห้งพวกนี้มายืนเรียงแถวกันเล่า"ชายหนุ่มร่างกายผ่ายผอม สูงกว่านางครึ่งช่วงหัวกระซิบตอบ "น้องชาย เจ้าไม่ได้อยู่ตำบลเลี่ยงหลินสิท่า หลายปีมาแล้วตำบลเลี่ยงหลินแห้งแล้งนัก การช่วยเหลือก็มีเพียงหยิบมือ ยามนี้ข้าวยากหมากแพง เข้าสู่ช่วงสงคราม เห็นว่ากองกำลังทหารขององค์รัชทายาทมาลาดตระเวน จำต้องให้ชาวบ้านส่งมอบส่วย หากใครมีเงินไม่มากพอก็ต้องไปรื้อค้นบ้านช่องเพื่อนำอาหารแห้งมาสมทบอย่างไรเล่า เฮ้อ...เดิมทีพวกข้าก็อดอยากใกล้ตายกันอยู่แล้ว คาดไม่ถึงว่ารัชทายาทจะเป็นเช่นนี้""หา...มีเรื่องแบบนี้ด้วยหรือ ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน" ซ่งซูหลานครุ่นคิดเรื่องน
"ข้าให้เจ้ารับไปสิ นั่นมันสกปรกแล้วกินไม่ได้"เด็กชายช้อนตาขึ้น ก็พบกับเด็กผู้หญิงแต่งกายมอซอ ทว่าใบหน้าเปื้อนเปรอะกระนั้นกลับดูจิ้มลิ้มน่ารัก ริมฝีปากบางส่งยิ้มแฉ่งพลางยื่นถังหูลู่แบ่งให้เขาโดยไม่คิดเสียดาย เจ้าผลสีแดงเคลือบน้ำตาลแวววาวยังไม่พร่องสักลูกเดียวด้วยซ้ำจากวันนั้นกู้เจียฮ่านเฝ้าติดตามหานางมาโดยตลอด ผิดที่เขาปากหนักไม่ยอมเอ่ยถามกระทั่งชื่อแซ่ เหลียวหน้าขึ้นอีกคราเด็กหญิงตัวเล็กก็หายลับตาไปท่ามกลางฝูงชนเสียแล้วเขาได้แต่นึกสมน้ำหน้าตัวเองในใจ ที่ปล่อยอีกฝ่ายไปโดยไม่คิดทำสิ่งใดเลย แม้แต่คำขอบคุณก็ยังไม่ทันได้เอ่ย คาดไม่ถึงว่าอยู่ ๆ เด็กคนนั้นที่เขาเฝ้าตามหาจะปรากฏกายอีกครั้ง ทว่าน่าเสียดายยิ่งที่เขาได้พบนางในสถานะพี่สะใภ้ เขาไม่อาจยื้อแย่งนางมาจากกู้หย่งเฟิงได้ แต่เขายังสามารถช่วยเหลือและปกป้องนางได้ อย่างน้อย ๆ เขาก็ได้พบนางอีกหน ซ้ำยังได้เห็นรอยยิ้มที่เฝ้าคะนึงถึงก็นับว่าคุ้มค่าแล้วนัยน์ตาดอกท้อแหงนมองอีกฝ่ายตาปริบ ๆเหตุใดเขาต้องช่วยข้า"พี่สะใภ้ ท่านจะไปที่ใดเล่ากลับจวนสกุลซ่งหรือ"ซ่งซูห
กลางดึกอันเงียบสงัดมีเพียงเสียงลมหายใจที่ดังเข้าออกอย่างเป็นจังหวะ ซ่งซูหลานเปิดปรือเปลือกตาขึ้นด้วยอาการอ่อนล้านางเหลียวมองบุรุษข้างกายที่ยามนี้หลับสนิทเพราะใช้พละกำลังไปจนหมดสิ้น แขนแกร่งพาดวางกกกอดเอวคอดเปลือยเปล่าไว้แน่นประดุจกลัวอีกฝ่ายจะหายตัวไปร่างบอบบางขยับกายเนิบนาบ ทั่วสรรพางค์ร้าวระบมไปเสียหมด ซ่งซูหลานหยัดกายขึ้นด้วยความระมัดระวัง ค่อย ๆ หยิบแขนแกร่งออกให้พ้นตัวหนักชะมัดยามเขาหลับเช่นนี้ช่างดูหล่อเหลาไร้พิษสงเหมาะสมกับการเป็นโอรสแห่งสวรรค์ ทว่าสิ่งที่เขาเพิ่งกระทำกับนางไปไม่นานกลับเฉกเช่นจอมปีศาจแสนดุร้าย ซ่งซูหลานโกรธเขา อยากจะบดขยี้อีกฝ่ายให้เจ็บปวดเช่นเขาทำกับนาง ทว่าซ่งซูหลานมิอาจหลีกหนีความเป็นจริงที่ว่า นางรักเขา!