ชิงชิวกับหนิงตงตกใจเสียจนใบหน้าซีดเผือด อุทานออกมาอย่างตื่นตระหนก “ฮูหยิน!”เมิ่งจิ่นเหยาหันหน้าไปโดยไม่รู้ตัว มองเห็นแค่เพียงดาบอันแหลมคมเล่มหนึ่งแทงมายังนาง นางตกใจเสียจนรูม่านตาหดตัวอย่างฉับพลัน เลือดทั่วทั้งร่างแข็งตัว ความเย็นยะเหยียบแพร่กระจายไปทั่วแขนขาและกระดูก ในใจของนางรู้สึกเสียใจ เสียใจที่กระทำการบุ่มบ่ามไปชั่วขณะ พลางหลับตาลงอย่างยอมรับชะตากรรม คิดว่าในชาติหน้าต้องสุขุมให้มากขึ้นและในช่วงเวลาที่วิกฤตอย่างที่สุด ดาบอีกเล่มหนึ่งที่ราวกับลูกศรหลุดออกมาจากสายธนู ก็แทงไปยังใบดาบที่อยู่ในมือของฮวาหลิงเซียวด้วยความเร็วดุจสายฟ้า ก่อให้เกิดเสียงดัง “เช้ง” ฮวาหลิงเซียวถูกโจมตีเสียจนง่ามมือเกิดอาการชา ดาบยาวหลุดออกจากมือหล่นลงไปที่พื้น เขาตะลึงงันไปชั่วขณะ ไม่นานก็มีปฏิกิริยาตอบสนอง กำลังเตรียมจะก้มตัวลงไปลากเมิ่งจิ่นเหยาขึ้นมาเป็นตัวประกัน จากนั้น กู้จิ่งซีก็เคลื่อนไหวดุจสายฟ้า ไปอยู่เบื้องหน้าของเขาอย่างรวดเร็ว เขาจึงทำได้เพียงล้มเลิกความตั้งใจที่จะให้เมิ่งจิ่นเหยาเป็นตัวประกันและเป็นโล่กำบังไว้ชั่วคราว แล้วรับมือกับกู้จิ่งซีก่อน เขายกมือขึ้นเพื่อรับฝ่ามือที่ฟาดลงมาของกู้จิ่
การเคลื่อนไหวเมื่อครู่ ได้สร้างความตื่นตระหนกให้กับหลวงจีนในวัดด้วยเช่นกัน ฉีอวิ้นเหวินกำลังเตรียมจะนำนักโทษไป ก็มองเห็นเจ้าอาวาสพาหลวงจีนสองสามรูปเร่งรุดมาที่นี่เมื่อเจ้าอาวาสเห็นมีคนแต่งกายเป็นมือปราบ และมีคนหมดสติถูกมือปราบสองคนหิ้วซ้ายหิ้วขวา ก็รีบเคลื่อนตัวไปข้างหน้าเพื่อถามไถ่ฉีอวิ้นเหวิน “อามิตาภพุทธ ขอถามประสกหน่อยเถิด เกิดเรื่องอันใดขึ้นงั้นหรือ?”ฉีอวิ้นเหวินกล่าวว่า “ศาลต้าหลี่จับกุมคนร้าย รบกวนท่านเจ้าอาวาสแล้ว ต้องขออภัยจริง ๆ ขอรับ”เมื่อเจ้าอาวาสได้ยินว่าทางการมาจัดการคดี ก็ไม่ได้ถามอันใดมาก มองเห็นเมิ่งจิ่นเหยากับสาวใช้ทั้งสองคน ก็รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้างว่าศาลต้าหลี่จัดการคดี ไยถึงได้เกี่ยวข้องกับสตรีด้วย จึงถามไถ่อีกไม่กี่ประโยค ถึงได้รู้ว่าเป็นผู้ที่มากราบไหว้และพักค้างภายในวัด ประสบเข้ากับศาลต้าหลีจัดการคดี เมื่อเห็นกู้จิ่งซีกับเมิ่งจิ่นเหยายืนอยู่ด้วยกัน ก็คิดว่าเขาก็เป็นผู้ที่มากราบไหวและพักค้างคืนอยู่ในวัดเช่นกัน เจ้าอาวาสปลอบใจกู้จิ่งซีรวมถึงเมิ่งจิ่นเหยาและสาวใช้ทั้งสองคน เมื่อเห็นว่าพวกเขาไม่เป็นอันใด ก็พาหลวงจีนที่รีบร้อนมาที่นี่ด้วยกันจากไปเมื่อทุกคนไปแ
อยู่ ๆ ถูกผู้อื่นอุ้มลอยขึ้นมา สภาวะไร้น้ำหนักในเสี้ยววินาทีนั้นทำให้เมิ่งจิ่นเหยารู้สึกไม่ปลอดภัย จึงเอื้อมมือไปโอบลำคอของกู้จิ่งซีโดยไม่รู้ตัว งุนงงอยู่ชั่วครู่ ถึงได้เห็นว่าตนเองถูกกู้จิ่งซีอุ้มขึ้นมานางเปิดปากเล็กน้อย อยากจะบอกว่าสามารถเดินเองได้ ทว่าเมื่อมองเห็นท่าทางทั้งโมโหและจนใจของบุรุษผู้นั้น นางก็ปิดปากไว้แน่นสนิท เอนตัวอยู่ในอ้อมแขนของกู้จิ่งซีอย่างสงบเสงี่ยมไม่พูดอันใดกู้จิ่งซีเบนสายตาไปมองสาวใช้ที่ยืนอยู่ด้านข้างทั้งสองคนที่ยังตกใจไม่หาย พลางกล่าวด้วยเสียงเรียบเฉย “ห้องรับรองแขกอยู่ที่ใด? พวกเจ้านำทางไป”ชิงชิวได้สติก่อนเป็นคนแรก รีบร้อนรับคำ ทว่านางเป็นสาวใช้ จะกล้าเดินนำหน้าเจ้านายได้เช่นไร? จึงได้แต่ชี้ทางแก่เขา จากนั้นนางกับหนิงตงก็เดินตามหลังเขาไประหว่างทาง บรรยากาศเงียบงันเมิ่งจิ่นเหยาแหงนหน้ามองเขาอย่างเงียบ ๆ อยู่หลายครั้ง ในเวลานี้เขาดูเฉยเมย ดูไม่ออกว่ารู้สึกเช่นไร นางในตอนนี้รู้สึกขี้ขลาดเล็กน้อย จึงกล่าวอย่างชั่งใจว่า “ท่านพี่ ผู้ที่ทำให้ท่านกับใต้เท้าฉีออกมาตามจับพร้อมกันได้ คงจะเป็นผู้ร้ายที่สำคัญมาก มิสู้ท่านกลับไปจัดการธุระก่อนดีหรือไม่เจ้าคะ?”เ
เมื่อกู้จิ่งซีได้ฟังก็รู้สึกใจอ่อน พลางกล่าวอย่างอ่อนโยน “ให้ข้าดูหน่อย” เมื่อกล่าวจบ เขาก็ยอบกายลง ยกชายกระโปรงของนางขึ้น เตรียมจะดูอาการบาดเจ็บของนาง เมิ่งจิ่นเหยาสีหน้าชะงักค้าง กำลังจะเอ่ยปากขัดขวาง ทว่าเมื่อกลับมาคิดดูอีกทีแล้ว ต่างก็เป็นสามีภรรยาที่นอนหลับอยู่บนเตียงเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องรักษาขอบเขตระหว่างชายหญิงอันใดหลังจากกู้จิ่งซียกชายกระโปรงของนางขึ้นแล้ว มือหนึ่งก็จับไปที่ข้อเท้าขวาของนาง ส่วนอีกข้างม้วนขากางเกงของนางขึ้น เมื่อม้วนขากางเกงไปจนถึงเหนือหัวเข่า ก็จะเห็นได้ว่าตรงหัวเข่าที่ถูกกระแทกตอนล้ม เป็นรอยฟกช้ำไปเรียบร้อยแล้ว ทว่าไม่ได้ร้ายแรงนักกู้จิ่งซีเห็นว่าบาดแผลไม่หนักมาก จึงวางขานางลง แล้วไปดูบาดแผลที่ข้อศอกของนางนางล้มลงไปข้างหน้า บาดแผลตรงข้อศอกจึงชัดเจนมากนัก เสื้อผ้าในฤดูร้อนจะค่อนข้างบางเบา เสื้อผ้าบริเวณข้อศอกล้วนมีร่องรอยขีดข่วนอย่างชัดเจนพอพับแขนเสื้อของนาง ก็เผยให้เห็นแขนที่ขาวราวกับหิมะ เมื่อพลิกข้อศอกก็สามารถมองเห็นได้ว่าผิวหนังถลอกและมีเลือดออกที่แขนทั้งสองข้างของนาง ผิวหนังโดยรอบบวมแดงเล็กน้อย บาดแผลนี้เมื่ออยู่บนมือที่เดิมทีขาวสะอาดไร้ที่ติรา