เท้าเรียวหย่อนลงเบื้องล่าง ซ่งซูหลานสูดหายใจเข้าปอดเพื่อเรียกความเข้มแข็ง หยาดน้ำตาที่เอ่อคลอถูกปัดทิ้งไปเอาเถิดซูหลาน กลับไปตั้งหลักก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากันไม่นานสตรีร่างบอบบางก็พลันอยู่ในอาภรณ์บุรุษสีเข้มทะมัดทะแมง เพราะซ่งซูหลานอาศัยอยู่ที่ตำหนักรั
ไยเขาจึงกระทำรุนแรงกับนางนัก กำปั้นน้อย ๆ พยายามทุบตีผลักไสกระนั้นดุจดั่งมดขย่มต้นไม้ใหญ่เขาไม่สะทกสะท้านสักนิด หนำซ้ำยังยึดแขนทั้งสองด้านของนางเอาไว้เหนือศีรษะ ร่างกำยำโถมเข้าหากายบอบบางจนต้องเอนราบลู่ลงบนฟูกนอนอื้อ...ซ่งซูหลานหอบกระชั้น ลิ้นด้านในกระหวัดเกี่ยวดูดกลืนลมหายใจนางไปแทบหมดสิ้นเขาเป็นบ้าใดกัน!นางก่นด่าเขาในใจ โพรงปากชุ่มฉ่ำถูกเขาย่ำยีเสียจนเจ็บปวด ฟันเรียงสวยกัดลิ้นที่ดื้อดึงด้วยความกรุ่นโกรธ"โอ๊ย!"กู้หย่งเฟิงผละห่างทันควัน นัยน์ตาคมเข้มเขม้นมองด้วยความเคียดขึง เสียงทุ้มแหบพร่าเย็นเยียบ "หลานเอ๋อร์ เจ้ากำลังทำอะไร ที่เป็นแบบนี้เพราะบุรุษอื่นงั้นหรือ"ซ่งซูหลานโมโหจนตัวสั่นเทา หยาดน้ำตาปริ่มรื้นคั่งค้างบริเวณขอบตาเพียะ!ซ่งซูหลานตวัดมือตบเขาเสียจนหน้าหัน "ท่านเป็นบ้าอะไรกันแน่ ข้าน่ะหรือมีชายอื่น มีแต่ท่านที่ยามนี้กำลังใกล้ชิดกับสตรีนางอื่น ท่านไม่แยแสข้าสักนิด ข้ามีค่าแค่เพียงยามค่ำคืนงั้นหรือ คนโลเล!"กู้หย่งเฟิงหลับตาลงเพื่อระงับอารมณ์ ทว่าเขาไม่อาจทานทนสิ่งที่กำลังหมุนเวียนในกระแสโล
"พี่รอง..." กู้เจียฮ่านเอ่ยทักทว่ากู้หย่งเฟิงตวัดเพียงหางตามองเขา ซ้ำยังไม่ตอบกลับ จากนั้นคว้าหมับไปที่ต้นแขนของซ่งซูหลาน เขาแบกสตรีร่างบางขึ้นบนบ่าด้วยสีหน้าและดวงตาแดงก่ำซ่งซูหลานตะลึงลานเบิกตากว้าง "อ๊ะ!...ท่านทำอะไร ปล่อยข้าลงนะ"ขาเล็กดีดไปมากลางอากาศ เย่จงเทียน เฉินซู่ และกู้เจียฮ่านต่างจดจ้องภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าด้วยอารมณ์แตกต่างกัน เย่จงเทียนเหลียวมองกู้เจียฮ่านแล้วจึงค้อมศีรษะลง "องค์ชายสาม"กู้หย่งเฟิงแบกซ่งซูหลานเดินห่างออกไปแล้ว กู้เจียฮ่านผินหน้าถาม "เกิดอะไรขึ้น"เย่จงเทียนกระอักกระอ่วน"เอ่อ...เมื่อครู่รัชทายาททรงงานอยู่ จากนั้นกระหม่อมได้ยินเสียงถ้วยชาแตก คุณหนูเจี่ยนั่งตัวสั่นร่ำไห้พักใหญ่ ดูเหมือนองค์รัชทายาทควบคุมสติของตนไม่อยู่ จากนั้นวิ่งเตลิดมาหาพระชายาพ่ะย่ะค่ะ"กู้เจียฮ่านหรี่นัยน์ตามองตามพวกเขาทั้งสองที่ห่างออกไปเรื่อย ๆ ขาเล็กดีดดิ้นขัดขืน เขาอยากวิ่งเข้าไปช่วยซ่งซูหลานแต่ดูเหมือนเรื่องสามีภรรยาคนนอกเช่นเขามิอาจก้าวก่าย กู้เจียฮ่านผ่อนหายใจแผ่วคิ้วเข้มขมวดมุ่น แขนแกร่งยกขึ้