จวนหย่งชางป๋อเป็นตระกูลขุนนางตกอับ แต่เมิ่งจิ่นเหยาผู้เป็นบุตรีคนโตของภรรยาเอกกลับได้ตบแต่งเข้าจวนฉางซินโหวที่ได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้ เป็นฮูหยินของซื่อจื่อ[1] ใครบ้างจะไม่บอกว่าเมิ่งจิ่นเหยาโชคดี?อย่างไรก็ตาม เมิ่งจิ่นเหยากลับไม่คิดเช่นนั้น หากนางโชคดีจริง เหตุใดคู่หมั้นจึงไม่มารับตัวเจ้าสาวด้วยตนเองในวันวิวาห์? แต่ให้คุณชายรองของจวนฉางซินโหวอุ้มไก่ตัวผู้มาที่จวนหย่งชางป๋อเพื่อรับตัวเจ้าสาวแทนเท่านั้น โดยให้เหตุผลว่าไม่สบาย จึงไม่อาจมารับด้วยตนเองทั้ง ๆ ที่หลายวันก่อนนางเห็นกู้ซิวหมิงผู้เป็นซื่อจื่อดูแข็งแรงกระฉับกระเฉงดี เหตุใดจู่ ๆ ก็ล้มป่วยจนลุกจากเตียงไม่ขึ้น มารับตัวเจ้าสาวไม่ได้กันเล่า? พูดตามตรงคือจวนฉางซินโหวไม่ได้ให้ความสำคัญกับการแต่งงานครั้งนี้ ดังนั้นถึงได้ดูแคลนนางเช่นนี้ หากท่านปู่ของนางยังอยู่ ต่อให้ล้มป่วยจริง ตราบใดที่ไม่ถึงขั้นลุกจากเตียงไม่ไหว ก็คงจะมารับตัวเจ้าสาวด้วยตนเองการแต่งงานกระชั้นชิดแล้ว แม่เลี้ยงกับบิดาอยากเชื่อมสัมพันธ์กับจวนฉางซินโหว ไฉนเลยจะละทิ้งการแต่งงานดี ๆ ที่กำหนดไว้เมื่อสิบปีก่อนนี้? ด้วยเหตุนี้ แม้ว่าจะทำให้นางไม่ได้รับความเป็นธรร
เมื่อสิ้นเสียงกล่าวของนาง ทุกคนล้วนตกตะลึงไม่หยุดบัดนี้จวนหย่งชางป๋อไม่ใช่จวนหย่งชางป๋อเหมือนเมื่อสิบกว่าปีก่อนแล้ว หลังจากที่หย่งชางป๋อผู้เฒ่าเสียชีวิต หย่งชางป๋อคนปัจจุบันมีความสามารถพื้น ๆ ธรรมดา ทายาทผู้สืบทอดบรรดาศักดิ์มีอายุเพียงสิบสองปี ยังไม่ได้เข้ารับราชการ ปัจจุบันยังไม่สามารถตั้งตัวได้ บุตรชายคนโตที่เกิดจากอนุภรรยาก็มีอายุเพียงสิบสามปีเช่นกัน จวนหย่งชางป๋อตกอับแล้ว แม้กู้ซิวหมิงหลบหนีงานแต่งงาน สกุลกู้ก็ยังจัดพิธีวิวาห์ตามกำหนดการ ตบแต่งเมิ่งจิ่นเหยาเข้าสกุลส่วนเมิ่งจิ่นเหยาก็ยอมตามน้ำไป แต่งงานกับกู้ซิวหมิง เป็นฮูหยินของซื่อจื่อที่แต่งงานอย่างถูกต้องตามประเพณี แม้สตรีนางอื่นได้รับความรักความโปรดปรานจากกู้ซิวหมิงอีกเพียงใด สุดท้ายก็เป็นได้เพียงอนุภรรยาที่ไม่มีหน้ามีตาเท่านั้น วันหน้าค่อยจัดการในภายหลังทว่าบัดนี้เมิ่งจิ่นเหยากลับบอกว่าจะเปลี่ยนตัวเจ้าบ่าว?จวนฉางซินโหวมีสามบ้าน บ้านใหญ่กับบ้านรองล้วนเกิดจากอนุภรรยา บ้านสามคือบุตรที่เกิดจากภรรยาเอก ซึ่งเกิดจากฮูหยินผู้เฒ่ากู้ หลังจากที่ท่านโหวผู้เฒ่าเสียชีวิตแล้วก็ได้มีการสืบทอดตำแหน่งฉางซินโหวคนใหม่ ฉางซินโหวกู้จิ่งซีม
ทุกคนมองไปตามทิศทางที่เมิ่งจิ่นเหยาชี้ หลังจากที่สายตาทอดมองบนร่างของกู้จิ่งซี พวกเขาก็พากันสูดลมหายใจเย็นเยียบเมิ่งจิ่นเหยาบ้าไปแล้วหรือนี่? เดิมทีกู้จิ่งซีเป็นว่าที่พ่อสามีของนาง บัดนี้ว่าที่ลูกสะใภ้จะกลายเป็นว่าที่ภรรยาหรือ?หากกู้จิ่งซีและกู้ซิวหมิงเป็นคนรุ่นเดียวกัน เช่นนั้นคงไม่มีปัญหาอะไร แต่กู้จิ่งซีเป็นบิดาของกู้ซิวหมิง เป็นผู้อาวุโส แล้วผู้อาวุโสจะแต่งภรรยาที่ควรเป็นเด็กรุ่นหลังได้อย่างไร?นี่มันผิดหลักจริยธรรมกู้จิ่งซีเป็นผู้ที่แม้ภูเขาไท่ซานถล่มตรงหน้าก็ยังไม่เปลี่ยนสีหน้า แต่เมื่อได้ยินคำกล่าวอันน่าตกตะลึงของว่าที่ลูกสะใภ้ สีหน้าของเขาก็แตกร้าวในพริบตา ก่อนจะหรี่ตามองเมิ่งจิ่นเหยาเมื่อเมิ่งจิ่นเหยาสบสายตาอันเย็นชาของกู้จิ่งซี หัวใจของนางก็สั่นเทิ้ม หากบอกว่าไม่ประหม่าไม่หวาดกลัว นั่นคงเป็นการโกหก ทว่านางเลือกเด็กรุ่นหลานสองคนนั้นของสกุลกู้ไม่ได้ แต่กู้จิ่งซีกลับเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด นางไม่มีทางถอยแล้ว หากกลับไปที่สกุลเมิ่ง สถานการณ์ก็คงไม่ดีไปกว่าการอยู่ในสกุลกู้ กู้ซิวหมิงทำผิดต่อนาง ทำให้นางเป็นที่ขบขันในวันวิวาห์ นางไม่อาจเป็นเจ้าสาวของกู้ซิวหมิง เช่นนั้นก
“หนึ่งคำนับฟ้าดิน!”“สองคำนับบิดามารดา!”“สามีภรรยาคำนับกันและกัน!”“พิธีเสร็จสิ้น ส่งตัวเข้าห้องหอ!”งานแต่งงานที่เหลวไหลเป็นไปไม่ได้แต่กลับกลายเป็นความจริง เมิ่งจิ่นเหยาไม่ได้เป็นฮูหยินของซื่อจื่อ แต่กลายเป็นฮูหยินของฉางซินโหวแทนบรรดาแขกเหรื่อต่างมึนงง รู้สึกว่าเข้าร่วมงานแต่งงานมามากมาย ทว่าครั้งนี้เป็นงานที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุด ช่วงเวลาว่างหลังดื่มชารับประทานอาหารจะมีเรื่องใหม่ให้พูดคุยกันแล้ว และพวกเขายังเป็นประจักษ์พยานที่ได้เห็นกับตาตัวเองอีกด้วยต้องกล่าวว่าเมิ่งจิ่นเหยามีสายตาแหลมคมมาก กู้จิ่งซีมีทั้งความสามารถและรูปลักษณ์ที่โดดเด่น บัดนี้เขาดำรงตำแหน่งเป็นเสนาบดีศาลต้าหลี่ หากไม่ใช่เพราะช่วยเหลือฮ่องเต้จนได้รับบาดเจ็บ เป็นโรคที่มิอาจกล่าวได้ และถูกคู่หมั้นถอนหมั้นจนหมดกำลังใจเรื่องแต่งงานมาตลอด ก็คงไม่ถึงตาให้เมิ่งจิ่นเหยามาเก็บตกไปได้คนของบ้านใหญ่กับบ้านรองก็มึนงงเช่นกัน เรื่องเกิดขึ้นกะทันหันเกินไป คิดไม่ถึงว่าฮูหยินผู้เฒ่ากู้จะเห็นด้วยกับเรื่องเหลวไหลพรรค์นี้ได้ อีกทั้งกู้จิ่งซีที่เคร่งครัดมาตลอดก็แต่งงานกับว่าที่ลูกสะใภ้ในตอนแรกเช่นกัน พรุ่งนี้บ้านของพวกเขาย่อมก
เมื่อกู้จิ่งซีได้ฟังก็รู้สึกใจอ่อน พลางกล่าวอย่างอ่อนโยน “ให้ข้าดูหน่อย” เมื่อกล่าวจบ เขาก็ยอบกายลง ยกชายกระโปรงของนางขึ้น เตรียมจะดูอาการบาดเจ็บของนาง เมิ่งจิ่นเหยาสีหน้าชะงักค้าง กำลังจะเอ่ยปากขัดขวาง ทว่าเมื่อกลับมาคิดดูอีกทีแล้ว ต่างก็เป็นสามีภรรยาที่นอนหลับอยู่บนเตียงเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องรักษาขอบเขตระหว่างชายหญิงอันใดหลังจากกู้จิ่งซียกชายกระโปรงของนางขึ้นแล้ว มือหนึ่งก็จับไปที่ข้อเท้าขวาของนาง ส่วนอีกข้างม้วนขากางเกงของนางขึ้น