บทสนทนาที่นางได้ยินช่างคลุมเครือยิ่ง ซ่งซูหลานและกู้หย่งเฟิงหารู้ไม่ว่าเจี่ยอีหนิงลอบเห็นนางมาสักพักแล้ว เมื่อซ่งซูหลานมุ่งหน้ามาทางนี้ อีกฝ่ายจึงแสร้งแขนขาอ่อนเปลี้ยเพื่อให้กู้หย่งเฟิงรับตนเอาไว้ หนำซ้ำยังสาดชาร้อน ๆ เสียจนอาภรณ์ตัวที่สองซึ่งเพิ่งผลัดเปลี่ยนไม่นานเปรอะเปื้อนอีกหนซ่งซูหลานไม่อาจทนเห็นภาพบาดตาได้อีกต่อไป นางเดินดุ่ม ๆ ไปยังสระสัตตบงกชโดยไม่ได้เข้าไปด้านในดังที่ตนมาดมั่นแต่คราแรก จากนั้นขว้างกล้องส่องทางไกลที่ห้อยติดคอทิ้งลงน้ำเพื่อระบายโทสะอย่างไม่ไยดีเฉินซู่เบิกตากว้าง "พระชายาโยนทิ้งทำไมเพคะ มิใช่กว่าท่านจะทำมันได้""ช่างมัน! ข้าว่าคงไม่จำเป็นแล้ว ทุกอย่างชัดเจนเพียงนี้" กระบอกตาคู่งามร้อนรื้นแดงก่ำ ซ่งซูหลานคว้ากล้องอีกตัวมาจากมือของเฉินซู่ หมายปาลงน้ำทิ้งให้หมด ทว่าเสียงทุ้มกลับดังขึ้นจากทางเบื้องหลังเสียก่อน"ผู้ใดรังแกพี่สะใภ้ให้ต้องเดือดดาลปานนี้หรือ"ซ่งซูหลานหมุนกายเนิบช้า พร้อมกับมือที่ยังชูง้างกลางอากาศอยู่เช่นนั้น บุรุษร่างสูงเยื้องย่างเข้าใกล้สตรีร่างเล็ก เขามองสิ่งที่ซ่งซูหลานเตรียมเขวี้ยงออกไปด้วยความสนใจใคร่รู้
ซ่งซูหลานลอบส่องห้องทรงงานของรัชทายาทด้วยความใคร่รู้ เหตุใดพ่อลูกคู่นี้จึงได้แวะเวียนเข้ามาทุกวัน กระนั้นวันนี้นางเห็นผู้เป็นบิดาออกจากห้องไปด้านนอก ท่าทางเร่งร้อนคล้ายจงใจนัก"มาอีกแล้ว คราวนี้ปล่อยให้ลูกสาวตัวเองอยู่กับสวามีข้าสองต่อสองเชียวรึ" มือเรียวยกกล้องส่องทางไกลที่ตนประดิษฐ์ขึ้นมาหมาด ๆ สอดส่ายสายตาสำรวจอย่างถ้วนทั่ว อุปกรณ์ชิ้นนี้จะทำให้นางสามารถจับพิรุธสวามีได้อย่างดียิ่ง ร่างบอบบางชะเง้อมองข้างต้นไม้ใหญ่ เบื้องหลังมีสาวใช้ข้างกายยืนเป็นลูกคู่ ทว่าท่าทีของนางยังคงงุ่นง่านกับสิ่งประดิษฐ์ในมือพลางเกาแก้มเกาหัวด้วยความฉงน"เฉินซู่เจ้าเห็นอะไรหรือไม่"ซ่งซูหลานเหลียวมองสาวใช้ของตนกำลังยกกล้องส่องทางไกลขึ้นด้วยท่าทีเงอะงะ "พระชายาหม่อมฉันมองไม่เห็นอะไรเลยเพคะ มืดไปหมด"ซ่งซูหลานยกมือกุมขมับ "เจ้าทำอะไร ผิดด้านแล้ว"นางช่วยหันด้านที่ถูกต้องให้สาวใช้ข้างกาย เฉินซู่ยิ้มแหย "ขอประทานอภัยเพคะ"คลาดสายตาครู่เดียวด้านในห้องก็หลงเหลือเพียงกู้หย่งเฟิงกับเจี่ยอีหนิงเสียแล้ว ซ่งซูหลานกระฟัดกระเฟียด "จงเทียนไปไหน!"&n