เมื่อม้วนขากางเกงไปจนถึงเหนือหัวเข่า ก็จะเห็นได้ว่าตรงหัวเข่าที่ถูกกระแทกตอนล้ม เป็นรอยฟกช้ำไปเรียบร้อยแล้ว ทว่าไม่ได้ร้ายแรงนักกู้จิ่งซีเห็นว่าบาดแผลไม่หนักมาก จึงวางขานางลง แล้วไปดูบาดแผลที่ข้อศอกของนางนางล้มลงไปข้างหน้า บาดแผลตรงข้อศอกจึงชัดเจนมากนัก เสื้อผ้าในฤดูร้อนจะค่อนข้างบางเบา เสื้อผ้าบริเวณข้อศอกล้วนมีร่องรอยขีดข่วนอย่างชัดเจนพอพับแขนเสื้อของนาง ก็เผยให้เห็นแขนที่ขาวราวกับหิมะ เมื่อพลิกข้อศอกก็สามารถมองเห็นได้ว่าผิวหนังถลอกและมีเลือดออกที่แขนทั้งสองข้างของนาง ผิวหนังโดยรอบบวมแดงเล็กน้อย บาดแผลนี้เมื่ออยู่บนมือที่เดิมทีขาวสะอาดไร้ที่ติรา
อยู่ ๆ ถูกผู้อื่นอุ้มลอยขึ้นมา สภาวะไร้น้ำหนักในเสี้ยววินาทีนั้นทำให้เมิ่งจิ่นเหยารู้สึกไม่ปลอดภัย จึงเอื้อมมือไปโอบลำคอของกู้จิ่งซีโดยไม่รู้ตัว งุนงงอยู่ชั่วครู่ ถึงได้เห็นว่าตนเองถูกกู้จิ่งซีอุ้มขึ้นมานางเปิดปากเล็กน้อย อยากจะบอกว่าสามารถเดินเองได้ ทว่าเมื่อมองเห็นท่าทางทั้งโมโหและจนใจของบุรุษผู้นั้น นางก็ปิดปากไว้แน่นสนิท เอนตัวอยู่ในอ้อมแขนของกู้จิ่งซีอย่างสงบเสงี่ยมไม่พูดอันใดกู้จิ่งซีเบนสายตาไปมองสาวใช้ที่ยืนอยู่ด้านข้างทั้งสองคนที่ยังตกใจไม่หาย พลางกล่าวด้วยเสียงเรียบเฉย “ห้องรับรองแขกอยู่ที่ใด? พวกเจ้านำทางไป”ชิงชิวได้สติก่อนเป็นคนแรก รีบร้อนรับคำ ทว่านางเป็นสาวใช้ จะกล้าเดินนำหน้าเจ้านายได้เช่นไร? จึงได้แต่ชี้ทางแก่เขา จากนั้นนางกับหนิงตงก็เดินตามหลังเขาไประหว่างทาง บรรยากาศเงียบงันเมิ่งจิ่นเหยาแหงนหน้ามองเขาอย่างเงียบ ๆ อยู่หลายครั้ง ในเวลานี้เขาดูเฉยเมย ดูไม่ออกว่ารู้สึกเช่นไร นางในตอนนี้รู้สึกขี้ขลาดเล็กน้อย จึงกล่าวอย่างชั่งใจว่า “ท่านพี่ ผู้ที่ทำให้ท่านกับใต้เท้าฉีออกมาตามจับพร้อมกันได้ คงจะเป็นผู้ร้ายที่สำคัญมาก มิสู้ท่านกลับไปจัดการธุระก่อนดีหรือไม่เจ้าคะ?”เ
การเคลื่อนไหวเมื่อครู่ ได้สร้างความตื่นตระหนกให้กับหลวงจีนในวัดด้วยเช่นกัน ฉีอวิ้นเหวินกำลังเตรียมจะนำนักโทษไป ก็มองเห็นเจ้าอาวาสพาหลวงจีนสองสามรูปเร่งรุดมาที่นี่เมื่อเจ้าอาวาสเห็นมีคนแต่งกายเป็นมือปราบ และมีคนหมดสติถูกมือปราบสองคนหิ้วซ้ายหิ้วขวา ก็รีบเคลื่อนตัวไปข้างหน้าเพื่อถามไถ่ฉีอวิ้นเหวิน “อามิตาภพุทธ ขอถามประสกหน่อยเถิด เกิดเรื่องอันใดขึ้นงั้นหรือ?”ฉีอวิ้นเหวินกล่าวว่า “ศาลต้าหลี่จับกุมคนร้าย รบกวนท่านเจ้าอาวาสแล้ว ต้องขออภัยจริง ๆ ขอรับ”เมื่อเจ้าอาวาสได้ยินว่าทางการมาจัดการคดี ก็ไม่ได้ถามอันใดมาก มองเห็นเมิ่งจิ่นเหยากับสาวใช้ทั้งสองคน ก็รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้างว่าศาลต้าหลี่จัดการคดี ไยถึงได้เกี่ยวข้องกับสตรีด้วย จึงถามไถ่อีกไม่กี่ประโยค ถึงได้รู้ว่าเป็นผู้ที่มากราบไหว้และพักค้างภายในวัด ประสบเข้ากับศาลต้าหลีจัดการคดี เมื่อเห็นกู้จิ่งซีกับเมิ่งจิ่นเหยายืนอยู่ด้วยกัน ก็คิดว่าเขาก็เป็นผู้ที่มากราบไหวและพักค้างคืนอยู่ในวัดเช่นกัน เจ้าอาวาสปลอบใจกู้จิ่งซีรวมถึงเมิ่งจิ่นเหยาและสาวใช้ทั้งสองคน เมื่อเห็นว่าพวกเขาไม่เป็นอันใด ก็พาหลวงจีนที่รีบร้อนมาที่นี่ด้วยกันจากไปเมื่อทุกคนไปแ
ชิงชิวกับหนิงตงตกใจเสียจนใบหน้าซีดเผือด อุทานออกมาอย่างตื่นตระหนก “ฮูหยิน!”เมิ่งจิ่นเหยาหันหน้าไปโดยไม่รู้ตัว มองเห็นแค่เพียงดาบอันแหลมคมเล่มหนึ่งแทงมายังนาง นางตกใจเสียจนรูม่านตาหดตัวอย่างฉับพลัน เลือดทั่วทั้งร่างแข็งตัว ความเย็นยะเหยียบแพร่กระจายไปทั่วแขนขาและกระดูก ในใจของนางรู้สึกเสียใจ เสียใจที่กระทำการบุ่มบ่ามไปชั่วขณะ พลางหลับตาลงอย่างยอมรับชะตากรรม คิดว่าในชาติหน้าต้องสุขุมให้มากขึ้นและในช่วงเวลาที่วิกฤตอย่างที่สุด ดาบอีกเล่มหนึ่งที่ราวกับลูกศรหลุดออกมาจากสายธนู ก็แทงไปยังใบดาบที่อยู่ในมือของฮวาหลิงเซียวด้วยความเร็วดุจสายฟ้า ก่อให้เกิดเสียงดัง “เช้ง” ฮวาหลิงเซียวถูกโจมตีเสียจนง่ามมือเกิดอาการชา ดาบยาวหลุดออกจากมือหล่นลงไปที่พื้น เขาตะลึงงันไปชั่วขณะ ไม่นานก็มีปฏิกิริยาตอบสนอง กำลังเตรียมจะก้มตัวลงไปลากเมิ่งจิ่นเหยาขึ้นมาเป็นตัวประกัน จากนั้น กู้จิ่งซีก็เคลื่อนไหวดุจสายฟ้า ไปอยู่เบื้องหน้าของเขาอย่างรวดเร็ว เขาจึงทำได้เพียงล้มเลิกความตั้งใจที่จะให้เมิ่งจิ่นเหยาเป็นตัวประกันและเป็นโล่กำบังไว้ชั่วคราว แล้วรับมือกับกู้จิ่งซีก่อน เขายกมือขึ้นเพื่อรับฝ่ามือที่ฟาดลงมาของกู้จิ่
ดูเหมือนเมิ่งจิ่นเหยาจะไม่รับฟังคำแนะนำ ดึงดันที่จะทำตามใจของตนเอง “จะใส่ใจทำไมว่าเขาเป็นโจรข่มขืนหรือไม่ ตราบใดที่เขาต้องการข้า ข้าก็จะไปกับเขา หากว่าเจ้ากล้าต้องการข้า ข้าก็จะไปกับเจ้าเช่นกัน”เมื่อสิ้นเสียงของนาง กู้จิ่งซีก็สีหน้าเคร่งขรึม กล่าวด้วยเสียงเย็นชาว่า “ให้พวกเขาไป เอาม้าให้พวกเขาไปตัวหนึ่ง”“แต่ว่า…”บรรดามือปราบมองหน้ากันเลิกลั่ก เมื่อได้ยินเสียงที่แสดงถึงความไม่พอใจ พวกเขาก็รู้ว่าในใจของกู้จิ่งซีกำลังเดือดดาลอยู่เป็นแน่ ทว่าพวกเขาก็สามารถเข้าใจได้ คนปกติที่ไหนเห็นภรรยาของตัวเองโวยวายจะหนีไปกับบุรุษอื่น แล้วไม่มีโทสะบ้างเล่า?มีมือปราบผู้หนึ่งกล่าวเสนอว่า “ใต้เท้า ตอนนี้ฮูหยินเป็นพวกเดียวกับฮวาหลิงเซียวแล้ว ถ้าจะทำก็ทำให้เด็ดขาดดีหรือไม่ขอรับ?”“ข้าจะดูซิว่าผู้ใดกล้าแตะต้อง?” กู้จิ่งซีสีหน้าเย็นชา ดวงตาอันแหลมคมกวาดมองไปที่บรรดามือปราบ แล้วออกคำสั่งอย่างไม่ยอมให้ผู้ใดสอดปาก “ไปเตรียมม้าให้พวกเขา!”เมื่อบรรดามือปราบได้สบเข้ากับสายตาอันแหลมคมนั้น ก็ไม่กล้าที่จะทำอันใดลับหลัง มิเช่นนั้นหากฮูหยินเป็นอันใดขึ้นมา พวกเขาก็อย่าได้คิดว่าจะมีชีวิตรอด สามีตัวจริงเป็นถึงเสนาบ
“ฮวาหลิงเซียว รีบปล่อยฮูหยินท่านนี้เดี๋ยวนี้ มิเช่นนั้นวันนี้จะเป็นวันตายของเจ้า”เสียงร้อนรนแว่วดังมาจากด้านหลังเมื่อสาวใช้ทั้งสองหันไปมอง ก็พบว่าด้านหลังมีคนแต่งกายด้วยชุดมือปราบหลายคน กำลังจับจ้องบุรุษผู้นั้นด้วยสีหน้าตึงเครียด หากเป็นเช่นนี้ละก็ บุรุษที่จับตัวฮูหยินของพวกนางเป็นตัวประกัน ก็เป็นผู้ร้ายกระนั้นหรือ?วินาทีต่อมา ก็มีบุรุษอีกคนทะยานลงมาจากกำแพง เมื่อมองเห็นเงาร่างที่คุ้นเคยของบุรุษผู้นั้น ดวงตาของหนิงตงก็เป็นประกายในฉับพลัน พลางกล่าวด้วยเสียงร้อนรนว่า “ท่านโหว รีบช่วยฮูหยินเร็วเข้าเถิดเจ้าค่ะ!”เมื่อกู้จิ่งซีมองเห็นพวกนางนายบ่าวทั้งสามคน ก็ตกตะลึงไปชั่วขณะ เขารู้ว่าแม่นางน้อยอยู่ที่วัดหลิงอวิ๋น แต่คิดไม่ถึงว่าจะบังเอิญถึงขนาดพบกับฮวาหลิงเซียวและถูกจับเป็นตัวประกัน สายตากวาดมองไปที่ฮวาหลิงเซียว และมองไปยังแม่นางน้อยมองเห็นแค่เพียงดาบแหลมคมที่ส่องประกายเย็นเยียบจ่ออยู่ที่ลำคอของแม่นางน้อย ดวงหน้าของนางซีดขาว ดวงตาเผยให้เห็นถึงความตื่นตระหนก กำลังมองดูเขาอย่างกังวล ท่าทางหวาดกลัวและอับจนหนทางนี้ ทำให้ใจของเขาหวาดหวั่นยิ่งนักเมื่อฮวาหลิงเซียวได้ยินคำพูดของหนิงตง ก็
ชิงชิว “แต่ว่า…”เมิ่งจิ่นเหยาขัดจังหวะคำพูดของนาง “ข้าไม่เป็นไร”ชิงชิวมองไปที่บาดแผลตรงฝ่ามือของนาง โชคยังดีที่บาดแผลไม่ลึกนัก เหมือนว่าจะไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่อันใด ถึงได้พยักหน้าอย่างเชื่อฟังผ่านไปไม่นาน หนิงตงก็ไปรับอาหารเจกลับมาตอนนี้มีเพียงพวกนางสามคนนายบ่าวเท่านั้น ไม่มีคนนอกอยู่ที่นี่ เมิ่งจิ่นเหยาให้พวกนางมานั่งกินข้าวด้วยกันกับตนเอง ชิงชิวกับหนิงตงก็ไม่ได้ปฏิเสธอาหารเจของวัดหลิงอวิ๋นรสชาติไม่เลวนัก แต่ว่าภายในใจของเมิ่งจิ่นเหยากลัดกลุ้มอย่างยิ่ง ไม่มีความอยากอาหารอันใด จึงกินอาหารไปคำสองแล้วก็วางชามข้าวกับตะเกียบลงเมื่อหนิงตงเห็นว่านางไม่ได้แตะต้องอาหารเท่าใดนัก จึงกล่าวโน้มน้าวว่า “ฮูหยิน ท่านกินให้มากหน่อยเถิดเจ้าค่ะ กินน้อยถึงเพียงนี้ หากว่าอดหิวจนทำลายสุขภาพจะทำอย่างไรเล่าเจ้าคะ? บ่าวรู้ว่าในใจของท่านเป็นทุกข์ แต่หากว่าท่านอดจนเสียสุขภาพ จะมิเป็นไปตามที่นางซุนปรารถนาหรือเจ้าคะ?”เมื่อเมิ่งจินเหยาได้ฟังดังนั้น ก็กินข้าวอีกคำสองคำ จากนั้นก็วางชามวางตะเกียบลงเมื่อเห็นดังนั้น ชิงชิวกับหนิงตงก็สบตากัน พลางลอบถอนหายใจ ทันใดนั้นก็เห็นว่าในเวลานี้ หากว่าท่านโหวอยู่ที่น
เมิ่งจิ่นเหยาไปโถงหว่างเซิงอีกครั้ง และจุดธูปให้มารดาผู้ให้ดำเนิดนางโจวนางคุกเข่าลงบนเบาะรองนั่ง สีหน้าเหม่อลอย และเอียงศีรษะเล็กน้อย มองป้ายวิญญาณของนางโจวเงียบ ๆ โดยไม่มีการส่งเสียงใด ๆ หนิงตงกับชิงชิวคุกเข่าตามบนเบาะรองนั่งที่อยู่ด้านซ้ายและด้านขวาของนาง เห็นนางดูเงียบจนเกินไป พวกนางจึงกังวลใจอย่างมาก แต่รู้ว่าพูดปลอบใจอะไรไปก็ไร้ประโยชน์ นายหญิงของพวกนางต้องการอยู่เงียบ ๆ สักพักเดิมทีพวกนางคิดว่านางซุนเป็นแค่แม่เลี้ยงใจร้าย ใครจะคาดคิดว่านางซุนกับนายท่านจะเป็นชู้กัน และเพราะนางซุนเสียชีวิตจากการคลอดเกินกำหนด มิน่าเล่าถึงจะไม่ใช่บุตรแท้ ๆ เหมือนกัน แต่นางซุนกลับปฏิบัติต่อนายหญิงของพวกนางแย่กว่าคุณชายรองเสียอีกนี่ก็เป็นเหตุผลแล้วหากวันนี้นายหญิงไม่ได้ไปจุดธูปที่วัดหลิงอวิ๋น หลังท่านป้าที่ป่วยท่านนั้นเสียชีวิตไป ความลับนี้คาดว่านายหญิงคงจะไม่มีวันได้รู้ไปตลอดชีวิตพระอาทิตย์ตกดิน แสงสว่างของโถงหว่างเซิงก็มืดลงเรื่อย ๆ แสงพระอาทิตย์ตกดินเส้นสุดท้ายที่ส่องเข้ามาในห้องโถงหายไปตอนที่ชิงชิวกับหนิงตงกำลังโน้มน้าวให้นางกลับห้องรับรองแขก จู่ ๆ เมิ่งจิ่นเหยาก็ส่งเสียงออกมา “พวกเรา
เมิ่งจิ่นเหยานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง และถามอีกว่า “ท่านพ่อข้าตอนแรกก็เคยมีอนุภรรยา แม้จะสนใจนางซุน แต่ท่านแม่เป็นคนตัดสินใจรับนางมาเป็นอนุภรรยาให้เขา เหตุใดถึงโกรธถึงเพียงนี้ด้วย?หญิงวัยกลางคนตอบกลับ “เพราะนายท่านหลอกฮูหยินบอกว่ามีนัดกับสหาย สุดท้ายถูกฮูหยินพบว่าพวกเขานัดกันอย่างลับ ๆ ฮูหยินรู้สึกถึงการถูกหลอกและทรยศ ก็โมโหขึ้นมาในตอนนั้น อีกอย่าง ฮูหยินเคยเจอนางซุนในงานเลี้ยง พวกนางเข้ากันได้ดี จะอย่างไรฮูหยินก็คิดไม่ถึงว่าสหายที่เพิ่งคบหากับสามีของตนเองจะมีความสัมพันธ์ลับ ข้าน้อยเดาว่า นายท่านกับนายซุนรู้จักกันมาก่อนแล้ว แต่เพียงเพราะคำสั่งของบิดามารดาและแม่สื่อ นายท่านจึงแต่งงานกับฮูหยินเจ้าค่ะ”เมื่อได้ยิน เมิ่งจิ่นเหยาก็หัวใจกระตุกวูบ นางไม่เคยคิดเรื่องนี้มาก่อน แต่รู้ว่าบิดานางจะต้องชอบนางซุนอย่างแน่นอนนางหลับตาลงและลืมตาอีกครั้ง พลางถาม “สิ่งที่เจ้าพูดมาทั้งหมดในวันนี้ มีคำโกหกบ้างหรือไม่?หญิงวัยกลางคนรีบกล่าว “คุณหนูใหญ่ ข้าน้อยพูดจริงทุกคำ หากมีคำโกหกแม้แต่น้อย ขอให้ลูกหลานของข้าน้อยไม่ได้ตายดีเจ้าค่ะ!”เมิ่งจิ่นเหยามองนางอย่างแปลกใจ สามารถมาสักการะพระพุทธได้ อย่างน้อยคง